กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 59.3 คุ้นชินกับการฝ่าลมหนาวและหิมะ
บทพิเศษ ตอนที่ 59.3 คุ้นชินกับการฝ่าลมหนาวและหิมะ
อย่างไม่หวั่นเกรง
นี่ก็คือจุดที่ใต้หล้ามืดสลัวไม่เข้าใจอวี่โต้วมากที่สุด เพราะอวีโต้ว
มองพวกเขาทุกคนเป็นเหมือน…เทพเจ้า
“ดังนั้นหากอวี่โต้วไม่ใช่เจ้าลัทธิของป๋ายอวี้จิง ไม่ได้อยู่ในใต้ หล้ามืดสลัวที่มีเต้ากวานอยู่ทั่วทั้งบนภูเขาและล่างภูเขา แต่อยู่ในใต้ หล้าไพศาลที่มีการแบ่งเขตแดนระหว่างเซียนกับมนุษย์ธรรมดาอย่าง ชัดเจน ข้าเชื่อว่าเขาก็แทบจะ….สมบูรณ์แบบไร้ข้อบกพร่องแล้ว”
“ในสายตาของซุยฉาน ทุกคนล้วนมีความสามารถอย่างหนึ่งใน
การโน้มเอียงเข้าหาผลประโยชน์หลีกเลี่ยงผลร้าย ดังนั้นเขาจึงไม่ เชื่อในใจคนและความเป็นคนของใครทั้งนั้น ซุยฉานถึงขั้นที่ไม่เชื่อ ตัวเองด้วย ถึงได้มีชุยตงซาน ให้ฝ่ายหลังเลือกในสิ่งที่อาจจะส่งผล
กระทบต่อทิศทางการดําเนินไปของวิถีทางโลกทั้งใบแทนพวกเขา”
ทุบ
“ความบังเอิญในเส้นทางอันจํากัดของคนคนหนึ่ง ล้วนเป็นความ
จําเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของประวัติศาสตร์อันไร้ขอบเขตและยืน
ยงตลอดกาล”
“แต่ว่า แต่ว่าในที่สุดซุยฉานก็ยอมเชื่อว่าในอนาคตอาจจะ
เปลี่ยนมาดีขึ้นได้เล็กน้อยเพียงแต่เขาเลือกที่จะไม่มองว่า “วันพรุ่งนี้”
จะเป็นอย่างไรกันแน่อีกต่อไป”
ดังนั้นอยู่ที่ป๋ายอวี้จิง ผู้ฝึกตนใหญ่ทุกคนล้วนรู้สึกว่าเต้ากวาน
หนุ่มคนนั้นทําเรื่องที่ผิดทํานองคลองธรรมร้ายแรง แต่กลับถูกอวี่โต้ว มองว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลดีแล้ว
ดังนั้นซุยฉานที่อยู่บนหัวกําแพงเมืองของกําแพงเมืองปราณ
กระบี่ถึงได้เอ่ยประโยคที่เด็ดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด โลกใบนี้จะเข้าใจซุย ฉานหรือไม่ คือเรื่องของพวกเขา ไม่เกี่ยวอะไรกับซุยฉาน
เว่ยป๋อกลั้นหายใจทําสมาธิ นั่งตัวตรงอย่างสํารวม
เฉินผิงอันก็แค่เปิดใจ ทว่าเว่ยป้อกลับรู้สึกกดดันเหมือน เผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
“ส่วนข้า เฉินผิงอันในอดีต เส้นแบ่งดีและเลวในใจมีความ ใกล้ชิดกันมาก”
“ทุกวันนี้ในใจของข้ากลับมีเส้นแบ่งแค่เส้นเดียว ก็แค่แบ่งเป็น ผู้ แข็งแกร่ง” กับ “ผู้อ่อนแอ” เท่านั้น”
“การที่ผู้แข็งแกร่งกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง ไม่ใช่เพราะสวรรค์ลิขิต ทั้งหมด แล้วก็ไม่ใช่เพราะพึ่งพาตัวเองทั้งหมด”
“วิถีทางโลกใบนี้เกิดขึ้นได้เพราะคนจํานวนนับไม่ถ้วนยอมสละ
ความอิสระของตัวเองโดยที่บางคนก็เปิดเผย บางคนก็เก็บซ่อนไว้
ตลอด เป็นเวลาหลายปีนับไม่ถ้วน ถึงได้มีวิถีทางโลกที่มีอิสระอย่างไร้ ขีดจํากัด”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันก็ชี้ไปที่เว่ยป้อ “เจ้า และยังมีเว่ยจิ้น รวมไปถึงพวกคนที่ถูกลงโทษอยู่นอกศาลา ในสายตาข้าคือผู้
แข็งแกร่ง”
แล้วเฉินผิงอันก็ชี้มาที่ตัวเอง “ข้าเองก็ด้วย”
“ฟ้าดินแห่งนี้คล้ายจะสับสนยุ่งเหยิง แต่ก็เต็มไปด้วยแสงสว่าง เจิดจ้า ประดุจเขาวงกตซับซ้อน แต่กลับรุ่งเรืองโชติช่วง”
เว่ยป้อถอนหายใจเบาๆ
หมอผีใหญ่เฉินอี้วางตําราลง
ซงอวิ๋นเจียนลืมนับดอกท้อ
หน้าประตูมีคนปรบมือ
ก็คือ “คนต่างถิ่น” ที่ชื่อว่าหวงหลงซื่อ
ก่อนหน้านี้ที่เฉินผิงอันบอกว่าเขาไม่จริงใจ เพราะมองออกว่า
แม้ว่าอีกฝ่ายจะมาที่นี่แทนหลวี่จู่ แต่กระนั้นก็ยังไม่ใช่คนในท้องถิ่น ของถ้ําสวรรค์และพื้นที่มงคลแห่งนั้น
เฉินผิงอันเปิดปากถาม “กินอาหารเช้าแล้วหรือยัง?”
https://novel-Ik.com/
เว่ยป้อส่ายหน้า คล้ายสะดุ้งตื่นจากฝัน เขาถูมือยิ้มเอ่ย “อาหาร ในจวนราชครูน่ะหรือขอบคุณในความมีน้ําใจ แต่คงต้องขอปฏิเสธ” เฉินผิงอันแสร้งถามทั้งที่รู้คําตอบดี “ทําไม ยังเป็นห่วงตําหนัก
ฉางชุนหรือ?”
ใบหน้าเว่ยป้อเต็มไปด้วยความอ่อนใจ ไม่กลัวคนฉลาด แล้วก็ไม่
กลัวคนชั่ว กลัวที่สุดว่าจะต้องเจอกับคนโง่ที่ดื้อด้าน
ลู่ฝานโล่วแห่งตําหนักฉางชุนก็คือคนโง่ที่ดื้อด้าน
เจ้าอธิบายกฎระเบียบของต้าหลีกับนาง นางพูดเรื่อง
ความสัมพันธ์ควันธูป เจ้าพูดเรื่องความสัมพันธ์ควันธูปกับนาง นาง
กลับพูดไปเรื่องอื่น
เอาเป็นว่าไม่ว่าจะอย่
เสมอ
พวกเขาก็ล้วนเป็นฝ่ายที่มีเหตุผลได้
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน “วางใจเถอะ ทางฝั่งตําหนักฉางชุนข้ามีการ วางแผนไว้แล้ว ใช่แล้ว ขอเตือนอีกประโยค ถือเสียว่าข้ายืนพูดไม่ ปวดเอวก็แล้วกัน เจ้าเองก็อย่าได้ถูก “ถ้าหาก” ที่ยังไม่แน่นอนของ “วันนี้ ทําให้หวาดกลัวจนไม่กล้ามองวันพรุ่งนี้”
เว่ยป้อคล้ายได้กินยาสงบใจเข้าไปเม็ดหนึ่ง เขายิ้มเอ่ยว่า “รู้แล้ว
รู้แล้ว”
เว่ยป้อมองไปทางประตูแวบหนึ่ง “เมื่อครู่นี้ที่รอเข้าพบได้เข้าไปดู วงหมากล้อมที่ลานเรือนชั้นสอง ไม่นึกว่าหลินโส่วอีจะไม่ได้เปรียบ
เลย”
หวงหลงซื่อที่อยู่นอกประตูได้ยินก็ยิ้มเอ่ย “ข้ารู้แค่การจัด
กระดานหมาก ไม่รู้วิธีเล่น”
เฉาฉิงหล่างออกไปจากจวนราชครูแล้ว เขาจะไปเป็นอาจารย์ สอนหนังสือที่โรงเรียนหลินโส่วอีที่มาขอพักในจวนราชครูเพื่อ “รอ สอบ” จึงไม่มีคู่ต่อสู้ในการเล่นหมากล้อม เวลาที่สองฝ่ายเล่นหมาก ล้อมกันจะไม่พูดคุยกัน มีความรู้ใจกันดีเยี่ยม หลินโส่วอีสังเกตเห็น ว่าอีกฝ่ายมักจะวางหมากในรูปแบบที่แปลกประหลาดได้เสมอ หวงหลงซื่อถอนหายใจอ งปลงอนิจจัง “ไม่สามารถดูแคลนคน โบราณได้จริงๆ”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “จะเป็นคนโบราณหรือคนรุ่นหลัง เจ้าก็เป็นผู้ กําหนด พวกหลินหยกดิบคือผู้ฝึกตน การใช้เวลาครุ่นคิดยาวนาน ก่อนตัดสินใจของมนุษย์ธรรมดา สําหรับพวกเขาแล้วเกิดขึ้นในเวลา เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น พวกเจ้าสองฝ่ายที่ประลองหมากล้อมกันต่าง
ฝ่ายต่างก็มีข้อได้เปรียบเป็นของตัวเอง”
หวงหลงซื่อจงใจมองข้ามประโยคสุดท้ายไป เขาเองก็เป็นคนเปิด กว้าง “ขอแค่ได้เจอกับเทพเซียนที่แท้จริง การมาครั้งนี้ก็ไม่เสียแรง เปล่าแล้ว”
เว่ยป้อถามหยั่งเชิง “การประชุมสองครั้งต่อจากนี้ ข้าสามารถ
เข้าไปนั่งฟังด้วยได้ไหม?”
เฉินผิงอันตอบอย่างตรงไปตรงมา “แน่นอนว่าไม่ได้”
เว่ยป้อจึงยิ้มกล่าวว่า “ไม่สู้พวกเจ้าเล่นหมากล้อมด้วยกันสักตา”
ดวงตาหวงหลงซื่อเป็นประกายระยิบระยับ หมายมั่นปั้นมืออยาก
ลอง ในเมื่อเฉินผิงอันคือศิษย์น้องของซิ่วหู่ผู้นั้น คิดดูแล้วฝีมือการ เล่นหมากล้อมก็น่าจะต้องสูงมากเลยสินะ? เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นก็มาซ้อมมือกันหน่อย”
เดินไปใต้เงาต้นสนของลานบ้านชั้นที่สอง นั่งลงตรงข้ามกัน เฉิน ผิงอันย่อมต้องให้หวงหลงซื่อ าหมากก่อน หาไม่แล้วจะดูว่าเขาไร้
คุณธรรม
ผลคือบังเอิญยิ่ง เฉินผิงอันได้วางหมากก่อน หมากที่จุดเทียนหยวน (ตําแหน่งกลางกระดาน)
แล้วกัน
หวงหลงซื่อลูบปลายคาง “เฉินกั๋วโซ่ว? (กั๋วโซ่วคือผู้เล่นหมาก
ล้อมระดับแคว้น) ไม่เห็นข้าเป็นคนจริงๆ หรือนี่!”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่มีใจอยากเอาชนะ
คะคาน พวกเราก็เล่นพลางคุยกันไปดีไหม?”
https://novel-Ik.com/
หวงหลงซื่อใช้ความคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะคีบเม็ดหมากมาวางลง
“คุยเรื่องอะไร?”
เฉินผิงอันวางเม็ดหมากเร็วราวกับบิน “คุยกันว่าบนเส้นทางที่เจ้า
มาเยือนใต้หล้าไพศาล อยู่ที่บ้านเกิดก็ดี อยู่ที่ต่างบ้านต่างเมืองก็ช่าง เจ้าเคยเห็นทัศนียภาพคร่าวๆ แบบใดมาบ้าง”
“ได้เห็นความมีเสน่ห์โดดเด่นมากมาย แล้วก็บังเอิญได้เห็นจุด
จบสองอย่างของคนน่าสงสารคนหนึ่ง เหมือนกับจุดจบสองอย่างของ
หนังสือเล่มหนึ่ง”
เฉินผิงอันถามอย่างใคร่รู้ “ไหนลองเล่ามาสิ”
หวงหลงซื่อคีบเม็ดหมากขึ้นมา ใช้มือข้างหนึ่งประคองใต้ชาย แขนเสื้อ เนิ่นนานก็ยังไม่ยอมวางเม็ดหมาก เอ่ยเนิบช้าว่า “รบตาย บนสนามรบ ถูกผู้คนนับหมื่นประนาม ตายไปแล้วก็ยังถูกด่า โชคดีที่ คนหนุ่มที่บอกว่าตัวเองคือคุณชายเสเพลอันดับหนึ่งผู้นั้น ถามใจ
ตัวเองแล้วไม่ละอาย”
“แล้วก็ยังคงเป็นเขาที่ได้เป็นฮ่องเต้ ภายในเวลาสามสิบปี จําต้อง
ออกพระราชโองการค้นบ้านกวาดล้างตระกูลขุนนางผู้ค้ําชูราชวงศ์
และเหล่าชนชั้นสูงผู้มีคุณความชอบที่อยู่ในราชสํานักและในท้องถิ่น ครั้งแล้วครั้งเล่า คนที่ฆ่ามีแต่สหายรักร่วมรบในอดีต หรือไม่ก็เป็น
ลูกหลานคนรุ่นหลังของพวกเขา ถึงท้ายที่สุดก็ยังต้องอยู่เดียวดาย
เพียงลําพัง”
https://novel-Ik.com/
“ไม่มีสนามรบที่เต็มไปด้วยคลื่นกระแสแห่งสงครามอันดุเดือด แล้วก็ไม่มียุทธภพที่เต็มไปด้วยบุญคุณความแค้นอันสาแก่ใจ ใต้หล้า
ที่กว้างใหญ่กลับไม่มีที่ให้เขาอยู่ ราชสํานักเหมือนกรงขังที่กักตัวนก
น้อยสีเหลืองทองอันสูงศักดิ์ที่สวมชุดคลุมมังกรเอาไว้”
“แต่กลับสามารถสร้างความสงบสุขให้กับวิถีทางโลกได้นานร้อย
กว่าปี”
ฟังมาถึงตรงนี้ เว่ยป๋อก็อดไม่ไหวยิ้มถามว่า “ไม่มีจุดจบอย่างที่
สามที่ไม่น่าอนาถบ้างหรือ?”
หวงหลง อยิ้มเอ่ย “ยาก คาดว่าคงยากยิ่งกว่าเป็นเทพเซียนเสีย อีก ดังนั้นข้าถึงได้ข่มกลั้นความอยากรู้อยากเห็น ไม่ได้ออกไปเดินดู
โลกอันกว้างใหญ่ข้างนอก เพราะคิดว่าอยากจะอยู่ที่นี่ก่อนเพื่อเห็น ให้มากขึ้น ฟังให้มากขึ้น เรียนรู้ให้มากขึ้นและคิดให้มากขึ้น” เว่ยป้อถาม “ทําไมคนผู้นี้ถึงได้เรียกตัวเองว่าเป็นคุณชายเสเพล
อันดับหนึ่ง?”
หวงหลงซื่อเอ่ย “เขาเกิดมาก็เหมือนว่าได้ครอบครองทุกสิ่งทุก อย่าง ดังนั้น….”
หวงหลงซื่อไม่ได้เอ่ยประโยคถัดไป แต่เว่ยป้อกลับพอจะเดาได้ คร่าวๆ แล้ว เมื่อถึงขีดสุดย่อมพลิกกลับ ได้กับเสียย่อมดํารงอยู่คู่กัน เฉินผิงอันถาม “หากเจ้ากลับไปที่นั่น ต้องการจะใช้สถานะแบบ ไหนทําเรื่องอะไร?”
หวงหลงซื่อกล่าว “ตอนนี้ยังไม่ได้คิด แล้วก็น่าจะคิดไม่ออกด้วย”
เพราะน้อยครั้งที่เฉินผิงอันจะเล่นหมากล้อม คนที่มาล้อมวงดูจึง มีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างหรงอวี่ เหนี่ยนซิน และยังมีพวกอวี่สืออู้ ส่วนพวกขุนนางบุ๋นของจวนราชครูกลุ่มนั้นกลับไม่มีความกล้า
มากพอที่จะมาร่วมวงความครึกครื้นที่นี่
หวงหลงซื่อจมเข้าสู่การครุ่นคิดอันยาวนาน เงยหน้ามองบุรุษชุด เขียวที่มีสีหน้านิ่งสงบซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะก้มหน้าลงจมสู่
ภวังค์ความคิดอีกครั้ง
หลินโส่วอีที่มือหนึ่งถือหนังสือเดินออกมาจากในห้อง เขาเองก็
มาชมหมากล้อมโดยไม่พูดไม่จาเช่นกัน
แม้ว่าหรงอวี่จะไม่เชี่ยวชาญศาสตร์หมากล้อม แต่ก็พอจะมอง
สถานการณ์ใหญ่คร่าวๆ ออกแล้ว เชื่อว่าน่าจะไม่ถ่วงรั้งการเข้า
ประชุมครั้งแรกของจวนราชครูในวันนี้
ในที่สุดหวงหลงชื่อก็วางหมากลงอีกครั้ง
“คัดเลือกขุนนางที่เป็นมนุษย์ธรรมดา สามสิบห้าสิบปีให้หลัง ขุน นางใหญ่เท่าไหนก็สามารถเปลี่ยนให้สถานที่ที่ใหญ่เท่านั้นดีขึ้น” “ใช้งานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ํา สามร้อยห้าร้อยปีให้หลัง ก็ ยังคงเป็นเทพเซียนผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนพากันเคารพกราบไหว้”
https://novel-Ik.com/
“แน่นอนว่าหากใครมีครบทั้งคุณธรรมและผลงานอันเป็น
รูปธรรม ราชครูเฉินก็สามารถถามต่อหน้าได้ว่า เจ้าอยากเป็นขุน
นางอะไร?”
จะเจรจากันได้
เฉินผิงอันผงกศีรษะถี่ๆ ยังคงวางเม็ดหมากอย่างรวดเร็ว พลัน ถามว่า “เจ้าอยากเป็นขุนนางหรือไม่?” หวงหลง อพยักหน้า “ข้าอยากจะเป็นราชค ไหมล่ะ?” เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด ใช้สองนิ้วคีบเม็ดหมากเม็ดหนึ่ง “ไม่
คุย”
ว้าว หนังหน้าไอ้หมอนี่! เว่ยป๋อกลั้นขํา เอ่ยหนึ่งประโยคที่มีสอง
ความหมายว่า “ทําไมเจ้าไม่ไปภูเขาถั่วทั่วล่ะ?” หวงหลงซื่อกล่าว “ในอนาคตจะต้องไปเยี่ยมเยือนแน่นอน”
เฉินผิงอันถาม “ที่นั่นมีปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่ความสามารถโดด เด่นน่าตะลึงบ้างหรือไม่?”
หวงหลงซื่อคิดแล้วก็เอ่ยว่า “ได้ยินมาว่าในประวัติศาสตร์มี ปรมาจารย์ใหญ่ชื่อว่าเกาซูโล่ว หากเขาสามารถ “บินทะยาน” มาถึง ทีนี ผลสําเร็จบนวิถีวรยุทธต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน” หวงหลงซื่อถึงกับวางหมากเร็วขึ้นเรื่อยๆ”
https://novel-Ik.com/
“ทั่วทั้งราชสํานัก จักรพรรดิและเหล่าขุนนางต้องมองให้เห็นอะไร
ก็แค่ใจของปวงประชาเท่านั้น” “คนมีศักดิ์ศรีของคน เซียนมีแก่นธรรมของเซียน เทพมีร่างทอง
อันศักดิ์สิทธิ์ และแคว้นก็มีศักดิ์ศรีของแคว้น”
“เฉินผิงอัน ข้าอยากรู้มากเลยล่ะ ไม่ทราบว่าศั แคว้นตาหลีคืออะไร?”
กดิ์ศรีของ
รัชศกฉุนผิงปีที่หกของต้าหลี ยามเช้าตรู่วันหนึ่งของหน้าร้อน แสงแดดลอดทะลุผ่านร่องใบไม้สาดส่องลงมา แสงสีทองเหมือนคลื่น มิ่งอันจมสู่ภวังค์ความคิดอย่าง
นํ้าที่กระเพื่อมเป็นระลอก ราชครูเฉิ
ยาวนาน
หวงหลงซื่อลุกขึ้นเดินออกไปจากกระดานหมากอย่างเงียบเชียบ นานแล้ว ดีมาก ถือเสียว่าไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ
เล่า?
เว่ยป้อนับถือยิ่งนัก คนแบบนี้ไปอยู่ที่ไหนจะไม่เป็นที่ต้อนรับบ้าง หรงอวี่เตือนเสียงเบา “ราชครู อีกเดี๋ยวจะต้องเริ่มการประชุมครั้ง
เฉินผิงอันพยักหน้า ขณะที่เขาลุกขึ้นยืน ซ่งอวิ๋นเจียนก็ค้น พบว่าดอกท้อที่มีอยู่เต็มต้นบานสะพรั่งดุจเปลวไฟลุกโชติช่วง การ เกิดขึ้นและดําเนินไปอย่างไม่สิ้นสุดของสรรพสิ่ง นั่นแหละคืออี้ (การ
เปลี่ยนแปลง/คัมภีร์อี้จิง)