กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 58.1 ศาลเทพเจ้าแห่งผืนดินของโลก
บทพิเศษ ตอนที่ 58.1 ศาลเทพเจ้าแห่งผืนดินของโลก
มนุษย์
แจกันสมบัติทวีปในทุกวันนี้เหมือนฟ้าครามที่เหล่ามนุษย์เงย
หน้าขึ้นก็จะเห็นภาพเหตุการณ์ที่แตกต่างกันไป บ้างก็เป็นดวงตะวัน ร้อนแรง บ้างก็เป็นก้อนเมฆล่องลอย บ้างก็เป็นนกโบยบิน บ้างก็เป็น ว่าวกระดาษที่ลอยอยู่บนฟ้า แล้วก็อาจจะเป็นเรือกระบี่ต้าหลีที่ใหญ่ เหมือนขุนเขาก็เป็นได้
ซุยตงซานเอนกายนอนบนม้านั่งยาว เท้าคางมองขุนเขาที่อยู่ ไกล เด็กหนุ่มงดงามราวกับภาพวาด
ในมือถือพัดวาดเป็นวงกลม เฉินหลิงจวินเห็นมาจนชินตาแล้ว ส่วนเวลานี้ห่านขาวใหญ่คิดอะไรอยู่ สวรรค์เท่านั้นที่รู้
พ่อครัวเฒ่าบอกว่ามีคนอยู่ประเภทหนึ่งที่มีพลังในการส่งต่อ
ความรู้สึกอย่างมาก เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยก็ง่ายที่จะทําให้คนรู้สึกสงบ
ใจ
ซุยตงซานยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “บรรพจารย์จิ่งชิง ก่อนหน้านี้อยู่ที่ตัว อําเภอ ตอนที่เจ้ากับเงินสองทองพูดล้อเลียนฉายาเย่โหยว อันที่จริง
“
เฉินหลิงจวินรออยู่นานก็ไม่ได้ยินประโยคถัดไป ก็ได้แต่ถามว่า
“อันที่จริงอะไร?”
ซุยตงซานกล่าว “อันที่จริงตอนนั้นเว่ยป้อก็อยู่ในอําเภอ เห็นว่า พวกเจ้าพูดคุยกันอย่างมีความสุข เขาเองก็มีความสุขไปด้วย รอยยิ้ม เต็มใบหน้าเลยล่ะ”
เฉินหลิงจวินรู้สึกชาไปทั้งหนังหัว จากนั้นก็กระจ่างแจ้งทันใด
เว่ยเย่โหยวแห่งมหาบรรพตอุดรไม่อาจเข้ามาในอาณาเขตของมหา
บรรพตกลางได้ตามใจชอบ แล้วนับประสาอะไรกับที่เว่ยป้อก็ไม่ได้ สนิทอะไรกับจิ้นชิง ดูเหมือนว่าเมื่อก่อนเคยเกือบจะตีกันด้วย บุญคุณ ความแค้นบนภูเขาไม่ได้หายกันไปได้ง่ายขนาดนั้น ต่อให้นายท่าน
บ้านตนจะเป็นราชครูต้าหลี ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองฝ่ายดีขึ้น
ได้บ้าง เพียงแต่ด้วยความใจแคบของเว่ยป้อใบหน้ายิ้มระรื่น แต่ในใจ
จะไม่อาฆาตแค้นจริงหรือ? บนภูเขาของแจกันสมบัติทวีปในทุกวันนี้ กฎระเบียบเข้มงวดมาก มีหรือจะมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ในอาณาเขตของ ขุนเขากลางได้ง่ายๆ?
เข้าใจจุดเชื่อมต่อของเรื่องราวแล้ว เฉินหลิงจวินก็คึกคักฮึกเหิม ขึ้นมาทันใด “เจ้าสํานักฮุยล้อเล่นอยู่หรือ”
จริงดังคาด พอเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน หัวก็ไวขึ้นแล้ว
ชุยตงซานใช้พัดพับชี้ไปที่เฉินหลิงจวิน “บรรพจารย์ฉิ่งชิงจะไม่
เชื่อก็ตามใจ อีกเดี๋ยวเจ้าต้องได้ร้องไห้แน่”
หมี่ลี่น้อยเอ่ยอย่างมึนงง “ฉายา “เย่โหยว” นี้ไพเราะมากเลยนะ” อย่างตัวนางเอง ฉายาว่า “ภูตน้ําใหญ่แห่งทะเลสาบคนใบ้” ก็มี บารมีอํานาจมากเหมือนกัน แค่ว่ายาวไปสักหน่อย
ตอนที่นางไปเที่ยวเล่นในป่าไผ่ของภูเขาฟ้อวิ๋น ทุกครั้งที่ได้เจอ กับเว่ยซานจวินที่บังเอิญผ่านทางมาก็จะเรียกว่าเว่ยเย่โหยว ใบหน้า
ของเว่ยซานจวินมีรอยยิ้ม แล้วยังช่วยนางนับต้นไผ่ด้วย
เฉินหลิงจวินกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ก็บอกแล้วอย่างไรล่ะว่า จะ ปล่อยให้ห่านขาวใหญ่ได้ยินคํากล่าวนี้ไม่ได้ คาดว่าอีกเดี๋ยวคนทั่ว ทั้งสํานักกระบี่ชิงผิงก็คงจะรู้กันหมดแล้ว
หมี่ลี่น้อยมึนงงอย่างหนัก ไฉนแม้กระทั่งเจ้าสํานักฮุยก็ยังเรียกว่า บรรพจารย์จิ่งชิงอย่างลื่นไหลคล่องปาก ว้าว ในบ้าน นอกบ้านมีบุป ผาผลิบานทั้งสองที่เลยหรือ? ร้ายกาจมาก!
ซุยตงซานถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “พวก เราเห็นจิงเฮามอบม้วนภาพม้วนหนึ่งให้เจ้าที่หน้าประตูอําเภอ ข้าเดา ว่าน่าจะเป็นภาพของการฝึกตนที่คล้ายคลึงกับของเรือนฉ่าวถังผู ซาน แต่รองเจ้าขุนเขาเจียงกลับบอกว่าเป็นภาพวังวสันต์ ใครเดาถูก กันแน่? ทําไม เตรียมไว้สําหรับการเข้าร่วมงานเลี้ยงท่องราตรีครั้ง ถัดไปของเว่ยป้อหรือ? ยืมดอกไม้ไหว้พระหรือ?”
เฉินหลิงจวินกลอกตามองบน เอ่ยอย่างห้าวเหิมว่า “สถานที่ อย่างภูเขาพีอวิ๋น เว่ยป๋อขอร้องข้า ข้ายังไม่อยากไปเลย ภูเขาบ้าน
อื่นจัดงานเฉลิมฉลอง ใช้เหล้าหมักเซียนของแท้แน่นอน ทว่าสุราใน
งานเลี้ยงท่องราตรีบ้านเขากลับใช้น้ําเปล่าผสมเหล้า”
ซุยตงซานแสร้งทําท่ากระจ่างแจ้ง “ไม่เสียแรงที่เป็นบรรพจารย์จึง ชิง คุณธรรมชื่อเสียงสูงส่ง มาดก็ใหญ่ ก็จริงนะ ทุกวันนี้เป็นห้า ขอบเขตบนแล้ว ต้องให้เว่ยป้อนอบน้อมถ่อมตนก้มกราบอ้อนวอน
ร้องขอซ้ําแล้วซ้ําเล่าถึงจะยอมเข้าร่วมงานเลี้ยง เห็นแก่ที่เป็นเพื่อน
บ้านกันมานานหลายปี ก็พอจะฝืนทนดื่มสุราของเขาได้สักสองสาม
จอก”
เฉินหลิงจวินย่อมไม่กล้า “ต้อนรับขับสู้” เว่ยป้อเช่นนี้ แต่แค่ จินตนาการถึงภาพนั้น เว่ยป้อก้มหัวค้อมเอวให้ตน….ก็รู้สึกสาแก่ใจ
แล้ว ฮ่าๆๆ
จงเซี่ยนเห็นเฉินหลิงจวินยังหัวทึบก็ได้แต่ส่งเสียงเตือนว่า “เจ้า
สํานักฮุยเรียกชื่อตรงๆ ก็ไม่ใช่ว่าเว่ยเงินจวินสามารถเกิดใจขานรับ
ได้หรอกหรือ?”
พ่อครัวเฒ่าผู้มีความรู้กว้างขวางเคยบอกไว้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่ง ภูเขาสายน้ําที่มีควันธูปโชติช่วงองค์หนึ่ง ยืนอยู่บนแท่นบูชาเทพทุก
วัน ต้องเผชิญหน้ากับผู้คนที่เบียดเสียดกันมากมายและคําขอของ
ชาวบ้านล่างภูเขาจํานวนนับไม่ถ้วน จะทําทันจริงๆ หรือ? ธุลีแดง คละคลุ้ง ความปรารถนาเหมือนเปลวเพลิง เหมือนสายน้ําไหลเชี่ยว
ดังนั้นพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงมีวิชาคาถาที่อํานวยความสะดวกอยู่บทสอง บท ก็เหมือนการเอาที่คั่นหนังสือไปคั่นไว้ในหน้าหนังสือบางเล่มที่ ตัวเองชอบ เพื่อสะดวกให้ ‘เปิดอ่าน” ได้ตลอดเวลา
เฉินหลิงจวินพลันอึ้งค้าง ห่านขาวใหญ่ไร้คุณธรรม หลอกแกล้ง
ข้าหรือ?
ชุยตงซานเหมือนจะอับอายจนพานเป็นความ
แช่จง บังอาจทําลายเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!”
“เจ้าคนตุ้งติ้ง
นับตั้งแต่ที่จงเชี่ยนพูดคุยความในใจกับเจ้าขุนเขาบ้านตน เขาก็
ได้คลายปมในใจนานแล้ว ในเรื่องที่ถูกด่าว่าเป็นคนตุ้งติ้งก็ราวกับว่า
ได้ฝึกฝนจนได้ร่างทองมิพ่ายแล้ว ไม่เพียงแต่ไม่โกรธ กลับกันยัง
ทําท่าจีบนิ้วดรรชนีกล้วยไม้ “ซุยหลาง ดูสภาพท่าทางของเจ้าสิ”
ซุยตงซานหดคอทําตัวสั่น “น่าขนลุกจริงๆ”
เฉินหลิงจวินลอบยินดี กรรมตามสนองแล้วไหมล่ะ ห่านขาวใหญ่ พูดคุยกับใครก็มักจะไม่เคยตกเป็นรอง นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีช่วงเวลาที่
สะอึกอึ้งแบบนี้ด้วย
ในศาลายังมีสตรีอีกสองคน พวกนางรู้สึกเพียงว่าได้เปิดโลก กว้างแล้ว หันมามองสบตากัน ต่างคนต่างกระจ่างแจ้งในใจ ถึงขั้น ปล่อยจินตนาการให้พรั่งพรู แต่งเติมเรื่องราวมากมาย มีทั้งเร่าร้อน ชวนฝันและมีทั้งอ่อนหวานเศร้าสะเทือนใจ
https://novel-Ik.com/
ไม่ว่าจะอย่างไร พอมีเด็กหนุ่มชุดขาวมาก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้
พวกคนนอกอย่างหวังเซี่ยนก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา ไม่ถึงขั้นตึง
เครียดเกินไป
ชุยตงซานหดคอทําตัวสั่น “น่าขนลุกจริงๆ”
เฉินหลิงจวินลอบยินดี กรรมตามสนองแล้วไหมล่ะ ห่านขาวใหญ่ พูดคุยกับใครก็มักจะไม่เคยตกเป็นรอง นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีช่วงเวลาที่
สะอึกอึ้งแบบนี้ด้วย
พวกนางรู้สึกเพียงว่าได้เปิดโลก
ในศาลายังมีสตรีอีกสองคน พวกน
กว้างแล้ว หันมามองสบตากัน ต่างคนต่างกระจ่างแจ้งในใจ ถึงขั้น ปล่อยจินตนาการให้พรั่งพรู แต่งเติมเรื่องราวมากมาย มีทั้งเร่าร้อน ชวนฝันและมีทั้งอ่อนหวานเศร้าสะเทือนใจ
ไม่ว่าจะอย่างไร พอมีเด็กหนุ่มชุดขาวมาก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้
พวกคนนอกอย่างหวังเซี่ยนก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา ไม่ถึงขั้นตึง
เครียดเกินไป
“ภูเขาลั่วตั่ว” ในจินตนาการของพวกเขาจะต้องเป็นดินแดนเซ ซียนในโลกมนุษย์ที่สูงทะลุชั้นเมฆ เหล่าเซียนซือทั้งหลายสง่างาม พลิ้วไหวดุจหลุดพ้นจากโลกีย์ พวกเขาไม่กินควันธูปในโลกมนุษย์ สิ่งที่แสวงหาก็หนีไม่พ้นมหามรรคา สิ่งที่พูดออกมาก็ล้วนมีแต่ถ้อยคํา ที่ล้ําค่าดุจหยกดุจทองคํา
คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะแทะเมล็ดแตง แล้วยังพูดจามีมุกตลก
ขบขัน สิ่งที่พูดล้วนเป็นคําพูดบ้านๆ ที่คนทั่วไปฟังเข้าใจ ฟังพวกเขา คุยเล่นกัน อย่าว่าแต่ที่ว่าการของมหาบรรพตหรือจวนองค์เทพเลย กลับเหมือนศาลเทพเจ้าแห่งผืนดินที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในหมู่
ชาวบ้านร้านตลาดเสียมากกว่า
ซุยตงซานรู้สึกว่าต้องหันมามองหวังเซี่ยนเสียใหม่ เทพวารีแห่ง
ลําคลองจินได้ผู้นี้มีใจที่สื่อถึงกันได้จริงๆ ถึงสามารถคิดเช่นนี้ได้
ภูเขาลั่วตั่วก็ไม่เหมือนศาลเทพเจ้าแห่งผืนดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
มนุษย์หรอกหรือ
ซุยตงซานลุกขึ้นนั่ง รวบพัดเอามาเคาะฝ่ามือเบาๆ “นายท่าน เทพวารีที่ความอยุติธรรมอันหนักหน่วงได้รับการชําระล้างจนสิ้นข้อ ครหาผู้นี้ ในอดีตเป็นดั่งเทวรูปดินเผาที่แม้แต่ตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอด ความอยุติธรรมที่ลําคลองจินได้ทั้งสายชําระล้างอย่างไรก็ล้างไม่หมด เดิมที่จะต้องเป็นคดีที่ตัดสินผิดพลาดโดยอยุติธรรมจนผู้บริสุทธิ์ต้อง รับโทษ ในที่สุดก็ได้พลิกคดี แหวกเมฆเห็นแสงตะวัน ความมืดมิด ผ่านพ้นไปความสว่างมารออยู่ตรงหน้า ไม่เพียงแต่รอดพ้นจาก หายนะมาได้ เชื่อว่าน่าจะใกล้ร่ํารวยแล้วล่ะ และแคว้นตานอวี้ที่เต็มไป ด้วยมลพิษสกปรกก็จะต้องถูกขุนเขากลางและสํานักศึกษาร่วมมือ
กันชําระล้างต้นกําเนิดให้สะอาด เวลานี้เจ้ารู้สึกเช่นไร?” หวังเซี่ยนอีกๆ อักๆ ไม่รู้ว่าควรจะตอบเช่นไร เจ้าสํานักซุยท่าน พูดเองเออเองหมดแล้วนี่นา
ซุยตงซานอิ่มหนึ่งที “นายท่านเทพวารีคงตื่นเต้นสินะ ดีใจจนพูด
ไม่ออกแล้ว”
หวังเซี่ยนถอนหายใจเบาๆ อย่างปลงอนิจจัง “สวรรค์ลืมตาแล้ว”
ชุยตงซานโบกพัดพับ “อยากจะให้สวรรค์ลืมตามามองดู บน พื้นดินของโลกมนุษย์ก็ต้องมีธูปจากใจอันบริสุทธิ์ก่อนหนึ่งดอก ควัน ธูปลอยกรุ่นขึ้นสู่เบื้องบนไม่ขาดสาย เมื่อมีความศรัทธาจริงใจ ย่อม สัมฤทธิ์ผลสมดังปรารถนา ความศรัทธาสะเทือนฟ้าดิน เมื่อมีคําถาม
ก็ย่อมได้รับคําตอบ” หวังเซี่ยนรู้สึกนับถือยิ่งนัก คํากล่าวนี้พูดได้อย่างเที่ยงตรงยิ่งนัก กระทั่งบัดนี้ เขาถึงได้ยอมเชื่อและกล้าเชื่อว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าก็ คือเจ้าสํานักของบนภูเขาจริงๆ
ชุยตงซานเอามือป้องข้างปาก แอบกระซิบว่า “บอกตามตรง ข้า คือลูกศิษย์ที่เป็นที่ภาคภูมิใจที่สุดของอาจารย์ข้า หวนนึกถึงปีนั้น ปราณกระบี่สามกลุ่ม ได้ครอบครองสองกลุ่มไป คนเดียว หากเขาไม่ใช่ลูกศิษย์ที่เป็นที่ภาคภูมิใจที่ได้รับความสําคัญ ที่สุด ยังจะเป็นใครได้อีกเล่า?
นอกศาลา
พูดคุยกับเจ้าของมหาบรรพตกลางที่มีตําแหน่งเทพสูงที่สุดท่าน
นั้น เฉินผิงอันก็เอ่ยด้วยถ้อยคําเฉียบคมแทบจะเป็นการตําหนิแสก
หน้ามาว่า “ใบไม้ร่วงใบเดียวก็รู้ว่าฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนแล้ว มหา บรรพตกลางของเจ้าสรุปว่าเป็นคานบนไม่ตรง คานล่างจึงเอียง! หรือ เป็นเพราะเบื้องบนมีความชื่นชอบแบบใด เบื้องล่างถึงได้ทําตามกัน
แน่?”
ต่อให้ฟู่เต๋อชงจะอยากช่วยพูดทวงความเป็นธรรมแทนจิ้นเงิน จวินมากแค่ไหน เพียงแต่ว่าคําพูดหลากหลายมารออยู่ตรงปากแล้ว
กลับรู้สึกว่าไม่มีคําใดที่เหมาะสมกับกาลเทศะ ง่ายที่จะเป็นการราด
น้ํามันลงบนกองเพลิง
ว่านซู่กุ้ยนั้นไม่กล้าส่งเสียง กลัวว่าจะไปทําให้ราชครูเฉินโมโห เป็นการสร้างปัญหาแทรกซ้อนโดยที่ไม่จําเป็น จะทําให้ต้องเจอกับ
การลงโทษรวมกันอีกหลายกระทง
อวี้เป่าจูกลับไม่มีความรู้สึกว่ากองเพิกถอนเล็กๆ ไม่มีคุณสมบัติ จะพูดจาอะไร ในฐานะเจ้าประมุขแห่งมหาบรรพตกลางทั้งแห่ง จิ้นเสิน จวินมีตําแหน่งเทพสูง กุมอํานาจใหญ่ในความเห็นของอวี่เป่าจูแล้ว จิ้นเสินจวินย่อมต้องเป็น “คนดี” รู้ถึงความทุกข์ยากของชาวบ้านเป็น
ที่สุด นับแต่โบราณมาก็ให้ความสําคัญกับการหาเลี้ยงชีพของ ชาวบ้านอย่างยิ่งหว่าภูเขาเช่อจื่อปกครองภูเขาสายน้ํานับร้อยนับพัน แห่ง อาณาเขตกว้างขวางเกินไป ไม่ได้มีแค่ชาวบ้านร้านตลาด ธรรมดาเท่านั้น ยังมีราชสํานักของแคว้นต่างๆ มีเหล่าผู้หลอม ลมปราณของพรรคตระกูลเซียน จิ้นเงินจวินไม่ว่าอะไรก็ดีหมด มี
เพียงข้อบกพร่องข้อเดียวนี้นั่นคือไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับคนในวงการ
ขุนนางภูเขาสายน้ําที่เชี่ยวชาญการใช้กฎระเบียบมาเล่นงานเขา อย่างไรดี เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่อาจพูดได้ว่าราชครูหนุ่มทําเรื่องเล็กให้
เป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
เลี้ยงท่องราตรีอย่างนั้นหรือ?”
“ความคิดจิตใจของจิ้นเสินจวินมัวไปหมกมุ่นอยู่กับการจัดการ หากจะบอกว่าคําพูดก่อนหน้านี้คือไม้ตีกําราบเพื่อข่มขวัญ คือ
ภาษาในทางราชการถ้าอย่างนั้นคําพูดนี้หลุดออกมาก็คือการทิ่มแทง
ใจดําอย่างแท้จริงแล้ว จิ้นชิงทําท่าจะพูดไม่พูด สุดท้ายก็ไม่ได้อธิบายอะไร ยอมรับผิด อย่างตรงไปตรงมาว่า “เป็นข้าที่บกพร่องในหน้าที่”
สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ําจัดงานเลี้ยงท่องราตรีก็หนีไม่พ้น จุดประสงค์สองอย่างหนึ่งคือยักยอกทรัพย์เข้ากระเป๋าตนเอง สะสม
ฐานกําลังทรัพย์ เอามาใช้ตอบแทนบํารุงขวัญแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือไม่ก็ดึงดูดผู้ฝึกตนให้มาบุกเบิกถ้ําสถิตตั้งใจฝึกตนในถิ่นของ ตัวเองอีกอย่างหนึ่งคือเอาผลประโยชน์ส่วนรวมมาใช้กับส่วนรวม นํา
ทรัพย์สินที่ได้มาใช้กับเหล่าเขียนและชาวบ้าน ใช้เวทลับของวิถีเทพ
เปลี่ยนเงินเทพเซียนให้เป็นปราณวิญญาณฟ้าดินและโชคชะตาบุ๋นบู๊
สําหรับการยอมรับผิดของจิ้นชิง เฉินผิงอันยังคงไม่ยอมรับ ยิ้ม ถามด้วยประโยคที่เห็นได้ชัดว่าเย็นชาแข็งกระด้างอย่างยิ่ง “เงินจวิน แห่งมหาบรรพตกลางเป็นได้ยากขนาดนั้นเลยหรือ?”
จิ้นชิงเงียบงัน
เหล่าองค์เทพและขุนนางหลักของกองงานทั้งหลายแห่งมหา
บรรพตกลางที่ยังอยู่บนภูเขา แต่ละคนมีสีหน้าพรั่นผวา รู้สึกเพียงว่า
ฟ้าจะถล่มลงมาแล้ว
หรือจะบอกว่าคนที่ราชครูเฉินต้องการคิดบัญชีด้วยอย่างแท้จริง
ก็คือจิ้นเงินจวิน คือภูเขาเซ่อจื่อทั้งลูก?
ว่านซู่กุ้ยตะลึงพรึงเพริดสุดขีด
วงการขุนนางนั้นพิถีพิถันในเรื่องที่ว่าลงโทษได้แต่ห้ามหมิ่น เกียรติ ต่อให้จะสั่งสอนก็ไม่ควรสั่งสอนต่อหน้าลูกน้องทุกคน นี่ถือ เป็นกฎระเบียบในวงการราชการที่ปฏิบัติตามกันมาจนเป็นแบบแผน เฉินผิงอันถาม “พอโดนตําหนิก็รู้สึกว่าหมดสิ้นซึ่งศักดิ์ศรี อัดอั้น ตันใจ ยิ่งคิดยิ่งโมโหอยากจะโยนภาระทิ้ง สละตําแหน่งลาจากไป ใช้ ชีวิตอย่างสบายอิสระดุจผู้เร้นกายอยู่นอกโลกีย์? หากเป็นเช่นนี้จริงก็ ถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลดีแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าในใจของจิ้นเสิน จวินมีตัวเลือกคนที่เหมาะสมจะมาแทนที่ตําแหน่งหรือไม่? ฟู่เต๋อชง แห่งผูซาน? หรือว่าว่านซู่กุ้ยแห่งภูเขาอวี่หลินล่ะ?” จิ้นชิงเหลือบมองราชครูหนุ่มแวบหนึ่ง ก็สุดท้ายก็ยังไม่ได้เอ่ย
อะไรออกมา
เผยเฉียนฟังด้วยความเพลิดเพลิน
เทียบกับการเรียนหมัดบนเรือนไม้ไผ่แล้ว คําพูดประชดประชัน
ซ้ําเติมเล็กน้อยแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้
แล้วนับประสาอะไรกับที่เคยได้ยินกวอจู๋จิ๋วเล่าว่า ทุกวันนี้ผู้ฝึก
กระบี่รุ่นเยาว์ของสายอิ่นกวานคฤหาสน์หลบร้อน พวกเขาต่างก็รู้สึก
ว่าได้พลาดช่วงเวลาอันดีงาม ไม่ได้ฟังคําสั่งสอนของ
ตัวเอง
เกวานกับหู
ในที่สุดก็มีเทพภูเขาที่มีอํานาจแท้จริงคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ดูแลหนึ่ง
ชาเติมเล็กน้อยแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้
แล้วนับประสาอะไรกับที่เคยได้ยินกวอจู่จิ๋วเล่าว่า ทุกวันนี้ผู้ฝึก
กระบี่รุ่นเยาว์ของสายอื่นกวานคฤหาสน์หลบร้อน พวกเขาต่างก็รู้สึก
ว่าได้พลาดช่วงเวลาอันดีงาม ไม่ได้ฟังคําสั่งสอนของอิ่นกวานกับหู
ตัวเอง
ในที่สุดก็มีเทพภูเขาที่มีอํานาจแท้จริงคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ดูแลหนึ่ง ในยอดเขาของภูเขาเช่อจื่อเดินก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว มีมาด ของคนโบราณที่ว่านายถูกหมิ่นเกียรติ ข้ารับใช้สมควรตาย มีความ องอาจดั่งคนที่มองความตายดั่งการกลับบ้านเกิด เขายกมือขึ้นกุม
กันเอ่ยว่า “ใต้เท้าราชครู แม้ว่าหมิงจูเสินจวินของพวกเราจะเป็น ซานจวินที่ก่อนหน้านี้ทางราชสํานักต้าหลีเป็นผู้แต่งตั้ง ทว่าทุกวันนี้
ก็เป็นห้ามหาบรรพตของหนึ่งทวีป ยิ่งเป็นฉายาเทพที่ศาลบุ๋นแผ่นดิน กลางแต่งตั้งให้ด้วยตัวเอง”
ความนัยนอกเหนือจากคําพูดนี้ก็คือ จิ้นเสินจวินได้รับการ แต่งตั้งจากศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ในนามแล้วภูเขาเซ่อจื่อยังคงเป็น หนึ่งในห้ามหาบรรพตของต้าหลี และจิ้นเงินจวินก็ยังคงเป็นเทพ ภูเขาของต้าหลี แต่หากคิดจะเพิกถอนและริบ “ฉายาเทพ” ก็ไม่แน่ เสมอไปว่าราชสํานักต้าหลีและราชครูเฉินจะเป็นผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจ