กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 6.2 เหล้าเก่า
บทพิเศษ ตอนที่ 6.2 เหล้าเก่า
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวของราชครูต้าโซ่ว ภายใต้แสง เทียนเล่มใหญ่จากต้นไหวโบราณที่สาดส่อง ทั้งพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมก็กลายเป็ นสีทองมลังเมลือง
หลิวเร่าบอกให้ลูกศิษย์ช่วยไปยกม้านั่งยาวตัวหนึ่งมาให้เปิงเลอะ เจินจวินท่านนี้ เจียงซ่างเจินเอ่ยขอบคุณแม่นางน้อย สะบัดชุดกว้าตัว ยาวแล้วนั่งลงด้วยท่วงท่าสง่างาม
เสื้อผ้าเครื่องประดับและรูปโฉมของพวกเขาแต่ละคนเวลานี้มีแสง เทียนกระเพื่อมออกมาเป็ นชั้นๆ ประหนึ่งการลงทองของเทวรูปลงสีใน ศาล
เจียงซ่างเจินยิ้มถาม “หลิวเร่า ฟ้ าของราชสานักต้าโซ่วถล่มลง มาแล้ว เจ้าเป็ นราชครูไม่คิดจะสนใจหน่อยหรือ ยังจะมาหลบเงียบอยู่ ที่นี่ ทาไม คานวณได้ว่าข้าจะมาเยือนก็เลยเตรียมจะใช ้ความตาย ตอบแทนนายอย่างนั้นหรือ?”
เด็กสาวอึ้งตะลึง อาจารย์เป็ นถึงราชครูของต้าโซ่ว? หากอาจารย์ ของตนคนนี้สามารถเป็ นราชครูได้ ถ้าอย่างนั้นการที่ต้าโซ่วของพวก เราคือราชวงศ์อันดับที่หกของไพศาลก็เพราะมีน้าปนอยู่เยอะใช่ หรือไม่?
หลิวเร่ายิ้มเอ่ย “เสายาวแห่งชะตาแคว้นพังถล่มลงไปครึ่งหนึ่ง ด้านนอกเกิดความเคลื่อนไหวรุนแรงขนาดนี้ ต่อให้ข้าไม่ใช่ขอบเขต บินทะยาน ต่อให้ไม่ใช่ราชครู ขอแค่เป็ นเซียนเหรินหรือหยกดิบก็ ต้องสัมผัสได้อยู่แล้ว ส่วนศาสตร ์ของการอนุมานพยากรณ์ของบน ภูเขา ไม่ใช่สิ่งที่ข้าถนัดจริงๆ ไม่อาจคานวณได้ว่าสหายจะมาเยี่ยม เยือนในคืนนี้”
เจียงซ่างเจินกึ่งเชื่อกิ่งกังขา “ข้ามีสหายอยู่คนหนึ่งบอกว่า คุณสมบัติในการฝึกตนของเจ้าย่าแย่ คือเซียนเหรินที่เป็ นไม้ผุยากจะ น ามาแกะสลัก เพราะพิสูจน์มรรคาหลังฝนตกหรือ?”
หลิวเร่าพยักหน้า “เดินทางลัดน่ะ”
เจียงซ่างเจินถาม “เสายาวแห่งชะตาแคว้นของราชส านักต้าโซ่ว ไม่ได้แหลกสลายไปโดยตรง เพราะราชครูช่วยค้าประคองไว้ให้อย่าง ลับๆ ด้วยเหตุนี้จึงต้องสูญเสียตบะไปไม่น้อยเลยกระมัง?”
หลิวเร่าเอ่ย “ไม่ถือเป็ นวีรกรรมยิ่งใหญ่อะไร ก็แค่ว่ากินเงินเดือน จากเจ้านายก็ควรต้องจงรักภักดีต่อเจ้านายเท่านั้น”
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “ผ่านศึกครั้งนี้ไป หลิวเร่ายังรักษาขอบเขต บินทะยานไว้ได้อีกหรือ?”
หลิวเร่าเอ่ย “ศัตรูใหญ่มารออยู่ตรงหน้า ถึงอย่างไรก็ต้อง วางอ านาจข่มขู่สักหน่อย”
เจียงซ่างเจินพยักหน้า “ล าบากแล้ว”
หลิวเร่าเอ่ยอย่างเฉยเมย “ได้มาเยือนโลกมนุษย์ในชาตินี้ ถึง อย่างไรมาก็มาแล้ว ต้องล าบากก็ดี ได้เสวยสุขก็ช่าง ถึงอย่างไรก็ควร ต้องเดินผ่านไปอย่างจริงจังและผ่านไปให้ดีสักหน่อย”
หลิวเร่าคือคนประหลาด ชอบท่องไปในโลกโลกีย์ เห็นการเป็ น ราชครูที่มีอานาจแท้จริงมากที่สุดเป็ นตาแหน่ งที่มีเกียรติยศ คล้ายคลึงกับการได้เป็ นมหาเสนาบดีฝ่ ายทหารและมหาอ ามาตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เฒ่ามักจะออกไปข้างนอกบ่อยๆ เคยเป็ นหมอดูที่ เดินทางไปทั่วสารทิศอยู่ในยุทธภพ ช่วยดูอักษรเกิดแปดตัวให้กับคน อื่น มักจะตั้งแผงดูดวงไว้ที่ปากทางเป็ นประจา ไขตัวอักษรทานาย อนาคต ท านายชะตาชีวิตรายปีให้ผู้คนอย่างละเอียด
แล้วก็เคยเป็ นคนขายน้าตาลปั้นที่เดินเร่ไปตามตรอกซอกซอย และถนนใหญ่ เคยขายเหล้าเกาเหลียงในตลาด ถึงขั้นที่ว่าเคยเป็ น คนแบกหามที่เดินทางอยู่ในขุนเขากลางนานหลายปี
เพราะเขารักอินซานจวินอย่างลึกซึ้งมาโดยตลอด ตอนเป็ น วัยรุ่นเคยไปจุดธูปคารวะที่ตาหนักอวี้เซียวบนยอดเขาได้เห็นเทวรู ปลงสีที่มีชีวิตชีวาสมจริง เพียงแรกเห็นก็ถูกตาต้องใจและรากแห่ง ความรักก็หยั่งลึกลงในดวงจิต
ตอนเป็ นหนุ่มเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อมีตาแหน่งยศศักดิ์ ร่ารวย ก้าวหน้าแล้วจะท าให้นางโปรดปรานตัวเองได้ ทว่าต่อให้หลิวเร่าจะ กลายเป็ นเซียนเหรินแล้ว เป็ นราชครูไปท าพิธีถือศีลขอฝนแทน
ฮ่องเต้ที่ตาหนักอวี้เซียว อินหนีก็ยังคงมีท่าทีห่างเหินปฏิบัติกับเขา อย่างมีมารยาทอยู่เสมอ
นอกจากที่ผู้เฒ่าจะมีท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์แล้ว บางครั้งก็จะใช ้ภาษาถิ่นของบ้านเกิดที่ค่อนข้างหยาบคายเอ่ยเย้ย หยันตัวเองประโยคหนึ่งว่า ไอ้คนไร ้ค่า
เจียงซ่างเจินหันหน้ามายิ้มถาม “ไม่ทราบว่าแม่นางชื่อแซ่อะไร?”
เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวคือคนที่เก่งแต่ในโปงผ้าห่ม พอเจอกับคน นอกก็เขินอายขลาดกลัว เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าชื่อจินหลี”
มีแขกอีกคนมาเยือน รองเจ้าขุนเขาเจียงรีบลุกขึ้นยืนต้อนรับ ทันใด แต่หลิวเร่ากลับลมหายใจติดขัด ทั้งๆ ที่อีกฝ่ ายไม่ได้เผยจิต สังหารใดๆ ออกมา แต่จิตแห่งมรรคาของหลิวเร่ากลับเกิดลางว่าไม่ มั่นคงแล้ว
เฉินผิงอันพูดเข้าประเด็นโดยตรง “ไม่สู้เปลี่ยนทั้งแช่แคว้นและ ราชครูไปพร้อมกันหลิวเร่า เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
หลิวเร่าเอ่ย “รักษาปลายเหตุไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ ไม่เกินสิบกว่า ปีหรือยี่สิบปี ต้าโซ่วก็ยังคงเป็ นต้าโซ่ว มองดูเหมือนเกิดเรื่องใหญ่ครั้ง หนึ่ง ราชครูเฉินและเหล่าเซียนกระบี่ต่างก็ปัดกันเดินจากไป นอกจากจะสะใจแล้วก็ไม่มีความหมายอะไรอีก”
“ราชส านักต้าโซ่วที่ได้ตาแหน่งมาอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม ตอนเริ่มก่อร่างสร ้างตัวก็ไม่ถูกต้องแล้ว ฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นถึงกับ
ถักทอชุดคลุมมังกรขึ้นมาด้วยตัวเอง แย่งชิงแผ่นดินมาจากแม่ลูก กาพร ้าคู่หนึ่ง”
“ราชส านักต้าโซ่วคิดอยากจะเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างแท้จริง เปลี่ยนจากความอ้วนฉุใหญ่โต ความแข็งแกร่งจอมปลอม มาเป็ น ความแกร่งกร ้าวเด็ดเดี่ยว มีความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีได้อย่าง แท้จริง…ก็ต้องมีคนตาย ต้องได้เห็นเลือด!”
“ต่อจากนี้ใครจะมาเป็ นฮ่องเต้ ต้องให้ข้าเป็ นคนตัดสินใจ”
ค าตอบของหลิวเร่าท าให้เจียงซ่างเจินประหลาดใจอย่างมาก พลันรู้สึกว่าควรต้องมองอีกฝ่ ายเสียใหม่ ท าไมฟังแล้วถึงได้ค่อนข้าง …?
แล้วก็จริงดังคาด หลิวเร่าเอ่ยว่า “ข้าศึกษาทฤษฎีผลงานอันเป็ น รูปธรรมของซิ่วหูอย่างลึกซึ้งมาถึงยี่สิบปี เต็ม คิดว่าตัวเองพอจะมี ความเข้าใจอยู่บ้าง”
เฉินผิงอันนั่งลงข้างกายเจียงซ่างเจิน “พอจะมีความเข้าใจอยู่ บ้างจริงๆ”
หลิวเร่ายกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้น “พวกเจ้าไม่จาเป็ นต้องลงมือ แม้แต่ ชื่อเสียงเสียหายก็ไม่ต้องแบกรับไว้ เพียงแค่เพราะข้าหลิวเร่าที่มือ เปื้อนเลือดมีแต่จะฆ่าคนมากกว่าเดิม ฮ่องเต้ขุนนางเมืองหลวง กองทัพชายแดน ผู้ฝึกตน ล้วนมีหมด สิ่งที่ข้าต้องการก็คือการก่อ กบฏของสถานที่ต่างๆ ข้าทั้งต้องการเห็นเลือดของคนที่ทะเยอทะยาน
แล้วก็ยิ่งต้องการเห็นขุนนางผู้ภักดีที่มีใจทาเพื่อแคว้นอย่างแท้จริง ข้าต้องการเอาความเป็ นความตายมาเป็ นตะแกรงร่อน ภายในเวลา ยี่สิบปี จะเลือกตัวขุนนางบุ๋นบู๊ที่แท้จริงของต้าโซ่วออกมา เอามาเป็ น เสาคานแห่งแคว้น”
เจียงซ่างเจินทอดถอนใจด้วยความชื่นชม อย่าว่าแต่หลิวเร่าจะ เป็ นราชครูเลย เขาไม่ได้เป็ นฮ่องเต้ก็น่าเสียดายจริงๆ
เฉินผิงอันไม่มีท่าทีใดๆ เพียงยิ้มถามประโยคหนึ่งว่า “หากเจ้าได้ เจอกับอินหนีจะยังพูดได้คล่องปากแบบนี้อีกไหม?”
หลิวเร่านิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ใจฝ่อหงอขึ้นมาทันที
……
เจิ้งต้าเฟิ งกลับไปยังภูเขาลั่วพั่ว เขาไปที่เรือนตรงตีนเขาก่อน ไม่ได้เคาะประตู แค่ฟังเสียงกรนราวเสียงฟ้ าผ่าของนักพรตหนุ่มอยู่ นอกห้องครู่หนึ่ง
จากนั้นก็ไปที่ทะเลสาบหวนเจี้ยน บอกกับหนิงเหยาที่ช่วยเฝ้ า ด่านให้จู๋ซู่ก่อนว่าเฉินผิงอันปลอดภัยแล้ว สยบคลื่นลมได้อย่าง แท้จริงแล้ว
หนิงเหยาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ชายคาพรูลมหายใจยาว เหยียด หลังจากความโล่งใจและความวางใจผ่านไป ในที่สุดนางก็ เผยสีหน้าเหนื่อยล้าเสี้ยวหนึ่งออกมาให้เห็น
เจิ้งต้าเฟิงถูหน้าตัวเองแรงๆ ยิ้มเอ่ยว่า “อย่าได้รู ้สึกยอกแสลงใจ กับนักพรตเซียนเว่ยเลย แน่นอนว่านักพรตคนแรกของโลกมนุษย์ผู้นี้ ได้รับผิดชอบแบกรับการสยบก าราบจากมหามรรคาที่มีต่อเฉินผิงอัน แทนโลกมนุษย์แล้ว เพราะหากมีความผิดพลาดแม้เพียงน้อยเฉินผิง อันก็อาจจะถูก “เขา” การาบเอาไว้จริงๆ ต่อให้ตอนนี้หลังจบเรื่องแล้ว มาย้อนคิดดูการตัดสินใจนั้นของเจ้าเด็กเฉินผิงอันก็ทาได้ถึงขั้นที่ว่า “ฟ้ าไม่รู ้ ดินไม่รู ้ เจ้าไม่รู ้และตัวข้าเองก็ไม่รู ้” ได้อย่างแท้จริง ขอแค่ เป็ นคนที่รู ้ความจริง ใครบ้างจะไม่หวาดกลัวไม่หาย?”
หนิงเหยาพยักหน้า
เจิ้งต้าเฟิงลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปคุยกับพวกเว่ยป้ อและเซียนกระบี่ ใหญ่หมี่สักหน่อย พวกเขาจะได้วางใจด้วยเหมือนกัน”
ดึกดื่นค่อนคืน สายของเรือนไม้ไผ่ภูเขาลั่วพั่วเปิดการประชุม อย่างเร่งด่วนขึ้นมา เฉินหลิงจวินที่ถือว่าอยู่สายอาหารมื้อดึกก็ถูก หน่วนซูเรียกให้มา “เข้าประชุม” ที่เรือนไม้ไผ่ด้วย
ทุกคนนั่งล้อมอยู่รอบโต๊ะหิน บนโต๊ะวางแผนที่เก้าแผ่นของเก้า ทวีปในไพศาลเอาไว้ และยังมีตาราเทพเซียนหลายเล่มที่มีวลีติดปาก ผู้คน อีกทั้งยังเซียนถึงสถานที่ท่องเที่ยวขนบธรรมเนียมประเพณีบน ภูเขาของทวีปต่างๆ ไว้โดยเฉพาะ
กวอจู่จิ๋วที่เป็ นเจ้าประมุขก็พาลูกสมุนสองคนที่เป็ นหัวหน้าและ รองหัวหน้ามาช่วยวางแผนที่นี่ด้วย
เผยเฉียนยกพู่กันวาดลงไปบนแผนที่ของแจกันสมบัติทวีปก่อน วาดเป็ นเส้นทางการท่องเที่ยวคร่าวๆ อิงตามแผนการที่เฉินหลิงจวิน กับพวกเจิ้งต้าเฟิงช่วยกันคิดไว้ก่อนหน้านี้ก็คือจะเดินทางไปทางใต้ เป็ นเส้นทางที่ไม่ต่างจากการเดินทางลงใต้ครั้งแรกของเจ้าขุนเขาใน อดีตสักเท่าไร ยกตัวอย่างเช่นจะต้องเดินทางผ่านแคว้นไฉ่อี ผ่าน เส้นทางมังกรเดิน นั่งโดยสารเรือข้ามฟากตระกูลเซียนไปยังนคร มังกรเฒ่าที่สร ้างขึ้นใหม่…ส่วนการเลือกเส้นทางอย่างละเอียด นอกจากเส้นทาง ‘คร่าวๆ นี้แล้ว มีเป้ าหมายหลักแค่คาเดียวนั่นก็คือ ปล่อยให้เป็ นไปตามวาสนา
เฉินหลิงจวินชี้ไปทางใต้สุดของแผนที่ เอ่ยเสียงเบาว่า “เผยเฉียน แถบนี้ก็วงเอาไว้ด้วยดอกบัวสิบลี้ของนครมังกรเฒ่าคือสถานที่ ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่เซียนกระบี่ใหญ่หมี่ควักกระเป๋ าบูรณะใหม่ด้วย ตัวเอง ก่อนที่พวกเราจะขึ้นเรือข้ามทวีปเดินทางไปยังใบถงทวีป จะต้องแวะไปดูที่นั่นสักหน่อย ถึงเวลานั้นจะส่งจดหมายกลับมาให้ เซียนกระบี่ใหญ่หมี่ เขาจะได้รู ้ว่าพวกตระกูลผู่ของมังกรเฒ่าใส่ใจ หรือไม่ สรุปแล้วมีการยักยอกเงินหลวงเอาเข้ากระเป๋ าตัวเองหรือไม่… ลืมไปว่าหมื่อวี้ต้องไปเปลี่ยวร ้าง นี่จะค่อนข้างยุ่งยากแล้ว ไม่รู ้ว่าส่ง กระบี่บินแจ้งข่าวไปถึงที่นั่นราคาเท่าไร ออกจากบ้านไปอยู่ข้างนอก ต้องประหยัดค่าใช ้จ่ายสักหน่อย เดี๋ยวข้าจะไปขอเงินเทพเซียนจาก หมี่อวี้มาสักสี่ห้าเหรียญ หากเยอะเกินก็จะคืนให้ หากน้อยเกินก็ต้อง
ให้เพิ่ม พวกเราจะไม่งุบงิบเอาเงินของพี่น้องมาแม้แต่ครึ่งเหรียญ ทองแดง”
เด็กชายชุดเขียวจากไปอย่างรีบร ้อนแล้วก็กลับมาอย่างว่องไว ไหล่ลู่คอตก ไม่สะบัดชายแขนเสื้อแล้ว ที่แท้ตอนที่ไปเจอหมี่อวี้ เจ้า ตะพาบผู้นี้กาลังนั่งดื่มเหล้าอยู่บนขั้นบันไดเพียงล าพัง มอบค าว่าไส หัวไปให้เขามาโดยตรง แล้วยังบอกด้วยว่ามีชีวิตแค่ชีวิตเดียว แต่ไม่ มีเงินแม้แต่เหรียญเดียว
เฉินหลิงจวินไม่ได้โกรธ ต้องไปเปลี่ยวร ้าง ห่างจากบ้านเกิดไป ไม่ใช่แค่ล้านลี้ แล้วก็ยิ่งต้องห่างภูเขาหลังอาวแห่งนั้นไปไกล ชาย เสเพลที่คลุกคลีอยู่ในดงบุปผาอย่างหมื่อนี้จะกลุ้มใจก็ความรู ้สึกปกติ ของคนทั่วไป
หมี่อวี้อารมณ์ไม่ดี แน่นอนว่าเพราะเป็ นกังวลกับสถานการณ์ที่ ค่อนข้างลุ่มลึกของภูเขาลั่วพั่ว เสี่ยวโม่และเชี่ยโก่วต่างก็ขอบเขต ถดถอย ใต้เท้าอิ่นกวานก็ยิ่งขอบเขตถอยไปจนไม่เหลืออะไรให้ ถดถอยอีก ถึงอย่างไรหมี่อวี้ก็อดห่วงไม่ได้
ดังนั้นเขาจึงลังเลอยู่ตลอดว่าควรจะรับหน้าที่เป็ นนักรบพลีชีพ แทนอาจารย์เสี่ยวโม่ที่อีกเดี๋ยวก็ต้องปิดด่านหรือไม่
เพียงแต่ว่าได้ลั่นวาจาแข็งกร ้าวไปแล้วว่าจะไป ‘ชาระล้างกระบี่” ที่เปลี่ยวร ้างพร ้อมกับฉีถิงจี้ ก็ไม่ควรเปลี่ยนแผนการตามใจชอบ หมี่อวี้ก็เลยมานั่งดื่มเหล้าอยู่เพียงลาพัง อาศัยเหล้ามาดับทุกข์
ผู้ฝึกบ าเพ็ญตนผ่านกาลเวลาอันยาวนาน มองเมินความร ้อนความ หนาว เพียงแต่ว่า คากล่าวที่ว่าใจสะอาดไร ้ปรารถนา ตัดขาดจาก โลกโลกีย์ ถึงอย่างไรก็คือค ากล่าวอย่างหนึ่งคิดดูแล้วก็คงกลัวว่าจู่ๆ สะดุ้งตื่นขึ้นมา ที่แท้คนที่รู ้เรื่องนี้ของปีนั้น ตอนนี้ก็เหลือแค่ข้าคน เดียวแล้ว
ดังนั้นเมื่อหมื่อกี้รู ้ว่ายังมีทัณฑ์สวรรค์ร ้ายแรงอีกครั้งหนึ่งรอให้อิ่ นกวานไปแบกรับไว้เพียงลาพัง หมี่อวี้ก็กลุ้มใจถึงขีดสุด
คนที่จิตใจละเอียดอ่อนมักจะคิดมาก ดื่มเหล้าดับทุกข์ก็มีแต่จะ ยิ่งทุกข์มากขึ้น นับแต่โบราณมาคนมากรักย่อมถูกคนไร ้ใจทาให้ ระทมทุกข์เท่านั้นหรือ? ไม่แน่เสมอไปหรอก
หมี่อวี้ทิ้งตัวนอนหงายไปกับพื้น มองดวงจันทร ์สุกสกาวที่อยู่บน ท้องฟ้ า ยกหาวเหลียงที่เป็ นทั้งน้าเต้าเลี้ยงกระบี่และกาเหล้าในมือ ขึ้นมาบังไว้ตรงหน้า บังดวงจันทร ์เอาไว้
หมื่อวี้หันหน้าไปมองก็เห็นว่าไม่รู ้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นักบัญชีเหวย ซึ่งมักจะเก็บตัวเงียบมานั่งลงข้างกายตน
ค าว่าในต าราย่อมมีหญิงงามดุจหยกซ่อนอยู่ของนักบัญชีเหวย ย่อมเป็ น “ความเห็น” ที่แตกต่างไปจากค าว่าในต าราย่อมมีหญิงงาม ดุจหยกซ่อนอยู่ของพวกหมื่อวี้ เจิ้งต้าเฟิงและนักพรตเซียนเว่ยอย่าง สิ้นเชิง
ภาพจาที่เหวยเหวินหลงมอบให้กับผู้อื่นก็คือเงียบขรึมพูดน้อย ไม่ถนัดเรื่องการพูดคุยวันทั้งวันเอาแต่หันหน้าเข้าหาสมุดบัญชีกับ ตัวเลข แต่ในค่าคืนที่แสงจันทร ์กระจ่างวันนี้ เขากลับรู ้สึกว่าหาก ไม่ได้พูดออกมาคงอัดอั้นตันใจแย่