กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 59.1 คุ้นชินกับการฝ่าลมหนาวและหิมะ
บทพิเศษ ตอนที่ 59.1 คุ้นชินกับการฝ่าลมหนาวและหิมะ
อย่างไม่หวั่นเกรง
ยังพอมีเวลาเหลือก่อนที่การประชุมสองครั้งที่จวนราชครูของเช้า
วันนี้จะเริ่มต้นขึ้น
ซ่งอวิ๋นเจียนที่มีฉายาว่าอิงหนิงกําลังนับดอกท้ออยู่อีกครั้ง
เฉินผิงอันเงยหน้ามองฟ้าอยู่ครู่หนึ่งก็ผลักประตูห้องห้องหนึ่ง
ออก
ห้องหนังสือของจวนราชครูยามที่ซุยฉานยังอยู่เรียบง่ายจนแทบ จะเรียกได้ว่ามอซอสิ่งของที่พอจะถือว่าเป็นเครื่องประดับตกแต่งห้อง หนังสือได้อย่างถูไถก็มีแค่กระบอกพู่กันกระเบื้องเคลือบเรียบง่ายหนึ่ง
ใบ ด้านในมีพู่กันที่สึกจนขนแหว่งสี่ห้าด้าม หมึกตราประทับแปด สมบัติที่ผลิตจากอวี้โจวต้าหลีเหลืออยู่ครึ่งตลับ ก้อนหมึกหลากสีที่ ใช้หมดไปเกือบครึ่งอีกสี่ห้าก้อน ของจุกจิกเล็กน้อยพวกนี้ เมื่อพวก มันรวมอยู่ด้วยกัน เกรงว่าราคาตลาดก็น่าจะไม่เกินห้าหกตําลึงเงิน
เฉินผิงอันไม่ได้มานั่งที่นี่บ่อยนัก แค่บางครั้งที่เดินเล่นผ่อนคลาย
อารมณ์มาถึงที่นี่ เจอกับปัญหายุ่งยากก็จะครุ่นคิดว่าหากศิษย์พีซุย ฉานยังอยู่ เขาจะเลือกจุดเริ่มต้นตรงไหน จะผลักดันให้รุดหน้า อย่างไร แล้วจะปิดฉากลงอย่างไร
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หรงอวี่มายืนเงียบๆ อยู่หน้าประตู นางไม่ได้ รีบร้อนขัดจังหวะการครุ่นคิดของท่านราชครู
สวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียว สวมรองเท้าผ้า เดินวนรอบโต๊ะอยู่
เพียงลําพัง นิ้วมือเคาะผิวโต๊ะเบาๆ
เฉินผิงอันคืนสติกลับมา เขาไม่ได้หยุดเดิน
นิ้วจิ้มดันไว้
บนหน้าโต๊ะ ถามว่า “หรงอวี้ ฉบับร่างที่สองของเฉินเหวินเชี่ยนได้ส่ง มาให้ทีนี่หรือยัง?”
คราวก่อนที่เฉียนถังจ่างคนใหม่ผู้นี้ไปประชุมที่ห้องทรงพระ
อักษร เคยรับปากว่าจะสงฎีกาฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าควรจะขูด รีดเอาผลประโยชน์จากจวนเซียนและตระกูลชนชั้นสูงของราช
สํานักต้าโช่วอย่างไรมาให้ แบ่งออกเป็นฉบับร่างแรกและฉบับร่างที่
สอง บทความราชการที่มีเนื้อหาสาระและใช้ได้ผลจริงนี้ ถึงกับนํามา
เป็นกับแกล้มแกล้มสุราได้เลย
หรงอวี่ตกตะลึงอยู่บ้าง แต่ก็ยังรายงานท่านราชครูไปตามจริง
“ยังอยู่ห่างจากกําหนดเวลาที่เฉินเหวินเชี่ยนจะส่งมอบต้นฉบับอีก
นานมาก”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะออกมา “ข้าจําวันผิดสินะ”
ราชสํานักต้าโซ่วกลายมาเป็นหนึ่งในแคว้นใต้อาณัติของต้าหลี
มีแดนบินแห่งนี้เพิ่มมา จะต้องก่อให้เกิดคําวิพากษ์วิจารณ์ในใต้หล้า ไพศาลอย่างแน่นอน
https://novel-Ik.com/
แต่คนทั้งราชสํานักต้าหลีกลับรู้สึกฮึกเหิม เป็นเหตุให้เฉินผิงอัน
สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าในฟ้าดินของจิตธรรมที่เกิดจากการ
จําแลงของมรรคกถา คล้ายกับพื้นที่ราบกว้างใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ดีๆ ก็ มียอดเขาโดดเดี่ยวผุดขึ้นมา ใจคนมากมายก่อตัวกันเหมือนดินที่ทับ ถมกันกลายเป็นภูเขา อีกทั้งยอดเขาสูงแห่งนี้ ตอนนี้ยังคงขยับขยาย ออกไป…นี่ก็คือเส้นชีพจรมังกรใหม่เอี่ยมเส้นหนึ่งของราชสํานักต้า
หลี ในอนาคตเทือกเขาของมันจะทับซ้อนกัน มีกลุ่มยอดเขามากมาย
ที่ตั้งตระหง่านคุมเชิงกัน
หรงอวี่กล่าว “จากรายงานของทางกรมอาญา ทางฝั่งของสํานัก ศึกษากวานหู รองเจ้าขุนเขาสองท่านอย่างฉินและซุยได้แยกกันไปที่
จวนเงินจวินภูเขาเซ่อจื่อและเมืองหลวงแคว้นตานอวี้ ซุยหมิงหวง
เดือดดาลปานฟ้าผ่า ยกคําพูดในคัมภีร์และคําโบราณมาด่าว่านซู่กุ้ย เสียจนไม่เหลือชิ้นดี ซานจวินหญิงก็ไม่ได้โต้เถียงอะไร เห็นได้ชัดว่า ซุยหมิงหวงยังคิดจะขยายความไปพูดเรื่องอื่นต่อ แต่กลับถูกฟูเต๋อชง เถียงกลับไปหลายคํา ก็เลยหาบันไดลงไม่ได้”
“ฉินเจิ้งชิวยังไม่ทันเข้าไปในเมืองหลวงแคว้นตานอวี้ ฮ่องเต้
แคว้นตานอวี้ก็ออกพระราชโองการกล่าวโทษตัวเองแล้ว เจ้ากรมพิธี
การทึกลัวความผิดฆ่าตัวตายในวันนั้นเลย เจ้ากรมกลาโหมก็นํากอง
กําลังไปตรวจสอบคลังยุทโธปกรณ์ด้วยตัวเอง ขุนนางกรมคลัง
จํานวนมากถึงสองร้อยกว่าคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบบัญชีก็
ทําการตรวจบัญชี ณ สถานที่นั้นทันที เท่ากับว่ายกที่ว่าการกรมคลัง ทั้งแห่งย้ายไปทํางานอยู่ที่คลังยุทโธปกรณ์”
เฉินผิงอันหรี่ตาถาม “เจ้ากรมกลาโหมที่ทําอะไรชําชองจัดเจนผู้
นี้ สรุปแล้วนํากองกําลังไปตรวจสอบบัญชีหรือว่าไปช่วยสะสางบัญชี
ให้เรียบร้อยกันแน่?”
หรงอวี้ยิ้มเอ่ย “หวงซินเจ้ากรมกลาโหมแคว้นต านอวี้ อายุสี่สิบ หกปี เคยเป็นหยวนไหว้หลางอยู่ที่กรมกลาโหมเมืองหลวงสํารองต้า หมาห้าปี”
เฉินผิงอันพยักหน้า “จับตามองหน่อย ใช่แล้ว ส่งจดหมายฉบับ หนึ่งไปให้ฉินเจิ้งชิวโดยออกเป็นเอกสารราชการในนามของจวน ราชครู แนะนําเขาว่าให้อาศัยโอกาสนี้เร่งรัดศาลอุ่น ให้ผลักดันเรื่อง ที่จะส่งวิญญูชนหรือนักปราชญ์ของสํานักศึกษามารับหน้าที่เป็น เจ้ากรมพิธีการของราชสํานักในโลกมนุษย์ให้เร็วขึ้น ทวีปอื่นยังไม่
ต้องไปสนใจ แต่แจกันสมบัติทวีปจะต้องมีคนมารับทุกตําแหน่งให้ ครบภายในหนึ่งถึงสองร้อยปี”
หรงอวี่จดจําไว้
ฉินเจิ้งชิวมาจากสํานักศึกษาซานลู่ของทักษินาตยทวีป ก่อน
หน้านี้ไม่นานเฉินผิงอันเพิ่งจะได้เจอกับอีกฝ่าย วิญญูชนรุ่นเยาว์ของ
สํานักศึกษาที่ฉายประกายโดดเด่นในสงครามกลุ่มของพวกฉินเจิ้ง
ชิว เวินอวี้นี้ ทุกวันนี้ต่างก็เป็น “ขุนนางผู้ใกล้ชิดกับชาวบ้าน” ของ
ศาลบุ๋นแล้ว
ไม่รู้ว่าเหตุใด เฉินผิงอันถึงได้รู้สึกว่าพวกเขาอายุน้อยมากจริงๆ ทว่าบนร่างของพวกเขากลับมีประกายเฉียบคมในแบบที่แตกต่างกัน
ไป
ความหมายของประกายเฉียบคมนี้ ไม่ได้บอกว่าพวกเขาสูงส่ง
หรือเย่อหยิ่ง แต่เป็นเพราะพวกเขาต่างก็มอบความรู้สึกที่รุนแรงอย่าง หนึ่งให้กับคนอื่น ราวกับว่าวิถีทางโลกใบนี้ยังมีจุดที่ไม่ถูกต้องอีก มากมาย รอให้พวกเขาไปแก้ไขด้วยตัวเอง อีกทั้งพวกเขายังมีความ มั่นใจอย่างมากด้วยว่าตัวเองจะต้องทําได้ดี
ส่วนซุยหมิงหวงแห่งสํานักศึกษากวานหู หลายปีที่ผ่านมานี้ เขา ยังคงเป็นวิญญูชน ยังไม่อาจได้รับยศคําว่า “ผู้เที่ยงตรง” มาต่อท้าย โดยทั่วไปแล้วคนที่สามารถรับหน้าที่เป็นรองเจ้าขุนเขาของเจ็ด
สิบสองสํานักศึกษาลัทธิขงจื้อได้ ล้วนจะต้องเป็นวิญญูชนใหญ่ที่ทาง ศาลบุ๋นเป็นผู้เลือกและแต่งตั้ง
นี่ก็หมายความว่าทางฝั่งของศาลขุ่นแผ่นดินกลางแค่ยอมรับใน
ผลงานของซุยหมิงหวงเท่านั้น แต่ในเรื่องของคุณธรรมและวิชา
ความรู้ กลับยังมีประเด็นให้ต้องพิจารณาถกเถียงต่อไป หรงอวี่กล่าว “ยามเช้าตรู่ก็มีเอกสาราชการฉบับหนึ่งส่งจาก ภูเขาเช่อจื่อมายังจวนราชครู หวังเซี่ยนอดีตเทพวารีลําคลองจินไต้
https://novel-Ik.com/
เลือกวันฤกษ์งามยามดี เข้ารับหน้าที่แทนเทพวารีซูเหมี่ยวโดยได้รับ การแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากสํานักศึกษา อีกทั้งยังควบดูแลน่านน้ํา ของลําคลองจินไต้ชั่วคราว รอกระทั่งในอนาคตมีตัวเลือกที่เหมาะสม
ค่อยให้หวังเซี่ยนออกจากตําแหน่งเทพของลําคลองจินไต้ ผีหม่าซู่อู่ ได้รับการแต่งตั้งตําแหน่งรองหัวหน้ากองลาดตระเวนภูเขาอวี่หลิน
ที่ว่างอยู่เป็นกรณีพิเศษ สองเรื่องนี้ขอให้ท่านราชครูช่วยตัดสิน” เฉินผิงอันกล่าว “ตอบกลับไปแค่ “เห็นชอบและอนุมัติ” ก็พอ”
หรงอวี่ถาม “อยากให้เรียกซุยหมิงหวงมาเข้าประชุมที่จวน ราชครูด้วยหรือไม่?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่ต้องหร รอก ข้ากลัวว่าจะทําให้เขาตกใจ
ตาย และเขาเองก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้เข้าร่วมการประชุม”
หรงอวี่ยิ้มอย่างรู้ทัน
เฉินผิงอันใช้นิ้วเคาะผิวโต๊ะ “แล้วก็กลัวว่าตัวเองจะอดไม่ไหวลง ไม้ลงมือเข้า เขาชุยหมิงหวงคือวิญญูชน มาถึงจวนราชครูก็แค่ต้อง ยึดหลักที่ว่าวิญญูชนขยับปากไม่ขยับมือ แล้วข้าจะไปทําอะไรเขา
ได้? ไม่แน่ว่าโดนซ้อมไปจากที่นี่ แพร่ออกไปอาจจะทําให้เขาได้ ชื่อเสียงมาเปล่าๆ อย่างเช่นว่าในที่สุดแจกันสมบัติทวีปก็มีปัญญาชน
กระดูกแข็งที่ไม่หวาดเกรงอํานาจโผล่ออกมาแล้ว?”
หรงอวี่รู้ชัดเจนดีว่าสําหรับสํานักศึกษากวานหูที่ชื่อเสียงมา ยาวนาน ท่านราชครูไม่ได้มีความรู้สึกดีอันใดด้วยเลย
คิดดูแล้วสํานักศึกษากวานหูก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดีแก่ใจ ฉินเจิ้งชิวรับ
หน้าที่เป็นรองเจ้าขุนเขา ไยจะไม่ใช่เพราะมีความคิดว่าอยากอาศัย สถานะนี้มาฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น
แต่ขอแค่วันหนึ่งที่ราชครูเฉินยังไม่แสดงท่าทีอย่างชัดเจน ซุยหมิ งหวงและสกุลซุยหรือแม้กระทั่งตลอดทั้งสํานักศึกษาต่างก็ต้องอกสั่น
ขวัญผวากันไปวันหนึ่ง
เงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่เฉินผิงอันจะกล่าวว่า “ส่งจดหมายลับไป บอกทางเมืองหลวงสํารอง บอกไปว่าช่วงนี้จวนราชครูต้องการขอ เรียกดูเอกสาร รวมถึงเอกสารของหวงซินแห่งแคว้นตานอวี้ ขอแค่
เคยเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวงสํารอง อีกทั้งทุกวันนี้ยังเป็นขุนนาง อยู่ในราชสํานักแคว้นต่างๆ ล้วนอยู่ในขอบเขตของการตรวจสอบ
ทั้งสิ้น ระดับขั้นต้องเป็นขั้นสี่และเหนือขั้นสี่ขึ้นไป อนุญาตให้มีกรณี
พิเศษได้”
“บอกให้ลั่วอ๋องซ่งมู่เลือกคนที่ไว้ใจสี่ห้าคนมาจัดการเรื่องนี้ จากนั้นให้เพิ่มเฉาเกิงซินที่เป็นขุนนางมารับหน้าที่ใหม่ไปอีกคนก็
พอ”
“จากนั้นให้กรมอาญาของเมืองหลวงใช้งานสายลับอีกครั้ง ให้ พวกเขาไปสืบประวัติของพวกหวงซินโดยเฉพาะ ตรวจสอบดูว่า หลังจากที่พวกเขาหวนกลับมายังมาตุภูมิเดิม หลายปีมานี้เลื่อนขั้น ขุนนางได้อย่างไร หาเงินมาได้อย่างไร สรุปแล้วเคยใช้การเป็นอดีต ขุนนางในเมืองหลวงสํารองต้าหลีมาเป็นข้ออ้าง ยักยอกเงินเข้า
กระเป๋าตนเอง หรือไม่ก็แอบสมคบคิด ติดสินบนขุนนางเมืองหลวง
สํารองต้าหลีอย่างลับๆ หรือไม่ หากว่ามี ฝ่ายแรกให้บันทึกลงเอกสาร ไว้ก่อนชั่วคราว ส่วนฝ่ายหลังให้ซ่งมู่ตัดสินใจเอาเอง หากเขาใจอ่อน ต้าหลีจะทําการก่อตั้งภาคหลิงอู่ขึ้นมา แน่นอนว่าต้องมีคนลงดาบ ช่วยเขาทําความสะอาดเรือน เอง” “สุดท้ายแจ้งไปยังสามกรมอย่างขุนนาง อาญาและกรมคลังของ
สองเมืองหลวงสายลับที่แฝงตัวอยู่นอกอาณาเขตของแคว้นต้าหลี
ระดับขั้นและเงินเดือนของพวกเขาจะมีการยกระดับเพิ่มหนึ่งขั้น
แม้ว่าในใจของหรงอวี่จะตกตะลึง แต่นางกลับไม่ได้เอ่ยอะไร
เชื่อว่ากรมคลังเองก็ไม่กล้าโอดครวญว่ายากจนในเรื่องนี้ อีก อย่างทุกวันนี้เจ้ากรมคลังผู้นั้นยังกินข้าวแดงอยู่ในคุกนะ เฉินผิงอันเคาะหน้าโต๊ะเบาๆ “หรงอวี้ จําไว้หน่อย” หรงอวี่ประหลาดใจเป็นทบทวี แต่ก็รีบทําตัวให้กระปรี้กระเปร่า นี่ ดูเหมือนว่าจะเป็นครั้งแรกที่ราชครูเตือนตนเช่นนี้?
“เรื่องแรก ให้แจ้งกับกรมขุนนางของสองเมืองหลวงเป็นการ ภายในว่า การกระทํานี้ห้ามบอกกล่าวแก่ภายนอก ห้ามให้มีรายงาน ในทุกระดับขั้นของราชสํานัก สายลับที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นต่างๆ ทาง ทิศใต้ของลําน้ําใหญ่นานเกินสิบปีขึ้นไป หากพวกเขาอยากกลับต้า หลีก็ให้อนุญาตทั้งหมด ที่ว่าการของกองงานและกรมต่างๆ ต้องไม่
ขัดขวาง อีกทั้งภายในสิบปีขอแค่พวกเขายินดีก็สามารถมารับ
ตําแหน่งในค่ายทหารที่ประจําอยู่ในมณฑลใดก็ได้”
“หากอยากเป็นขุนนางก็ให้สิทธิ์ในการเป็นมือปราบของเขตการ ปกครองและจังหวัดต่างๆ ที่มีตําแหน่งว่างก่อน ภายในสิบปี กรมขุน นางสามารถทําลายข้อบังคับที่ว่า “ห้ามดํารงตําแหน่งในถิ่นกําเนิด ของตนเอง และในมณฑลที่อยู่ติดกัน”
“เรื่องที่สอง ภายในห้าสิบปี สายลับที่พลีชีพในหน้าที่อยู่ที่แคว้น อื่น ให้กรมอาญาของสองเมืองหลวงเขียนรายชื่อมาอย่างละเอียด ห้ามให้มีตกหล่น แล้วให้เซวี่ยเจิ้งประจํามณฑลเป็นผู้นํา รับผิดชอบ เรียบเรียงอักขรานุกรมท้องถิ่น จัดพวกเขาไว้ในหัวข้อ “ตํานานวีร ชนควรจะใช้ถ้อยคําให้เหมาะสมอย่างไร พวกเขาสามารถพิจารณา ปรับถ้อยคําได้เอง ส่วนผู้ที่มีผลงานความชอบโดดเด่น ให้พิจารณา ตามความชอบโดยสามารถเข้าไปอยู่ในศาลบรรพชนคนดีได้”
“หากในท้องถิ่นมีคนกล้าสวมรอยแล้วตรวจสอบเจอ ให้เนรเทศ
ไปไกลพันลี้ ทั้งตระกูลจะถูกลงโทษให้เป็นชนชั้นไพร่ ลูกหลานสาม รุ่นห้ามเป็นขุนนาง นายอําเภอถูกลงโทษในความผิดเดียวกันและ ปลดออกจากตําแหน่ง หากในพื้นที่ใดมีคดีลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น แม้เพียงกรณีเดียว ให้ผู้ว่าการประจํามณฑลนั้นจัดการปัญหาให้
เรียบร้อยแล้วเดินทางมาที่จวนราชครูรอบหนึ่ง”
หรงอวี่จดจําไปทีละเรื่อง
ซงอวิ๋นเจียนขยับเท้าจากต้นท้อมาถึงข้างนอกห้องหนังสือ แล้ว
นั่งลงบนธรณีประตู เฉินผิงอันเหลือบมองเขา แต่ก็ไม่ถือสาอะไรเขา ซ่งอวิ๋นเจียนหันหน้าไปทางต้นท้อ ดอกท้อเต็มต้นสะท้อนอยู่ใน คลองจักษุ ไม่ว่าจะมองไกลๆ หรือมองใกล้ๆ ก็ล้วนสบายตาสบายใจ
คล้ายจะถูกเดาความผิดได้ ราชครูเฉินถึงได้หัวเราะร่วนเอ่ย
สัพยอกไปว่า “เจ้ายังสามารถไปนอนคว่ําอยู่บนหลังคา มองลงมา จากที่สูง หรือไม่ก็ไปนอนอยู่ใต้ต้นไม้ เงยหน้ามองได้นะ” ซ่งอวิ๋นเจียนโบกมือ “สถานที่สําคัญของราชสํานัก สมควรทํา คล้ายจะถูกเดาความผิดได้ ราชครูเฉินถึงได้หัวเราะร่วนเอ่ย
สัพยอกไปว่า “เจ้ายังสามารถไปนอนคว่ําอยู่บนหลังคา มองลงมา จากที่สูง หรือไม่ก็ไปนอนอยู่ใต้ต้นไม้ เงยหน้ามองได้นะ” ซ่งอวิ๋นเจียนโบกมือ “สถานที่ คัญของราชสํานัก สมควรทํา อย่างนั้นเสียทีไหน” แม้ปากจะพูดเช่นนี้ แต่ เก็บไปใส่ใจแล้ว เฉินผิงอันถามต่ออีกว่า “ทางฝั่งของราชสํานักอวิ๋นเซียว พวกผู้ ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างไรบ้างแล้ว?”