กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 54.3 อัญเชิญเทพ
ยืนอยู่บนราวรั้วของหัวเรือ เฉินหลิงจวินโยนโอสถทองเฒ่าที่ลม หายใจรวยรินไว้บนพื้นเรือ หลุบตาลงมองกองทัพที่อยู่บนพื้น
ในเมื่อพอจะเข้าใจได้คร่าวๆ แล้ว นายท่านใหญ่เฉินก็สามารถ ปลดปล่อยฝีไม้ลายมืองัดข้อกับเซินฝู่จวินอย่างเจ้าให้ดีๆ ได้แล้ว
ขยับสายตาเบี่ยงไปเล็กน้อย โอ้โห จงอันดับหนึ่งใช้ได้เลยนี่นา ดูจากท่าทางเหมือนจะฝ่าทะลุขอบเขตแล้ว?
เห็นได้ชัดว่าจงเชี่ยนเองก็สัมผัสได้ถึงสายตาของเฉินหลิงจวิน เหมือนกัน เขาผงกศีรษะรับ ก็แค่ฝ่าทะลุขอบเขต เรื่องเล็กน้อย หยิบ มาใช้ได้อย่างคล่องมือ
เฉินหลิงจวินยกนิ้วโป้ งให้จงอันดับหนึ่ง ไม่เสียแรงที่เป็ นลูกพี่ ใหญ่ของภูเขาพวกเราใช้ได้เลย อยู่กับพี่ใหญ่ อยู่บ้านไม่ขาดอาหาร มื้อดึก อยู่ข้างนอกก็ยิ่งมีหน้ามีตา
คอขวดขอบเขตร่างทองของจงเชี่ยนถูกคนคนเดียวกันใช้สอง หมัดต่อยให้แหลกสลายแน่นอนว่าเรื่องนี้พูดเหมือนง่าย ราวกับรอ เสวยสุขอย่างไรอย่างนั้น
เจอสองหมัดนั้นเข้ากับตัวจริงๆ ก็จะรู้น้าหนักของมันแล้ว
ก่อนหน้านี้อยู่บนภูเขา ทั้งไม่รู้ตัวตนของอีกฝ่าย ยิ่งไม่รู้ขอบเขต วิถีวรยุทธของอีกฝ่ ายขณะที่ถามหมัดกัน จงเชี่ยนยังสามารถพูดจา ห้าวเหิมได้หลายประโยค
แต่วันนี้เขากลับพูดจาแข็งกระด้างอย่าง “กินข้าวไม่อิ่ม” หรือ “ท่านปู่จงบ้านเจ้า” ออกมาไม่ได้
พูดไปพูดมา ดูเหมือนว่ายังต้องขอบคุณป่ ายเสวียนดีๆ สักครั้ง ได้ยินว่าเจ้าโง่น้อยผู้นี้ถือตาราวีรบุรุษเล่มนั้นไปขอให้อีกฝ่ ายร่วม สร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ด้วยกันซะด้วย
จงเชี่ยนขยับห่อสัมภาระ ด้านในคือตาราหลายสิบเล่มที่ยืมมา จากพ่อครัวเฒ่า คืน? จะคืนอย่างไร ตาราที่จิ่งชิงมอบให้ เกี่ยวอะไร กับจงเชี่ยนด้วย
เรือกระบี่ลาหนึ่งหล่นฮวบลงมาบนพื้นอย่างว่องไว ถูกบีบให้จอด อยู่บนพื้น
โอสถทองเฒ่าที่เพิ่งจะฟื้นคืนสติพยายามฝืนเลิกเปลือกตาขึ้น มอง กลับถูกแรงสะเทือนนี้ทาให้สลบไปอีกครั้ง
เด็กชายชุดเขียวกระโดดลงจากราวรั้ว เดินไปยังกองทัพของเซิน ฝู่จวิน
ห่างกันไม่ถึงห้าร้อยก้าวแล้ว
เฉินหลิงจวินก้าวเดินเนิบช้า ทะเลสาบน้าแข็งแห่งนั้นก็ค่อยๆ ลด ระดับลงมาด้วย ยกชายแขนเสื้อข้างหนึ่งขึ้น ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “หนีได้ ตามสบาย อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่ตาย แต่ถ้าไม่หนี ก็ต้องแบกรับ ผลลัพธ์ที่ตามมาเอาเอง”
ไม่รู้ว่าเซินฝู่จวินสะสมบารมีไว้อย่างล้าลึกหรือเป็นเพราะผีและผู้ ฝึกตนเหล่านั้นไม่กลัวตายกันจริงๆ ขบวนทัพถึงได้ไม่แตกกระจาย อย่างอลหม่าน
เซินฝู่ จวินยกแขนวาดไปด้านหน้า เอ่ยอย่างเฉยชาว่า “บุกไป สังหารเจ้าโจรผู้นี้เสีย”
กองทัพม้ากองหนึ่งพุ่งกระโจนออกไป
เฉินหลิงจวินเบ้ปาก ประกบสองนิ้วบังคับทะเลสาบน้าแข็งก็มี หอกและง้าวนับร้อยนับพันเล่มหล่นลงพื้น กระแทกใส่หัวของทหารม้า
เซินฝู่จวินยังคงออกคาสั่งระดมพลให้บุกตะลุยแนวรบไปอีกครั้ง
สนามรบในระยะห้าร้อยก้าว ฝุ่ นผงและเศษน้าแข็งคลุ้งตลบ อบอวล
สูญเสียกาลังพลฝี มือดีไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ก็ไม่เห็นว่าเซินฝู จวินจะเสียดายเลยสักนิด
เด็กชายชุดเขียวไม่ได้มีสีหน้ายินดีใดๆ แล้วก็ไม่มีความพึงพอใจ ในการร่ายเวทคาถาด้วย
สิ่งที่เฉินหลิงจวินคิดถึงกลับเป็ นกองกระดูกขาวโพลนที่เห็นมา ตลอดเส้นทาง และยังมีพวกคนมีชีวิตในตัวอาเภอก่อนหน้านั้น
จิตแห่งมรรคาใสกระจ่างจนมองไปเห็นก้นบึง
ข้าจะไม่มีอิสระได้อย่างไร?!
ที่แท้ปีนั้นที่เดินลงน้าลาน้าจี้ตู๋ ร่างกายและจิตใจของข้าก็มีอิสระ มานานแล้ว
ช่างแม่งเถอะขอบเขตหยกดิบ!
ช่างแม่งกับงูกลายเป็นหม่าง หม่างกลายเป็นเจียว เจียวกลายเป็น มังกร อยู่บนภูเขาอยู่ในน้า เดินลงแม่น้าเดินลงลาน้า ผู้ฝึกตนที่เป็น เผ่าพันธุ์เจียวหลงอย่างเราๆ ยังจดจ าคนเหล่านั้นที่หลังจากช่วย เคลื่อนเมฆโปรยฝนให้กับพื้นดินของโลกมนุษย์แล้วหมดสิ้นเรี่ยวแรง ต้องลากร่างไปหยุดพักที่หินพักมังกรได้อีกไหม?!
ซานจวินแห่งแคว้นตานอวี้ที่อยู่ใกล้เคียงและเทพวารีแม่น้าใหญ่ ท่านหนึ่งพร้อมใจกันมาเยือน เพวกเขาได้รับการไหว้วานจากกรม พิธีการให้มาระงับเรื่องราวที่นี่ มองไกลๆ มาเห็นความเคลื่อนไหวตรง สนามรบก็รู้สึกรับมือได้ยากยิ่ง รู้สึกไม่พอใจเซินฝู่จวินอยู่หลายส่วน ไฉนถึงไปมีเรื่องกับมังกรข้ามแม่น้าผู้นี้ได้? แต่ว่ารับเงินที่จ่ายฟาด เคราะห์ของผู้อื่นมาแล้วหลายปีมานี้ของกานัลตามฤดูกาลที่ส่งมา จากเซินฝู่จวินไม่ใช่จานวนน้อยๆ แม้จะบอกว่าไม่ได้มีผลประโยชน์ที่ จับต้องได้จริงสาหรับเทพแห่งภูเขาสายน้าที่มีตาแหน่งถูกต้องอย่าง
พวกเขา เพียงแต่ว่าเมื่อมีการเปรียบเทียบฐานกาลังทรัพย์ โอ้อวด สมบัติกับพวกเพื่อนร่วมงาน ก็จะขาดของประดับตกแต่งในส่วนนี้ไป ไม่ได้ และพวกเขาเองก็มองรากฐานมหามรรคาของผีอย่างเซินฝู่จวิน ไม่ออกด้วย เคยปรึกษากันเป็นการส่วนตัวจนแน่ใจในเรื่องหนึ่ง เบื้อง หลังเซินจางไม่มีที่พึ่งใดๆ ไฉนถึงฝ่ าทะลุขอบเขตได้เร็วขนาดนี้? เทพน้อยจากศาลเถื่อนอย่างพวกหูเหนียงเนียงกลับบอกเป็ นนัยแก่ พวกเขาว่าดูเหมือนเซินฝู่ จวินจะมาจากทางทิศเหนือพวกเขาย่อม สงสัยว่าเซินจางจะใช่ตะปูที่ทางราชสานักต้าหลีทิ้งไว้ที่นี่หรือไม่
เทพวารีหญิงที่เรือนกายอรชรอ้อนแอ้นสวมเสื้อคลุมประดับขนสี เขียว บนหัวสวมมงกุฎสีเขียวมรกต นางเอาผ้าเช็ดหน้าปิ ดจมูก สายตากวาดผ่านสนามรบเร็วๆ ในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์จึงชี้ไปยัง ศาลาที่อยู่บนยอดเขา ใช้เสียงในใจพูดคุยกับชานจวินว่า “หวังเซี่ย นอยู่ตรงนั้น”
ซานจวินเอ่ย “ต้องใช้ดาบคมตัดปมเชือกที่ยุ่งเหยิงให้ขาดใน คราวเดียว อย่าให้เกิดปั ญหาแทรกซ้อนอะไรขึ้นอีก หากเรื่องลุกลาม ใหญ่โต รบกวนไปถึงภูเขาทายาทของมหาบรรพตสักแห่ง ก็ยากที่จะ จัดการให้ดีได้แล้ว”
ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่กล้าเรียกขานนามของ “มหาบรรพต กลาง” ตรงๆ เมื่อเทียบกับภูเขาเช่อจื่อที่อยู่ภาคกลางของแจกัน สมบัติทวีปแล้ว หนึ่งในห้ามหาบรรพตของแคว้นตานอวี้เล็กๆ ก็น่าจะ เป็นแค่เนินดินเนินหนึ่งเท่านั้น
เทพวารีมีสายตาเฉียบคม พยักหน้าเอ่ย “แน่นอน”
เห็นว่ากองหนุนมาถึง มาช่วยคลี่คลายสถานการณ์เร่งด่วนดุจ ไฟไหม้ลามขนคิ้วแล้วทหารใต้บัญชาการณ์ของเซินฝู่ จวินและเหล่า พันธมิตรเหล่าสหายต่างก็รู้ใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย รู้ว่าอีกไม่นาน มรสุมครั้งนี้ก็จะสงบลงแล้ว
มีเพียงเซินฝู่ จวินที่ในใจเดือดดาลอย่างหนัก เช่นเขี้ยวเคี้ยวฟั น เอ่ย “ใครเป็นคนเรียกพวกเขามา?!”
เป็นเจ้าโง่คนใดตัดสินใจโดยพลการ ทาเรื่องที่เกินความจาเป็น เช่นนี้! เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีเวลาลากเอาตัวเจ้าคนระยาที่ช่วยให้ เสียเรื่องผู้นั้นออกมา เซินฝู่จวินผลักสาวงามที่อยู่ในอ้อมอกออก ลุก ขึ้นยืน เขากระตุกคอเสื้อชุดวุ่น สายตามืดทะมึน ในใจชั่งน้าหนัก ผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตัดสินใจได้
ทางฝั่ งของศาลา หมี่ลี่น้อยนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างสตรีสองคน
หวังเซี่ยนมีสีหน้าซับซ้อน อธิบายสถานะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่ง ภูเขาสายน้าสองคนนั้นให้ราชครูเฉินและเทพเซียนผู้เฒ่าจึงฟั ง “พวกเขาคือซานจวินกู่โจ้วและเทพวารีซูเหมี่ยวแห่งแคว้นตานอวี้ ของพวกเรา”
ต่างก็เคยเป็นหัวหน้าของเทพวารีล าคลองจินไต้อย่างเขา
จิงเฮายิ้มเอ่ย “มีชื่อดีกันทั้งคู่”
นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จิงเฮาก็ลุกพรวดขึ้นยืน ไปยืนอยู่ตรงหน้า ประตูข้างค่อนมาทางตรงกลางของศาลาหลังนั้น คล้ายกับคนเฝ้ า ประตู
เมื่อเป็ นเช่นนี้กู่โจ้วและซูเหมี่ยวต่างก็ไม่คิดจะเข้ามาในศาลา โดยตรง เพียงแค่พลิ้วกายอยู่ด้านนอกของศาลา
กู่โจ้วเอ่ยเสียงทุ้มหนัก “อดีตเทพหวังเซี่ยน เจ้าถึงกับกล้าสมคบ คิดกับผู้ฝึกตนต่างถิ่นทาเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้เลยหรือ?”
นี่ไม่ใช่สาดน้าสกปรกใส่บนร่างของหวังเซี่ยนแล้ว แต่เป็นสาดขี้ ชัดๆ
หวังเซี่ยนไม่ได้รู้สึกสาแก่ใจเพราะมีที่พึ่งเนื่องจากตนรู้สถานะ ของคนที่อยู่ในศาลาแล้ว กลับกันยังรู้สึกท้อแท้ทอดอาลัย พึมพาว่า “ไม่ควรเป็นแบบนี้เลย”
ซูเหมี่ยนชี้หน้าตวาดอย่างเดือดดาล “ผู้ฝึกตนของที่ใด ทาตัวป่า เถื่อนวางอานาจไปทั่ว กล้ามาก่อเรื่องที่นี่เชียวหรือ?”
หวงเย่และเซี่ยอวี้เพียนที่จู่ๆ ก็มาโผล่ที่นี่ นอกจากเทพวารี หวังเซี่ยนแล้ว พวกนางก็ไม่รู้ว่าหนึ่งคนแก่หนึ่งเด็กและบุรุษชุดเขียว เป็นใครมาจากที่ไหน เวลานี้เห็นกู่โจ้วกับซูเหมี่ยวหัวใจของพวกนาง ก็บีบรัดตัวตามจิตใต้สานึก แต่หวงเย่ก็ยังคงปลุกความกล้าให้ตัวเอง ยืนอยู่ได้ หมายจะทวงความเป็นธรรมให้กับหวังเซี่ยน…ทว่าซูเหมี่ยว
กลับตวาดกร้าว “ผีสกปกรกที่ไม่อาจเห็นแสงตะวัน เห็นข้าผู้เป็นเทพ แล้วก็ยังไม่รีบคุกเข่ายอมรับผิดอีก ที่นี่เจ้ามีสิทธิ์พูดหรือ?!”
หวงเย่ดวงตาแดงก่า เซี่ยอวี้เพียนที่อยู่ข้างกันลุกขึ้นยืนตัวสั่น เทา มือกาชายแขนเสื้อเอาไว้แน่น เอ่ยว่า “เทพวารีซู ความจริงของ เรื่องราวไม่ได้เป็นเช่นนี้…”
ซูเหมี่ยวตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด “นังบ่าวชั้นต่าหุบปากเดี๋ยวนี้!”
กู่โจ้วใช้เสียงในใจเอ่ย “เจ้าหน้าที่ตรวจการอู่ใกล้จะมาถึงแล้ว”
ซูเหมี่ยวได้ยินก็ยิ่งลาพองใจ หัวเราะหยันเอ่ยว่า “เจ้าก็คือตัวการ หรือ?”
จิงเฮาโบกมือ หัวเราะร่วนเอ่ยว่า “ข้าแค่รับผิดชอบไม่ให้พวกเจ้า ทาให้ศาลาหลังนี้สกปรก”
ไฟโทสะท่วมอยู่ในใจของซูเหมี่ยว นางเคยต้องรับความอัปยศ จากค าพูดค าจาของคนอื่นแบบนี้เสียที่ไหน รีบโต้กลับไปทันทีว่า “ถ้า อย่างนั้นก็ให้เจ้านายของเจ้าวิ่งมาเห่าที่นี่สักสองสามทีสิ”
อันที่จริงหางตาของซูเหมี่ยวเหลือบไปเห็นบุรุษที่นั่งไขว่ห้างอยู่ ในศาลานานแล้ว สวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียว สวมรองเท้าผ้า มองดู เหมือนผ่อนคลายสบายอารมณ์ แต่แท้จริงแล้วกลับเหมือนบัณฑิต ตกอับที่สอบไม่ติดแต่ดันแสร้งวางท่าสูงส่งมากกว่า
รอยยิ้มบนใบหน้าของจิงเฮายิ่งกดลึกขึ้น แต่ในใจด่ามารดาอีก ฝ่ ายไปแล้ว หากเปลี่ยนไปอยู่หลิวเสียทวีป ข้าผู้อาวุโสจะเอาเจ้าให้ ตายเลย!
แล้วไม่นานก็มีบุคคลยิ่งใหญ่ที่แท้จริงมาเยือน ร่ายใช้วิชาอภินิหารในการหดย่อพื้นที่ได้อย่างง่ายดายเหมือน การหายใจ
ไม่สนความสูงของต าแหน่งเทพ ไม่สนว่าหมวกขุนนางเล็กหรือ ใหญ่ เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้มีอานาจยิ่งกว่า พวกกู่โจ้วและซูเหมี่ยวถึง ได้เดินไปต้อนรับ สีหน้านอบน้อมยาเกรง ถึงขั้นที่ยังแฝงแววประจบ ไว้หลายส่วน
เขาปรายตามองจิงเฮา เอ่ยว่า “เปิ่นซือ (ค าเรียกแทนตัวของขุน นางประจาหน่วย) มาสอบสวนคดี จะไต่ถามหวังเซี่ยน คนที่ไม่ เกี่ยวข้องออกไปให้หมด ตอนที่จะถามย่อมให้พวกเจ้าเปิดปากพูด เอง”
แล้วก็เพราะต้องระมัดระวังในเรื่องสถานะ เขาถึงไม่ได้เพิ่มคาว่า ไสหัวไป
ซูเหมี่ยวรีบแนะนาทันใด “ท่านผู้นี้คือรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ตรวจ การแห่งหน่วยลาดตระเวนภูเขาอวี่หลินมหาบรรพตใหญ่ ขุนนาง ตรวจการอู๋ ใต้เท้าอู๋!”
เจ้าหน้าที่ตรวจการอู๋โบกมือ “ไม่ต้องพูดเรื่องพวกนี้”
ซูเหมี่ยวหลุบตาลงต่าทันใด อธิบายเบาๆ ว่า “ผู้น้อยกลัวว่าพวก เขาจะไม่รู้หนักเบาพูดจาล่วงเกินใต้เท้า”
จิงเฮาจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ “กลิ่นอายขุนนางเข้มข้น ขนาดนี้ ไม่เคยได้สัมผัสกับตัวเองมานานมากแล้ว”
แล้วจึงหันไปมองซูเหมี่ยว จึงเฮายิ้มเอ่ยว่า “เรียกขุนนางไม่เอ่ย ค าว่ารอง เหนียงเนียงเทพวารีอย่างเจ้านับว่าเข้าใจกฎระเบียบอยู่ไม่ น้อย”
ซูเหมี่ยวโมโหจนหน้าอกกระเพื่อม หากไม่เป็นเพราะมีเจ้าหน้าที่ ตรวจการอู่อยู่ด้วย จะต้องทาให้น้าท่วมทับศาลา สังหารคนผู้นี้ให้ จมน้าตายไปแล้ว
เฉินผิงอันเก็บภาพแผนที่ขนาดจิ๋วนั้นมา ถือแกนม้วนภาพไว้ใน มือ ลุกขึ้นยืน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ดูท่ามหาบรรพตกลางคงจะไม่ร่ารวย มั่งคั่งจริงๆ ขนาดบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าครั้งหนึ่งก็ยังจัด ไม่ไหว มิน่าต้องหันไปจัดงานเลี้ยงท่องราตรีเลียนแบบคนอื่นเขา แทน”
จิงเฮาขยับเท้าเว้นที่ให้โดยอัตโนมัติ
ขุนนางแห่งภูเขาสายน้าที่เรียกแทนตัวเองว่า “เปิ่นซือ” ขมวดคิ้ว น้อยๆ รู้สึกได้ว่าบุรุษชุดเขียวที่แสร้งพูดจาประหลาดผู้นี้มีบางอย่าง ผิดปกติ
พอมาคิดอีกที ต่อให้เป็ นก่อก าเนิดแล้วอย่างไร เป็ นหยกดิบ ต่างหากถึงจะควรค่าพอให้เคารพอยู่บ้าง
วันนี้ไม่เหมือนวันวาน แจกันสมบัติทวีปในทุกวันนี้ คาว่าเซียน ดินไม่มากพอชมแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มถาม “เจ้าไม่ใช่ขุนนางของภูเขาเช่อจื่อแห่งมหา บรรพตกลาง แต่มาจากกองลาดตระเวนของภูเขาอวี่หลินหนึ่งใน ภูเขาทายาท แล้วก็ไม่ใช่ขุนนางหลัก แต่กลับมีบารมีขุนนางใหญ่โต ขนาดนี้? ไหนลองว่ามาสิ ใครเป็นคนมอบความมั่นใจให้เจ้า?”
เจ้าหน้าที่ตรวจการอู๋รู้สึกแค่ว่าน่าขัน กลับไม่รู้สึกโกรธ ถามว่า “แล้วใครเป็นคนมอบความมั่นใจให้เจ้า? บังอาจพูดจากาเริบเสิบสาน กับเปิ่นซือเช่นนี้? ไม่สู้เจ้าลองเล่าให้ข้าฟั ง สิ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ข้าสนิทกับจิ้นชิงเสินจวินของพวกเจ้า เจ้าว่า ข้ามีความมั่นใจมาก พอหรือไม่ล่ะ?”
กู่โจ้วและซูเหมี่ยวหันมามองหน้ากัน
เจ้าหน้าที่ตรวจการอู๋ปรบมือเอ่ย “ดี ดีมาก เป็ นคนเล่าเรื่องเก่ง เหมือนกันนะ”
เหนือทะเลเมฆตรงแถบตัวอ าเภอถูกร่ายเวทอ าพรางตาเอาไว้ พวกเสมียนขุนนางเทพแห่งมหาบรรพตใหญ่กลุ่มหนึ่งคล้ายมา เข้าเวรอย่างที่กล่าวถึงในนิยายเรื่องเล่าประหลาด พวกเขามีทั้งคนที่ ปากอ้าตาค้าง แล้วก็มีทั้งคนที่หน้าซีดขาว ยิ่งมีคนที่ตัวสั่นเป็ น
ตะแกรงร่อน มีเพียงชายฉกรรจ์ที่ตาแหน่งเทพสูงที่สุดคนหนึ่งที่สีหน้า ไร้อารมณ์ มองไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ใด
บนสนามรบ ในราชรถ เซินฝู่จวินสัมผัสได้อย่างเฉียบไวถึงภาพ บรรยากาศอันมหัศจรรย์ที่อยู่กลางอากาศสูงเหนือตัวอาเภอ อึ้งค้าง อยู่พักหนึ่ง เป็ นไปได้อย่างไร?! ไฉนพวกเขาถึงได้ระดมก าลังกัน ออกมา เสินจวินท่านนั้นถึงกับให้เกียรติมาเยือนอาณาเขตบ้านตน ได้อย่างไร?!
ใจเซินฝู่จวินเหมือนขี้เถ้ามอด ก้มหน้าหัวเราะ จู่ๆ ก็พลันเงยหน้า ขึ้น ชี้ง้าวไปที่ทะเลเมฆ แผดเสียงหัวเราะดังลั่น “ดีๆๆ ถึงอย่างไรก็ปิด ไม่อยู่แล้ว ข้าถูกลิขิตมาแล้วว่าจะหนีไม่รอด เพียงแต่พวกเจ้าเองก็ อย่าคิดจะวางตัวอยู่นอกสถานการณ์ วันนี้จะให้พวกเจ้าได้รู้ว่าอะไรที่ เรียกว่าแทงฟ้าให้ทะลุ!”
ในและนอกสนามรบต่างก็ได้ยินคาพูดเสียสตินี้ของเซินฝู่จวิน
เซินฝู่ จวินที่บอกว่าเป็ นผีขอบเขตก่อกาเนิดไม่ปิ ดบังวิถีเทพ เส้นทางแห่งควันธูปที่ตัวเองเดินอีกต่อไป เขาถึงกับเผยเทวรูปร่าง ทองที่มีไอหมอกล้อมวนออกมา
แต่นี่ไม่ใช่ท่าไม้ตายกันกรุของเซินจางอย่างแท้จริง ท่าไม้ตายของเขานั้นอยู่ที่การ “ใช้เทพอัญเชิญเทพ” เขาต้องการใช้วิธีนิมิตของผู้ฝึกตนอัญเชิญเทพให้มาสิงร่าง
ในใจของเซินจางเคียดแค้นเด็กชายชุดเขียวที่มาก่อกวนผู้นั้น อย่างถึงที่สุด และยิ่งเกลียดจิ้นชิงเสินจวินแห่งมหาบรรพตกลางที่ทา เรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ที่เกลียดที่สุดยังคงเป็นราชสานักต้าหลี…
หากให้เวลาเขาได้หลบซ่อนตัวอีกสักร้อยปีก็ดีน่ะสิ ต่อให้จะแค่ หกสิบปีก็ยังดี
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะต้องให้ทุกคนถูกฝั งไปพร้อมกับเปิ่นฝู่จวิน
ระหว่างฟ้ าและดินมีเรือนกายใหญ่โตโอฬารปรากฏขึ้นมา ร่าง ทองยืนค้าฟ้ายันดินทว่าเทพองค์นี้กลับไร้ใบหน้า
เซินจางทั้งเสียใจปานใจจะขาดที่เส้นทางการกลายเป็นเทพของ ตนต้องขาดสะบั้น แต่ก็สาแก่ใจที่หลังจากผ่านศึกนี้ไปตนจะได้ทิ้งชื่อ ไว้ในประวัติศาสตร์
เขาพึมพากับตัวเองว่า “พวกเจ้าไม่มีทางคิดได้แน่ว่า เทพที่ข้าจะ อัญเชิญมาวันนี้คือใคร…เขากระทาการอุกอาจผิดทานองคลองธรรม เพียงใด และเป็นเรื่องประหลาดพิสดารของใต้หล้าถึงเพียงใด!
เซินจางระเบิดเสียงคาราม บีบสมบัติหนักชิ้นนั้นให้แตก ร่างทอง ของเขาหมอบกราบอยู่บนพื้น โขกหัวคานับสามครั้ง คาพูดเหมือน สายฟ้าที่ดังเป็นระลอก
“เทพผู้น้อยเซินจางขอเชิญองค์เทพสูงสุดเหนือเทพใดทั้งมวล! ขออัญเชิญท่านเทพให้มาเผยกาย เฉิน! ผิง! อัน!”
เมื่อเซินจางเรียกชื่อออกมาตรงๆ บนใบหน้าของเทพองค์นั้นก็ เผยโฉมหน้า “ที่แท้จริง” ออกมาด้วย คือใบหน้าของ “เฉินผิงอัน’ จริงๆ จิงเฮาเห็นภาพนี้ก็รู้สึกพูดไม่ออก เด็กชายชุดเขียวเงยหน้าอ้าปากค้าง หา? หมี่ลี่น้อยที่อยู่ในศาลาขมวดคิ้วทั้งสองข้าง เผยเฉียนยื่นมือไปกดด้ามดาบ ปราณสังหารท่วมท้น
ส่วนนอกศาลา พวกเจ้าหน้าที่ตรวจการอู๋สามคนมองท้องฟ้ า มองบุรุษชุดเขียวที่อยู่ในศาลา แล้วก็ทาแบบเดิมซ้าอีกครั้ง แต่ละคน รู้สึกราวกับกาลังฝั นไป
นอกศูนย์ฝึกยุทธในอาเภอแห่งหนึ่งของแจกันสมบัติทวีปที่อยู่ ห่างไปไกล เจียงเซ่อตีหน้าเคร่งกลั้นขา กลับเป็นอู่เหยียนคนรักของ เขาที่หลุดเสียงหัวเราะออกมา
เฉินชิงหลิวแค่มองกรอบป้ายคาว่า “หมัดสยบหนึ่งทวีป” แล้วเอ่ย ว่า “วิธีการนี้นับว่าไม่ธรรมดา ถือเป็นการจับผลัดจับผลูที่เตือนสติได้ ดี”
อันที่จริงเซินจางได้ใช้ควันธูปและความเป็ นเทพหมดสิ้นแล้ว หลังจากโขกหัวหนักๆ ไปแล้วก็เงยหน้าเหม่อมองเทพองค์นั้นที่ตน
อัญเชิญมา ได้สร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่นี้ได้สาเร็จก็ไม่เสียแรงที่เกิดมา ชีวิตนี้
พริบตานั้นเซินจางก็สังเกตเห็นรองเท้าผ้าคู่หนึ่ง?
ขยับสายตาขึ้นไปเล็กน้อย เซินจางเห็นบุรุษชุดเขียวที่ชายแขน เสื้อพลิ้วไสวคนหนึ่ง อีกฝ่ายไม่มองเขา เพียงแค่ยิ้มเอ่ยว่า “จ้าวซวีถัว พวกเจ้าพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อสังหารสามอสุภะ”
“เชิญใครไม่เชิญ”
“ดันมาเชิญข้าทาไม?”