กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 57.2 กระบี่คมอยู่ในกํามือ
บทพิเศษ ตอนที่ 57.2 กระบี่คมอยู่ในกํามือ
ฟู่เต๋อชงถอนหายใจอยู่ในใจ กูไหนในหนอ ความเป็นเทพของ เจ้าพอจะใสกระจ่างปรุโปร่งขึ้นมาได้บ้างแล้ว ภูเขาผูซานของพวก
เรา…
แล้วก็จริงดังคาด
“ฟู่เต๋อชงแห่งผูซานควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาไม่เข้มงวด ลงโทษ หักเงินเดือนร้อยปีระหว่างนี้กรมพิธีการจะไปทําการตรวจสอบเรื่องนี้ กับกองงานทั้งหลายของผูซานตามระยะเวลาที่กําหนด”
“กองลาดตระเวนของภูเขาอวี่หลิน ที่ว่าการนี้จะถูกตัดชื่อทิ้งนับ แต่บัดนี้ ภายในเวลาร้อยปีห้ามเอาชื่อนี้มาใช้อีก อํานาจหน้าที่ของ
กองลาดตระเวนถูกถ่ายโอนไปยังกองงานต่างๆ ที่เหลือ” “ว่านซู่กุ้ย เจ้ามีความเห็นต่างหรือไม่?” ว่านซู่กุ้ยเอ่ยอย่างหวาดหวั่น “ไม่มี”
เหลาสุราของอําเภอเมือง ตําแหน่งที่อยู่ติดกับหน้าต่าง เด็กหนุ่ม ชุดขาวหมุนจอกสุราทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง “ผ่านพ้นหายนะ
ไปได้อีกครั้งแล้ว”
“สรุปแล้วเป็นเพราะท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นย่อมมี บัญชาจากสวรรค์ หรือเป็นเพราะเมื่อความโชคดีมาเยือน สติปัญญา ของเฉินหลิงจวินจึงบังเกิดกันแน่”
เด็กหนุ่มโคลงศีรษะ มองไปฝั่งตรงข้ามแล้วหลุดหัวเราะพรืด “ลากตัวเจ้าจากทะเลสาบซูเจี่ยนมาที่นี่ ไม่ได้มาเสียเที่ยวกระมัง? เป็น อย่างไร? ยังคิดว่าทําเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่อีกไหม? หรือยังคิดว่า คนกลุ่มหนึ่งล้อมแอ่งน้ําขนาดเล็กรุมกันตกปลา? คันเบ็ดยังมากกว่า
ตัวปลาอีกไหม?”
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ จอนผมสองข้างเป็นสี ดอกเลา เก็บวิชาอภินิหารมองภูเขาสายน้ําผ่านฝ่ามือ ใช้นิ้วเคาะไป ที่หว่างคิ้วเบาๆ เพื่อรวบรวมสมาธิ ก่อนจะหยิบจอกเหล้าขึ้น แหงน หน้ากระดกดื่มรวดเดียว เอ่ยอย่างนับถือว่า “ดูแคลนเซินผู้จวินผู้นี้ เกินไปจริงๆ หากไปอยู่ที่ทะเลสาบซูเจี่ยน คิดดูแล้วต้องไม่แพ้ให้กับ หลิวเหล่าเฉิง หลิวจื้อเม่าแน่นอน….มารดามันเถอะ ทุกวันนี้ขอบเขต ต่ําเกินไป ชมเรื่องสนุกก็เห็นแค่ภาพพร่าเลือนต้องรู้ว่าในอุตรกุรุทวีป ปีนั้น ตอนที่ข้ายังเป็นโอสถทองก็สามารถร่ายวิชามองขุนเขาสายน้ํา ผ่านฝ่ามือได้แล้ว มองไกลๆ ไปเห็นก่อกําเนิดหญิงอายุน้อย ไปที่บ่อ น้ําพุร้อนภูเขาอู่อี๋…เขียนตัวอักษรวาดภาพ”
เด็กหนุ่มจุปาก “ช่างเป็นสตรีที่มีรสนิยมเสียจริง
บุรุษรีบเบี่ยงประเด็นทันใด ลูกผู้ชายไม่เอ่ยถึงความกล้าหาญใน
วันวาน
เด็กหนุ่มหัวเราะหึหึ “จะโทษใครได้ล่ะ ใครใช้ให้เจ้าทําอะไรโดย ใช้อารมณ์ ดึงดันจะเป็นวีรบุรุษเป็นลูกผู้ชายให้จงได้”
บุรุษลูบปลายคาง “ทุกวันนี้หากไปหามิตรสหายที่อุตรกุรุทวีปอีก
ครั้ง ไม่รู้ว่าจะยังไม่ได้รับการต้อนรับเหมือนเดิมอีกหรือไม่” เด็กหนุ่มแกว่งจอกเหล้า “คิดอะไรน่ะ ต้องยังได้รับการยอมรับ เหมือนเดิมอย่างแน่นอน อย่างมากสุดพวกเขาก็แค่ปล่อยสมบัติ
อาคมทั้งหมดออกมา แล้วค่อยยกนิ้วโป้งให้เจ้า”
ขนบธรรมเนียมประเพณีของอุตรกุรุทวีปห้าวหาญ มักจะมี ถ้อยคําฮึกเหิมทรงพลังอย่างที่ทวีปอื่นไม่มีทางมีได้
อย่างเช่นประโยคที่ว่าขอบเขตถดถอยจะนับเป็นอะไรได้ หรือจะ
บอกว่าขอบเขตเลื่อนสูงแล้วจะมีดอกเบี้ยให้เก็บกิน?
หากอนุมานแบบเดียวกันนี้ ย่อมได้ข้อสรุปที่เหมือนกัน นั่นก็คือ “ศาลบรรพจารย์บ้านเจ้าจะเก็บไว้ทําอะไร จะช่วยเปลี่ยนใหม่ให้พวก เจ้าเอง ไม่ขอบคุณข้าแล้วยังบ่นข้าอีกหรือ
คนที่เข้าใจอุตรกุรุทวีปมากที่สุด บางทีอาจเป็นคนต่างถิ่น เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “ดูท่าจิงเฮาจะเห็นเฉินหลิงจวินเป็นสหาย
จริงๆ แล้ว”
ชุยตงซานเบ้ปาก “หนึ่งคนแก่หนึ่งเด็ก คนโง่สองคน ล้วนเป็นคน ชอบสุรา พูดจาไม่ถูกชะตากันสิถึงจะแปลก”
ซุยตงซานลุกขึ้นยืน “ไป พวกเราไปแสดงความยินดีกับบรรพ
จารย์ฉิ่งชิงกัน”
รองเจ้าขุนเขาเจียงคลี่ยิ้มบางๆ “สมควรเป็นเช่นนั้น”
ในอนาคตเฉินหลิงจวินจะได้เป็นผู้ถวายงานพิทักษ์ของภูเขาลั่ว
จั่วหรือไม่ เขาเจียงซ่างเจินย่อมไม่ใช่คนตัดสินใจ แต่การประชุมใน
ศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เช่อ ถึงอย่างไรก็ต้องให้รองเจ้าขุนเขาอย่าง
เขาไปพยักหน้าอนุมัติให้พอเป็นพิธีก่อนหน้าผู้คุมกฏฉางมิ่งไม่ใช่
หรือ?
ไปถึงถนนหลัก เฝ้าตอรอกระต่าย
เจียงซ่างเงินเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “จ้าวฃวีถัวต้องการอะไร”
ซุยตงซานสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ชายแขนเสื้อกว้าง
เหมือนสายน้ําตก
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่สวมชุดสีขาวรัดเข็มขัดหยก ดึงดูด
สายตาให้ผู้คนเหลียวมองมา
พวกเด็กสาวชะลอฝีเท้า อิ่มตาอิ่มใจยิ่งนัก
น่าเสียดายที่สายเหวินเซิ่ง นับตั้งแต่ซิ่วไฉเฒ่าไปจนถึงฉีจิ้งชุน
แทบจะไม่เคยมีความสัมพันธ์ชายหญิงอะไรเลย
คือประเภทที่ว่าล้วนสามารถทําให้เฒ่าจันทรากระทืบเท้าด่าได้ โดยเฉพาะเจ้าทึ่มจั่วที่ไม่เข้าใจที่สุดแต่กลับแกล้งทําเป็นเข้าใจ
กระทั่งมีลูกศิษย์ปิดสํานัก
หลังจากนั้นก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ซุยตงซานพูดอย่างไม่ยี่หระ “คนฉลาดกลับถูกความฉลาดทําให้
เสียเรื่อง”
เจียงซ่างเจินเอ่ยอย่างเสียดาย “น่าเสียดายที่ไม่อาจสืบเสาะไป เห็นภาพเหตุการณ์ในฟ้าดินของเนินแห่งนั้น ไม่ได้ยินบทสนทนา
ระหว่างเจ้าขุนเขากับเขา”
ชุยตงซานกล่าว “ใช้หัวเข่าคิด ใช้ก้นเดาก็ยังเดาได้เลย” เจียงซ่างเจินเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ใช้กันเดาดูสิ”
ชุยตงซานยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นแล้วปัดหัวเข่า เอ่ยว่า “ต้องเป็น จ้าวฃวีถัวที่สร้างตราผนึกหนาชั้น ศิษย์พี่หญิงใหญ่บุกตะลุยไปเบื้อง หน้าได้ดุจผ่าลําไม้ไผ่ จึงเฮาแสดงฝีมือหมัดเท้าอย่างเต็มที่ เกือบจะ เก็บตกของดีได้ จ้าวซวีถัวเพียรพยายามอย่างสุดกําลังความสามารถ มั่นอกมั่นใจเต็มที่ ไม่สนว่าวิถีวรยุทธของศิษย์พี่หญิงใหญ่จะสูงแค่ ไหน เวทคาถาของเทพเซียนผู้เฒ่าจึงจะยิ่งใหญ่เท่าไร เจ้าจ้าวซวีถัว ก็ไม่กลัวเลยสักนิด”
“สําหรับตัวเองแล้ว เมื่อ “เซินจาง” ตายไป สังหารสามอสุภะ สําเร็จ แค่ต้องปิดด่านครั้งหนึ่งก็สามารถเลื่อนเป็นเซียนเหริน มีหวัง
จะพิสูจน์มรรคาได้แล้ว”
“แค่ต้องมีชีวิตรอดออกไปจากเนินดิน ก็ถือว่าจ้าวซวีถัวได้ออก
จากด่านแล้ว”
“สําหรับต้าหลีแล้ว ก็คือการมอบเอกสารขอสวามิภักดิ์ ขอแค่ ราชครูคนใหม่สนับสนุนทฤษฎีผลงานอันเป็นรูปธรรม ไม่ยอมผลัก ทฤษฎีเก่าของซุยฉานให้ล้มลงแล้วเริ่มต้นใหม่ ขอ แค่ราชสํานักต้า หลือยากจะกรีฑาทัพลงใต้อีกครั้ง จ้าวซวีถัวก็จะมีโอกาสไปอยู่ราช สํานัก ได้ครอบครองพื้นที่หนึ่งในนั้น ไม่พูดว่าจะต้องได้เป็นตัวเลือก
ของราชครูคนถัดไปอย่างแน่นอนแต่คิดจะมาแทนที่สกุลเยี่ยนจื่อจ้าว
ช่วงชิงอํานาจของเฉาเกิงซิน ดูแลแผนภูมิดินต้าหลีรับมือกับคนบน ภูเขาแทนต้าหลี ด้วยฝีมือของเขาจ้าวซ าวซวีถัวจะต้องมีโอกาสทําสําเร็จ
แน่นอน”
“น่าเสียดายที่เดินหม เลาดไปก้าวหนึ่ง ดันมาเจอกับอาจารย์
ของข้า”
“คาดว่า…เจอหน้ากันแล้ว จ้าวซวีถัวคงจะพูดว่าตัวเองคือหนึ่งใน
ฟังมาถึงตรงนี้ เจียงซ่างเจินก็ยิ้มเอ่ย “คนที่เหมือนข้ารอด คนที่ เอาอย่างข้าตายอย่างนั้นหรือ?”
ซุยตงซานเบ้ปาก “ยังคงเป็นคําโบราณที่กล่าวไว้ได้ดี แสวงหา ความสูงศักดิ์ร่ํารวยท่ามกลางความเสี่ยง แล้วก็สูญเสียไปท่ามกลาง ความเสี่ยง แสวงหาได้แค่หนึ่งจากในสิบแต่เมื่อสูญเสียต้องเสียถึงเก้า
ในสิบ จ้าวซวีถัวเดิมพันครั้งใหญ่ ตั้งใจจัดสร้างสรวงสรรค์เล็กขึ้นมา อย่างประณีต นี่คือส่วนนอก เซินจางอัญเชิญเทพสูงสุด คือส่วนใน จ้าวฃวีถัวอัญเชิญอาจารย์ข้า น่าเสียดายที่เซินจางทําได้แล้ว แต่ จ้าวฃวีถัวกลับไม่อาจแสวงหา…..หนึ่งนี้มาได้”
เจียงซ่างเงินถาม “คําสั่งเสียของจ้าวซวีถัวจะพูดว่าอะไร?” ชุยตงซานไม่สนใจคําถาม กลับยังถามย้อนว่า “เคยได้ยินชื่อบท ประพันธ์ “บทเพลงจูหลวี่ หรือไม่?”
แล้วก็โชคดีที่เจียงซ่างเจินอยู่กับซุยตงซานมานานมากพอ เขา พลันกระจ่างแจ้งในทันใด ปรบมือเอ่ยชื่นชมว่า “หากจ้าวซวีถัวกล้า เอ่ยประโยคเหล่านี้ออกมาจริงๆ ข้าจะจดจําชื่อเขาไปนานร้อยปีเลย” ชุยตงซานก้าวเดินเนิบช้า ยื่นสองนิ้วออกมา บิดหมุนเบาๆ ท่อง คาถาพึมพําว่า “วลีที่บอกว่า “ล่วงรู้กลไกอันซับซ้อนของโลกจนทะลุ ปรุโปร่ง” นั้น เป็นถ้อยคํากึ่งชมกิ่งตําหนิในความความทรหดอดทน
และเล่ห์เหลี่ยมที่มีมาตั้งแต่วัยเยาว์ของอาจารย์ข้า อายุน้อยๆ ก็ สามารถมองทะลุแก่นแท้ของจิตใจมนุษย์ได้แล้ว”
งอนิ้วลงเคาะเบาๆ “เมื่อเคาะประตูสวรรค์ ปณิธานความห้าวเหิม ก็ถูกทําลายสิ้น พูดถึงฟ้าดินที่เชื่อมโยงกันซึ่งเป็นการปิดฉากให้กับ โลกมนุษย์ ราคาที่ต้องจ่ายมหาศาลเกินไป”
““ครั้นคนตกต่ําสิ้นหวัง ขุนเขาเขียวครามก็ดูสูงชันระเกะระกะไร้
ที่สิ้นสุด” พูดถึงว่าภูเขาหนึ่งปล่อยออกมาก็มีหมื่นภูเขากั้นขวาง ตรง
ตีนเขายังคงมีนักพรตที่หมื่นขุนเขาพากันนอบน้อมอัญเชิญ จ้อง
เขม็งดุจพยัคฆ์ที่คอยสยบกําราบ”
”เบื้องหน้ามีกาลเวลายาวนาน เบื้องหลังก็มีเวลาอีกหมื่นกว่าปี
ชั่วเวลาเพียงครึ่งมื้อหุงข้าวจะไปทําสิ่งใดสําเร็จได้เล่า?” คือการปลง อนิจจังต่อเส้นทางการเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าที่เจ้าปรารถนา เดินทางร้อยลี้ เดินไปได้เก้าสิบลี้เพิ่งจะถือว่าผ่านมาได้ครึ่งทาง ยิ่ง
เป็นการถามถึงความฝันบนหมอนข้าวฟ่างสีเหลือง (เปรียบเปรยถึง
ความฝันลมๆ แล้งๆ ลาภยศสรรเสริญที่เป็นเพียงภาพมายา) ไม่ว่า ข้าวฟ่างจะสุกหรือยังไม่สุกก็ล้วนเป็นเพียงความฝัน มีความหมาย
ตรงไหน? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่สู้หาหุนเจ่อสักคนมาช่วยเฝ้าด่านให้ แค่นี้ก็สามารถรักษาจิตใจของตัวเองและแสวงหามหามรรคาได้แล้ว”
ซุยตงซานส่ายหน้าอยู่กับตัวเอง ยื่นมือออกมาจากชายแขนเสื้อ
นวดคลึงข้างแก้ม “บางทีอาจารย์ในเวลานี้คงไม่มีความอดทนฟังเขา พูดเรื่องที่ไม่สลักสําคัญพวกนี้” เจียงซ่างเฉินหลุดหัวเราะพรืด “จะเอาความอดทนมากมายขนาด นั้นไปทําไม หากเป็นข้า เจอหน้าจะตบให้ตายด้วยฝ่ามือเดียวให้สิ้น
เรื่องสิ้นราวกันไป” ชุยตงซานปรายตามอง “คนถ่อย”
บนถนน เฉินหลิงจวินเล่าเรื่องผู้คนและขนบธรรมเนียมของราช
สํานักต้าหลีให้ฟู่เจิงฟังเห็นได้ชัดว่าเด็กสาวเลื่อมใสในชื่อเสียง
ยิ่งใหญ่ของงานเลี้ยงท่องราตรีแห่งภูเขาพีอวิ๋นมานานมากแล้ว นาง เป็นฝ่ายพูดถึงเองด้วยความสนอกสนใจอย่างมาก
เวินจื่อซี่หัวเราะร่วน “แม่นางฟู่ อันที่จริงก่อนที่เว่ยเงินจวินจะถูก ศาลบุ๋นแต่งตั้งฉายา “เย่โหยว” ให้อย่างเป็นทางการ เขาก็มีฉายาว่า
เว่ยเย่โหยว (ท่องราตรี) มาตั้งนานแล้ว” เฉินหลิงจวินหัวเราะฮ่าๆ
ฟู่เจิงงุนงงไม่เข้าใจ
บนถนนมีคนเดินมาสองคน คนหนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มชุดขาวที่ ถือพัดพับไว้ในมือ เขาโบกพัดแรงๆ ชี้ไปทางซากปรักสนามรบแห่ง นั้น พูดกับบุรุษที่อยู่ข้างกายว่า “สหายเจียง เห็นความผิดปกติทาง แถบนั้นไหม แสงสีทองปราณสีม่วงพุ่งทะยานสู่ชั้นเมฆ ต้องเป็น สถานที่ที่ซ่อนสมบัติไว้แน่นอน! เอาอย่างไร?!” บุรุษสวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียวท่าทางสุภาพอ่อนโยนที่เดินอยู่
ข้างกันพยักหน้าสวรรค์มอบให้แต่ไม่ยอมรับไว้ กลับจะถูกสวรรค์ลง ทัณฑ์ ควรเป็นโชควาสนาของพวกเราพี่น้อง อีกเดี่ยวพอออกไปจาก ตัวอําเภอแล้วไปสืบเสาะให้รู้กัน พี่น้องร่วมแรงร่วมใจ แม้แต่ทองก็ตัด
ให้ขาดได้ หลังจากได้มาแล้วก็แบ่งกันคนละครึ่ง” ฟู่เจิงหูดี ได้ยินประโยคที่พวกเขากระซิบกระซาบคุยกันอย่าง ชัดเจน นางพลันไม่แน่ใจในความเป็นมาของพวกเขา ผู้ฝึกตน ทําเนียบ? ผู้ฝึกตนอิสระ?
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่มีใฝกลางหว่างคิ้วทําหน้าตกตะลึง
เอาพัดพับสอดไว้ตรงคอเสื้อด้านหลัง โบกมือมาทางฟูเจิงอย่างแรง
เฉินหลิงจวินพึมพําพูดอย่างสงสัย “พวกเขามาได้อย่างไร” เวินจื่อซี่รู้สึกเสียใจภายหลังที่ตัวเองใจอ่อน ก่อนหน้านี้ไม่ได้ตรง
กลับไปที่ตําหนักหลิงเฟยทันที ฟู่เจิงใช้เสียงในใจถาม “บรรพจารย์จิ่งชิง คือ รู้จักทีสนิทสนม
ก้นหรือ?”
เฉินหลิงจวินเอ่ยเตือนทันใด “อย่าเ กว่าบรรพจารย์จึ่งชิงอะไร
เลย อย่าพูดอย่างนี้เด็ดขาด…”
ฟู่เจิงถามอย่างสงสัย
ตระหนกด้วย?”
ด้วยเสียงในใจ มีอะไรให้ต้องตื่น
ไม่รอให้บรรพจารย์จึงชิงอธิบายอะไร ฟู่เจิงก็เห็นเด็กหนุ่ม หน้าตาหล่อเหลาทําหน้าอึ้งค้าง พลันหยุดยืนอยู่ที่เดิม ครู่หนึ่งถึงคืน สติกลับมา เขายกมือขึ้นอุดหู พูดให้ถูกก็คือเหมือนตบซีกหน้าด้าน หนึ่งของตัวเองแรงๆ มากกว่า นี่คือทําอะไรน่ะ? ฟู่เจิงมึนงงอยู่บ้าง เด็กหนุ่มหันหน้ากลับมา ชูแขนขึ้นสูง “ถึงกับเป็น “บรรพจารย์
จิ่งชิง” ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือเชียวหรือ แย่แล้วๆ ชื่อนี้เหมือนฟ้าผ่าดัง ทะลุหู หูหนวกแล้ว…”
ฟู่เจิงรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้หน้าตางดงาม แต่สมองเหมือนจะไม่
ค่อยสมประดีนัก?
เฉินหลิงจวินกุมขมับ ไม่มีหน้าจะมอง ไม่อยากบอกกับฟู่เจิงแล้ว ว่าตัวเองรู้จักเขา
เดิมทีเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนแล้ว เฉินหลิงจวินยังพอจะ
ภาคภูมิใจในตัวเองอยู่บ้าง แม้กระทั่งจดหมายที่จะส่งไปยังห้องกระบี่ ของยอดเขาจี๋หลิงจะเขียนอย่างไร เขาก็ยังคิดไว้เรียบร้อยแล้ว จะต้อง ทําให้พ่อครัวเฒ่าตกใจ ทําให้นักพรตเซียนเว่ยเลื่อมใส ให้เว่ยเย่ โหยวต้องหันมามองเขาเสียใหม่ ให้อวิ๋นจื่อที่ส่งจดหมายกลับมาพูด
ประจบยกยอเขาสักสี่ห้าประโยค โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องให้นังหนูโง่
ชุดกระโปรงสีชมพูบางคนได้ยินเรื่องนี้แล้วยิ่งอึ้งค้างไร้คําพูด นี่เพิ่งจะ
ลงจากภูเขามาแค่กี่วันเอง ฝ่าทะลุขอบเขตได้แล้วหรือนี่
เห็นว่าบรรพจารย์จิ่งชิงไม่มีท่าทีว่าจะเปิดปากพูด ทว่าเด็กหนุ่ม ชุดขาวคนนั้นกลับเดินก้าวเร็วๆ มาถึงตรงหน้าแล้ว ฟู่เจิงก็ได้แต่ถาม
อย่างมีมารยาทว่า “ไม่ทราบว่าเซียนจ่างคือ?” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างสดใส “ข้าคือตงซานอย่างไรล่ะ” ฟู่เจิงยิ้มอย่างฝืดฝืน “ทราบแล้ว” ซุยตงซานแนะนําตัวเอง “ข้าคือศิษย์พี่เล็กของศิษย์พี่หญิงใหญ่
เผยเฉียน”
ฟู่เจิงเงียบงัน ใช้หางตาเหลือบมองไปทางบรรพจารย์จิ่งชิง ข้า
ควรจะตอบอย่างไร? สอนข้าหน่อยเถิด?
ควรจะตอบอย่างไร? สอนข้าหน่อยเถิด?