กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 55.1 ใบท้อพบดอกท้อ
การอัญเชิญเทพในครั้งนี้ประสบความสาเร็จดั่งหวัง แต่ดู เหมือนว่าจะสาเร็จมากเกินไป ไม่เพียงแต่อัญเชิญเทพ “เฉินผิงอัน” มาได้ ยังเชิญตัวจริงร่างจริงมาด้วย
เซินจางพึมพ า “เป็นเจ้าจริงๆ เฉินผิงอัน”
แรกเริ่มคือความตกตะลึง ตามมาด้วยความสิ้นหวัง ก่อนจะเกิด เป็ นความฮึกเหิมอย่างใหญ่หลวง สุดท้ายก็กลับคืนมามีสีหน้าเป็ น ปกติ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เป็นเจ้าจริงๆ ด้วยเฉินผิงอัน”
ต่อให้สถานการณ์ใหญ่จะมั่นคงแล้ว เซินจางก็ยังคงไม่ยินดีจะ พูดคุยกับเฉินผิงอันในท่าหมอบกราบ เขาโซเซลุกขึ้นยืน อยู่ใน สังคม ไม่ควรจะยอมทาตัวต่าต้อยกว่าผู้อื่น
ร่างทองใหม่เอี่ยมของเซินจางในเวลานี้เหมือนเครื่องกระเบื้อง เก่าใบหนึ่งที่เกิดรอยร้าวนับไม่ถ้วน สุ่มเสี่ยงอันตราย พร้อมจะปริแตก ได้ทุกเมื่อ
ใช้ “เทพผู้ต่าต้อย” น้อมต้อนรับ “เทพสูงสุด” เดิมทีก็เป็ นการ กระทาที่ล้าเส้นใหญ่เทียมฟ้ าอยู่แล้ว คือการยอมสละความเป็ นเทพ ของทั้งร่างเอามาทาเป็ นธูปทางใจ ราวกับว่าโยนหนังสือเข้าไปใน เตาเผา เปลวไฟเผาไหม้รุนแรง เพียงไม่นานก็กลายเป็นเถ้าถ่านกอง หนึ่ง
อริยะลัทธิขงจื๊อที่นั่งพิทักษ์ม่านฟ้ าของแจกันสมบัติทวีปยื่นมือ ใหญ่ยักษ์ออกมาแหวกเมฆหมอก
ไม่รู้ว่าเฉินผิงอันเอ่ยอะไร เขาถึงได้พยักหน้า ไม่ได้เยื้องกรายมา เยือนซากปรักสนามรบด้วยตัวเอง
แล้วก็มีผู้ฝึกตนใหญ่ในทวีปที่เป็ นศาลาใกล้น้าได้ยลแสงจันทร์ ก่อนบางส่วนที่สัมผัสได้ถึงเบาะแสของที่แห่งนี้ อย่างฉีเจินแห่งสานัก โองการเทพ บรรพจารย์สานักการทหารศาลลมหิมะ เจ้าประมุขสกุล เจียงอวิ๋นหลิน ฯลฯ พวกเขาต่างก็พากันร่ายวิชาลับที่ตัวเองถนัด หมายจะสืบเสาะให้รู้แน่ชัด แต่กลับถูกอริยะลัทธิขงจื๊ออ าพรางเอาไว้
เซินจางกวาดตามองไปรอบด้าน เอ่ยอย่างเสียดายว่า “ได้แต่ อัญเชิญมาครึ่งเดียว ถึงอย่างไรก็เป็นความบกพร่องในความสมบูรณ์ แบบ”
ไม่รู้ว่าเป็ นเพราะรู้ดีว่าชะตาชีวิตของเขาเซินจางมาถึงทางตัน แล้ว ความตายคืบคลานใกล้เข้ามา การดิ้นรนต่อต้านอย่างดื้อด้าน ล้วนเป็นเพียงความเพ้อฝั น หรืออยากจะซักไซ้ถึงรากฐานวิถีเทพเส้น นี้ให้รู้แน่ชัด ถึงได้ไม่รีบร้อนลงมือ หรือเป็ นเพราะมีเหตุผลอย่างอื่น กันแน่
แต่สรุปก็คือเฉินผิงอันไม่ได้ลงมือสลายองค์เทพที่เลียนแบบตน ไปในทันที กลับกันยังสบตากับอีกฝ่ายเนิ่นนาน สีหน้าซับซ้อนอย่าง มาก
นอกศาลา
เจ้าหน้าที่ตรวจการอู๋ที่ก่อนหน้านี้ยังถามอีกฝ่ ายว่า “มีความ มั่นใจมาจากไหน เวลานี้เหมือนคนถูกดึงกระดูกสันหลังออก ร่างอ่อน ยวบทรุดไปกองกับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ หวาดกลัว สุดขีด
เทพวารีซูเหมี่ยวสีหน้าบิดเบี้ยว นางชี้เข้ามาในศาลา “สวมรอย เป็นเฉิน….ราชครูต้าหลีมีโทษมหันต์ ต้องโดนประหาร!”
ท่าทางเหมือนคนบ้าอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานอย่างเทพวารีแล้ว ซานจวินกู่โจ้วถือ ว่ายังพอมีสติอยู่บ้าง เขาหันหน้าเข้าหาซากปรักสนามรบ ทรุดลงไป หมอบกราบกับพื้น ใช้หน้าผากแตะพื้น พูดเสียงสั่นว่า “เทพน้อยกู่โจ้ วกราบคารวะราชครูเฉิน”
หมี่ลี่น้อยกางมือสองข้างออกตบแขนของสตรีสองคน หันหน้า ไปทางโน้นที่ทางนี้ทีรับรองกับพวกนางด้วยสีหน้าจริงจังว่า “พี่หญิง เทพธิดาทั้งสองไม่ต้องกลัว เจ้าขุนเขาคนดีของพวกเราคือตัวจริง ไม่ มีทางเป็นตัวปลอมที่สวมรอยมาอย่างแน่นอน”
หวงเย่กลับเซี่ยอวี้เพียนๆ อึ้งๆ หัวสมองว่างเปล่า ไม่รู้ว่าควรจะ ตอบอย่างไร
ไม่ใช่ตัวจริง แน่นอนว่าพวกนางต้องกลัว
ปั ญหาคือเป็นตัวจริง พวกนางกลับกลัวยิ่งกว่าเดิม
เนื่องจากเฉินผิงอันไม่ได้ใช้เสียงในใจพูดคุยกับเซินจาง จิงเฮาที่ อยู่ในศาลาจึงเก็บชื่อ “จ้าวซวีถัว” นี้มาใส่ใจแล้ว
ก่อนหน้านี้นักพรตหนุ่มเผยกายบนซากปรักสนามรบ ไปพบกับ วิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งที่ป้วนเปี้ยนอยู่ที่นี่ไม่ยอมจากไปไหน เดิมทีก็ โผล่มากะทันหัน เพียงแค่เพราะจิงเฮามีขอบเขตสูงมากพอจึงไม่ได้ คิดอะไรมาก
ในช่วงเวลาที่ท่องเที่ยวอยู่ในแจกันสมบัติทวีป เทพเซียนผู้เฒ่า จิงก็เคยได้ยินค ากล่าวเกี่ยวกับคนรุ่นเยาว์สิบคนของแจกันสมบัติ ทวีป ทว่าเขาจาชื่อและฉายาได้ไม่หมด จะต้องจาเรื่องพวกนี้ไปทาไม เก้าทวีปของไพศาลในทุกวันนี้ต่างก็นิยมในเรื่องนี้ จาไหวหรือ ร้อยปี พันปีให้หลัง หากพวกคนรุ่นเยาว์อย่างพวกเขาสามารถโชคดีพิสูจน์ มรรคาบินทะยาน ทั้งสองฝ่ายย่อมต้องมีโอกาสได้พบเจอกันบนยอด เขา
จิงเฮาแทบจะวิเคราะห์ได้ทันทีว่านักพรตผู้นี้ก็คือจ้าวซวีถัว ตัวการแท้จริงที่วางแผนเรื่องในครั้งนี้อยู่เบื้องหลัง นี่ ก็ คือ สัญชาตญาณของบินทะยานอาวุโส
ริมลาคลองชางผูของเมืองหลวงต้าหลี สัญชาตญาณของเผย เม่าทูตผู้ตรวจการแห่งต้าหลีนั้นถูกต้องแล้ว
ทุกวันนี้ความอดทนของราชครูคนใหม่แห่งต้าหลีท่านนี้ไม่ค่อยดี นัก
นี่ก็คือโรคร้ายที่ทิ้งไว้หลังจากการที่ชักนาฟ้ าดินมาปะทะกับโจว มี่ คือหนึ่งในราคาที่เขาต้องจ่าย
แล้วก็คือเหตุผลว่าทาไมเฉินชิงหลิวถึงได้บอกว่าเฉินผิงอันกลวง เหมือนล าไม้ไผ่
จงเชี่ยนฝื นข่มกลั้นความวู่วามที่อยากจะชักเท้าถอยหลัง เงย หน้ามอง “องค์เทพ” ที่ค้าฟ้ ายันดินองค์นั้น จาต้องนับถือในความใจ กล้าและสติปั ญญาของเซินฝู่จวินผู้นั้นจริงๆ ทุ่มทุนครั้งใหญ่! ได้เปิด หูเปิดตาแล้ว!
ขณะเดียวกัน เผยเฉียนก็เงยหน้าจ้องมองเทพองค์นั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพลันหันหน้ากลับ ไม่พูดพร่าทาเพลง เรือนกายทะยานเป็ นเส้น ยาวเร็วยิ่งกว่าการหดย่อพื้นที่
ก่อนหน้านี้นักพรตจ้าวซวีถัวได้พูดคุยกับลูกศิษย์ที่ตายตก กลายเป็นผีสองสามประโยคแล้วก็เดินขึ้นไปบนเนินดินแห่งหนึ่ง
ด้านใต้เนินดินแห่งนั้น เผยเฉียนหรี่ตาจ้องมองผู้ฝึกตนอิสระที่ ยังคงค้างอยู่ในท่าถือฮู้วิธีการป่าเถื่อนจริงๆ
ไม่สนหรอกว่าเจ้าเป็ นคน เป็ นผีหรือเป็ นเทพเซียนอะไร กล้า บังอาจวางแผนมาถึงบนหัวอาจารย์พ่อของข้า ปล่อยให้เจ้าสร้าง
เหตุการณ์อัญเชิญเทพมาเผยกาย ย่อมต้องถือเป็ นความสามารถ ของเจ้า
แต่ตกมาอยู่ในกามือของข้าก็สมควรแล้วที่เจ้าต้องเจอหมัดเท้า สักรอบ
สองมือต่างชักดาบและกระบี่ออกมา เผยเฉียนเริ่มเดินขึ้นไปบน เนินดิน ในใจไม่เหลือความคิดวอกแวกอื่นใดอีก ก็หนีไม่พ้นว่ารีบรบ รีบจบโดยไว
เนินดินที่ไม่สะดุดตาถึงกับเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งหนึ่งที่ สร้างฟ้าดินเล็กขึ้นมานานแล้ว เผยเฉียนที่มือถือดาบและกระบี่ถึงกับ ใช้เรือนกายที่แข็งแกร่งพังประตูเข้าไป ไม่ได้ใช้อาวุธในมือเลยสักนิด
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมเหมือนแก้วใสพิเศษที่มีความอ่อนนุ่ม ถูก ของแข็งเจาะทะลวงจึงสั่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด สุดท้ายถูกฝ่ายหลังเบียด กระแทกจนแหลกกระจาย ค่ายกลใหญ่แตกเป็ นชิ้นๆ แล้วสาด กระจายออกไปเต็มพื้นในเสี้ยววินาที ประกายแสงพร่างพราว
เผยเฉียนไม่ได้หาตัวของนักพรตเจอในทันที กลับกันนางไปยืน อยู่บนหอสูงที่ลอยกลางอากาศสีขาวสะอาดราวกับหยก รอบด้านมี แต่หอเซียนที่แกะสลักอย่างประณีตวิจิตรตาหนักจักรพรรดิสีทอง มลังเมลืองกระจายตัวกันดุจดวงดาวบนท้องฟ้า เส้นสายน้าและปราณ วิญญาณแต่ละสายเข้มข้นเหมือนผ้าแถบหลากสีพลิ้วไสว ไหลริน
อย่างเชื่องช้าไปตามร่องของฟ้ าครามและสิ่งปลูกสร้างอันยิ่งใหญ่ อลังการ
เผยเฉียนกระตุกมุมปาก
เห็นว่าที่เนินดินเล็กใกล้จะมีการหลั่งเลือดแล้ว จิงเฮาก็รีบใช้เสียง ในใจสอบถามเจ้าเขาเฉินว่าตัวการหลักที่มีเจตนาแอบแฝงไม่น่า ไว้ใจผู้นั้นจะให้เขาช่วยไปจับตัวมาไว้ให้ก่อนหรือไม่ ถึงอย่างไร ปรมาจารย์เผยก็เป็ นคนบนเส้นทางแห่งวรยุทธ สังหารศัตรูได้ง่าย เพียงแต่รับมือกับผู้ฝึกตนที่มีวิชาหลบหนีมากมายหลายหลากและมี วิธีรักษาเอาชีวิตรอดสารพัดอย่างอาจเกิดช่องโหว่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ยากที่จะตัดรากถอนโคน หากปล่อยให้นักพรตผู้นั้นหลบหนีไปได้จะ ไม่ดี
ออกมาจากอาณาเขตของหลิวเสียทวีป ท่องเที่ยวไปตามภูเขา สายน้าของทวีปอื่น จิงเฮาพิถีพิถันในเรื่องเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตา ตามอย่างมาก เรื่องที่สามารถใช้ฉายา “ชิงกงไท่เป่า’ มาอธิบายเหตุ ผลได้อย่างชัดเจน โดยทั่วไปแล้วจะไม่ใช้ขอบเขตและวิธีการของบิน ทะยานอาวุโสเด็ดขาด ก็ดีเหมือนกัน วันนี้ก็ถือว่าได้ยืดเส้นยืดสาย เล็กน้อย หลีกเลี่ยงไม่ให้หวังเซี่ยนเทพวารีที่อยู่ในศาลาที่ไม่รู้เรื่องรู้ ราวดูแคลนหลิวเสียทวีป
เฉินผิงอันพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนสหายจิงแล้ว เจอเผย เฉียนก็บอกไปว่าเป็นความต้องการของข้า แต่ว่าทางฝั่ งของศาลาก็ ยังต้องรบกวนให้สหายจึงช่วยจับตามองด้วย”
จิงเฮาหดย่อพื้นที่ไปที่เนินดินขนาดเล็ก ตราผนึกค่ายกลที่ก่อน หน้านี้ถูกเผยเฉียนพุ่งชนจนแหลกกลับคืนมามีสภาพเดิมด้วยตัวเอง แล้ว จิงเฮาหัวเราะ ลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ เขายื่นฝ่ ามือไปวางแนบไว้บน ตราผนึกที่มองไม่เห็น กระชากออกมา พริบตาเดียวก็คล้ายกระชาก เอาชุดคลุมอาคมผ้าฝ้ ายอ่อนนุ่มที่มีเจ็ดสีออกมาได้ สะบัดแล้วโยน มันไปไว้ในชายแขนเสื้อของตัวเอง โยนไปไว้ในเตาหลอมโอสถใบ หนึ่ง ใช้ไฟหล่อหลอมมันอย่างละเอียด ดูว่าจะสามารถสาวเบาะแส บางอย่าง อนุมานออกมาเป็ นรากฐานของวิถีแห่งเทพเส้นนี้อย่าง แท้จริงได้หรือไม่
หลังจากจิงเฮาฝ่าด่านมาได้อย่างง่ายดายแล้วก็มาเยือนดินแดน มายาอีกแห่งหนึ่งทัศนียภาพที่เขาเห็นแตกต่างไปจากเผยเฉียน ฟ้ า ดินเป็นสีดาสนิท มีเพียงสีทองเป็นจุดๆเท่านั้น ใต้ฝ่าเท้าของจิงเฮาก็ คือเข็มทิศขนาดใหญ่เท่าทะเลสาบชิ้นหนึ่ง ตัวอักษรทุกตัวใหญ่เท่า เกาะ ตาแหน่งที่จิงเฮายืนอยู่ในเวลานี้คือริมขอบของทะเลสาบ เข็ม ทิศเริ่มเคลื่อนแล้ว จิงเฮาร้องเอ๊ะ น่าสนใจ ถึงกับมีความหมายของ การ ‘ยืมถนนผ่านทาง’ มาใช้ ‘ดักปล้นบนเส้นทาง” หากปล่อยให้เข็ม ทิศโคจรต่อไปจริงๆ ก็จะสามารถผลาญพลังตบะ ส่ายคลอนจิต วิญญาณ บิดหมุนร่างแห่งมรรคาของผู้ที่มาเยือนได้อย่างรวดเร็ว คือ มหามรรคาที่ด าเนินไปดุจแท่นโม่
นักพรตน้อยพอจะมีพื้นฐานที่มั่งคั่งอยู่บ้าง
จิงเฮายกมือขึ้น สองนิ้วประกบกัน พริบตานั้นก็ทาให้เข็มทิศ แหลกสลาย โบกชายแขนเสื้อ ชัดทาลายให้ตัวอักษรสีทองที่พลิ้วไสว ไปมาแหลกลาญกลายเป็นผุยผง
ไม่อยากถ่วงเวลาให้ล่าช้า จิงเฮาเรียกกายธรรมออกมา นิ้วทั้งห้า ของสองมืองอเป็ นตะขอ บังคับฉีกกระชากตราผนึกของพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมเหมือนฉีกผ้าผืนหนึ่ง
สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือดินแดนมายากว้างใหญ่ไพศาลที่ถูกเผย เฉียนผ่าท าลาย มีแต่ซากปรักหักพังอยู่ทั่วทุกหนแห่ง สิ่งปลูกสร้าง บางส่วนเอียงกะเท่เร่ลอยอยู่กลางอากาศ พวกมันอยากจะกลับคืน ตาแหน่งเดิม แต่กลับถูกปราณกระบี่อันเปี่ ยมล้นและแสงดาบที่ตัด สลับถักทอขัดขวางเอาไว้ จึงไม่อาจกลับคืนมามีรูปลักษณ์เดิมได้เสีย ที
ต่อให้เป็ นบินทะยานเฒ่าที่ไม่รู้สึกรอคอยคาดหวังกับสิ่งใดมา นานมากแล้วอย่างจิงเฮาก็ยังต้องเอ่ยชื่นชมจากใจจริงว่าเป็ นเวท กระบี่และวิชาดาบที่เผด็จการเหลือเกิน ช่างเป็ นสตรีที่องอาจ เหลือเกิน
หากนางไม่ยอมอยู่ในการควบคุมของเขาก็คงไร้ชื่อไร้แปอย่าง แท้จริง
จิงเฮาเตรียมค าพูดไว้ในหัวก่อนแล้ว เพราะต่อให้เผยเฉียนจะ อายุน้อยแค่ไหน ไม่พูดถึงสถานะสองชั้นที่นางมีอยู่ นางก็เป็ น
ปรมาจารย์ขอบเขตปลายทางวิถีวรยุทธอย่างแท้จริงควรต้องให้ความ เคารพกันสักหน่อย เจอหน้ากันก็ควรพูดคุยกันอย่างมีมารยาท
ในอนาคตเผยเฉียนจะสามารถพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้นได้หรือไม่ บนยอดเขาไม่มีใครกังขามานานแล้ว หากในอนาคตเผยเฉียนไม่ อาจติดตามอาจารย์ของนางเดินไปถึงขอบเขตนั้นได้ เกรงว่านั่น ต่างหากถึงจะท าให้คนต้องทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง
คิดไม่ถึงว่าเผยเฉียนจะถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผู้อาวุโสจิงมา ที่นี่ เปลี่ยนให้คนมาท าลายค่ายกลและจับโจร เป็นความต้องการของ อาจารย์พ่อข้าหรือ?”
จิงเฮาลูบหนวดยิ้มเปลี่ยนคาพูดใหม่ว่า “เจ้าขุนเขาเฉินกังวลว่า จะเกิดเรื่องไม่คาดฝั นจึงให้ข้ามาช่วยคุมหลัง ปรมาจารย์เผยเชิญ ทาลายค่ายกลได้เต็มที่ หากจ้าวซวีถัวหนีรอดไปได้หนึ่งจิตครึ่ง วิญญาณ ก็ถือว่าเป็นความผิดของข้า”
เผยเฉียนเก็บดาบและกระบี่กลับเข้าฝั ก กุมมือยิ้มกว้างเอ่ยว่า “โจรผู้นี้มีวิธีการเยอะเหลือเกิน ข้ากลัวจะท าพลาด ขอให้ผู้เยาว์ได้ ใช้วิธีลัด รบกวนให้เจ้าขุนเขาผู้เฒ่าจิงช่วยใส่ใจมากหน่อย”
ได้ยินค าเรียกว่า “เจ้าขุนเขาผู้เฒ่า” ดวงตาจิงเฮาก็พลันเป็ น ประกาย คือความน่ายินดีไม่คาดฝั นที่ใหญ่เทียมฟ้า รับน้าใจ ต้องรับ น้าใจนี้ไว้
จิงเฮายิ้มกว้างชอบใจ “วางใจเถอะ หากปล่อยให้จ้าวซวีถัวหนีไป ได้ นับแต่วันนี้ไปข้าก็คงไม่มีหน้าไปดื่มเหล้ามื้อเช้าที่ภูเขาบ้านเจ้า แล้ว”
ไม่เสียแรงที่เป็นบุตรสาวของคู่รักคู่นั้น ไม่เสียแรงที่เป็นลูกศิษย์ ใหญ่เปิดขุนเขาที่เจ้าขุนเขาเฉินเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจนโต
เผยเฉียนออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ยกมือป้องไว้เหนือ หว่างคิ้ว ดีดปลายเท้าหนึ่งที ไปที่ศาลา
เห็นเผยเฉียนไปยังศาลาที่อยู่บนยอดเขาแล้ว จงเชี่ยนที่เพิ่งจะ ฝ่ าทะลุขอบเขตเลื่อนเป็นขอบเขตเดินทางไกลก็ใช้วิธีการที่ไม่ด้อย ไปกว่าเชียนดินทะยานลม พอจะมีมาดของปรมาจารย์บ้างแล้ว
จิงเฮากระทืบเท้าหนักๆ หนึ่งที พ่นเสียงหัวเราะ “แสร้งทาเป็ น หลอกผีหลอกเจ้า ใช้กลอุบายเล่ห์เหลี่ยม เพ้อฝั นจะสร้างสรวงสรรค์ ขึ้นมาใหม่ คิดว่าตัวเองเป็นโจวมี่จริงๆ หรือไร?”
บินทะยานเฒ่าใช้ปราณวิญญาณที่หนาข้นเหมือนกระแสน้าขึ้น ชะล้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมซึ่งเป็ นภาพมายานี้ คืนรูปโฉมเดิม ให้กับฟ้ าดิน
จิงเฮาเอาสองมือไพล่หลัง เดินเนิบช้าไปบนยอดเนิน แล้วก็ได้ เจอกับจ้าวซวีถัวที่คล้ายกับเตรียมพร้อมรออยู่แล้ว
จิงเฮายิ้มถาม “ยังไม่หนีอีกรึ?”
จ้าวซวีถัวยืนอยู่ที่เดิมตลอดเวลา ย้อนถามด้วยรอยยิ้มว่า “หนี อะไร? ในเมื่อแม้กระทั่งชิงกงไท่เป่ ายังลงมือเองแล้ว ขอถามหน่อย เถิดว่าเสี่ยวเต้าจะหนีไปไหนได้?”
จิงเฮาพยักหน้า “เจ้าหนูพูดจาอย่างผึ่งผายเช่นนี้ ข้าก็รู้สึกไม่ดีที่ จะตบเจ้าให้ตายด้วยฝ่ามือเดียวเสียแล้ว