กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 6.3 เหล้าเก่า
“ตอนอายุน้อยก็ไปมาอยู่ระหว่างโรงรับจ าน ากับร้านขายยา ถูก ผู้คนดูถูกดูแคลน ถูกมองเป็ นดาวอัปมงคลเป็ นตัวซวย”
“รองเท้าสานเล็กๆ คู่หนึ่งเดินไปกลับระหว่างป่าเขากับบ้านตัวเอง ต้องเจอความยากล าบากอย่างเต็มกลืน มือเท้าเต็มไปด้วยรอยด้าน”
“รสชาติระหว่างนี้ พวกเราแค่ได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น เมื่อความขม ขื่นหมดสิ้นความหวานชื่นก็มาเยือน อุปสรรคที่พบเจอระหว่างทาง เขากลับบอกว่าไม่ว่าใครก็ล้วนใช้ชีวิตได้ไม่ง่าย”
หมี่อวี้เก็บน้าเต้าเลี้ยงกระบี่ลงไปแล้ว ลุกขึ้นนั่ง รู ้สึกประหลาดใจ อย่างมาก เดิมนึกว่าเหวยเหวินหลงคือหนอนหนังสือที่นอกจากเรื่อง ของบัญชีก็ไม่เข้าใจเรื่องอะไรเสียอีก
หมี่อวี้ถาม “ดื่มสักหน่อยไหม?”
เหวยเหวินหลงโบกมือ ไม่ดื่มเหล้า และเขาก็ไม่ชอบดื่มเหล้า จริงๆ
“สามารถมีทักษะอย่างหนึ่งติดตัวก็คือเรื่องที่โชคดีอย่างมาก ข้า ทะนุถนอมและเห็นค่ามาก ทั้งขอบคุณบรรพบุรุษที่มอบข้าวชามนี้ให้ ข้ากิน ดังนั้นข้าจึงเคารพฟ้ า แล้วก็ซาบซึ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดวิชาให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเคารพอาจารย์เช่นเดียวกัน
ข้าขอบภูเขาลั่วพั่วที่ทุกคนมีจิตใจที่ใสสะอาดแห่งนี้อย่างมาก ดังนั้น ข้าจึงอยากขอบคุณดิน”
“พวกเจ้าต่างก็ไม่เคยไม่พอใจข้าเพียงเพราะตบะของข้าต่าต้อย แต่กลับได้ครอบครองต าแหน่งสูง กลับกันยังให้ความเคารพข้า ข้า รู ้สึกซาบซึ้งในความเข้าใจและความใจกว้างของพวกเจ้าจากใจจริง”
หมี่อวี้ถูกคาพูดจริงใจของเหวยเหวินหลงทาให้อึ้งไปแล้ว
เซียนกระบี่ใหญ่หมี่อัดอั้นอยู่นาน สุดท้ายก็โพล่งออกมาประโยค หนึ่งว่า “นักบัญชีเหวย เมื่อก่อนมองไม่ออกเลยว่าเจ้ามีความสามารถ เชิงวรรณศิลป์มากขนาดนี้”
เหวยเหวินหลงเองก็อัดอั้นอยู่นาน ข้าควักหัวใจออกมาให้เจ้าดู เจ้ากลับตอบแทนข้าด้วยค าเสียดสีหรือ? นักบัญชีเหวยตีหน้าเคร่ง เอ่ยว่า “ขอบคุณเซียนกระบี่ใหญ่หมี่ที่ชื่นชม”
ผู้คุมกฏฉางมิ่งก็บังเอิญเดินเล่นมาถึงที่นี่พอดี แต่ว่าไม่มีการ โอภาปราศรัยใดๆ ต่อกันสองฝ่ายแค่พยักหน้าทักทายกันเท่านั้น
เจิ้งต้าเฟิงวิ่งตะบึงจากตีนเขามาถึงตรงนี้แล้วก็นั่งแปะลงข้างกาย หมื่อกี้ เอ่ยว่า “เซียนกระบี่ใหญ่หมี่ไปสนามรบของเปลี่ยวร ้างอย่าง วางใจได้เลย”
หมี่อวี้ทั้งตะลึงระคนดีใจ ทั้งเป็ นกังวล จึงถามว่า “แน่ใจหรือ?”
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มเอ่ย “เรื่องราวยุติลงแล้ว จริงแท้แน่นอน”
ก่อนหน้านี้อยู่บนทะเล เดินทางผ่านแท่นพักมังกร เจิ้งต้าเฟิ ง มองเห็นเงาร่างหลายร่างบางคนก็ไม่รู ้จัก แต่ก็พอจะเดาออกว่าเป็ น ใคร
พวกเขาก็คือหลิวเสี่ยง เฉินชิงหลิว และยังมีหวังจูที่สีหน้าเหนื่อย ล้า รวมไปถึงอาจารย์ซานซานจิ่วโหวที่อยู่ในรูปลักษณ์ของคนหนุ่ม
ตอนนั้นเฉินชิงหลิวยิ้มถามว่า “หากยุคเสื่อมถูกโจวมี่สร ้างขึ้นมา ได้ส าเร็จจริง พวกเราควรท าอย่างไร?”
จาได้ว่าตอนที่อายุน้อยอารมณ์กาลังพลุ่งพล่าน ก็เคยเอ่ย ถ้อยค าห้าวหาญก าเริบเสิบสานอยู่เหมือนกัน
นักพรตที่ไม่เรอ ไม่ผายลม ไม่ขับถ่ายอย่างพวกเจ้า ชั่วชีวิตฝึก แต่วิชาเซียนแสวงหาความเป็ นอมตะ รู้เพียงว่าธุลีแดงคละคลุ้ง มหาสมุทรแห่งทุกข์ไร ้ที่สิ้นสุด ก็เลยไปหลบอยู่ในภูเขาลึกอยู่ใน หนองบึงใหญ่ แต่กลับไม่รู ้เลยว่าโอสถที่พวกเจ้าสร ้างขึ้นมาอาจเป็ น ของปลอมและมรรคาที่เจ้าเดินไปก็อาจเป็ นของปลอม พวกเจ้าไม่ รู ้จักที่จะเปลี่ยนจากทุกข์มาเป็ นสุขไม่รู ้ว่าอะไรคือสมบัติที่ไร ้มูลค่า ไม่ รู้ว่าอะไรคือฟ้ าดิน ไม่รู้ว่าใครคือเทพเทวดา ไม่รู้ถึงความเหมือนและ ความต่างระหว่างใจฟ้ ากับใจคน ฝึกมรรคกถาวิชาเซียนมาทั้งชีวิต แต่กลับไม่รู้จักค าว่าเซียน
หลิวเสี่ยงยิ้มเอ่ย “จะทาอะไรได้เล่า? ก็ไปถักรองเท้าสานเอาน่ะสิ”
หวังจูยิ้มอย่างเข้าใจ
นี่ก็น่าจะเป็ นมุกตลกที่มีเพียงผู้ฝึกตนในท้องถิ่นของแจกันสมบัติ ทวีปเท่านั้นที่เข้าใจ
การกระท าอย่างนุ่มบ่ามของหวังจูเป็ นเหตุให้มหามรรคาของนาง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่วนเรื่องของการย้ายโชคชะตาน้า มหาสมุทรบูรพาบ้านตนมาใช ้โดยพลการ ทางฝั่งศาลบุ๋นแผ่นดิน กลางจะลงโทษอย่างไร หวังจูกลับไม่สนใจแล้ว
นางไม่เคยรู ้สึกสบายใจเช่นนี้มาก่อน อย่างเช่นว่าต่อให้ตอนนี้จะ ยืนอยู่ข้างกายเฉินชิงหลิว นางก็ไม่รู ้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป นึกถึง บ้านเกิดและเรื่องเล่านั้น นางก็ไม่กลุ้มใจอีกต่อไป
อาจารย์ซานซานจิ่วโหวเอ่ยว่า “เชื่อว่าขอแค่บนโลกมีเซียนดิน คนหนึ่ง ขอแค่ในโลกสว่างมีผีอยู่ตนหนึ่ง ขอแค่ในศาลยังมีรูปปั้นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถลืมตามองใจคนอยู่องค์หนึ่ง โลกมนุษย์ก็จะยังคง เป็ นโลกมนุษย์ดังเดิม
วิถีทางโลกที่มรสุมแห่งใจคนลูกหนึ่งสงบลง มรสุมอีกลูกก็ผุด ขึ้นมาใหม่แห่งนี้ คนที่คิดว่าตัวเองมีเหตุผลอย่างเต็มเปี่ยมมีอยู่เยอะ เกินไป คนที่กล้าพูดว่าตัวเองคือคนดีที่แท้จริงมีน้อยเกินไป
จาได้ว่าข้างกองไฟเมื่อหมื่นปีก่อนก็เคยมีนักพรตบรรพกาลคน หนึ่งถามว่าอนาคตจะเป็ นเช่นไร ผู้ฝึกกระบี่น่าจะรู ้คาตอบ แต่กลับไม่ เอ่ยออกมา
นับตั้งแต่ตอนนี้เป็ นต้นไป ใจคนและวิถีทางโลกอีกหมื่นปีให้หลัง จะเป็ นทัศนียภาพแบบใด อาเหลียงก็น่าจะได้เห็นกับตาตัวเองได้บ้าง กระมัง?
ริมลาคลองสายหนึ่ง บนสะพานที่มีชื่อว่าก่งเฉินมีชายฉกรรจ์ร่าง เล็กเตี้ยหนวดเครารกรุงรังคนหนึ่งยกสองแขนกอดอก เหม่อลอยอยู่ นานมาก เหม่อมองทัศนียภาพยามราตรีอันรุ่งเรืองที่แขวนโคมปลา ระย้าไว้เต็มทุกถนนตรอกซอกซอย มองสตรีทั้งหลายสวมชุด ประหลาดเดินไปเดินมา เขารออยู่พักใหญ่ ก่อนจะเปิดปากถามพี่สาว หน้าตางดงามคนหนึ่งที่เดินผ่านทางมาว่าที่นี่มีสถานที่ที่ชื่อว่าหลง เฉวียนหรือไม่?
สตรีมีสีหน้าประหลาด ไม่เข้าใจสักนิดว่าเขาพูดอะไร เขายกมือ ขึ้นเซียนอักษรสองคา ว่า “หลงเฉวียน” ไว้กลางอากาศ นางคลี่ยิ้ม หวาน พยักหน้าแล้วชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
แต่ในใจสตรีกลับคิดว่าลายมือของอีกฝ่ ายช่างเซียนได้…น่า เกลียดเหลือเกิน กว่านางจะแน่ใจในชื่อสถานที่นั้นได้ก็ไม่ง่ายเลย แต่ พอมาคิดอีกที นี่คงจะไม่ใช่มุกห่วยๆ ที่อีกฝ่ายจงใจชวนนางคุยหรอก นะ?
แต่บุรุษกลับมีท่าทางฮึกเหิม ลายมือของข้า พรสวรรค์ในด้าน การเซียนตัวอักษรช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดใน ใต้หล้าก็ไม่ต้องกลัว แล้วเขาก็ไม่สนใจว่าสตรีจะเข้าใจที่ตัวเองพูด หรือไม่ กุมมือคารวะยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่ง
สตรีสีหน้ากระอักกระอ่วน คลี่ยิ้มให้แล้วจากไปเงียบๆ บุรุษเข้าใจ ได้ทันที ยกสองมือขึ้นปาดลูบเส้นผม ไม่ว่าอยู่สถานที่แห่งใดก็ล้วน ต้องอาศัยหน้าตาจริงเสียด้วย!
ไปหาที่ดื่มเหล้าดีกว่า!
สตรีเดินลงมาจากสะพานก่งเฉิน อดไม่ไหวหันไปมองคน ประหลาดผู้นั้นแวบหนึ่ง
เมื่อครู่นี้ก็ยังคงไม่เข้าใจว่าเขาพูดว่าอะไร แต่น่าจะเป็ นการ แนะน าตัวเองกระมัง
“แม่นางท่านนี้ ข้าชื่ออาเหลียง เหลียงที่แปลว่าดีงาม ข้าคือมือ กระบี่คนหนึ่ง”
……
เมืองหลวงต้าหลี เณรน้อยโฮ่วแจว๋ไปบริจาคค่าธูปค่าน้ามันที่วัด เรียบร้อยแล้ว
ในโรงเตี้ยมตระกูลเซียนแห่งนั้น เถ้าแก่สองคนอย่างโจวไห่จิ้ง และถ่ายเยี่ยนเริ่มดีดลูกคิดคานวณถึงรายรับในวันนี้ พอช่วยกันคิดก็ พบว่าวันนี้ได้เงินมามากกว่าเมื่อวานสองเหรียญเงินร้อนน้อย พวก นางก็หันมามองหน้าแล้วยิ้มให้กัน
ตอนนี้สภาพจิตใจของโจวไห่จิ้งไม่เหมือนเดิมแล้ว และในความ เป็ นจริงนอกจากนางผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินคนอื่นๆ ต่างก็มีความ มั่นใจต่อเรื่องของการฝึกตนกันมากขึ้น
ในเมื่อพลังการรบที่แข็งแกร่งอ่อนด้อย พลังสังหารที่สูงหรือต่า ของสายแผนภูมิดินหลักๆ แล้วมีนางเป็ นผู้ตัดสินใจ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ มีเหตุผลที่จะไม่ฝ่าทะลุขอบเขต เลื่อนขั้นเป็ นขอบเขตปลายทาง
พูดง่ายๆ ก็คือขีดจากัดต่าสุดของศักยภาพสายแผนภูมิดิน มี พวกหยวนฮว่าจิ้ง ก่ายเยี่ยนสิบเอ็ดคนเป็ นผู้ตัดสิน ทว่าขีดจากัด สูงสุดจะสูงได้แค่ไหน กลับต้องดูที่ระดับความสูงต่าของวิถีวรยุทธของ โจวไห่จิ้งแล้ว
ถ้าอย่างนั้นนางควรจะยกระดับตบะขอบเขตวิถีวรยุทธอย่างไรจึง กลายเป็ นภารกิจเร่งด่วนในเวลานี้ คาว่าบินทะยานเทียมที่ต่อท้ายคา ว่าสายแผนภูมิดินต้าหลี เห็นแล้วขัดหูขัดตาอย่างมากจริงๆ
กลางอากาศทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป เรือกองทัพต้าหลี ขบวนที่มีเรือกระบี่ลาหนึ่งของต้าหลีเป็ นผู้นาขับเคลื่อนผ่านอาณา เขตของภูเขาตะวันเที่ยงที่มี “เซียนกระบี่มากมายดุจก้อนเมฆ” ไป ช ้าๆ
ท่าเรือที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวงต้าหลี พวกท่านหกหวงเหลียน ฉวี ซ่วยหลิ่วช่วยเรียงแถวกันเดินขึ้นเรือข้ามฟากตระกูลเซียนลาหนึ่งที่ มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงสารองซึ่งอยู่ทางทิศใต้รัชทายาทสองคนที่
ด้านบนเอกสารผ่านด่านเซียนเป็ นชื่อว่าเฉาเลวี่ยและหลูจวิ้นไปกิน อาหารมื้อดึกในเหลาสุราของบนเรือข้ามฟากมื้อหนึ่งง่ายๆ รอกระทั่ง กินดื่มอิ่มหนากันแล้วถึงคราวที่ต้องควักเงินจ่ายค่าอาหาร คนหนึ่ง เอนหลังพิงเก้าอี้ตบหน้าท้องส่งเสียงเรอ รู ้สึก สบายอย่างยิ่ง อีกคน หนึ่งหยิบไม้แคะฟันมาแคะ รู ้สึกว่าสุราขาดความหมายบางอย่างไป เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้าอยู่พักหนึ่ง แล้วก็อึ้งงันกันไป แต่ละคนต่างก็ใช ้ สายตาตื่นตะลึงถามอีกฝ่ายว่า เจ้าออกจากบ้านไม่พกเงินหรือ?!
ครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก็แบ่งงานกัน เฉาเลวี่ยสั่งอาหารมื้อดึกมาอีก รอบด้วยท่าทางสุขุมเยือกเย็น หลูจวิ้นวิ่งออกไปเชิญให้พวกท่านหก และเกาซื่อมาดื่มเหล้าเล็กๆ น้อยๆ ด้วยกัน
ในเหลาสุราแห่งหนึ่งที่อยู่ริมลาคลองชางผู้มีเด็กสาวแปลกหน้าที่ “ต าแหน่งขุนนางไม่ใหญ่ไม่เล็ก เงินเดือนก็ไม่เยอะไม่น้อย” เพิ่มมา คนหนึ่ง นางอยู่ในห้องใหม่ที่มีผ้าปูเตียงและผ้าห่มสะอาดสะอ้าน ก าลังเซียนจดหมายถึงทางบ้านอยู่ใต้แสงตะเกียง ตัวอักษรงดงาม อ่อนช ้อย เนื้อหาที่เซียนเรียบง่ายตื้นเขิน อย่างเช่นบอกให้พ่อกับแม่ ไม่ต้องพะวงคิดถึง ไม่ต้องเป็ นห่วง นางอยู่ที่เมืองหลวงมีชีวิตที่ดีมาก เก็บเงินได้เยอะมาก อีกทั้งเพิ่งจะเปลี่ยนเจ้านายใหม่ที่เป็ นคนดีมาก ช่วงท้ายของจดหมาย นางบอกกับน้องชายว่าได้รับจดหมายแล้วก็หา เวลาว่างเซียนตอบกลับนางมาบ้าง จ าไว้ว่าให้เซียนรายชื่อหนังสือมา ด้วย พี่สาวอย่างนางซื้อไหว…เด็กสาวครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วก็ ตัดสินใจว่าจะยังไม่รีบร ้อนเล่าว่านางรับพี่บุญธรรมแซ่เฉามาไว้คน
หนึ่ง ไม่กล้าบอกว่าเขาคือขุนนางเมืองหลวงของตาหลี กลัวว่าพ่อแม่ ไม่วางใจ เข้าใจผิดคิดว่านางถูกคนหลอกหรือไม่…จดหมายทางบ้าน ฉบับนี้พอฟ้ าสางก็ถูกส่งออกไป
เมืองหลวงต้าโซ่วทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง บนถนนใหญ่ตรอก เล็กยุ่งวุ่นวายผิดปกติ มีการแจ้งข่าวให้กับขุนนางที่เพิ่งตื่นและขุน นางที่ออกจากบ้านแล้วอย่างเร่งด่วน
การประชุมเข้าไม่ใช่เรื่องแปลก นอกจากจักรพรรดิที่ลุ่มหลงใน การฝึกตน หรือลุ่มหลงในงานไม้และหญิงงามแล้ว การประชุมเช ้าก็ ล้วนมีกันทุกแคว้น ทว่าคืนนี้ราชสานักต้าโซ่วกลับบุกเบิกการ “ประชุมตอนกลางคืน” ให้กับใต้หล้าไพศาลเป็ นครั้งแรก
ขุนนางบุ๋นบู๊นับร ้อยของต้าโซ่วที่อยู่ดีๆ ก็ถูกเรียกให้มาเข้า ประชุมกะทันหัน บางคนยังงัวเงีย บางคนหน้าแดงหูแดงเพราะเพิ่งจะ ปลีกตัวมาจากโต๊ะสุราหรือไม่ก็จากข้างกายสาวงาม มีขุนนางบางคน ที่ประพฤติตัวดีมาโดยตลอด วันนี้กลับยืนอยู่ในตาแหน่งค่อนไป ด้านหลังของต าหนักใหญ่
รัชทายาทอินมี่เปลี่ยนชุดมานั่งลงบนบัลลังก ์มังกร ทว่าสีหน้า กลับซีดขาว
ราชครูหลิวเร่าที่ไม่เคยปรากฏตัวมานานหลายปียืนอยู่ข้างกาย บุรุษสวมชุดสีเขียวคนหนึ่ง
หลิวเร่าก็ไม่มัวอ้อมค้อมกับทุกคน เปิดปากได้ก็พูดเรื่องสามเรื่อง แต่ละเรื่องทาให้คนตกใจไม่แพ้กัน
“อดีตฮ่องเต้อินจี้สิ้นพระชนม์อยู่ในเมืองหลวงต้าหลี รัชทายาท อินมี่ขึ้นครองราชย์เรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ในศาลบุ๋นแผ่นดินกลางแล้ว ผู้ ที่ไปสืบข่าวเองโดยพลการจะถูกกาหนดโทษให้เป็ นกบฏของ บ้านเมืองทั้งหมด”
คนทั้งห้องโถงส่งเสียงฮือฮา เสียงซุบซิบที่เบาเหมือนเสียงยุงพอ รวมกันกลับดังกระหึมดุจเสียงฟ้ าร้อง
“ประสบการณ์ของอินมี่ยังตื้นเขิน ต่อจากนี้ก็ให้ข้าหลิวเร่าเป็ นผู้ ช่วยเหลือจักรพรรดิองค์ใหม่ปกครองบ้านเมือง เรื่องนี้ข้าได้ปรึกษา กับซานจวินอินหนีแล้ว จึงไม่จ าเป็ นต้องยกมาหารือกันอีก”
มีคนเริ่มตั้งข้อสงสัยอย่างโจ่งแจ้งแล้วว่าหลิวเร่ากระทาการเกิน หน้าที่และช่วงชิงบัลลังก์ ทว่าขุนนางส่วนใหญ่กลับมองไปยังซานจ วินหญิงท่านนั้น น่าเสียดายที่อินหนีนิ่งเงียบ สีหน้าไร้อารมณ์อยู่ ตลอด
“ข้าปรึกษากับฝ่ าบาทแล้ว ต้าโซ่วจะยกต้าหลีขึ้นเป็ นแคว้นเหนือ หัว ผู้ครองแคว้นต้าโซ่ว ราชครูหลิวเร่า เจ้ากรมพิธีการ ทุกปีจะต้อง ส่งบรรณาการไปให้แจกันสมบัติทวีปตามเวลาที่กาหนดไว้”
ภายใต้สายตาจับจ้องของคนมากมาย หลิวเร่าผายมือออกมา แนะนาบุรุษที่อยู่ข้างกาย “ข้างกายข้าผู้นี้ก็คือราชครูต้าหลี”
หลิวเร่าเอ่ย “พวกเจ้าอาจจะไม่เคยเห็นหน้าเขา แต่ก็ต้องเคยได้ ยินชื่อของเขามาก่อน”
คนผู้นั้นยิ้มเอ่ย “ข้าแซ่เฉินนามว่าผิงอัน ภูมิลาเนาอยู่ที่ถ้า สวรรค์หลีจู”