กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 59.2 คุ้นชินกับการฝ่าลมหนาวและหิมะ
บทพิเศษ ตอนที่ 59.2 คุ้นชินกับการฝ่าลมหนาวและหิมะ
อย่างไม่หวั่นเกรง
สกุลหงอวิ๋นเซียวสืบทอดอาณาเขตเจ็ดแปดในสิบส่วนของ
ราชวงศ์ป๋ายซวงเก่า ทุกวันนี้ถือเป็นราชวงศ์ใหญ่ที่มีน้อยจนนับนิ้ว ได้ของแจกันสมบัติทวีป หลายปีมานี้เตรียมอาวุธฝึกทหาร เสริม กําลังยุทโธปกรณ์ให้แข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยัง
ดึงตัวและรวบรวมตระกูลชนชั้นสูงที่ย้ายตระกูลไปอยู่ทางทิศใต้
จํานวนนับร้อยตระกูล ทําให้กองกําลังแคว้นบนหน้ากระดาษของ
ราชวงศ์อวิ๋นเซียวเปลี่ยนมาเป็นโดดเด่นสะดุดตาจนเรียกตัวเองว่า
เป็นอันดับที่สองของแจกันสมบัติทวีปได้
ความคิดของบุคคลยิ่งใหญ่เหล่านี้เรียบง่ายอย่างมาก ยิ่งอยู่ห่าง
จากราชสํานักต้าหลีมากเท่าไรก็ยิ่งดีมากเท่านั้น
สระน้ําขุ่นแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยปลาตัวอ้วนพีเบียดเสียดกัน
หนาแน่น
ปลาใหญ่พวกนี้ล้วนตัวอ้วนสมบูรณ์กันมาก
ตระกูลชนชั้นสูงของล่างภูเขาทั่วไป เงินมากมายที่อยู่ในกระเป๋า ล้วนได้มาจากการทําลายกฎเกณฑ์ใหญ่
ทว่าตระกูลชนชั้นสูงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเหล่านี้กลับไม่ ค่อยเหมือนกัน เงินส่วนใหญ่ล้วนมาจากกฎระเบียบที่พวกเขา กําหนดขึ้นด้วยมือตัวเอง
ดังนั้นสกุลหงอวิ๋นเซียวจึงเป็นแคว้นแข็งแกร่งที่แจกันสมบัติทวีป
อยากจะงัดข้อด้วยมากที่สุด หาไม่แล้วก่อนหน้านี้ก็ไม่มีทางเกิดคลื่น มรสุมที่แคว้นซิววางแผนอย่างลับๆ มานานหลายปี เรื่องที่ราช
สํานักต้าหลีตั้งป้ายศิลาไว้บนยอดเขาของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมใน ทวีป แรกเริ่มสุดก็เป็นราชสํานักสกุลหงที่ให้ข้อเสนออย่างโจ่งแจ้งว่า
ควรเอาออก
เฉินผิงอันกระตุกมุมปาก พวกปลาอ้วนที่หลงคิดว่าตนวางแผน ได้สําเร็จแล้ว สักวันหนึ่งจะต้องเข้าใจหลักการเหตุผลที่เลือดโชก อาบท่วมว่า ถ้าไม่มีการปกป้องอย่างที่มองไม่เห็นของกองทัพม้า
เหล็กและเรือกระบี่ของต้าหลี พวกมันไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ใช่ว่าเป็นแค่ เนื้อชิ้นหนึ่งบนเขียงหรอกหรือ?
หรงอวี่ยิ้มพูดด้วยน้ําเสียงอ่อนโยนว่า “ยังถือว่าราบรื่น ให้จ้าว เหยาแห่งกรมอาญาเป็นผู้คัดเลือก ฝูชิ่งได้ไปพบกับชาวบ้านที่ เหลืออยู่ของราชวงศ์ก่อนหกคนอย่างลับๆ แล้ว”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ข้าไม่เชื่อใจพวกชาวบ้านของสกุลฝู คราว หน้าให้จ้าวเหยามาที่จวนราชครู ข้าจะคุยกับเขาต่อหน้าสักรอบ”
https://novel-Ik.com/
ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจว่าพวกเขาจะยินดีช่วยฝูซึ่งกอบกู้แคว้น ฟื้นคืน ระบบสืบทอดดั้งเดิมพวกเขาจะต้องให้ความช่วยเหลือเจ้าเหนือหัว
หญิงอย่างจริงใจแน่นอน
แต่ฝูซึ่งกอบกู้แคว้น สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับความเต็มใจของ
พวกเขา มองดูเหมือนร่วมมือกันอย่างจริงใจ แต่สิ่งที่ต้องการในใจ
ล่ะ?
เฉินผิงอันกลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ํารอยเดิม แค่เปลี่ยนจากสกุล
หงอวิ๋นเซียวมาเป็นสกุลฟูป่ายซวง แล้วจะมีความหมายตรงไหน?
ในอดีตตําราประวัติศาสตร์ได้ให้ข้อสรุปแบบตอกปิดฝาโลงต่อ สกุลฝูป้ายซวงไว้ว่า “สูญเสียชาติบ้านเมืองเพราะความผ่อนปรน เกินไป”
พูดให้น่าฟังหน่อยก็คือ ใช้การปกครองแบบไม่ฝืนธรรมชาติ เมื่อการปกครองราบรื่นประชาชนก็อยู่เย็นเป็นสุข
พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือราชสํานักของสกุลฝูกับตระกูลใน
ท้องถิ่นได้ข้อตกลงร่วมกันมานานแล้ว ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันหา
เงิน พระราชอํานาจของตระกูลผู้ไม่ได้แผ่ลงไปถึงระดับมณฑลและ อําเภอ แต่อําเภอและจังหวัดในท้องถิ่นจะต้องนําเงินส่งขึ้นคลังหลวง ขอแค่จํานวนมากพอ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ปรึกษากันได้ทั้งนั้น
https://novel-Ik.com/
บัณฑิตที่เป็นขุนนางอยู่ในท้องถิ่นมีชีวิตสุขสบายแล้ว ถ้าอย่าง นั้นยังต้องต่อต้านอะไรอีก? ไม่ใช่ว่าจะเอ่ยแต่คําพูดดีๆ ถึงสกุลฝู
หรอกหรือ?
ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องเก่าของราชวงศ์ก่อนขึ้นมา หวนนึกถึง มาตุภูมิเดิม น้ําตาจะไม่หลั่งไหลอาบหน้าหรอกหรือ? โอรสสวรรค์หนึ่งรัชสมัยก็มีขุนนางหนึ่งรัชสมัย สกุลหงอวิ๋นเซียว จะต้องป้องกันชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่ของราชวงศ์ก่อนเหล่านี้อย่าง
แน่นหนาแน่นอน ภายนอกปฏิบัติต่ออีกฝ่ายด้วยความผ่อนปรนและ เอื้อเฟื้อ ยังคงให้พวกเขามีชีวิตที่ดี แต่ต้องไม่ได้สบายเหมือน เมื่อก่อนเป็นแน่
หลิ่วชิงเพิ่งเคยมีการยกตัวอย่างว่าขุนนางใหญ่ของราชสํานัก
สกุลผู้ที่ถูกส่งจากส่วนกลางไปประจําท้องถิ่นนั้น ล้วนดํารงตําแหน่ง “นายอําเภอ” ซึ่งเป็นขุนนางที่ถือตราประทับประจําตําแหน่ง ส่วน ตระกูลผู้ดีในท้องถิ่นจะรับตําแหน่งเป็น “รองนายอําเภอ” แม้ฝ่ายหลัง จะดูเหมือนเลื่อนขั้นข้ามลําดับได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่กุมอํานาจบริหารใน ที่ว่าการอําเภออย่างแท้จริง กลับเป็น “รองนายอําเภอ” ที่สืบทอด ตําแหน่งกันมาเหล่านี้ รวมไปถึงพวกเสมียนท้องถิ่นที่พึ่งพาและเกาะ
เกี่ยวอาศัยพวกเขาอยู่
หรงอวี่หยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ เอ่ยว่า “ซึ่งชวี่ และหลัวฟูเม่ยจะเป็นผู้นําในการตรวจสอบสายลับและนักรบพลีชีพที่
อยู่ในสิบสองแคว้นรอบสกุลหงอวิ๋นเซียวอีกครั้ง รายละเอียดล้วนอยู่
https://novel-Ik.com/
บนสมุดเล่มนี้แล้ว ระหว่างนี้หลัวฟูเม่ยได้ติดตามซูหลางเดินทางไป
เยือนเขตฮวาเซียงโดยเฉพาะมารอบหนึ่ง พวกเขาเริ่มทําการ ตรวจสอบความจริงในขั้นต้นแล้ว ภูเขาเหวยเยว่ของยอดเขาชิงฮู้
ภูเขาตะวันเที่ยงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหลิวเหวินจิ้นแห่งแคว้นชิว ภูมิลําเนาของสองฝ่ายเหมือนกันเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น”
เฉินผิงอันรับสมุดเล่มนั้นมาแล้วเปิดอ่านอย่างว่องไว
หลิวเหวินจิ้นมีชื่อจริงว่าเจิ้งหล่าน ภูมิลําเนาอยู่ที่เขตฮวาเซียง แฝงตัวอยู่ในแคว้นชิวมานานถึงสิบเก้าปีแล้ว
ซูหลางสร้างพรรคในยุทธภพแห่งหนึ่งขึ้นมาในเมืองหลวงเก่า ของราชวงศ์ป้ายซวงหรือเมืองหลวงสํารองแห่งใหม่ของสกุลหงอวิ๋น เซียวในทุกวันนี้ สายลับหนุ่มที่ชื่อว่าหวงเจี้ยผู้นั้นเคยเป็นทหารรักคน
สนิทของหลิวเหวินจิ้น ทุกวันนี้ถือว่ากําลังทําความดีชดใช้ความผิด หลัวฟูเม่ยที่มาจากแคว้นหู ทุกวันนี้ได้ครอบครองป้ายสงบสุข ระดับสามของกรมอาญา ไม่แน่เสมอไปว่านางจะติดใจการเป็นขุน นาง ก็แค่ชอบไต่สวนนักโทษเท่านั้น
เดิมทีหยวนฮว่าจิ้งควรจะแฝงตัวไปอยู่ในราชวงศ์อวิ๋นเซียวพร้อม กับซ่งซวี่ด้วย แต่คาดว่าช่วงนี้เซียนกระบี่ใหญ่หยวนผู้นี้คงยากที่จะ ออกไปจากเมืองหลวงได้แล้ว
เฉินผิงอันยังขอยืมคนผู้หนึ่งมาจากสํานักผู้เหยาของกู้ซ่าน
https://novel-Ik.com/
นั่นก็คือสวีฟู่ที่ใช้นามแฝงว่าผูหลิว หนึ่งในอดีตผู้ถวายงาน ตระกูลหม่า มีฉายาว่า “เตี่ยจั่ว” ก็คือเทพเซียนผู้เฒ่าขอบเขต ก่อกําเนิดของราชวงศ์ป่ายซวงเก่าที่มีชื่อเสียงมานานแล้ว นางเองก็
หวนกลับมายังมาตุภูมิเดิม ทําเรื่องแบบเดียวกันและวิธีการแบบ
เดียวกันกับซูหลาง
แต่ผลลัพธ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว เป็นอย่างที่ คาดการณ์ไว้จริงๆ เมื่อหญิงชราไม่ใช้นามแฝง แต่เลือกจะเปิดเผย สถานะที่แท้จริง ประกาศฉายา “เตี่ยจั่ว ที่โด่งดังนี้อย่างโจ่งแจ้ง ว่ากัน ว่านางก็เคยได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้สกุลหงมาแล้ว และทางราชสํานักก็ได้ ยินว่านางต้องการจะสร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรม สานต่อระบบสืบ ทอดใหม่อีกครั้ง และยิ่งกระตุ้นเรื่องนี้ให้สําเร็จอย่างเต็มกําลัง กลัวว่า จะเป็นการเพิกเฉยต่อก่อกําเนิดเฒ่าผู้นี้แล้วทําให้นางไปอยู่ทวีปอื่น พร้อมความโกรธเคือง เพราะถึงอย่างไรเมื่อห้าสิบปีก่อน สวีฟูก็เป็น เทพเซียนผู้เฒ่าบนภูเขาที่จะดีจะชั่วก็มีขอบเขตเดียวกับหลี่ถ้วนจึง แห่งสวนลมฟ้า ฝูฉีแห่งนครมังกรเฒ่าและจู่หวงแห่งภูเขาตะวันเที่ยง เฉินผิงอันครุ่นคิด “ใช้นามของกรมพิธีการต้าหลีเขียนเอกสาร ราชการลับฉบับหนึ่งขึ้นมา แจ้งเรื่องนี้ให้ภูเขาตะวันเที่ยงและพรรค กระบี่หวงจู๋ทราบ ให้พวกเขาตรวจสอบกันคนละรอบ เตือนพวกเขา ว่าอย่าทําอะไรกระโตกกระตาก อย่าได้ทําเรื่องที่เกินความจําเป็น”
“จากนั้นแจ้งให้ว่านซู่กุ้ยแห่งภูเขาอวี่หลินทราบว่า ภายใต้ เงื่อนไขที่รู้ดีว่าภูเขาเหวยเยวไม่มีข้อน่าสงสัย แต่เจ้าสํานักจู่หวงหรือ
ว่าใครกลับจงใจสร้างความลําบากใจให้กับภูเขาเหวยเยว่ อนุญาตให้
นางดําเนินการตามความเหมาะสม ไต่สวนเอาผิดภูเขาตะวันเที่ยงได้
เลย”
เฉินผิงอันพลันถามว่า “หรงอวี่ เจ้าลองวิจารณ์สกุลหงอวิ๋นเซียว
หน่อยสิ”
หรงอวี้ตอบ “สามารถทําให้เจิ้งหล่านยอมสละชีวิตลืมความตาย
คิดดูแล้วสกุลหงอวิ๋นเซียวก็น่าจะมีจุดที่เอามาใช้งานได้เหมือนกัน” เฉินผิงอันพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้ฝูชิ่ง ซ่งซวี่และซูหลางออก ข้อสอบหนึ่งข้อ ดูว่านอกจากข้อมูลบนหน้ากระดาษแล้ว สกุลหงอวิ๋น
เซียวยังมีจุดไหนที่สามารถเอามาใช้งานได้อีกหรือไม่”
เหนี่ยนซินมายังลานบ้านของเรือนชั้นที่สามอย่างที่หาได้ยาก
มองซ่งอวิ๋นเจียนที่นั่งอยู่ บนขั้นบันได
อันที่จริงซ่งอวิ๋นเจียนไม่ค่อยชอบคนเย็บผ้าผู้นี้เท่าใดนัก รู้สึกว่า
สายตาที่นางมองคนอื่นน่าขนลุกอย่างมาก
เหนี่ยนซินย่อมไม่สนใจความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อตัวเอง จากนคร
บินทะยานจนมาถึงจวนราชครูก็น่าสนใจอย่างมาก อย่างเช่นการ ประลองหมากใต้ต้นสนระหว่างหลินโส่วอีกับเฉาฉิงหล่าง ฟังเซียวสิง
ที่มีฉายาว่า “โยวเหริน” ผู้นั้นทะเลาะกับสวี่เจียวเซี่ย แต่สวี่เจียวเซี่ย เพิ่งจะไปรับตําแหน่งเสมียนที่กรมอาญา เซียวสิงจึงไม่มีคู่ต่อสู้ ก็เลย หันไปหยอกเย้าแม่ครัวอวี่ซิ่งแทน แต่ดูเหมือนว่าอื่นกวานได้ตั้งกฎ
อะไรบางอย่างให้กับนาง เซียวสิงถึงไม่มีทางเหยียบเข้าไปในห้องครัว แม้แต่ครึ่งก้าว แค่พูดจาเกี้ยวพาราสีที่หน้าประตู อวี่ชิงกลับไม่เคย
สนใจนาง
เหนี่ยนซินเองก็ไม่มีเวลาว่างมากพอ หากจดบันทึกคําพูดหยาบ
โลนเหล่านั้นลงในสมุด คาดว่าน่าจะเขียนเป็นนิยายรักวาบหวามเล่ม
หนึ่งขึ้นมาได้เลย
ผู้ฝึกกระบี่โต้วโค่วและเซียนจ่าวที่มาจากหน่วยเซวี่ยซวงของ
นครก่วงหาน ผู้ฝึกตนหญิงจากเปลี่ยวร้างสองคนนี้บูชาอื่นกวาน
หนุ่มเป็นเจ้านายอย่างจงรักภักดีแบบสุดจิตสุดใจ พวกนางต่างก็
เชื่อมั่นไม่คลางแคลงว่าตัวเองคือสายลับพลีชีพที่สายอิ่นกวานของ
คฤหาสน์หลบร้อนส่งตัวให้ไปอยู่ที่เปลี่ยวร้างนานแล้ว หมอผีเฉินอี้อ่านหนังสือเร็วมาก รสนิยมก็ดี ไม่เลือกมาก ไม่ว่า
หนังสืออะไรก็อ่านได้
เขาคิดว่าจะไปซื้อหนังสือที่หลิวหลีฉางด้วยตัวเอง การที่ไม่ได้
ออกจากจวนก็เพราะคําพูดโบราณสองประโยคกล่าวได้ตรงเผง
เงินเหวินเดียวก็ทําให้วีรบุรุษล้มคว้าได้ ไม่มีคุณความชอบก็ไม่
รับค่าตอบแทน
จะว่าไปแล้วก็เพราะหน้าบาง เปิดปากขอยืมเงินจากคนอื่นยาก เหมือนเดินขึ้นสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น
เหนี่ยนซินกล่าว “เว่ยป๋อแห่งมหาบรรพตอุดรขอเข้าพบ ผู้ดูแล
หรงอวี่ไม่อยู่ก็เลยมาถามข้า”
หรงอวี่คลี่ยิ้มหวาน
เหนี่ยนซินอยู่ในจวนราชครู ตอนนี้ยังไม่มีสถานะที่แน่ชัด แต่ไม่ ว่าอะไรนางก็สามารถถามได้ ไม่ว่าเอกสารคดีอะไรก็อ่านได้
เฉินผิงอันหัวเราะอย่างขันๆ ปนฉุน
ไปว่าไม่พบ”
“ใครใช้ให้เขาเรื่องมาก บอก
เหนี่ยนซินทําตามที่บอก นางไม่มีความสัมพันธ์ควันธูปอะไรกับ
ภูเขาฟ้อวิ๋น ไม่สนหรอกว่าเงินจวินอย่างเจ้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ครู่หนึ่งต่อมาเว่ยป้อก็เดินก้าวข้ามธรณีประตูมาอย่างสบาย
อารมณ์ ประสานมือทําท่าคํานับอย่างเสแสร้ง “เทพน้อยคารวะท่าน
ราชครู”
เข้าไปในห้อง ความรู้สึกนับร้อยประดังประเดเข้าใส่เว่ยป๋อ นี่ก็คือ ห้องหนังสือของซิ่วหู่หรือ ได้อาศัยใบบุญของราชครูเฉินถึงได้โชคดี
ได้เห็น
เฉินผิงอันเอ่ย “เย่โหยวเสินจวินให้เกียรติมาเยือน มีอะไรจะชี้แนะ
หรือ ล้างหูรอฟังแล้ว”
เว่ยป๋อกวาดตามองไปรอบด้าน เอ่ยว่า “พูดคุยกันที่นี่ต้องสํารวม
ระมัดระวัง ไปที่ห้องหนังสือของเจ้าดีกว่าไหม?”
เหนี่ยนซินพยักหน้า “เรื่องมากจริงๆ นั่นแหละ” หรงอวี่ดึงตัวเหนี่ยนซินให้ออกมาด้วยกัน ซ่งอวิ๋นเจียนเองก็ลุก
ขึ้นกลับไปที่ใต้ต้นท้อ
เฉินผิงอันพาเว่ยป้อไปที่ห้องหนังสือของตัวเอง “มีลมก็รีบผาย” เว่ยป้อยกเก้าอี้มาเองแล้วนั่งลง มีโต๊ะหนังสือตัวหนึ่งกั้นขวาง ระหว่างเขากับเฉินผิงอันถามว่า “ราชครู จิ้นชิงบอกว่าได้ช่วยต้าน
หายนะครั้งหนึ่งให้กับขุนเขาเหนือของข้า ไม่อย่างนั้นบทเรียนของ
ภูเขาเช่อจื่อก็คือเรื่องที่ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดขึ้นกับภูเขาพีอวิ๋น อีกทั้ง ยังแทบไม่มีทางที่จะเป็นถงเหวินช่างหรือฟานจวิ้นเม่า แต่ต้องเป็น ภูเขาพีอวิ๋น คํากล่าวนี้ของจิ้นชิงถูกต้องหรือไม่”
เฉินผิงอันที่ถูกเว่ยป้อเรียกขานว่า “ราชครู” เงียบไม่ตอบ เว่ยป้อกลับได้รับคําตอบแล้ว เขาคลี่ยิ้มอย่างสง่างาม “ก็ดี เหมือนกัน เดิมทีภูเขาพีอวิ๋นก็ค่อนข้างจะทนรับการขุดคุ้ยได้ดี ข้า
เองก็ไม่ได้รู้สึกอัดอั้นเหมือนจิ้นชิง” เว่ยป้อกุมมือคารวะ “ขอร้องเพียงเรื่องเดียว สมมติว่ามีวันนี้จริง จําไว้ว่าต้องแจ้งให้ข้ารู้ล่วงหน้าก่อนสักคํา”
เฉินผิงอันส่ายหน้า
เว่ยป้อตกตะลึงไปพักหนึ่ง เอนหลังพิงเก้าอี้ หงายศีรษะไป ด้านหลัง พึมพําว่า “ราชครูต้าหลีเป็นได้ไม่ง่ายเลยจริงๆ”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคที่มองดูเหมือนออก นอกเรื่องไปไกล “ในความเห็นของอวี่โต้ว ทุกคนล้วนมีเหตุผล ดังนั้น เมื่อทําผิดก็ต้องแก้ไขความผิด ท่ามกลางขั้นตอนนี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่ อยากจะปกปิดความผิดพลาด สงสัยในความผิดพลาด เอนเอียงเข้า หาความผิดพลาด ล้วนผิดทั้งหมด แม้กระทั่งตัวอวี่โต้วเองก็ไม่ใช่ ข้อยกเว้น เขาไม่สนใจ “ใจคน” ที่อยู่นอกเหนือจากความถูกผิดเลย สักนิด จะว่าไปแล้ว หากเขาสนใจสักหน่อยก็คงไม่อาจรับประกันได้ ว่าจะต้อง ไร้ความผิดพลาด’ อย่างสิ้นเชิงแน่นอน” นอกเรื่องไปไกล “ในความเห็นของอวี้โต้ว ทุกคนล้วนมีเหตุผล ดังนั้น เมื่อทําผิดก็ต้องแก้ไขความผิด ท่ามกลางขั้นตอนนี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่ อยากจะปกปิดความผิดพลาด สงสัยในความผิดพลาด เอนเอียงเข้า หาความผิดพลาด ล้วนผิดทั้งหมด แม้กระทั่งตัวอวี่โต้วเองก็ไม่ใช่ ข้อยกเว้น เขาไม่สนใจ “ใจคน” ที่อยู่นอกเหนือจากความถูกผิดเลย สักนิด จะว่าไปแล้ว หากเขาสนใจสักหน่อยก็คงไม่อาจรับประกันได้ ว่าจะต้อง ไร้ความผิดพลาด’ อย่างสิ้นเชิงแน่นอน”