กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 7.1 ออกจากภูเขา
บทพิเศษ ตอนที่ 7.1 ออกจากภูเขา
เมื่อยามจื่อตรง (เที่ยงคืน) ผ่านไปก็คือวันใหม่แล้ว
ดูเหมือนเฉินผิงอันได้ “เฝ้ าคืน” แทนตัวเองแล้วก็แทนทั้งโลก มนุษย์ด้วย
เมื่อหลิวเร่าทาสีหน้าเฉยเมยเอ่ยประโยคว่า “หากไม่มีเรื่องอื่นก็ เลิกประชุม” เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ของต้าโซ่วที่มาเข้าร่วม “การประชุม กลางดึก” ก็พากันถอยออกไปราวกับน้าลง
ในตาหนักใหญ่และลานกว้างที่อยู่ภายใต้แสงเทียนส่องสว่าง พวกเขาเหมือนปลาตะเพียนข้ามแม่น้ากลุ่มหนึ่งที่ว่ายสะบัดหางออก จากท้องพระโรงไปยังประตูสูงใหญ่
ระหว่างนี้ไม่มีขุนนางกระดูกแข็งคนใดเอาหัวโหม่งเสา ใช ้ความ ตายแสดงปณิธานของตัวเอง ถึงขั้นที่ว่าไม่มีขุนนางที่ลั่นวาจาแข็ง กร้าวฮึกเหิม ราวกับว่าทุกคนต่างก็ยอมรับชะตากรรมกันแล้ว
ทว่าหลิวเร่ากลับเข้าใจราชส านักต้าโซ่วดี รู้ว่าในโคลนเละๆ กอง นี้ยังมีหยกงามอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง แต่บังเอิญกับว่านี่ก็คือสถานการณ์ที่ หลิวเร่าต้องการพอดี นั่นก็คือความวุ่นวาย
ขุนนางวัยฉกรรจ์จานวนไม่น้อยเลือกจะเงียบก่อนชั่วคราว ได้ มอง “แคว้นเหนือหัวอย่างสกุลซ่งต้าหลีเป็ นศัตรูแล้ว สายตาที่มอง
เขาหลิวเร่าก็ยิ่งเป็ นความเคียดแค้นและความอาฆาตที่ฝังลึกถึง กระดูก
ราชครูที่นับตั้งแต่ต้าโซ่วก่อตั้งแคว้นมาก็มีอานาจมากที่สุดอย่าง เขา ถึงอย่างไรก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าต้องมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั่วทุกหัว ถนน
หากไม่เป็ นเพราะมีกฎระเบียบของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางอยู่ บอก ว่าผู้หลอมลมปราณไม่สามารถเป็ นจักรพรรดิผู้ครองแคว้นได้ คาด ว่าพรุ่งนี้เช ้าตรู่ คนทั่วทั้งราชสานักก็คงจะเล่าลือกันไปทั่วว่าราชครู หลิวเร่าคิดจะช่วงชิงบัลลังก ์ตั้งตัวเป็ นฮ่องเต้เองแล้ว
อินหนีที่ไม่ได้รีบร ้อนกลับไปยังตาหนักอกี้เชียวบนยอดเขาถอน หายใจเบาๆ “ไยต้องลาบากเช่นนี้ด้วยเล่า”
หลิวเร่ายิ้มเอ่ย “ไหที่แตกแล้วจะเก็บเอาไว้ทาไม ทุบให้แหลกไป เลยสิ จะได้สร ้างเครื่องกระเบื้องประณีติงดงามขึ้นมาได้อย่างแท้จริง”
อินหนีถาม “ต่อจากนี้จะทาอะไร?”
หลิวเร่าเอ่ย “บีบให้อินมี่ปลดฮองเฮาออกจากตาแหน่ง แล้ว แต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่ทันที”
อินหนีขมวดคิ้วไม่พูดไม่จา ฮองเฮาองค์ปัจจุบันคือบุตรสาวของ ขุนนางผู้มีคุณูปการที่อดีตฮ่องเต้อินจี้ยัดเยียดให้กับรัชทายาทอินมี่ เป็ นสามีภรรยากันที่เคารพกันเหมือนแขกห่างไกลอย่างแท้จริง อีกทั้ง สตรีคนนั้นยังหยิ่งผยองและขี้อิจฉา อินมี่ไม่ชอบก็เป็ นเรื่องปกติ
เพียงแต่ว่าไม่ได้ชั่วร ้ายถึงขั้นที่ต้องถูกปลดออกจากตาแหน่งฮองเฮา แล้วนับประสาอะไรกับที่ขึ้นครองราชย์วันที่สองก็แต่งตั้งฮองเฮา พระองค์ใหม่ทันทีเลย อินมี่ก็ช่างเป็ นฮ่องเต้ได้…..มีรสชาติเกินไป หน่อยแล้ว
หลิวเร่าพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฮองเฮาพระองค์ใหม่ก็คือจินห ลีลูกศิษย์ผู้สืบทอดของข้าคนนั้น เมื่อหลายปีก่อนข้าจงใจให้พวกเขา สองคนบังเอิญเจอกันในงานวัดของต าหนักอวี้เซียว จินหลีมีชาติ กาเนิดที่ไม่ธรรมดา คิดดูแล้วอินซานจวินก็น่าจะพอมองเบาะแส บางอย่างออก…”
อินหนีส่ายหน้า “มองไม่ออก”
หลิวเร่าสะอึกอึ้ง
อินหนีถามอย่างใคร่รู ้ “มหัศจรรย์อย่างไร?” หลิวเร่าท าท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด
เด็กหนุ่มชุดขาวที่ทาตัวเป็ นวิญญูชนอยู่บนชื่อคานไถลตัวลงมา จากเสากลมที่สลักลวดลายเมฆมังกรปั้นนูนปิดด้วยทอง ส่วนเจียง ซ่างเจินนั้นเดินอ้อมออกมาจากด้านหลัง
บัลลังก์
ชุยตงซานเดินเข้าหาบัลลังก์มังกรสีทองอร่ามลงรักเคลือบเงาตัว นั้น ยิ้มช่วยอธิบายแทนว่า “หลังจากศึกพิฆาตมังกรผ่านไปก็มีคลื่น
มรสุมโผล่มาอีกบางส่วน เคยมีปลาหลีสีทองแห่งมหาสมุทรบูรพารวม พลกันก่อกบฏ บอกว่าตัวเองมีทหารกล้าผู้ใต้บังคับบัญชานับล้านตน สาบานว่าจะต้องทวงความเป็ นธรรมแทนเผ่าน้าในโลกมนุษย์ให้จงได้ เพียงแต่ว่าเพิ่งจะขึ้นบกก็ถูกเจ้าลัทธิหันไล่สังหารจนต้องถอยร่น กลับไป นางเคยเป็ นสหายรักกับตั้นตั้นฮูหยินแห่งหลุมน้าสู่ น่า เสียดายที่ฝ่ ายหลังขี้ขลาด ปีนั้นไม่ได้ติดตามนางก่อกบฏด้วยกัน ทว่าวีรกรรมยิ่งใหญ่ครั้งนี้ พอเวลาผ่านไปนานเข้า เหล่าเทพเซียน พสุธาต่างก็ไม่เห็นเป็ นเรื่องสาคัญ ไม่รู ้ถึงระดับความอันตรายที่ซ่อน อยู่”
อินหนีก าลังจะเอ่ยปากต าหนิตามจิตใต้ส านึก ท าไมเจ้าหลิวเร่า ถึงไม่บอกรากฐานมหามรรคาของจินหลีให้เร็วกว่านี้ แต่พลันนึกถึง ท่านปู่ ของอินมี่ขึ้นมาได้ โอรสวรรค์ของต้าโซ่วในสมัยนั้นเคยไปจุด ธูปที่ตาหนักอวี้เซียว ถามความเห็นของนางว่าสามารถให้หลิวเร่า “ทิ้งระยะห่างจากบัลลังก ์มังกรอย่างเหมาะสม” ได้หรือไม่ และคาตอบ ของอินหนีตอนนั้นก็คือจะท าอย่างไรก็ตามใจ
หลังจากนั้นมาหลิวเร่าก็เริ่มลดจานวนครั้งในการเข้าประชุมลง คล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา นานวันเข้าต าแหน่งราชครูต้าโซ่วก็ ค่อยๆ กลายเป็ นแค่เครื่องประดับ
หลิวเร่ามองตาหนักใหญ่ที่ว่างเปล่า เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “พวก เจ้าประหลาดใจมากเลยใช่ไหมว่าราชส านักต้าโซ่วที่ไม่ได้เรื่องขนาด นี้ ไฉนถึงเป็ นราชสานักอันดับที่สี่ของไพศาลได้?”
ผู้เฒ่าคิดถึงเด็กหนุ่มที่มีปณิธานฮึกเหิมของปีนั้นอย่างมาก ตอน นั้นหลิวเร่าเพิ่งจะฝ่ าทะลุขอบเขต เขาเองก็เป็ นเซียนเหรินหนุ่มที่มี ปณิธานสูงส่งยาวไกลเช่นกัน
พวกเขาที่อายุแตกต่างกัน อีกทั้งคนหนึ่งเป็ นเซียนคนหนึ่งเป็ น แค่มนุษย์ธรรมดา ในวันที่หิมะตกหนักได้บังเอิญไปเจอกันในร ้าน เหล้ากลางตลาดที่กาลังจะปิดร ้าน ลมและหิมะพัดมาหล่นเผลาะๆ ร่วง ลงบนหน้าต่างผ้าฝ้ ายที่แขวนปิดไว้หน้าประตู คนในร ้านที่กาลังดื่ม เหล้าพูดคุยถึงสถานการณ์บ้านเมือง จิตใจของทั้งคู่ต่างเร่าร ้อน รู ้สึก ว่าวันพรุ่งนี้ของต้าโซ่วจะต้องมีแสงตะวันงดงามสาดส่อง ฤดูหนาว ของเมืองหลวงจะไม่มีทางท าให้ขอทานต้องหนาวตายได้อีกแล้ว
เจียงซ่างเจินพยักหน้า “ข้ารู ้สึกไม่เป็ นธรรมแทนอันดับที่สามกับ ที่ห้าแล้วนะ คนหนึ่งรู ้สึกสะอิดสะเอียน อีกคนรู ้สึกเหมือนถูกหมิ่น เกียรติอย่างรุนแรง”
ชุยตงซานยื่นฝ่ ามือข้างหนึ่งออกมาแล้วไล่งอนิ้วไปทีละนิ้ว ยิ้ม เอ่ยว่า “ข้อแรก รุ่นบรรพบุรุษเคยร่ารวยกันมาก่อน สะสมทรัพย์ สมบัติได้ไม่เลว ต่อให้ระหว่างนั้นจะมีลูกล้างลูกผลาญคนสองคนก็ยัง มีมากพอให้ผลาญ ข้อสอง ได้ต าแหน่งมาอย่างไม่ชอบธรรม กลัว ที่สุดว่าจะถูกด่าอยู่ในประวัติศาสตร ์นี่ก็จัดการได้ง่าย ถ่ายทอดกฎ บ้านของบรรพบุรุษให้กับคนรุ่นหลังอย่างลับๆ ดังนั้นสกุลอินจึงให้ ความส าคัญกับการเล่าเรียนเขียนอ่านมาโดยตลอดอุปถัมภ์เลี้ยงดู บัณฑิตและผู้มีความสามารถอย่างเอื้อเฟื้อมาหลายร ้อยปี นี่ก็จะ
ได้เปรียบอย่างมากแล้ว ง่ายที่จะมีชื่อเสียงที่ดี สามารถหลอกนัก เดินทางของสถานที่ต่างๆ ให้เข้ามาได้ ข้อสาม มีผี “เสี่ยน” ขอบเขต สิบสี่ร่อนเร่อยู่ในอาณาเขต ใครจะกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งง่ายๆ ข้อสี่ ก่อนหน้านี้ราชสานักต้าโซ่วมีควันเขียวผุดขึ้นจากหลุมศพบรรพ บุรุษ มี “คู่หยกงามบุ๋นบู๊” ที่ความสามารถน่าตะลึงคู่หนึ่งปรากฏขึ้นมา คล้ายคลึงกับเฉาหยวนขุนนางสองคนผู้สร ้างความรุ่งโรจน์ให้กับสกุล ซ่งต้าหลี ฝ่ ายบุ๋นพูดถึงราชครูหลิวเร่าที่ตอนเป็ นเด็กหนุ่มเสเพล จู่ๆ ก็กลับตัวกลับใจ มุมานะเล่าเรียนอย่างสุดกาลัง ถึงขั้นแขวนศีรษะกับ คานและใช ้เหล็กแหลมทิ่มต้นขาเพื่อให้อ่านหนังสือได้โดยที่ไม่หลับ จนสามารถสอบได้ที่หนึ่งติดต่อกันถึงสี่คราว อีกคนหนึ่งตอนมีชีวิต อยู่ก็สร ้างคุณูปการด้านการสู้รบไว้อย่างยิ่งใหญ่ พรสวรรค์ในการน า ทัพทาสงครามคืออันดับหนึ่งแห่งยุคสมัย ความสามารถและฝีมือของ เขานั้นยอดเยี่ยม คล้ายคลึงกับหลิ่วชิงเฟิงแห่งเมืองหลวงส ารองของ พวกเรา “ขุนนาง” ประเภทนี้ ต่อให้ร ้องขอก็ยังไม่ได้มา ได้แต่อาศัย ดวงเท่านั้น ข้อที่ห้า อย่าเห็นว่าอินจี้คือฝ่ ายผู้ร ้ายที่ชั่วช ้าเลวทราม อันที่จริงเขายังพอจะมีความสามารถในการเป็ นฮ่องเต้อยู่บ้าง ไม่ใช่ คนสามัญฝีมือธรรมดาอย่างแน่นอน มีคนแบบนี้นั่งครองบัลลังก ์มังกร แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็ นเสนาบดีผู้มีอานาจหรือแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงก็ ล้วนต้องหลบไปยืนกันอยู่ข้างหนึ่ง ข้อที่หก ต่อให้แย่แค่ไหนก็ยังมี บรรพจารย์อินหนีคอยให้การดูแลลูกหลานสกุลอินอย่างลับๆ อยู่ดี ไม่ใช่หรือ”
หลิวเร่าพยักหน้า “เด็กหนุ่มมีสายตาเฉียบคมและความเห็นที่ลุ่ม ลึก”
ชุยตงซานกุมมือเขย่าแรงๆ สองสามที ยิ้มหน้าทะเล้น “เซียนจวิน ผู้เฒ่าใจกว้างยิ่งนัก”
เฉินผิงอันเพียงแค่เงยหน้ามองเพดานทรงกลมหรูหรางดงามที่มี หัวมังกรยื่นลงมา ในปากมังกรคาบไข่มุก ปากมัง
เจียงซ่างเจินมองตามสายตาของเจ้าขุนเขาบ้านตนไป ในใจคิด ว่าของชิ้นนี้น่าจะรื้อยากแล้วก็ขนไปได้ยากกระมัง
อินหนีมองเด็กหนุ่มท่าทางสติไม่ดีที่คล้ายจะลังเลว่าควรจะนั่งลง บนบัลลังก ์มังกรดีหรือไม่ พูดด้วยสีหน้าเดือดดาลว่า “เอาคืน กลับไป!”
ชุยตงซานร ้องหา แกล้งโง่ไม่รู ้เรื่อง
อินหนีเอ่ยเสียงหนัก “เอาของพิทักษ์แคว้นวางกลับไปที่เดิม!” ชุยตงซานถอนหายใจดังเฮ้อ หยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากชาย แขนเสื้อแล้วโยนกลับไปไว้ที่เดิมง่ายๆ เฉินผิงอันกล่าว “เอาคืนไปไว้ที่เดิมทั้งหมด”
ชุยตงซานได้แต่หยิบเอาสมบัติบางอย่างออกมาจากชายแขน เสื้อแล้วใช ้เวทลับวางกลับไปไว้ในกล่องสมบัติดังเดิม
อินหนีเห็นภาพนี้ ซานจวินหญิงที่เกิดมาก็มีนิสัยเย็นชาโกรธจัด จนกลายเป็ นหัวเราะพูดคาว่าดีติดๆ กันหลายคา “นี่ก็คือการกระทา ของเจ้าสานักแห่งหนึ่ง นี่ก็คือลูกศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจของราชครู เฉินอย่างนั้นหรือ?!”
ชุยตงซานหัวเราะหึหึ แล้วนั่งลงไปบนบัลลังก ์มังกร ขยับก้นเอา เท้าสองข้างวางไว้บนที่เท้าแขนฝั่งหนึ่ง “โมโหหรือ”
อินหนีกาลังจะร่ายวิชาอภินิหารย้ายภูเขามาสยบเจ้าโจรผู้นี้ แต่ กลับได้ยินเฉินผิงอันเอ่ยด้วยน้าเสียงเรียบเฉยว่า “เดิมที่ชื่อของเขา คือชุยฉาน”
อินหนีรีบถอนวิชาอภินิหารออกไปทันใด นางตกตะลึงจนตะลึง ไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว คือซิ่วหู่ผู้นั้น?!
หลิวเร่าก็ยิ่งอารมณ์ซับซ ้อนสุดขีด คือซิ่วหู่จริงหรือ? คือบรรพ จารย์แห่งทฤษฎีผลงานอันเป็ นรูปธรรมที่ตนตั้งใจศึกษามายี่สิบกว่าปี ผู้นั้น?!
ชุยตงซานทาหน้าทะเล้น เกาหน้า สะบัดปลายเท้า ยิ้มเอ่ยว่า “คนขลาดไม่พูดถึงความเลวร ้ายในอดีต แล้วนับประสาอะไรกับที่หาก คิดกันอย่างจริงจัง ข้าก็ได้แต่ถือว่าเป็ นเศษชากแห่งมหามรรคาของ ชุยฉานเท่านั้น ส่วนที่ดีเขาล้วนเก็บเอาไว้เป็ นของตัวเอง ส่วนที่ไม่ดี กลับมอบให้ข้าทั้งหมด”
เจียงซ่างเจินหัวเราะ ในที่สุดเจ้าขุนเขากับน้องซุยก็สามารถบอก กล่าวเรื่องนี้กับคนนอกได้อย่างเปิดเผยแล้ว
ต่อให้เป็ นคนที่ถือตัวอย่างอินหนีก็ยังต้องยอมรับเรื่องหนึ่ง พูดให้ ไม่น่าฟังหน่อย สกุลอินต้าโซ่วยังคู่ควรที่จะให้ซิ่วหู่ชุยฉานจงใจใช ้ ค าพูดมาสร ้างความอับอายให้ด้วยหรือ
ไม่รู ้ว่าท าไมหลิวเร่าถึงเหมือนจิตมรรคาแหลกสลายไปแล้ว พึมพ าว่า “จะเป็ นไปได้อย่างไร จะเป็ นไปได้อย่างไร…”
เมื่อประมาณร ้อยปีก่อน หลิวเร่าเคยได้เห็นซุยฉานลูกศิษย์คน แรกของสายเหวินเซิ่งสอนหนังสือ ใช ้กลยุทธพลิกแพลงได้อย่างอิสระ เปี่ยมด้วยพลังอานาจ คนอื่นไม่มีสิทธิ์จะพูดเลยสักนิด ไม่กล้ามีข้อ สงสัยใดๆ
หลิวเร่าคือผู้ฝึ กตนบนยอดเขาที่ศึกษาทฤษฎีผลงานอันเป็ น รูปธรรมมานานยี่สิบกว่าปี บวกกับที่ตัวหลิวเร่าเองก็เป็ นราชครู เหมือนกับชุยฉาน ดังนั้นเขาจึงสามารถเข้าใจความ…เย็นเยียบชวน ขนลุกของชุยฉานได้ดียิ่งกว่าใคร
ซิ่วหู่ผู้นั้นก็เหมือนเงาใต้แสงตะวันแรงกล้า
อดีตราชครูของราชส านักเส้าหยวน หรือก็คืออาจารย์ผู้มี พระคุณของหลินจวินปี เขาเองก็เคยพยายามจะหาช่องโหว่และ จุดบกพร่องของทฤษฎีผลงานอันเป็ นรูปธรรมของต้าหลีอยู่ เหมือนกัน มักจะส่งจดหมายไปมาหาสู่กับหลิวเร่าเป็ นประจา ยิ่งเป็ น
ช่วงหลัง สองฝ่ ายก็ยิ่งรู ้สึกเศร ้าใจ ต่างก็รู ้สึกว่าซิ่วหู่คือคนที่พวกเขา ไม่อาจเอาชนะได้ ด้วยเหตุนี้ทั้งสองฝ่ายยังเคยตั้งสมมติฐานอย่างหนึ่ง ที่น่ากลัวมาก หากชุยฉานเกิดใจอาฆาตแค้นต่อระบบลัทธิขงจื๊อและ ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง เขาจะท าอะไร?
ทุกคนที่ไม่รู ้จักตัวเองดีพอจาต้องทบทวนถามใจตัวเองให้ดี ก็จะ รู ้แล้วว่าตัวเองมีค่าเพียงใดในแต่ละชั่วขณะบนเส้นทางชีวิตของ ตัวเอง
ศักยภาพแข็งแกร่งหรืออ่อนด้อยก็แค่ต้องดูว่าฝ่ ายตรงข้ามคือ ใคร
ความทะเยอทะยานและจิตใจอันฮึกเหิมสูงหรือต่า ก็ดูจากว่าศัตรู ในจินตนาการคือใคร
มีทั้งเฉินอิ่นกวาน แล้วก็มีทั้งชุยซิ่วหู่ ราชส านักต้าโซ่วอย่าได้ หวังว่าจะรื้อสะพานหลังข้ามแม่น้าไปได้ อินหนีมีท่าทางผ่อนคลาย มากกว่า เพราะนางไม่เห็นดีกับการดิมพันอย่างหมดหน้าตักของหลิว เร่า
เพราะการวางแผนของหลิวเร่าจะผิดพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว จริงๆ หลิวเร่าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่กลัวว่าจะ กลายเป็ นคนผิดขายชาติเพื่อแสวงหาอานาจในต าราประวัติศาสตร ์ หรือในใจของปวงประชา แต่อินหนีกลับยากจะจินตนาการได้ว่าหา กว่ามีวันหนึ่ง ในที่สุดหลิวเร่าก็ค้นพบว่าตัวเองไม่มีความสามารถ
พอจะทาให้สาเร็จได้ ได้แต่ทิ้งเศษซากเละเทะที่เน่าเฟะกว่าเดิมให้ พวกคนรุ่นเยาว์ของต้าโซ่วมาเก็บกวาด เขาควรจะจัดการตัวเอง อย่างไร?
ในสายตาของหลิวเร่า แม่ทัพใหญ่ที่ภายหลังเดินผงาดขึ้นมาที ละก้าวจนกลายเป็ นผู้น าฝ่ ายแม่ทัพบู๊ของต้าโซ่ว ความชอบมากล้น จนมิอาจพระราชทานบาเหน็จยศศักดิ์ตอบแทนได้อีกผู้นั้น ก็คือเด็ก หนุ่มคนหนึ่ง
แล้วในสายตาของอินหนี หลิวเร่าที่ตั้งแต่อายุน้อยๆ ก็ถูกเรียกว่า เด็กอัจฉริยะ แต่กลับถูกนิยายเรื่องเล่าประหลาดหลอกให้ไปเป็ นเทพ เซียนจะไม่เคยเป็ นเด็กหนุ่มหรือ?
อินหนีขอตัวลา กลับไปยังจวนซานจวิน
หลิวเร่าโพล่งค าเสนอแนะออกมาว่า “ไม่สู้ให้ข้าไปเดินเล่นคลัง ลับสองแห่งของต้าโซ่วเป็ นเพื่อนราชครูเฉิน? ที่แรกใช ้เวทอาพรางตา คาว่าสมบัติล้วนมีระดับขั้นธรรมดา แต่ว่าเอาอาวุธกึ่งเซียนชิ้นหนึ่ง มาเสริมหน้าตา หลีกเลี่ยงไม่ให้มีคนสงสัย ที่หลังยังพอจะมีของดีอยู่ บ้าง การเปิดประตูมีความเป็ นไปได้แค่สองอย่างเท่านั้น ฮ่องเต้ต้าโซ่ว ไปชมสมบัติ ไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็ นข้ากับอินซานจวินที่ถือตราพยัคฆ์ เข้าไปในคลังลับด้วยกัน ในนามคือช่วยกันตรวจสอบดูแล แต่แท้จริง แล้วอดีตฮ่องเต้กลัวว่าข้าจะเอาผลประโยชน์ส่วนตนมาเบียดบัง ผลประโยชน์ส่วนรวม….ที่แท้ปีนั้นข้าก็ดูแคลนอินจี้เกินไป”
เหอะ เฝ้ าเองขโมยเอง? ทุกวันนี้เขาหลิวเร่าก็ถือว่ายึดอานาจ แผ่นดินมาเป็ นของตนโดยมิชอบแล้ว
ก่อนหน้านี้หลิวเร่าก็แค่นินทาอยู่ในใจ ยังอัดอั้นอยู่ว่าอินจี้น่าจะรู ้ พฤติกรรมของตน “ไฉนถึงยังใจแคบเป็ นไส้ไก่แบบนี้อีก?
ตอนนี้ถึงเพิ่งจะรู ้ความจริงที่น่ากลัวข้อหนึ่ง อินจี้ถึงกับมีใจ ทะเยอทะยานอยากจะพิสูจน์มรรคาบินทะยานเหมือนกัน คลังสมบัติ ลับของต้าโซ่ว มีสมบัติหนึ่งอย่างก็นับเป็ นหนึ่งอย่าง ทุกชิ้นล้วนต้อง กลายมาเป็ นเสบียงแห่งความสาเร็จของเขาอินจี้ในอนาคต?
อินมี่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่เพิ่งจะขึ้นครองราชย์ก็กลายมาเป็ นหุ่น เชิด ถือว่าเป็ นสายของไท่จงสกุลอินต้าโซ่ว เล่าลือกันว่าใน ตาหนักอวี้เซียวบนยอดเขาก็มีขวานที่ทาจากหยกชิ้นหนึ่งถูกตั้งบูชา ไว้อย่างลับๆ
ชุยตงซานมองสบตากับเจียงซ่างเจิน พี่ใหญ่หลิวมีคุณธรรมมาก เลยนะ
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด ส่ายหน้า
ตนไม่ได้มาเพื่อปล้นสะดมเสียหน่อย
หลิวเร่ากลับยืนกรานว่า “จะปล่อยให้ราชครูเฉินและเซียนกระบี่ ทุกท่านที่เดินทางมาไกลมาเยือนอย่างเสียเที่ยวไม่ได้ ในสายตาของ คนนอกอาจตกเป็ นที่ต้องสงสัยว่าฟ้ าร ้องดังฝนตกเบาก็เป็ นได้”
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “ต้าหลีกลายเป็ นแคว้นเหนือหัวแล้ว มี ราชวงศ์ที่อยู่ในอันดับสี่ของไพศาลเป็ นแคว้นใต้อาณัติ ยังจะฟ้ าร ้อง ดังฝนตกเบาอีกหรือ”
ชุยตงซานยื่นมือมาป้ องข้างปาก “ถึงอย่างไรอาจารย์ของข้าก็ ไม่ได้เป็ นราชครูของสองราชวงศ์ ในใจหลิวเร่าเต้นรัวเหมือนตีกลอง หากไม่มอบอะไรออกมาให้บ้างก็คงนอนหลับไม่สนิท”
เจียงซ่างเจินเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “มีเหตุผล”
เฉินผิงอันเอ่ย “คราวหน้าค่อยว่ากัน”
หลิวเร่ากล่าว “แยกแยะส่วนรวมกับส่วนตัวออกอย่างชัดเจน สกุลซ่งต้าหลีหนึ่งส่วน ภูเขาลั่วพั่วหนึ่งส่วน”