กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 64.1 ตอบแทนอย่างมีมารยาท
เรือข้ามฟากต้าหลีลำหนึ่งที่มีการป้องกันอย่างเข้มงวดกำลังเดิน ทางไกลข้ามทวีป ยังมีเรือของฝ่ายทหารที่ติดตามมาให้การคุ้มกันอีก หลายลำ
บนหัวเรือมีสตรีสะพายกระบี่และผู้เฒ่าร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ น่านน ้า มหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาล คลื่นสีมรกตกว้างไกลหมื่นลี้ ประหนึ่ง แก้วใสสีเขียวก้อนหนึ่ง
จู๋ซู่เซียนกระบี่หญิง กว่าจะสำเร็จต้องผ่านความยากลำบาก หลายอย่าง หลังจากปิดด่านออกจากด่านอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็เป็น ขอบเขตเชียนเหรินแล้ว
ผู้เฒ่าใช้นามแฝงว่าซูคาน เวลาปกติทำหน้าที่เป็นสารถีให้กับ เชื้อพระวงศ์ต้าหลีความสัมพันธ์กับราชครูคนใหม่ธรรมดา แล้วยัง ต้องเจอกระบี่ของหนิงเหยาไปหนึ่งที
ตอนนั้นไหวอ๋องซ่งจ่างจึงพาเด็กหนุ่มเด็กสาวคู่หนึ่งกลับมาเมือง หลวง ซูคานก็รับหน้าที่คอยจับตามองหวังจูอยู่อย่างลับๆ
เพราะเขาเคยเป็นเทพขุนนางหลักของกองพิฆาตสำนักอวี้ซูแห่ง สรวงสวรรค์บรรพกาล ระดับขั้นด้อยกว่าสิบสองเทพชั้นสูงแค่ขั้น เดียว
นอกจากนี้กองพิฆาตสำนักอวี้ซูยังควบหน้าที่ดูแลแท่นลงทัณฑ์ เคยมีเผ่าพันธ์เจียวหลงไม่รู้กี่มากน้อยที่เห็นเขาก็เหมือนเห็นทัณฑ์ จากสวรรค์
หากหวังจูไม่อาจประคับประคองขึ้นมาได้ ได้รับการยืนยันแล้วว่า ไม่อาจเอามาใช้ในงานใหญ่ ซูคานก็จะลงมือ “ลงทัณฑ์” นางด้วย ตัวเอง ส่วนใครจะได้ผลประโยชน์ไปครองแน่นอนว่าต้องเป็นชุยตง ซานที่อยู่ในเนื้อหนังมังสาของเด็กหนุ่ม เมื่อเป็นเช่นนี้ สวรรค์ชิงชัง ถูกชักนำมาและผลกรรมครั้งนี้ก็ยังคงไล่ตามร่องรอยมาหล่นอยู่บน หัว “อดีตเทพ” อย่างซูคานอยู่ดี ส่วนชุยตงซานนั้นสามารถเดินอาดๆ วางตัวอยู่นอกเหนือเรื่องราวได้
ประเด็นสำคัญคือเทพกรมสายฟ้าอย่างซูคานเองก็ยินยอมพร้อม ใจ อีกหมื่นปีให้หลังสามารถสังหารมังกรที่แท้จริงตัวหนึ่งได้ ไยจะไม่ ยินดีเล่า?
แม้กระทั่งสถานที่ลงทัณฑ์ ซิ่วหูยังช่วยซูคานเลือกไว้เรียบร้อย แล้ว ก็คือหอสูงที่ตั้งอยู่ติดมหาสมุทรใหญ่ที่นครมังกรเฒ่าแห่งนั้น
ถึงเวลานั้นซูคานก็จะพาร่างทองไปเยือน กลับมากุมอำนาจอีก ครั้ง บีบให้หวังจูต้องเผยร่างจริง กระชากคอนางลากไปที่หอสูง แล้ว ตัดคอนางเสีย
ซูคานเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “ระหว่างความเป็นความตาย เฉิน ชิงตูมีชีวิตได้อัดอั้น เกินไปแล้ว”
ศึกครั้งสุดท้าย ถึงกับไม่ได้ปล่อยกระบี่ใส่เปลี่ยวร้าง ช่างเป็นเรื่อง ตลกใหญ่เทียมฟ้าจริงๆ
จู๋ซู่เอ่ย “ทางที่ดีที่สุดเจ้าอย่าได้พูดอย่างนี้ต่อหน้าอิ่นกวานของ พวกเรา”
ซูคานกระตุกมุมปาก “อย่าว่าแต่เฉินผิงอันเลย ต่อให้หนิงเหยา อยู่ด้วย ข้าก็จะยังพูดอย่างนี้”
จู๋ซู่ไม่คิดจะเปลืองน ้าลายกับเขา เห็นเพียงว่านางประกบสองนิ้ว เรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมา อาศัยวิชาอภินิหารแห่งชะตา ชีวิตรวบรวมคำพูดของสารถีเฒ่าให้กลายเป็นจดหมายลับฉบับหนึ่ง ใช้นิ้วปาดหนึ่งทีก็มีกระบี่บินส่งข่าวเล่มหนึ่งโผล่มา มันพุ่งไปทางจวน ราชครูของแจกันสมบัติทวีป
ซูคานเอาสองมือไพล่หลัง ตีหน้าเคร่ง ผ่านไปพักหนึ่ง ในที่สุดก็ ทนไม่ไหว ยื่นมือออกไปคว้า บีบกระบี่บินส่งข่าวเล่มนั้นให้แหลก สลายอยู่ไกลๆ
ซูคานหาบันไดลงให้กับตัวเอง “ผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์อย่างพวกเจ้า ผ่านไปหมื่นปีก็ยังเป็นเหมือนเดิม ชอบเอาจริงเอาจัง”
จู่ซู่เอ่ย “ผู้หลอมลมปราณมีหลายประเภท หากไม่เอาจริงเอาจัง ผู้ฝึกกระบี่จะโดดเด่นขึ้นมา เป็นไม้เด่นเกินไพรอยู่บนยอดเขาได้ อย่างไร”
เมื่อครู่นี้ฮ่องเต้และฮองเฮายังชมทิวทัศน์อยู่ตรงหัวเรือนี้ พูดคุย เรื่องขนบธรรมเนียมและผู้คนของกำแพงเมืองปราณกระบี่กับจู๋ซู่ ยัง พูดไปถึงแม่นางน้อยที่ชื่อว่าไฉอู๋ เพราะถึงอย่างไรในบรรดากลุ่มของ เซียนกระบี่ แม่นางน้อยกับเซี่ยโก่วที่อยู่ในรูปโฉมเด็กสาวสวมหมวก ขนเตียวก็ดึงดูดสายตาผู้คนได้พอๆ กัน อีกทั้งไฉอู๋อายุยังน้อย แต่ กลับชอบดื่มเหล้าถึงขั้นที่ว่ายังเคยมีการ “นัดหมาย” ร ่าสุรากับ ฮ่องเต้ซ่งเหอด้วย
ในวงการขุนนาง นี่เรียกว่าได้ใจจักรพรรดิ บนภูเขา เซียนกระบี่
ท่านนี้ “รับโองการให้ดื่มเหล้า” ไยจะไม่ใช่เรื่องเล่าขานที่งดงามเรื่อง หนึ่ง
จู๋ซู่เอ่ย “ซ่งเหอคือฮ่องเต้ที่ดี”
ซูคานยิ้มกล่าว “เจ้าเคยได้เจอฮ่องเต้สักกี่คนกัน?”
จู๋ซู่เอ่ย “ข้าเคยเห็นใจคนมามากมาย”
มหาสมุทรเบื้องล่างเรือข้ามฟากประหนึ่งคันฉ่องวารีที่องค์เทพ บรรพกาลสร้างขึ้นมา
และในโลกมนุษย์ก็มีคันฉ่องที่มีชื่อว่า “ใจคน” อยู่มากมายนับไม่ ถ้วน
ซูคานหัวเราะหึหึ “จะมาแข่งเรื่องประสบการณ์กับข้ารึ?”
จู๋ซู่เงียบงัน
ซูคานกล่าว “เจ้าคิดว่าทำไมซ่งเหอถึงต้องนัดหมายกับแม่นาง น้อยคนหนึ่ง? เพียงแค่เพราะรู้สึกว่านางอายุน้อย มีวาสนาดี ขอบเขต สูง คือคนดังรุ่นใหม่ของภูเขาลั่วพั่วหรือ? แน่นอนว่าเป็นเพราะไฉอู๋ที่
มีหวังบนมหามรรคาจะต้องเป็นบินทะยานได้อย่างแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นยิ่งนางอายุน้อยเท่าไร ความประทับใจที่ดีที่นางมี ต่อต้าหลีในทุกวันนี้ บนเส้นทางการฝึกตนในอนาคตก็จะยิ่งลึกล ้า มากเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นนางก็จะให้การปกป้องและรู้สึกสนิทสนมชิด เชื้อกับความถูกต้องของราชสำนักต้าหลี และสำหรับความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นบนอาณาเขตขุนเขาสายน ้าของต้าหลี นางก็จะมีความ อดทนมากหน่อย แน่นอนว่าซ่งเหอรู้สึกใกล้ชิดสนิทใจกับแม่นาง น้อย แต่แผนการเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้สมองเลยด้วยซ ้า นี่แหละนิสัย ใจคอของคนเป็นจักรพรรดิอย่างแท้จริง มาจากจิตใจดั้งเดิม เป็นไป ตามธรรมชาติ… ซิ่วหูผู้นั้นสอนได้ดี ซ่งเหอเองก็เรียนรู้มาได้ดี”
จู๋ซู่ถาม “อิ่นกวานจะสามารถถอนตัวออกจากตำแหน่งราชครูได้ อย่างเต็มตัวไหม?”
การกระทำที่หนึ่งแคว้นก็คือร่างแห่งมรรคาของอิ่นกวานต้อง ปิดบังซูคานไม่ได้แน่นอน
ซูคานกล่าว “ทุกคนที่เข้าร่วมการประชุมในจวนราชครูรวมกัน แล้ว กลอุบายยังไม่มากเท่าเขาคนเดียวเลย”
“พวกเด็กหนุ่ม” ไม่มีทางมีชีวิตอยู่ในวงการขุนนางได้อย่าง ยาวนาน ทว่าคนที่สามารถทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์ได้ มักจะเป็น “การกระทำของเด็กหนุ่ม” ที่เต็มไปด้วยเลือดร้อนระอุ ทั้งนั้น
จู๋ซู่กำลังจะยกมือขึ้น ซูคานก็เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “คุยกับเจ้านี่
เหนื่อยจริงๆ”
จู่ซู่ดึงมือกลับ เอ่ยว่า “มีเรื่องอยากจะขอร้อง ไปถึงอุตรกุรุทวีป หากเจอตัวอ่อนผู้ฝึกกระบี่ที่นิสัยใจคอและคุณสมบัติดี ก็ช่วยเลือกมา ให้ข้าสักคนสองคน”
ซูคานไม่ถือสาที่จะต้องทำเรื่องอย่างการปักบุปผาลงบนผ้าแพร พวกนี้ เขาเอ่ยอย่างสะท้อนใจว่า “สายตาของข้าธรรมดาจริงๆ”
จู๋ซู่กล่าว “ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนล้วนเห็นดี ในตัวอิ่นกวานมาตั้งแต่แรก ผู้อาวุโสไม่จำเป็นต้องดูถูกตัวเอง”
ซูคานยิ้มเอ่ย “คำพูดนี้น่าฟัง เรื่องอย่างการหาลูกศิษย์ก็ให้ข้า จัดการเองแล้วกัน ต้องเป็นเรื่องดีที่มาเป็นคู่แน่นอน”
จู๋ซู่กำลังจะขอบคุณ ซูคานกลับเอ่ยเสริมมาอีกประโยคว่า “จะให้ หาคนรักไปพร้อมกันด้วยเลยไหม?”
จู๋ซู่กลับห้องไปหลอมกระบี่ต่อ
ซูคานที่หาเรื่องใส่ตัวเริ่มรู้สึกคิดถึงร้านขายของมงคลในเมือง เล็กไหวหวงบ้างแล้ว
ผู้เฒ่าได้ยินเสียงในใจของจู่ซู่ “ผู้อาวุโส ขอแก้ไขหน่อย ภูเขาลั่ว พั่วในอนาคต ในบรรดาคนรุ่นที่สาม คนที่จะเด่นดังไม่ใช่ไฉอู๋ที่
ขอบเขตสูงที่สุด แต่เป็นผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งที่ชื่อว่าป๋ายเสวียน”
ซูคานจุ๊ปาก “เฮอะ ชื่อนี้ ไม่เล็กเลยนะ”
ป๋ายของป๋ายเหย่ เสวียนของอวี๋เสวียน
ฮ่องเต้ซ่งเหอนั่งอยู่ข้างโต๊ะ เคี้ยวส้มพลางจ้องมองหน้ากระดาษ สองแผ่นบางๆ ไปด้วย
ฮองเฮาอวี๋เหมี่ยนฟุบตัวนอนเหม่ออยู่บนโต๊ะอย่างเกียจคร้าน นางแต่งกายเรียบง่ายไม่ประทินโฉม เวลานี้นางยังไม่สวมรองเท้าด้วย
อยู่นอกวังหลวงของเมืองหลวงค่อนข้างจะมีอิสระ อย่างเช่น ฮองเฮาอวี๋เหมี่ยนมักจะเข้าครัวทำอาหารเองเป็นประจำ บางครั้งก็ ออดอ้อน แง่งอนกับซ่งเหอ เห็นทัศนียภาพแปลกใหม่ท่ามกลางหมู่ เมฆเหนือมหาสมุทร นางยังตกอกตกใจ ลิงโลดสุดขีด
ซ่งเหอเองก็พูดคุยเรื่องน่าสนใจกับผู้ฝึกตนติดตามกองทัพที่อยู่ บนเรือข้ามฟากเกี่ยวกับบ้านเกิดของพวกเขา หรือไม่ก็ไปที่หัวเรือ ชมทิวทัศน์อย่างในวันนี้ พูดคุยเรื่องนอกประเด็นที่พูดกันไปถึงหัวข้อ ไหนก็คุยกันไปหัวข้อนั้นกับซูคานและจู๋ซู่ ซ่งเหอรู้สึกเพียงว่าร่างกาย และจิตใจผ่อนคลายขึ้นหลายส่วน และเขาก็ค่อยๆ เริ่มเข้าใจความคิด
ของซ่งซวี่บุตรชายคนเล็กบ้างแล้ว เป็นคนบนภูเขา แม้ว่าต้องสูญเสีย บัลลังก์ล ้าค่าตัวนั้นไป แต่อายุการฝึกตนยาวนาน บนเส้นทางของ ตระกูลเซียนที่แสวงหาความเป็นอมตะย่อมสามารถได้สัมผัสกับ ทัศนียภาพที่มากกว่านี้
ช่วงแรกๆ เสด็จแม่ยังกังวลว่าในใจซ่งซวี่จะมีปมติดค้าง ถึงขั้น ที่ว่าเมื่อหลายปีก่อนยังบอกเป็นนัยว่าเจ้าเด็กซ่งซวี่ผู้นี้ไม่เลว หนัก แน่น…..ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ทำให้ซ่งเหอไม่กล้าคิดลึก ชาวบ้านพูดว่าขุนนางมือสะอาดก็ยังยากจะจัดการเรื่องในบ้านได้ดี อันที่จริงครอบครัวของจักรพรรดิที่สูงจนสูงกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ใหญ่ จนใหญ่กว่านี้ไม่ได้อีกแล้วไยจะไม่ใช่สภาพการณ์แบบเดียวกัน ใน เรื่องที่อวี๋เหมี่ยนให้ซ่งซวี่รับหน้าที่เป็นผู้ฝึกตนแผนภูมิดินต้าหลี ก็ทำ ให้นางรู้สึกติดค้างลูกชายคนเล็กเช่นเดียวกัน
ซ่งเหอจมอยู่ในภวังค์หวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
“มีเรื่องหนึ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจ ราชครูชุยฉานไม่มีทางชิงบัลลังก์ อย่างแน่นอน ในใจอย่าได้มีความคลางแคลงกังขา
“ฮ่องเต้สกุลซ่งต้องเชื่อมั่นในเรื่องนี้ นอกจากนี้ก็ทำอีกเรื่องหนึ่ง ให้ดี แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว นั่นคือให้ความช่วยเหลือชุยฉานให้ดี!”
ตอนนั้นตอนที่ได้ยินคำว่า ‘ช่วยเหลือ’ จากอดีตฮ่องเต้ ฮ่องเต้ซ่ง เหออึ้งค้างไปทันที
อวี๋เหมี่ยนถามเสียงเบา “คิดอะไรอยู่หรือ?”
ซ่งเหอกลับมามองกระดาษสองแผ่นอีกครั้ง ส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ไม่ มีอะไร”
จ้าวตวนจิ๋นเจ้าขุนเขาคนใหม่ของสำนักศึกษาชุนซานเขียน คำอธิบายไว้ด้านข้างสามคำพร้อมกับตำแหน่งหนึ่ง ไม่แน่ว่าจะยอม” มหาบัณฑิตแห่งตำหนักเหวินหัว
หยวนจี้รองเจ้าขุนเขาของสำนักศึกษากลับมีตัวอักษรเซียน บรรยายไว้ค่อนข้างมาก “อดีตรองผู้อำนวยการกั๋วจื่อเจียน ห้าปีให้ หลังเหมาะจะย้ายไปอยู่กรมขุนนางของเมืองหลวงสำรอง เซวี๋ยเจิ้ง แห่งภาคหลิงอู่เลื่อนขั้นมาอยู่ในที่ว่าการกรมพิธีการเมืองหลวง
เผยเม่า
มีแค่ชื่อเดียว ไม่มีเนื้อหาอื่นๆ อธิบายประกอบไว้
นี่หมายความว่าฮ่องเต้ซ่งเหอและราชครูเฉินต่างก็เคยคุยกันถึง เผยเม่า แต่ไม่เคยมีความมั่นใจ ยังต้องผ่านการประชุมครั้งหนึ่งก่อน แล้วถึงจะตัดสินใจได้
ก็จริงนะ หากจะบอกว่าการปกครองแคว้นเหมือนการนึ่งปลาตัว เล็ก ถ้าอย่างนั้นทูตผู้ตรวจการเผยเม่าก็คืออาหารจานหลักที่ใหญ่ ที่สุด ต้องพิถีพิถันในเรื่องแรงไฟมากที่สุด
เผยเม่าก็คือกระดูกที่แข็งที่สุดของราชสำนักต้าหลี ตำแหน่งของ เขาสูงมากพอ ชื่อเสียงก็ดีมากพอ อีกทั้งคนผู้นี้ยังมีความเห็นเป็น ของตัวเองและตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
อวี๋เหมี่ยนยิ้มถาม “จ้าวตวนจีนกับเผยเม่ามีความสัมพันธ์ที่
ค่อนข้างคล้ายคลึงจ้าวเหยากับลั่วอ๋องหรือ?”
ซ่งเหอพยักหน้า “เหมือนจะใช่”
อวี๋เหมี่ยนถาม “ราชครูเฉินเตรียมจะแต่งตั้งตำแหน่งมหาบัณฑิต ประจำตำหนักแล้วหรือ?”
ซ่งเหอกล่าว “ไม่รีบ”
อวี๋เหมี่ยนยื่นมือมาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งไป เอ่ยว่า “เหวยหงก็ ควรได้เลื่อนขั้นแล้ว”
บนกระดาษมีอยู่ข้อหนึ่งเขียนไว้ว่า เหวยหงหยวนไหว้หลางแห่ง กรมโยธาย้ายไปรับตำแหน่งจิงลี่ที่กองส่งสาร
พูดถึงแค่คนสอบเคอจวี่ปีเดียวกับเหวยหง คนหนึ่งในนั้นก็เป็นได้ ถึงรองเจ้ากรมโยธาแล้ว
เมื่อเทียบกับหกกรมและสำนักตรวจการแล้ว กองส่งสารคือ หน่วยงานเย็นชืดไร้อำนาจ ดังนั้นจึงมีคำกล่าวที่น่าขันบอกว่า “คือผู้ รวบรวมความสำเร็จของหกกรมเมืองหลวงสำรอง” ขุนนางอายุมาก แล้ว โดยทั่วไปหากไม่มีหวังได้เลื่อนขั้นก็มักจะไปเลื่อนขั้นอยู่ในกอง ส่งสาร พักผ่อนในช่วงบั้นปลาย และในบรรดาขุนนางหลักของกอง ส่งสารต้าหลีหลายรุ่นก่อนหน้าจ่างซุนเม่า พอดีกับที่มีบิดาของเหวย หง เหวยหรงหัวหน้าหน่วยส่งสารเป็นหนึ่งในนั้น
ซ่งเหอยิ้มถาม “แม้กระทั่งเจ้าก็ยังเคยได้ยินชื่อเหวยหงหรือ?”
อวี๋เหมี่ยนยิ้มกล่าว “บางครั้งอวี๋อวี๋ก็คุยเรื่องน่าสนใจในวงการขุน นางกับข้า”
ซ่งเหอยืดแขนบิดขี้เกียจ แล้วจึงเอามือเท้าคางข้างเดียว ใช้นิ้ว เคาะโต๊ะ มองกระดาษแผ่นนั้นที่เหลืออยู่
อวี๋เหมี่ยนถามเสียงเบา “หากอาจารย์เฉินจะเล่นงานหยวนฉง หรือไม่ก็เจ้าประมุขตระกูลช่างจู้กั๋วท่านอื่นล่ะ?”
ซ่งเหอเพียงแค่มองกระดาษแผ่นนั้น ไม่ได้เงยหน้า ทว่าขมวดหัว คิ้วน้อยๆ
หากอยู่ในวังหลวง อวี๋เหมี่ยนไม่มีทางถามเช่นนี้ เห็นสีหน้าของ ฮ่องเต้เวลานี้ก็คงหยุดอย่างรู้กาลเทศะแล้ว ทว่าตอนนี้นางยืดเอวขึ้น ตรง อ้าปากหาว ก่อนจะร้องโอโห เอ่ยสัพยอกมาประโยคหนึ่งว่า “บารมีขุนนางยิ่งใหญ่เหลือเกินนะ”
ซ่งเหอหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ เงยหน้ากล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นจะ เล่าเรื่องหนึ่งให้เจ้าฟังก็แล้วกัน”
อวี๋เหมี่ยนสนใจ แบมือขอ ซ่งเหอก็รีบปอกส้มส่งไปให้นางแต่ โดยดี พลางเล่าเรื่องอดีตช่วงหนึ่งให้นางฟัง
เดิมทีอดีตฮ่องเต้เคยมีสัญญาที่เป็นความลับกับชุยฉานครั้งหนึ่ง จริง ทว่าข่าวลือนั้นไม่อาจเชื่อถือได้
ไม่ใช่ว่าจะแตะต้องเจ้าประมุขของหยวนเฉาเสาค ้ายันแคว้นไม่ได้ แต่ไม่อาจแตะต้อง“เจ้าประมุขคนปัจจุบัน” ของพวกเขาได้
ตอนนั้นมีผู้ร่วมฟังแค่สองคน หนึ่งคือองค์ชายซ่งเหอ อีกคนหนึ่ง ก็คือกวนอิ๋งเช่อ นายท่านผู้เฒ่ากวนของกรมขุนนางในภายหลัง เจ้า ประมุขสกุลกวนที่เวลานั้นยังถือว่าแข็งแรง
ต้าหลีมีการตั้งสามตำหนักสามหอ มีมหาบัณฑิตทั้งหมดหกท่าน ในอดีตต้าหลียังมีการเพิ่มตำแหน่งบัณฑิตของสิบสองสำนัก เป็นเหตุ ให้จำนวนคนล้นเกินไป ยิ่งนานวันก็ยิ่งไม่มีค่า ไม่ถึงสามสิบปีก็เดิน กันขวักไขว่ทั่วเมืองหลวงแล้ว หลังจากชุยฉานมารับหน้าที่เป็น ราชครูก็ถอนตำแหน่งบัณฑิตสิบสองสำนักออกโดยตรง ถึงขั้นที่ว่า แม้กระทั่งยศบัณฑิตหกตำหนักหกหอก็ยอมปล่อยให้ว่างเปล่า แต่จะ ไม่ยอมมอบให้กับขุนนางในราชสำนักเด็ดขาด
แรกเริ่มวงการขุนนางยังรู้สึกว่าชุยฉานกลัวว่าในราชสำนักจะมี “เสนาบดี” กลุ่มหนึ่งเพิ่มมา เขาที่เป็นราชครูตัวคนเดียวกำลังน้อย นิด ง่ายที่จะถูกผลักไส
เพิ่งจะมารู้ตัวกันอย่างเชื่องช้าว่า ที่แท้ซิ่วหูผู้นั้นก็รู้สึกว่าพวกเขา ไม่คู่ควรจริงๆ
ซ่งเหอกล่าว “ข้ายังหวังว่าเผยเม่าจะสามารถ “ออกศึกเป็นแม่ ทัพ เข้าราชสำนักเป็นอัครเสนาบดี” ได้”
เงื่อนไขก็คือเผยเม่าสามารถคุยกับอาจารย์เฉินดีๆ คุยกันได้ดี
ในประวัติศาสตร์ของต้าหลีน่าจะร้อยปีแล้วที่ไม่มีบุคคลโดดเด่น สะดุดตาตามความหมาย ‘ออกศึกเป็นแม่ทัพ เข้าราชสำนักเป็นอัคร เสนาบดี” ได้อย่างแท้จริง
แม่ทัพที่ทำหน้าที่เป็นองค์รักษ์คนหนึ่งพูดอยู่ตรงระเบียงนอก ประตู “ฝ่าบาท สกุลหลูต้าหยวนจัดเรือเก้าลำออกทะเลมาต้อนรับ นัด พบกับฝ่ายของพวกเราในอีกหนึ่งชั่วยามให้หลัง สถานที่คือกลาง อากาศเหนือพรรคบนเกาะกลางทะเลแห่งหนึ่ง”
ซ่งเหอตกตะลึงอยู่บ้าง ยิ้มเอ่ยว่า “ฮ่องเต้ต้าหยวนเกรงใจกัน ขนาดนี้เชียว”
เดิมนึกว่าต้องขยับเข้าใกล้ชายแดนของราชสำนักต้าหยวน เสียก่อนถึงจะมีเรือกองทัพลอยขึ้นกลางอากาศมาให้การคุ้มกัน
เพราะถึงอย่างไรอุตรกุรุทวีปก็ไม่เหมือนแจกันสมบัติทวีปบ้านตน เรือข้ามฟากของกองทัพประจำแคว้นออกจากอาณาเขตมา จำเป็นต้องบอกกล่าวกับแคว้นต่างๆ ที่อยู่รายทาง พิธีการซับซ้อนยิบ ย่อย ค่อนข้างจะยุ่งยาก
เวลานี้ยังไม่ทันขึ้นบกของอุตรกุรุทวีป ขบวนเรือข้ามฟากของ ราชวงศ์ต้าหยวนก็มารออยู่เหนือมหาสมุทรแล้ว
อวี๋เหมี่ยนพยักหน้า สกุลซ่งต้าหลีไม่เคยปฏิบัติต่อใครเช่นนี้ ให้ เจ้ากรมพิธีการหรือไม่ก็ชื่อชิงของศาลหงหลออกไปรอรับที่ท่าเรือห มิงตีก็ถือว่าเป็นมารยาทสูงสุดแล้ว
สามราชวงศ์ใหญ่ลงนามเป็นพันธมิตรกัน สถานที่ทั้งไม่ใช่เมือง หลวงต้าหลีแจกันสมบัติทวีป แล้วก็ไม่ใช่ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง แต่เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าหยวน!
คนทั่วทั้งราชสำนักสกุลหลูต้าหยวนเหมือนจัดงานเฉลิมฉลอง ทั่วทั้งแคว้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองหลวงที่ประดับประดาโคมไฟ หลากสีไปทั่วทุกหนแห่ง ครึกครื้นยิ่งกว่าตอนฉลองปีใหม่เสียอีก
ความพิเศษที่ใหญ่ที่สุดของอุตรกุรุทวีปก็คือพิถีพิถันในเรื่อง หน้าตาเป็นที่สุด
พูดง่ายๆ ก็คือขอแค่เจ้ายอมไว้หน้าข้า ข้าก็จะต้องไว้หน้าเจ้าให้ มากยิ่งกว่า
ฮ่องเต้สกุลหลูต้าหยวนให้หยางชิงข่งแห่งตำหนักนภากาศอดี ตราชครูมาต้อนรับขบวนของฮ่องเต้ต้าตวนแผ่นดินกลางที่ทะเล ส่วน ราชครูคนใหม่ หยางโฮ่วแจ๋วแห่งหน่วยฉงเสวียนที่มีฉายาว่าถวนหนี รับผิดชอบรอต้อนรับฮ่องเต้ต้าหลี เพราะไม่อาจลำเอียงเข้าข้างต้าหลี มากเกินไปจริงๆ ควรต้องมีท่าทีของการปฏิบัติอย่างเสมอภาคบ้าง
บทพิเศษ ตอนที่ 64.2 ตอบแทนอย่างมีมารยาท
ซ่งเหอพลันหัวเราะ “ยังจำได้ไหมว่าก่อนหน้านี้ตอนอยู่ใน หมู่บ้าน เพราะได้รับคำไหว้วานจากอาจารย์เฉิน ข้ายังช่วยเซียน กรอบป้ายสองแผ่นให้กับศาลเทพเจ้าแห่งผืนดิน?”
อวี๋เหมี่ยนยิ้มเอ่ย “แผ่นหนึ่งคือวัดเฉิงฝู อีกแผ่นคือวัดหย่งฝู อาจารย์เฉินบอกว่าดีทั้งคู่
ซ่งเหอกล่าว “ข้ามีความคิดอยู่อย่างหนึ่ง ได้แรงบันดาลใจมา จากที่นั่น”
อวี๋เหมี่ยนถามอย่างใคร่รู้ว่า “อะไรหรือ?”
ซ่งเหอกล่าว “ข้าเพิ่งจะรู้เป็นครั้งแรก ที่แท้ระหว่างหมู่บ้านก็มีคำ กล่าวว่า “เกี่ยวดองเป็นเครือญาติ” เหมือนกัน ดังนั้นข้าจึงอยากจะ ให้แจกันสมบัติทวีปกับอุตรกุรุทวีปเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกัน!”
อวี๋เหมี่ยนดวงตาเปล่งประกาย
ซ่งเหอกล่าว “เพียงแต่ว่าคิดจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จกลับไม่ได้ง่าย ขนาดนั้น”
แม่ทัพคนนั้นไปแล้วก็ย้อนกลับมา รายงานเรื่องหนึ่งว่า “ฝ่าบาท เพิ่งจะได้ข่าวมาว่ากงโหวแห่งลำน ้าใหญ่ของอุตรกุรุทวีปต่างก็มาถึง
แล้ว อีกทั้งทางฝั่งสกุลหลูต้าหยวนยังพูดอย่างชัดเจนว่าพวกเขา ไม่ได้แจ้งเรื่องนี้ให้จี้ตู๋ทราบมาก่อน”
ที่แท้กงโหวใหญ่สองท่านของลำน ้าจี้ตู๋อย่างเสิ่นหลินหลิงหยวน กง หลี่หยวนหลงถิง โหว เทพวารีตำแหน่งสูงสองท่านต่างก็จัดขบวน รอรับเสด็จ แยกย้ายกันเดินลงลำน ้าไหลเข้าสุ่มหาสมุทร ขณะเดียวกันก็มารอรับเสด็จอยู่ที่น่านน ้ามหาสมุทรเบื้องหน้า
ขบวนต้อนรับนี้ หน้าตานี้!
ซ่งเหอกลั้นขำอย่างอดไม่อยู่ “อาจารย์เฉิน ราชครูเฉิน!”
เห็นได้ชัดว่าราชครูเฉินใช้ความสัมพันธ์ควันธูปบนภูเขา หาไม่ แล้วกงโหวลำน ้าใหญ่ของทวีปอื่นก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าราชสำนัก ล่างภูเขาอย่างต้าหลีมากมายขนาดนี้
น้อยครั้งนักที่อวี๋เหมี่ยนจะได้เห็นฮ่องเต้อารมณ์ดีขนาดนี้ นาง เองก็หัวเราะเช่นกัน
ซ่งเหอพลันลุกขึ้นยืน “ต้องตอบแทนกลับคืนอย่างมีมารยาท”
เพียงไม่นาน หยางโฮ่วแจ๋วราชครูคนใหม่ของราชสำนักต้า หยวนก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือของฮ่องเต้ต้าหลี ส่งมาให้
หยางโฮ่วแจ๋วอ่านจดหมายลับแล้วสายตาก็ฉายประกายร้อนแรง หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็เรียกรวมเหล่าขุนนางบุ๋นแม่ทัพบู๊ บอก
ให้พวกเขาบอกข่าวนี้ต่อๆ กันไป ในห้องพลันเต็มไปด้วยเสียงไชโย โห่ร้อง
ที่แท้ซ่งเหอฮ่องเต้ต้าหลีก็เป็นฝ่ายเสนอว่าหลังจากขึ้นบกแล้วจะ ลดระดับความสูงของเรือข้ามฟากทุกลำลง ไม่ให้สูงเกินกว่าพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมและศาลบรรพจารย์ทุกแห่งที่อยู่ระหว่างทาง
หากจะบอกว่าด้วยกองกำลังแคว้นที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรของสกุล ซึ่งต้าหลีและสกุลหลูต้าหยวน ทำให้ต้องสิ้นเปลืองเงินเทพเซียน เพิ่มเติม ทว่าค่าใช้จ่ายน้อยนิดแค่นี้ไม่อาจนับเป็นอะไรได้ ทว่า ความคิดเช่นนี้ ความใจกว้างเช่นนี้ มีเพียงราชสำนักต้าหลีเท่านั้นถึง จะมีได้จริงๆ
ราชสำนักต้าหลีให้ความเคารพต่อทั้งทวีป!
……
เหล่านักศึกษาที่อยู่ในกั๋วจื่อเจียนเมืองหลวงได้ถูกรอง ผู้อำนวยการหยวนจี้ใช้บท “อธิบายเรื่องการศึกษาเล่าเรียน” มาห้าม ปรามเอาไว้
แน่นอนว่าหยวนจี้ไม่ได้เอาแต่สอนบทความที่น่าเบื่อหน่ายให้ พวกเขาฟังอย่างเดียว ผู้นำในวงการวรรณกรรมที่ผู้คนมองว่าไม่มี ทาง และตัวเขาเองก็ไม่ยินดีจะเป็นขุนนางผู้นี้ ยังได้เล่าให้บรรดา นักศึกษาฟังถึงการปฏิรูปด้านบุ๋นและบู๊ของต้าหลี รวมถึงการบริหาร บ้านเมืองและกอบกู้ชาติของเหล่าปัญญาชนที่มีเลือดรักชาติเต็ม
เปี่ยมในประวัติศาสตร์…และยังพูดถึงโทษภัยที่ตระกูลผู้ดีและกลุ่มขุน นางสายใสสะอาดผูกขาดอำนาจในราชสำนัก จนทำให้บ้านเมือง เสียหายถึงขั้นล่มสลาย สุดท้ายหยวนจี้รับปากว่าเขาจะเชื้อเชิญให้ ราชครูเฉินมาสอนหนังสือที่กั๋วจื่อเจียนครั้งหนึ่ง ให้มาเล่าเรื่อง ขนบธรรมเนียมและผู้คนของกำแพงเมืองปราณกระบี่
อันที่จริงรองเจ้ากรมอาญาจ้าวเหยายืนอยู่ตรงหอหนังสือ ตั้งแต่ ต้นจนจบเขาคอยจับจ้องกั๋วจื่อเจี่ยนที่มีนักเรียนมากถึงหมื่นกว่าคน แห่งนี้อยู่ตลอดเวลา
เพียงแต่ว่าใช้เวทอำพรางตา ทั้งกรมอาญาก็มีคนอยู่แค่ไม่กี่คน เท่านั้นที่รู้ว่ารองเจ้ากรมเจ้าจะมาเยือนกั๋วจื่อเจียน แค่นี้เท่านั้น
จ้าวเหยามองไกลๆ ไปยังหยวนจี้ที่มีสีหน้าสงบนิ่งสุขุม ไฉนรอง ผู้อำนวยการหยวนถึงไม่ยอมเป็นขุนนางนะ จ้าวเหยารู้สึกว่าหยวนจี้
เหมาะกับกรมพิธีการหรือไม่ก็ศาลหงหลูอย่างมาก
ทางฝั่งของสำนักศึกษาชุนซาน หงเทาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวก นักศึกษาในสำนักศึกษาสักเท่าไร เวลานี้เขากลัวก็แต่ว่าติงฮ่าวจะถูก จับตัวไปทันที
ผู้เฒ่าที่มีฉายาว่าหัวหน้าอวี๋ผู้นี้เคยนำพาเด็กหนุ่มสามคน หลอกลวงต้มตุ๋นคนมาตลอดทาง เสพติดการเป็นขุนนางอย่างมาก แล้ว
หม่าปู้ไห่และหูจิ้นที่ได้รับคำแนะนำจากปรมาจารย์ เจิ้งเฉียน” ก็ ได้กราบเว่ยหลี่แห่งศูนย์ฝึกยุทธชื่อไห่เป็นอาจารย์ ถือว่าได้ลงหลัก ปักฐานอยู่ในต้าหลีแล้ว ก็ถือว่าผู้เฒ่าได้ทำความปรารถนาในใจให้ สำเร็จเรื่องหนึ่งแล้ว มีแค่ติงฮ่าวที่มาขอศึกษาต่อที่สำนักศึกษาชุน ซาน หงเทาจึงมาเช่าห้องแห่งหนึ่งอยู่ข้างสำนักศึกษาในช่วง ระยะเวลาสั้นๆ รอให้ติงฮ่าวเองก็ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่อย่างมั่นคงแล้ว คาดว่าเงินในกระเป๋าก็น่าจะยังเหลืออีกก้อนหนึ่ง ผู้เฒ่าก็คิดว่าจะ เดินทางกลับบ้านเกิดเพียงลำพัง
ไหนเลยจะคิดได้ว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
ผู้คนที่อยู่รอบกายเด็กหนุ่ม แต่ละคนอ้าปากค้าง
พวกเขาพากันหันมามองเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดคมคาย มีกลิ่น อายของตำรา ไอ้เด็กสารเลวจากตระกูลใดของตรอกอี้ฉือ อยากตาย หรือไร?
หากอิงตามคำพูดของเด็กหนุ่มคนนี้ ราชครูคนใหม่ไม่เพียงแต่ เป็นขุนนางชั่ว ฮ่องเต้ก็เป็นทรราชด้วย ทั้งที่ว่าการเหนือและกรม อาญาต่างก็เป็นเหยี่ยวและสุนัขล่าเนื้อ…. (เปรียบเปรยถึงสมุนคนชั่ว คอยรับใช้คนเลว)
ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เรียกว่าไปฟ้องร้องแล้ว แต่เห็นได้ชัด ว่าเรียงแถวกันไปกินข้าวคุกมากกว่า?
อิงตามแผนการของจ้าวเหยา นักศึกษารุ่นเยาว์ที่คิดอยากจะ ออกไปจากสำนักศึกษาพวกนี้ต่างก็จะต้องถูกบันทึกชื่อ แต่จะมี บันทึกอยู่แค่ในเอกสารของจวนราชครู ไม่ได้รับการบันทึกอยู่ในกรม พิธีการและกรมอาญา จวนราชครูได้ไปแล้ว ทางฝั่งของกรมอาญาก็ จะทำลายทิ้งทันที กรมพิธีการต้องการเอกสารส่วนนี้ก็ได้แต่ไปขอเอา จากจวนราชครูเท่านั้น
พวกนักเรียนแตกฮือกันทันที เด็กหนุ่มคนนั้นคล้ายอับอายจน พานเป็นโกรธ ก่นด่าไม่หยุด มีแต่พวกขี้ขลาดไร้ความกล้า แน่จริงก็ ไปขวางประตูจวนราชครูพร้อมกับข้าสิ…แล้วเด็กหนุ่มก็ทำเหมือน คัดเลือกทหารและแม่ทัพ สอบถามพวกนักเรียนอายุน้อยหลายคนที่
ยังยืนอยู่ที่เดิมเพราะคิดอยากจะรอดูเหตุการณ์ไปก่อนต่อหน้าว่า เจ้า ไปหรือไม่? เจ้า ไปด้วยกันไหม? เจ้า ชื่อว่าอะไร เป็นคนจากที่ไหน กล้าไปที่ระเบียงพันก้าวและจวนราชครูกับข้าไหม…
วงแตกอย่างแท้จริงแล้ว
จะไม่ยอมตามเด็กหนุ่มที่เสียสติผู้นี้ไป….ก่อกบฏเด็ดขาด
เด็กหนุ่มหันไปขยิบตาให้กับหงเทาที่อยู่ห่างไปไกล ทั้งสองฝ่าย แอบไปเจอกันในมุมหนึ่งที่เงียบสงัด
หน้าผากของติงฮ่าวมีเหงื่อซึมออกมา เอ่ยเสียงเบาว่า “หัวหน้า หง มองออกหรือไม่ว่าใครคือสายลับ?”
หงเทาเฉลียวฉลาดถึงเพียงใด ดวงตามองแปดทิศ หูฟังสี่ด้าน เขาพยักหน้าเอ่ย “มองออกแค่ว่ามีสองคนที่ค่อนข้างเหมือน สายตา ที่พวกเขามองเจ้าไม่ค่อยเหมือนบัณฑิตของสำนักศึกษาสักเท่าไร”
ติงฮ่าวกัดฟันกล่าว “ต้องบอกเล่าสถานการณ์ให้พวกเขาฟัง อย่างชัดเจน พวกเราเพิ่งจะกินข้าวคุกกันมา เพิ่งออกมาได้ไม่กี่วัน จะกลับไปกินอีกไม่ได้แล้ว! “
หงเทาพยักหน้า “ข้าไปเอง”
ติงฮ่าวกล่าว “ท่านปู่หง ท่านแค่นำทางไปก็พอ ข้าเป็นคนพูดเอง จะดีกว่า”
หงเทาทำท่าจะพูดไม่พูด เด็กหนุ่มตัดสินใจได้แล้ว เขาพึมพำว่า “หากก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมาจริงๆ ข้าก็จะ…”
เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเป็นเพราะในใจตัดใจไม่ได้หรืออย่างไร ถึงไม่ได้ เอ่ยประโยคท่อนหลังออกมา
ไม่เรียนแล้ว
เห็นเด็กหนุ่มที่ปากเต็มไปด้วยอาจมผู้นั้นเดินตรงมาหาตน
สายลับสองคนที่มีประสบการณ์โชกโชนกลับรู้สึกตระหนกลนอยู่ บ้าง
ไอ้เด็กนี่ เจ้าอย่ามาหาข้านะ!
พวกเรายังไม่อยากเปื้อนอาจมไปด้วย
หากวันนี้เจอกับเจ้าเด็กนี่แล้ว “พูดคุยกับเขาสองสามประโยค คราวหน้าพวกเขาต้องได้ไปที่กองตรวจสอบของกรมอาญาเป็นแน่
นึกออกแล้ว!
เด็กหนุ่มตรงหน้าก็คือ “กุนซือหัวสุนัข” ในกลุ่มนักต้มตุ๋นกลุ่ม นั้น มีเด็กหนุ่มที่ไร้ชื่อไร้แปอยู่สองสามคนกับตาเฒ่าที่ขวัญกล้าเทียม ฟ้า ปลอมตัวเป็นคณะทูตของแคว้นใต้อาณัติหคลอกกินหลอกดื่ม จากศาลหงหลู เกือบจะปล่อยให้พวกเขาตบตาผ่านไปได้จริงๆ
และในขณะที่สายลับสองคนมองสบตากัน ก็มีผู้เฒ่าสองคน บังเอิญโผล่มากลางทางมาเจอเด็กหนุ่มแทนพวกเขาพอดี
คนหนึ่งคือผู้เฒ่าร่างสูงใหญ่ ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง มีพลังอำนาจ อย่างมาก อีกคนหนึ่งร่างผอมบาง มองดูเหมือนชาวประมงหรือไม่ก็ คนตัดฟืนที่ใช้ชีวิตสันโดษอยู่กับธรรมชาติ
เหมาเสี่ยวตงยิ้มถาม “เจ้าหนุ่มน้อย เจ้าชื่อว่าอะไร?”
เด็กหนุ่มทำจิตใจให้สงบ ตอบไปตามตรงว่า “ติงฮ่าว”
เหมาเสี่ยวตงพยักหน้า “ขวัญกล้าแต่จิตใจละเอียดอ่อน คือต้น กล้าที่ดี”
ผู้เฒ่าที่อยู่ด้านข้างยิ้มบางๆ “คือเมล็ดพันธ์บัณฑิตอย่างแท้จริง”
ใจกล้าไม่น้อย แต่จิตใจไม่ชั่วร้าย กล้าคิดกล้าทำ อีกทั้งยังกล้า รับ
เหมาเสี่ยวตงถาม “เคยเรียนหนังสือมาก่อนไหม?”
ติงฮ่าวตอบ “เพิ่งจะเริ่มเรียนหนังสือตอนเข้ามาอยู่ในสำนัก ศึกษา”
เหมาเสี่ยวตงยิ้มถาม “เข้ามาอยู่ในสำนักศึกษาชุนซานได้ อย่างไร?”
ติงฮ่าวตอบไปตามสัตย์จริง “ใช้เส้นสาย”
เฉินฉุนฮว่าหลุดหัวเราะพรืด
เหมาเสี่ยวตงยิ้มถาม “ใครเป็นคนช่วยเหลือ? สำนักขุนซาน ไม่ใช่สถานที่ที่ใครก็จะใช้เส้นสายได้”
ติงฮ่าวส่ายหน้า “อาจารย์ผู้เฒ่า โปรดอภัยที่ข้าบอกไม่ได้”
จะให้บอกว่าราชครูเฉินเป็นคนเลือกตนด้วยตัวเองก็คงไม่ได้ กระมัง พูดไปแล้วใครจะเชื่อ
แล้วนับประสาอะไรกับที่ติงฮ่าวเองก็ไม่อยากจะโอ้อวดเรื่องนี้กับ ใคร
เด็กหนุ่มที่หยิ่งทระนงรู้สึกว่านี่คือการไม่เคารพราชครูเฉิน แล้วก็ เป็นการไม่เคารพตัวเองด้วย
เหมาเสี่ยวตงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “มีอะไรให้พูดไม่ได้กัน อย่าง ตัวข้าเอง ความรู้ของข้า ปีนั้นก็ได้มาจากการโขกหัวขอร้องอาจารย์”
ติงอ่าวเงียบไปพักหนึ่ง แล้วก็เลือกที่จะเปลี่ยนเรื่อง เห็นว่าอีก ฝ่ายมีพลังอำนาจเปี่ยมล้นจึงถามว่า “อาจารย์ผู้เฒ่าคือ…รองเจ้า ขุนเขาของสำนักศึกษาพวกเราหรือ?”
เหมาเสี่ยวตงส่ายหน้ายิ้มๆ “ข้าเคยสอนหนังสือที่สำนักศึกษา ชานหยา ภายหลังไปอยู่ที่สถานศึกษาหลี่จี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มาเยือน สำนักศึกษาชุนซาน”
เหมาเสี่ยวตงชี้ไปยังผู้เฒ่าที่อยู่ข้างกาย “เขาแซ่เดียวกับราชครู เฉินของพวกเจ้า มาจากสกุลเฉินผู้รอบรู้ของทักษินาตยทวีป คือ ตระกูลที่มีความรู้ยิ่งใหญ่”
ติงอ่าวรีบประสานมือคารวะทันที
เฉินฉุนฮว่ายื่นมือมาประคองแขนของเด็กหนุ่มเบาๆ “รอให้ได้ฟัง เนื้อหาที่ข้าสอน หากรู้สึกว่าพอใช้ได้ ค่อยคารวะก็ยังไม่สาย”
เหมาเสี่ยวตงกระแอมหนึ่งที “ส่วนข้า ได้เจอกับราชครูเฉินของ พวกเจ้า เขาก็ต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่เหมา”
ผู้เฒ่าจงใจละคำกล่าวว่า “ไม่ได้รับการบันทึกชื่อ” เอาไว้
ยังดีที่เฉินฉุนฮว่าก็ไม่คิดจะเปิดโปงเรื่องนี้
ติงฮ่าวเงยหน้าขึ้นมองผู้เฒ่าร่างสูงใหญ่ อดคิดในใจไม่ได้ว่า พวกเราสองคนทำอาชีพเดียวกันสินะ?
เหมาเสี่ยวตงลูบหนวดยิ้ม “ขอแค่เป็นบัณฑิตที่ยินดียกเอาวิชา ความรู้ในตำราออกมาใช้นอกตำรา ก็คือคนบนเส้นทางเดียวกัน”
……
สามีภรรยาคู่หนึ่งข้ามทวีปไปหาประสบการณ์ ได้เดินทางมาถึง ด้านนอกจวนวารีแห่งหนึ่ง
เจียงเซ่อมองกรอบป๋าย ยิ้มเอ่ยว่า “ตำหนักปี้โหยว คำพูดคำจา ใหญ่โตนัก”
อู่เหยียนเอ่ยเตือน “อย่าลืมเรื่องสำคัญ โอ้อวดตัวเองให้น้อย หน่อย”
เจียงเซ่อเงียบงัน
อู่เหยียนถาม “แม่นางน้อยที่ชื่อว่าอวี๋อวี๋ผู้นั้น จะไม่สนใจจริงๆ หรือ?”
เจียงเซ่อเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ปล่อยนางไปก่อน”
ก่อนหน้านี้อยู่ในแจกันสมบัติทวีป อวี๋อวี๋เดินทางลงใต้ไปตลอด ทาง ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้องหาเจียงเซ่อไม่เจอ นางก็เลยเรียกชื่อ จริงของอีกฝ่ายอยู่ในใจ ไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะหลายร้อยรอบแล้ว
หลิ่วโหรวเหนียงเนียงเทพวารีแห่งลำคลองม่ายเหอกำลัง พิจารณาถึงตัวเลือกของคนที่จะมาเป็นคนเฝ้าศาลเพิ่มเติม ทุกวันนี้
ควันธูปของศาลโชติช่วงมาก ขุนนางและชนชั้นสูงของราชสำนักต้า
เฉวียนต่างก็พากันมุ่งหน้าไปที่นั่น คนเฝ้าศาลคนเดียวไม่พอให้ใช้ แล้วกลุ่มยิ่งนัก
มักจะเอาแต่ถ่วงเวลาไว้อย่างนี้ก็ง่ายจะทำให้เสียเรื่อง ทางฝั่งของ ราชสำนักต้าเฉวียนก็เร่งรัดมาอยู่เหมือนกัน
ไม่เป็นไร ข้ามีวิธีกำจัดความลังเลให้สิ้นซาก บังเอิญยิ่งนัก ก็คือ คาถาคำว่าถ่วงเวลา
เวลานี้หลิ่วโหรวนั่งยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบบนม้านั่งยาว ก้มหน้า ก้มตาอยู่ในชามใบใหญ่
คนเฝ้าประตูของจวนวารีพลิ้วกายเข้ามาในห้องโถงใหญ่ “เหนียงเนียง มีแขกมาเยือน”
หลิ่วโหรวไม่เงยหน้าขึ้น โบกมือกล่าว “กฎเดิม”
ถ้าเป็นเทพเซียนบนภูเขาจะไม่พบใครทั้งนั้น บัณฑิตยากจนก็แค่ ให้เงินค่าเดินทางไปก็พอ
ก่อนหน้านี้บัณฑิตที่โชคชะตาบุ๋นบนร่างค่อนข้างหนักอึ้งหลาย คน คาดว่าเห็นเทวรูปลงสีในศาลก่อน แล้วค่อยมาเจอรูปโฉมแท้จริง ของตนในจวนวารีแห่งนี้ ทุกคนต่างก็มีท่าทางผิดหวังอย่างหนัก
น่าเสียใจเกินไปแล้ว
คนเฝ้าประตูเอ่ย “พูดดีก็แล้ว พูดไม่ดีก็แล้ว ทำอย่างไรก็ไม่ยอม จากไป พวกเขายืนกรานจะพบเหนียงเพียงให้จงได้ ดูจากท่าทางแล้ว
ก็ไม่เหมือนกับคนธรรมดาที่มาเพื่อหวังชื่อเสียงหวังเงินทองอะไร อีก ทั้งพวกเขายังบอกว่าตัวเองมาจากแจกันสมบัติทวีปด้วย”
หลิ่วโหรวม้วนเส้นบะหมี่คำใหญ่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ “ได้ บอกชื่อบอกฉายาการฝึกตนหรือไม่?”
คนเฝ้าประตูส่ายหน้า “ไม่ได้บอก ข้าหลอกถามไปแล้ว แต่ก็ ไม่ได้อะไร”
หลิ่วโหรวขมวดคิ้ว ยังคงสวาปามต่อไป ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ย ว่า “หากเดินทางไกลข้ามทวีปมาจริงๆ ค่าเดินทางตลอดเส้นทางนี้ก็ ตั้งเท่าไร่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ไปเจอสักหน่อย”
หลิ่วโหรววางตะเกียบลง ส่งเสียงเรอ ตบหน้าท้อง กระทืบเท้าหนึ่ง ที ร่ายใช้เวทหดย่อพื้นที่ก็มาถึงหน้าประตูจวนแล้ว
เห็นบุรุษร่างกำยำผู้นั้น เหมือนนักสู้ใต้สะพานลอยที่ใช้หน้าอก กระแทกหินก้อนใหญ่ให้แตก
แล้วพอมองสตรีผู้นั้น หน้าตาก็ไม่ถือว่าโดดเด่นเท่าไรนัก แต่ อ่อนโยนอ่อนหวานบอบบางน่าทะนุถนอม…โอ้ เหมือนตนมากเลยนะ คนแบบเดียวกัน
หลิ่วโหรวถามหยั่งเชิง “คือสหายบนภูเขาของอาจารย์เฉิน หรือ?”
เห็นบุรุษมีสีหน้าปั้นยาก
หลิ่วโหรวก็อึ้งตะลึง เรื่องนี้ตนก็เดาถูกด้วยหรือ?
สตรียิ้มเอ่ย “เป็นเพื่อนกันจริงๆ”
หลิ่วโหรวหัวเราะร่วน “รู้จริงๆ หรือว่าอาจารย์เฉินที่ข้าพูดถึงคือ ใคร?”
สตรีออกเรือนแล้วกล่าว “พวกเรามาจากภูเขาลั่วพั่ว”
ดวงตาหลิ่วโหรวเป็นประกายวาบ ใช้หมัดทุบฝ่ามือ “ก็บอกแต่ แรกสิ! “
เหนียงเนียงเทพวารีลำคลองม่ายเหอร่างเล็กเตี้ยชูแขนขึ้นสูง “ให้ไวเลย บอกห้องครัวว่าแขกผู้มีเกียรติมาเยือน มาตรฐานสูงสุด!”
หลังจากนั่งลงแล้ว โอภาปราศรัยกันได้แค่ไม่กี่คำ เจียงเซ่อก็เห็น พ่อครัวเฒ่าที่ผูกผ้ากันเปื้อนไว้ที่เอวคนหนึ่งยกชามใบใหญ่สองใบมา วางบนโต๊ะด้วยตัวเอง สีในชามคือสีแดงเถือก
ถึงคราวที่เจียงเซ่อต้องอึ้งงันบ้างแล้ว
เจ้าตัวดี สรุปแล้วจะให้กินบะหมี่ปลาไหลหรือกินพริกกันแน่
อู่เหยียนยิ้มถาม “เหนียงเนียงเทพวารี ในจวนของพวกเจ้ามีสาว ใช้ที่ชื่อเซวียนฮวาอยู่หรือไม่?”
หลิ่วโหรวเป็นคนปากไวใจเร็ว ไม่ถือสาว่าอีกฝ่ายถามเรื่องนี้
ทำไม พยักหน้าเอ่ย “มีนางคือสตรีที่ชอบคลุกคลีกับตัวหนังสือ วันๆ เอาแต่โวยวายขอขึ้นเงินเดือน อยากเป็น ขุนนางตรวจสอบตำราของ
ตำหนักวารีอยากเลื่อนตำแหน่งอยากร ่ารวย ใครจะไม่อยากล่ะ ข้าก็ อยากเหมือนกัน”
เจียงเซ่อยิ้มกล่าว “เหนียงเนียงเทพวารีอย่างเจ้าอยากเลื่อน ตำแหน่งอยากร ่ารวยก็ไม่ง่ายเลยหรือ ใกล้หน่อยก็คือขอการแต่งตั้ง ในระดับขั้นที่สูงกว่าเดิมจากราชสำนักต้าเฉวียนไกลหน่อยก็เป็นหนึ่ง ในกงโหวของลำน ้าใหญ่ใหม่เอี่ยมในอนาคต ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
หลิ่วโหรวโบกมือ “ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากความสามารถของตัวเอง ข้าไม่ยื่นมือออกไปรับหรอก”
นางมองชายฉกรรจ์ ไม่เสียแรงที่เป็นคนกันเองซึ่งมาจากภูเขาลั่ว พั่ว หาไม่แล้วคำพูดแบบนี้ไม่ควรพูดออกมา ง่ายที่จะถูกเข้าใจผิด ถูกคนอิจฉาริษยา ทำราวกับว่าลำน ้าใหญ่ใบถงทวีปเป็นลำธารใน ภูเขาบนบ้านของเขาอาจารย์เฉินอย่างไรอย่างนั้น
เจียงเซ่อกล่าว “ด้วยความสัมพันธ์ควันธูประหว่างลำคลองม่าย เหอกับราชสำนักต้าเฉวียน ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหลิ่วโหรวกับ สายเหวินเซิ่ง ทำไมจะไม่ได้อาศัยความสามารถช่วงชิงมาเล่า”
บทพิเศษ ตอนที่ 64.3 ตอบแทนอย่างมีมารยาท
หลิ่วโหรวครุ่นคิด “แม้ว่าเหตุผลจะเป็นเหตุผลข้อนี้ แต่ถึงอย่างไร ในใจก็รู้สึกไม่สาแก่ใจ ข้ากลัวการติดค้างน ้าใจคนอื่นมากที่สุด ยิ่ง กลัวว่าคุณธรรมจะไม่สมกับตำแหน่ง กินข้าวได้มากแค่ไหนก็ควรถือ ชามข้าวใหญ่แค่นั้น พวกเราใช้ชีวิตอยู่บนมรรคา ขอข้าวสักคำกินก็ ไม่ง่ายแล้ว ในเมื่อหลีกเลี่ยงที่จะถูกเรื่องราวและผู้คนที่ยิบย่อยมา สร้างความลำบากใจให้ไม่ได้ แล้วยังต้องทำให้ตัวเองลำบากอีกทำไม เล่า”
เจียงเซ่อพยักหน้า
หลิ่วโหรวเห็นว่าสตรีที่มีชื่อแปลกคนนั้นก็ยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบ บนม้านั่งเอาอย่างตนแล้วยังถือกาเหล้าด้วยมือเดียว คีบบะหมี่ปลา ไหลขึ้นมาหนึ่งคำ เงยหน้าดื่มเหล้าตามอีกคำ
หลิ่วโหรวหัวเราะชอบใจ ใช้ตะเกียบชี้ไปที่บุรุษที่บอกแค่ว่าตัวเอง แซ่เจียง แต่กลับไม่ยอมบอกชื่อให้รู้ “พี่เจียง ท่านเป็นลูกผู้ชายตัว โตๆ ยังไม่เด็ดขาดเท่าภรรยาของท่านเลยนะ
เจียงเซ่อยิ้มเอ่ย “ข้าพูดจาหรือทำอะไรก็ห้าวหาญได้ไม่เท่านาง หรอก”
จ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง หลิ่วโหรวก็พยักหน้า “ท่านคนนี้ก็ร้าย กาจเหมือนกัน บุรุษทั่วไปรักศักดิ์ศรีหน้าตา กลัวคนอื่นจะบอกว่าเขา ถูกภรรยาควบคุมอย่างเข้มงวด”
เจียงเซ่อหัวเราะ ไม่ได้พูดคล้อยตามอะไร
คนอายุน้อยพูดจาชอบใช้เสียงดัง กังวลว่าคนอื่นจะไม่ได้ยินสิ่งที่
พวกเขาพูด
นั่นก็เพราะพวกเขาอายุยังน้อย ยังไม่เคยสร้างวีรกรรมที่เยอะ มากพอมาก่อน
หลิ่วโหรวกล่าว “ใช่แล้ว ยังไม่ได้ถามเลยว่าพวกท่านสองสามี ภรรยาถามหาเซวียนฮวาทำไม”
อู่เหยียนกล่าว “แม่นางเซวียนฮวาของจวนพวกเจ้าเคยมอบ ของขวัญให้กับ….คนที่สำคัญมากคนหนึ่งของพวกเรา คือของขวัญ พบหน้าชิ้นหนึ่ง คนที่รับของขวัญ หลายปีมานี้นางไม่เคยลืมเซวียนฮ วาเลย รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก”
หลิ่วโหรวโบกตากว้าง “ว่าไงนะ? คนหลงใหลในทรัพย์สินอย่าง เซวียนฮวาก็ตัดใจมอบของขวัญให้คนอื่นได้ด้วยหรือ?”
กะพริบตาปริบๆ หลิ่วโหรวตบหัวตัวเองแล้วหัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง “คนที่พวกเจ้าพูดถึงคือเผยเฉียนที่ไม่ชอบคัดตำราที่สุดกระมัง?!”
“ว้าว ปีนั้นข้าพบนางครั้งแรก นางยังเป็นถ่านดำน้อยที่ติดตาม อยู่ข้างกายอาจารย์เฉินอยู่เลยนะ ดวงตากลมโตคู่นั้นเป็นประกาย ระยิบระยับ ยิ่งทำให้นางดูตัวเตี้ยมากกว่าเดิมจุ๊ๆ อายุไม่มาก แต่กลับ เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก”
“เด็กโง่เซวียนฮวาผู้นี้ ปีนั้นเชื่อมั่นว่าถ่านดำน้อยที่มีแต่คำโกหก เป็นกระบุงโกยไม่ได้หลอกลวงคน กระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยังเชื่อมั่นไม่มี คลางแคลง ทุกครั้งที่พูดถึงเผยเฉียนก็ยังยืนกรานว่าแม่นางน้อยคือ องค์หญิงแคว้นล่มสลายที่พลัดมาอยู่ในหมู่ชาวบ้าน ปีนั้นเพราะ วาสนาอำนวย ได้เจอกับอาจารย์เฉินที่ออกท่องยุทธภพ อาจารย์เฉิน เห็นว่านางน่าสงสารอีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบที่ดีที่มีฐานกระดูกยอดเยี่ยม คือผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกวรยุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็นว่านาง อายุน้อยๆ ก็ทนรับความยากลำบากได้ จิตใจเที่ยงตรงสังเกตการณ์ อย่างละเอียดมาตลอดทาง ชั่งน ้าหนักซ ้าไปซ ้ามา สุดท้ายก็ยอมเป็น ฝ่ายรับนางเป็นลูกศิษย์ใหญ่เปิดภูเขา ต้องการถ่ายทอดสุดยอดวร ยุทธทั้งหมดที่มีให้กับนาง”
“นางก็รีบตอบตกลงทันที จับคู่เดินทางไปด้วยกัน เห็นว่าเขา กระตือรือร้นอยากรับศิษย์ แล้วยังเป็นคนดีที่ใจดีมีเมตตา อีกทั้งยัง เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่มีความรู้สูงส่ง นางถึงได้ยอมกราบอาจารย์อย่าง จริงจัง…”
พูดมาถึงตรงนี้ หลิ่วโหรวก็อารมณ์ดีอย่างยิ่ง “นังหนูคนนี้ฉลาด เฉลียวยิ่งนัก อย่าว่าแต่หลอกคนเลย หลอกผีก็ยังได้ ฮ่าๆ เซวียนฮวา
ก็คือผีหญิงนี่นะ ปีนั้นข้าก็เกือบจะหลงกลนางแล้ว เผยเฉียนร้ายกาจ ยิ่งนัก พอเซวียนฮวารู้ว่า “เจิ้งเฉียน” หนึ่งในสี่ปรมาจารย์ใหญ่ที่ได้รับ การประเมินจากแจกันสมบัติทวีปก็คือเผยเฉียน ก็ยิ่งโอหังกับข้า น่า รำคาญยิ่งนัก”
เจียงเซ่อหยุดตะเกียบนานแล้ว เขาเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉยว่า “ก็ไม่ถือว่าหลอกลวงไปเสียทั้งหมด”
ปีนั้นหากเขาเจียงเซ่อทำสำเร็จ
ตามคำกล่าวในบทจิ๋วของทุกวันนี้ นางก็น่าจะเท่ากับเป็น “ลูก สาวของฮ่องเต้” แล้ว
ถ้าอย่างนั้นถ่านดำน้อยในอดีต นางก็ไม่ได้พลัดถิ่นอยู่ในหมู่ ชาวบ้าน แต่พลัดถิ่นอยู่ในโลกมนุษย์
อู่เหยียนยกหลังมือเช็ดหน้าผากและใบหน้าอยู่หลายครั้ง นางเป่า ลมออกมาเบาๆ หลายที บะหมี่ปลาไหลนี่เผ็ดมากจริงๆ
หลิ่วโหรวก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ไฉนทั้งจวนวารีถึงพลันหยุด ค้าง แม้กระทั่งความเร็วในการไหลของลำคลองม่ายเหอก็ช้าลงด้วย
อู่เหยียนเอ่ยเสียงเบา “เจียงเซ่อ!”
เจียงเซ่อคืนสติกลับมา
หลิ่วโหรวพลันโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก
บนร่างของอีกฝ่ายมีพลังอำนาจอย่างหนึ่งที่สามารถทำให้ฟ้า พลิกแผ่นดินคว ่า ปลุกเร้ากำลังใจให้ฮึกเหิม
หากเปลี่ยนเป็นคำพูดที่บ้านๆ หน่อยก็คือจู่ๆ ไอ้หมอนี่ก็ชักสี หน้าไม่จำคน
เจียงเซ่อรู้สึกผิดอยู่บ้าง เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “ขอโทษด้วย ข้า เสียกิริยาไป”
หลิ่วโหรวเอ่ยอย่างสง่างาม “คนบ้านเดียวกันไม่พูดจาห่างเหิน นิสัยที่แท้จริงของชายหญิงในยุทธภพ ชอบแสดงอารมณ์ไว้บน ใบหน้า ไม่จำเป็นต้องเก็บซ่อนไว้ในใจ”
เจียงเซ่อรู้สึกว่าต้องหันมองเหนียงเนียงเทพวารีแห่งลำคลองม่าย เหอร่างเล็กเตี้ยผู้นี้เสียใหม่ ไม่ได้เป็นกงโหวแห่งลำน ้าใหญ่ก็น่า เสียดายแล้ว
อู่เหยียนยิ้มกล่าว “เคยได้ยินเผยเฉียนเล่าว่า นอกจากอาจารย์ พ่อของนางแล้วก็เป็นเหนียงเนียงเทพวารีที่มีสายตาเฉียบแหลมไม่ เหมือนใคร ปีนั้นยังอยากจะถ่ายทอดวิชาอภินิหารให้กับนางด้วย”
แน่นอนว่าไม่ได้ฟังจากปากเผยเฉียนจริงๆ แต่เป็นข่าวเล็กๆ น้อยๆ ที่อู่เหยียนไปสืบข่าวมาได้ตอนอยู่ภูเขาลั่วพั่ว
หลิ่วโหรวพยักหน้า “แรกเริ่มข้าถูกใจในคุณสมบัติของเผยเฉียน จริงๆ แต่เพียงไม่นานข้าก็ล้มเลิกความคิดนี้ นอกจากอาจารย์เฉิน แล้ว ใครก็สอนแม่นางน้อยคนนั้นไม่ได้ทั้งนั้น”
หลิ่วโหรวส่ายหน้าอยู่กับตัวเอง “นางฉลาดเกินไป ข้าสอนไม่ ไหว ด้วยสมองอันน้อยนิดของข้า คาดว่าใช้เวลาแค่ไม่กี่ปีก็จะต้องถูก นางเรียนรู้วิชาคาถาทั้งหมดนอกเหนือจากวิชาอภินิหารแห่งชะตา ชีวิตไป แล้วถูกนางขายโดยที่ยังช่วยนางนับเงินอีก”
หลิ่วโหรวนึกเรื่องเป็นการเป็นงานขึ้นมาได้จึงสั่งให้คนไปเรียกเซ วียนฮวามา ให้มาพบสามีภรรยาที่ประหลาดมาก แต่ก็ถูกใจนางมาก คู่นี้
เซวียนฮวาคือผีหญิง ติดขัดที่ชาติกำเนิดต ่าต้อย จึงมักรู้สึกว่า ตัวเองเอาออกหน้าออกตาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ยินมาว่าเป็น แขกผู้สูงศักดิ์ที่มาจากภูเขาลั่วพั่วแจกันสมบัติทวีป นางก็ยิ่งตื่นเต้น ยังดีที่สตรีที่ไม่ได้งดงามเท่าไรผู้นั้นคล้ายเกิดมาก็มีพลังในการส่งต่อ ความรู้สึก พูดคุยกันแค่ไม่กี่คำก็ทำให้เซวียนฮวาสบายใจได้แล้ว
เจียงเซ่อพูดเข้าประเด็นทันที “เจ้ามอบของขวัญให้กับเผยเฉียน ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะมอบของขวัญให้เจ้า เชิญเสนอมาได้เลย”
เซวียนฮวามองเหนียงเนียงเทพวารี หลิ่วโหรวโบกมือเป็นวงกว้าง “คนกันเองไม่ต้องเล่นตัว อยากได้อะไรก็พูดไปตรงๆ”
เซวียนฮวาปลุกความกล้าเอ่ยว่า “ข้าต้องการให้อาจารย์เฉิน ช่วยแกะสลักตราประทับส่วนตัวชิ้นหนึ่งให้”
หลิ่วโหรวถลึงตากว้าง ทำไมเหล่าเหนียงถึงคิดเรื่องนี้ไม่ได้นะ
ไม่รอให้เจียงเซ่อผายลมอะไร อู่เหยียนก็ตกปากรับคำทันที “ได้ ข้าจะส่งจดหมายไปที่ภูเขาลั่วพั่วทันที ขอให้อาจารย์เฉินปลีกเวลา ว่างมาช่วยแกะสลักตราประทับให้ แม่นางเซวียนฮวา มีตัวอักษรที่
ชอบบ้างหรือไม่?”
ใต้โต๊ะ นิ้วมือของเซวียนฮวากำชายเสื้ออย่างแรง ใบหน้าแดงก ่า “ไม่เป็นไร ขอแค่อาจารย์เฉินเป็นคนแกะสลักก็ได้หมด วัสดุที่ทำตรา ประทับไม่ต้องมีข้อพิถีพัน เป็นก้อนหินที่พบเห็นได้ทั่วไปในลำธารก็ ได้ หรือจะเป็นต้นไผ่ในป่าก็ได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องมีตัวอักษรริม ขอบอะไร แค่ตัวอักษรด้านล่างสองสามตัวก็ดีมากแล้ว”
อู่เหยียนยิ้มเอ่ย “แม่นางเซวียนฮวา ไม่อยากบอกตัวอักษรที่จะ แกะสลักด้านล่างจริงๆ หรือ?”
ฮวาเซวียนส่ายหน้าแรงๆ “ไม่ต้องๆ อาจารย์เฉินต่างหากที่เป็น บัณฑิตที่แท้จริง เขามีแต่จะคิดได้ดีกว่าข้า”
อู่เหยียนพยักหน้า
เจียงเซ่อถาม “หลิ่วโหรว ได้ยินมาว่าเจ้าเองก็ชอบใช้อาวุธ เหมือนกัน เชี่ยวชาญการต่อสู้ในระยะประชิดหรือ?”
หลิ่วโหรวสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา แต่กลับยิ้มกว้างเอ่ยว่า “ธรรมดา ฝีมือธรรมดามาก”
ในอาณาเขตของลำคลองม่ายเหอ ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเหนียงเนียง เทพวารีเชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้สารพัดอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งง้าว ใหญ่ที่ยามเข่นฆ่าในน ้าก็มีฤทธิ์เดชน่าครั่นคร้าม ร้ายกาจอย่างยิ่ง
เจียงเซ่อพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้าไม่รู้หลักการเหตุผลที่ว่า มองน ้าเหมือนไฟ ยามที่ร่ายใช้วิชาอภินิหาร วิธีการย่อมธรรมดา ไม่ อาจไปถึงขั้นสูงสุด ไม่อาจทะลุถึงแก่นแท้ นี่ก็มีความหมายไม่ต่าง จากการที่เจ้าเด็กเฉินผิงอันรู้แค่วิธีตัดแยกแบ่งส่วน แต่ไม่รู้วิธีการ หล่อหลอมให้เป็นหนึ่งเดียว ยิ่งเวทคาถาเยอะมากเท่าไรก็ยิ่งห่างจาก มรรคาไกลมากเท่านั้น”
สาวใช้เซวียนฮวาหยิบขนมบนโต๊ะที่ไม่มีใครสนใจขึ้นมากิน นาง ละเอียดเคี้ยวอย่างช้าๆ ได้ยินคำกล่าวนี้ก็ตกใจอย่างมาก ชายฉกรรจ์ ผู้นี้ช่างกล้าพูดจริงๆ
หลิ่วโหรวอัดอั้นอย่างมาก ตำหนินางไม่เป็นไร แต่ประเมิน อาจารย์เฉินต ่าเช่นนี้กลับไม่ถูกต้องแล้วชายบ้าบิ่นผู้นี้ไปภูเขาลั่วพั่ว มารอบหนึ่งแล้วจะมาพูดจาทุเรศแบบนี้ต่อหน้าข้าไม่ได้นะ เพียงแต่ว่า ผู้ที่มาเยือนล้วนเป็นแขก เห็นได้ชัดว่าพวกเขายังมีความสัมพันธ์อีก ชั้นหนึ่งกับเผยเฉียน หลิ่วโหรวก็ไม่สะดวกจะพูดอะไรมาก หากเป็น เมื่อก่อน เปลี่ยนเป็นคนอื่น…..พวกเราสองคนมาประมือกัน ซ้อมมือ กันสักหน่อยไหมล่ะ? เจ้าชนะเจ้าก็เป็นท่านปู่ ข้าแพ้ก็ยังคงรู้สึกว่าเจ้า ไร้เหตุผล
หลิ่วโหรวอดทนอยู่นาน สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงคีบบะหมี่
ปลาไหลขึ้นมากินคำใหญ่
อู่เหยียนพูดอย่างเข้าอกเข้าใจคนอื่นเป็นอย่างดี “ไม่จำเป็นต้อง ด่ากัน ระหว่างสหายก็ไม่ต้องพูดดีไปเสียทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องถูกใจ อีกฝ่ายไปทุกเรื่อง”
แม้อีกฝ่ายจะพูดเช่นนี้ ทั้งมีมารยาททั้งไพเราะน่าฟัง แต่ในใจ หลิ่วโหรวกลับคิดว่าคราวหน้าที่มาเยือน จะไม่ใส่พริกให้เจ้าเยอะ ขนาดนี้แล้ว จะแอบลดระดับมาตรฐานการรับรองแขกลงมาครึ่งขั้น
ชั่วชีวิตนี้นางย่อมนับถือนายท่านเหวินเซิ่งมากที่สุด นอกจากนี้
ยังมีวีรบุรุษอีกคนหนึ่งที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้า ซึ่งก็อยู่ในกลุ่มคนที่ได้รับ ความเคารพนับถือ เพราะนางมีความสัมพันธ์ที่ถือว่าไม่เลวกับ ฮ่องเต้ต้าเฉวียน ดังนั้นจึงรู้เรื่องวงในบนยอดเขาเรื่องหนึ่งที่เพิ่ง เกิดขึ้นไม่นานมานี้ แต่หลิ่วโหรวได้ยินแล้วกลับรู้สึกผิดหวังเป็น เท่าตัว เพียงแค่เพราะสองฝ่ายที่เป็นศัตรูกันบังเอิญเป็นอริยะปราชญ์ และวีรบุรุษในใจของนางด้วยกันทั้งคู่
อันที่จริงเจียงเซ่อก็อัดอั้นเหมือนกัน
วันนี้ของขวัญที่มอบออกไปเบาไปสักหน่อย แสดงให้เห็นว่าเขา ขี้เหนียว ไม่อาจเอาของดีๆ มามอบให้ได้ อุตส่าห์ยอมมอบของขวัญ ให้ทั้งที แต่กลับฝืดเคืองเกินไป เจียงเซ่อไม่อาจขายหน้าเช่นนั้นได้
แต่หากเป็นของขวัญที่หนักหน่อย ทุกวันนี้สภาพการณ์ของ เจียงเซ่อน่ากระอักกระอ่วน ในมือไม่มีทรัพย์สินอะไร จะให้เขาไป ขอให้เจ้าคนแซ่เฉินช่วยก็คงไม่ได้กระมัง?
สิบสี่อาวุโส อันที่จริงในอีกหมื่นปีให้หลัง เมื่อเจอหน้ากันกลับไม่ มีอะไรให้พูดคุยกันแล้ว
สิบสี่ใหม่ ต่างก็ไม่มีความสัมพันธ์ควันธูปอะไร เจอเจียงเซ่อแล้ว พวกเขาจะยังพูดคุยอะไรกันได้อีก
บุคคลบนยอดเขาคนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกัน เจียงเซ่อจนใจ มารดามันเถอะ เงินเหรียญเดียวก็ทำให้วีรบุรุษล้มคว ่า ได้จริงๆ
จะให้เขาทำเรื่องอย่างการปล้นชิงก็คงไม่ได้กระมัง เขาไม่ใช่ป๋า ยจึงสักหน่อย
เจียงเซ่อเอ่ยกับเซวียนฮวาว่า “ขอตราประทับคือเรื่องเล็กน้อย เจ้าขอมาอีกอย่าง”
เซวียนฮวาโบกมือเป็นพัลวัน
สตรียิ้มเอ่ย “ขอมาอีกอย่างเถอะ พวกเราจะได้สบายใจด้วย”
เซวียนฮวาคิดไม่ตก เอ่ยอย่างขลาดๆ ว่า “ข้าคิดว่าในอนาคต หากมีโอกาสจะไปเรือนอวิ๋นฉ่าวภูเขาผูซานสักรอบ ไปดูต้นไม้เทพ เซียนต้นนั้น”
เจียงเซ่อพยักหน้า “ได้สิ”
พอดีเลย หวงอีอวิ๋นแห่งผูซาน นางก็เป็นผู้ฝึกยุทธคนหนึ่ง เหมือนกัน
แต่เจียงเซ่อไม่ยินดีจะนำความไปบอกกับผูซาน
ดังนั้นเจียงเซ่อจึงเอ่ยว่า “ตอนที่เจ้าอยากไปผูซาน ข้าจะให้อู๋ซู ช่วยนำทางให้เจ้า”
แม้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานเย่อวิ๋นอวิ๋นจะเลื่อนเป็นขั้นสองของ ขอบเขตปลายทาง แต่นางก็ยังไม่ได้เป็นบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวร ยุทธของใบถงทวีปที่ผู้คนให้การยอมรับอยู่ดี
แต่เป็นอู๋ซู
ในฐานะค่าตอบแทนจากการนำทาง
เจียงเซ่อจะสอนหมัดหนึ่งให้เขาก็แล้วกัน
ส่วนถึงเวลานั้นอู๋ซูจะนำทางด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ เจียงเชื่อไม่สนใจแล้ว
เจียงเซ่อกล่าว “ไม่พอ ขออีก!”
เซวียนฮวาเอ่ย “ข้ายังอยากไปเยือนภูเขาไท่ผิง ไปพบเจอหวงถึง เจ้าขุนเขาคนใหม่สามารถพูดกับเซียนกระบี่ท่านนี้ประโยคหนึ่งก็ พอใจมากแล้ว”
หลิ่วโหรวกระแอมสองสามที เตือนเซวียนฮวาว่าอย่าได้พูดไป เรื่อยเปื่อย
เจ้าเสียสติ เขาคุยโว แค่พอสมควรก็พอแล้ว
เดิมทีเซวียนฮวาก็พูดส่งเดชไปอย่างนั้นเอง ไหนเลยจะกล้าคิด เป็นจริงเป็นจัง ข้อเรียกร้องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ในอดีตไม่แม้แต่จะ กล้าคิด เพียงแต่ว่าเห็นบุรุษผู้นั้นพูดจาใหญ่โต นางเองก็แค่ช่วย สนับสนุนเท่านั้น…บอกตามตรง ของขวัญเล็กน้อยในปีนั้น มีค่าแค่ เท่าไรเอง แล้วนับประสาอะไรกับที่ตอนนั้นนางก็ชอบคุยกับเผยเฉียน จริงๆ แม่นางน้อยตัวผอมดำก็ไม่รู้ว่าสงสารเผยเฉียนหรือว่าสงสาร อดีตที่ยากลำบากของตัวเองกันแน่ ปีนั้นเซวียนฮวาพาถ่านดำน้อย เที่ยวไปในจวนวารีด้วยกัน ฟังน ้าเสียงใสกังวานเจื้อยแจ้ว ทำให้ผี หญิงรู้สึกลวงตาว่าตัวเองยังเป็นคนคนหนึ่ง
ยังดีที่พวกนางต่างก็โชคไม่เลว ตนได้เจอกับเหนียงเนียงเทพวารี แม่นางน้อยก็เจออาจารย์ที่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ไม่ใช่หรือ
แม่นางน้อยพูดคุยแล้วอารมณ์ดีจึงหยิบสมุดเก่าเล่มนั้นออกมา แสร้งทำท่าลูบหน้าหนังสือ โอ้อวดกับพี่หญิงเซวียนฮวา
แต่เกี่ยวกับสมุดเล่มนี้ ต่อให้ภายหลังมาอยู่ภูเขาลั่วพั่วแล้ว ต่อ ให้เผยเฉียนจะสนิทกับหน่วนซู่และหมี่ลี่น้อยแค่ไหน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ ล้วนพูดคุยกันได้ มีเพียงเรื่องนี้ที่เผยเฉียนไม่เคยบอกกับใครมาก่อน
ตัดใจไม่ได้
ชีวิตของนางในอดีตก็เหมือนหิ้วกรงนกน้อยที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ อยู่ในฤดูหนาวที่อากาศหนาวเหน็บ ด้านในเลี้ยงนกน้อยตัวหนึ่ง เอาไว้ พอปล่อยออกไปมันก็จะต้องแข็งตายหิวตายอยู่ในโลก
ใจของนางก็คือกรงนกอันนั้น และความลับนั้นก็คือนกน้อย
แล้วก็เหมือนเทียนเล่มหนึ่งที่ทุกครั้งที่ถูกจุดก็จะลดน้อยหายไป
มีเพียงท่ามกลางม่านราตรีที่มืดสนิทมองไม่เห็นแสงตะวันเท่านั้น ที่ถึงจะถูกจุดขึ้นมาอย่างระมัดระวัง สองมือปกป้องแสงสว่าง เอามัน มาส่องเส้นทางในใจ
เกี่ยวกับสมุดเล่มนี้ หลิ่วโหรวจดจำได้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้นนางจึง ไม่พูดถึงมันเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่น ้าเสียงที่พูดค่อนข้างสะท้อนใจ เหนียงเนียงเทพวารีท่านนี้ยังคงยืนยันข้อสรุปนั้น มีเพียงอาจารย์เฉิน เท่านั้นที่สอนเผยเฉียนให้ดีได้
อู่เหยียนไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองเจียงเซ่อ
ได้ยินหรือยัง?
เจียงเซ่อเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพยักหน้า เขาเองก็ไม่ได้เอ่ย อะไร
รู้แล้ว!
ไม่ใช่ว่าข้าไม่เข้าใจอะไรสักอย่างจริงๆ เสียหน่อย ก็แค่ปากไม่ ยอมรับเท่านั้นเอง
อู่เหยียนชี้หน้าเจียงเซ่อ “ผู้ฝึกยุทธอย่างพวกเจ้านี่นะ!”
เจียงเซ่อถาม “หลิ่วโหรว เจ้าไม่อยากเป็นกงโหวแห่งลำน ้าใหญ่ จริงๆ หรือ?”
หากหลิ่วโหรวพยักหน้า เขาสามารถไปเยือนศาลบุ๋นแผ่นดิน กลางเป็นกรณีพิเศษได้
หลิ่วโหรวพูดอย่างหนักแน่น “อยาก!”
แต่เพียงไม่นานนางก็หัวเราะหึด้วยสายตาเป็นประกายระยิบระยับ “แต่ร้อยปีพันปีให้หลัง หลิ่วโหรวแห่งลำคลองม่ายเหอที่สามารถ ปกป้องน ้าและดินของสถานที่แห่งหนึ่งได้อย่างยาวนาน บุญกุศล สมบูรณ์พร้อมแล้ว ถามใจตัวเองแล้วไม่ละอาย อยากจะช่วงชิง ตำแหน่งอย่างเปิดเผย ต้องไม่ใช่สิ่งที่วันนี้ข้าต้องการ คนอื่นมอบให้ แล้วข้าก็รับมาอย่างแน่นอน!”
เจียงเซ่อลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะ “วันนี้สิ่งที่ข้ารับปากไป จะต้องทำได้แน่นอน พบเจอกันถือเป็นวาสนา จากลากันตรงนี้”
บทพิเศษ ตอนที่ 64.5 ตอบแทนอย่างมีมารยาท
สีซานอดไม่ไหวเอ่ยชื่นชมว่า “กวอจู๋จิ่ว เจ้าคือวัตถุดิบฟ้า (คนมี พรสวรรค์)”
กวอจู๋จิ่วไม่ชอบใจแล้ว “อุตส่าห์หวังดีมาช่วย ไฉนผู้อาวุโสถึงด่า กันเล่า”
สีซานไม่เข้าใจ คำพูดดีๆ ที่จริงใจขนาดนี้ ไฉนถึงเป็นคำด่าได้ นะ
ในยุคบรรพกาลอันห่างไกล หากเรียกสหายคนหนึ่งด้วยความ ชื่นชมจากใจจริงว่าวัตถุดิบดิน ก็คือการยอมรับที่มากที่สุดแล้ว หาก บอกว่าอีกฝ่ายคือวัตถุดิบฟ้า ก็ยิ่งเป็นคำชมที่สูงจนสูงไปกว่านี้ไม่ได้ อีกแล้ว เพราะนี่คือคำชมที่แฝงไว้ด้วยการยอมแพ้เนื่องจากละอายใจ ว่าตัวเองสู้ไม่ได้
เมื่อก่อนอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อน อาจารย์พ่ออื่นกวานก็มักจะ “ชมเชย” พวกหลินจวินปี้อยู่เสมอ
ซ่งอวิ๋นเจียนกำลังร่ายวิชาอภินิหารมองภูเขาสายน ้าผ่านฝ่ามือ มองไปยังเผยเม่ากับจ้าวตวนจิ่น
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หรงอวี๋ ไปรับรองเจ้ากรมสองท่านที่มา ปล้นสะดมที่นี่หน่อย สุราไม่ต้องดีมากนัก หลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขา รู้สึกว่ากำลังดื่มเงิน ไม่ใช่กำลังดื่มน ้าใจ”
หรงอวี๋พยักหน้ารับ
ซ่งอวิ๋นเจียนอดไม่ไหวยิ้มเอ่ยว่า “ทูตผู้ตรวจการเผยพูดจาช่าง… ไม่อ้อมค้อมเอาเสียเลย”
หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายคือทูตผู้ตรวจการแห่งต้าหลีที่มี คุณูปการเลิศล ้า ซ่งอวิ๋นเจียนก็นึกอยากจะพูดตรงๆ ว่าเขาเผยเม่า พูดจาไม่น่าฟังเอาเสียเลย
เฉินผิงอันเอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ หลับตาลงเอ่ยเนิบ ช้าว่า “พวกเขาแค่ใช้ “คำพูดประหลาด” มาคลายความอัดอั้นที่อยู่ ในใจ หาไม่แล้วในใจของพวกเขาจะรู้สึกย ่าแย่อย่างมาก น่าจะเป็น เช่นนี้กระมัง”
“หนึ่งเพราะเรี่ยวแรงน้อยเกินไปก็เลยได้แต่พูดประชดประชัน พูดจาบาดหูไม่น่าฟัง ไม่ว่าเจอใคร อีกฝ่ายก็เท่ากับเป็นวิถีทางโลกที่
ทำให้พวกเขารู้สึกน้อยเนื้อต ่าใจอย่างถึงที่สุดคำพูดที่เอ่ยออกจาก ปากจึงไม่ค่อยน่าฟังนัก”
“ยังมีอีกประเภทคือเพราะพละกำลังมากเกินไป เกรงว่าตัวเองจะ อดไม่ไหวลงมือเข้าก็จะทำให้เดือยและรูบากของโต๊ะกินข้าวคลายตัว ออก”
ซ่งอวิ๋นเจียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง
แม้จะบอกว่าเขาเพิ่ง “บรรลุมรรคา” ได้ไม่นาน จวนราชครูก็ เหมือนที่พักอาศัยของเขาเมืองหลวงเหมือนลานบ้านของเขา หนึ่ง แคว้นก็คือ…กรงขัง เป็นทั้งการปกป้องที่ใหญ่ที่สุดแล้วก็เป็นทั้ง พันธนาการที่เข้มงวดที่สุด ทว่าหลายวันที่ผ่านมานี้ ซ่งอวิ๋นเจียนกับ ราชครูเฉินก็เริ่มค่อยๆ มีความรู้ใจกันบ้างแล้ว
ในบางระดับแล้ว ซ่งอวิ๋นเจียนที่มีฉายาว่าอิงหนิง เพราะโชค วาสนาอำนวยจึงถือเป็นโฉมหน้าใหม่” ที่ถูกเฉินผิงอันสร้างขึ้นมากับ มือตัวเอง
กิ่งก้าน ดอกและหน่อที่แตกใหม่ของต้นท้อต้นหนึ่ง ล้วนเป็นการ แสดงออกภายนอก ซ่งอวิ๋นเจียนที่เป็นผู้แบกรับโชคชะตาแคว้นต้า หลีต่างหากถึงจะเป็นภาพลักษณ์ภายใน
หวงหลงซื่อนั่งอยู่บนขั้นบันได เหอะ ก็แค่การพูดเองเออเองที่
วกวนอ้อมค้อมครั้งหนึ่งเท่านั้น
ซ่งอวิ๋นเจียนเกิดแรงบันดาลใจจึงเอ่ยว่า “อย่าให้รสชาติอร่อย กลายเป็นรสบูดเน่า ต้องให้สุราดีกลายเป็นสุราหมัก บางทีนี่ก็คือ หัวใจหลักของความสามารถในการวางตัวและดำเนินชีวิตท่ามกลาง ผู้คน ใช่หรือไม่ ราชครูเฉิน?”
ราชครูเฉินร้องเอ๊ะ “สหายอิงหนิง คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าเองก็จะมี ศักยภาพแฝงของการเป็นนักกวีและนักประพันธ์เช่นกัน”
ซ่งอวิ๋นเจียนหน้าดำทะมึน สะบัดชายแขนเสื้อได้ก็หมุนตัวหนี หันกลับไปมองดอกท้อที่งดงามดุจภาพวาดอีกครั้ง
หวงหลงซื่อหัวเราะฮ่าๆ ในสายอาชีพของการพูดประชดประชัน นี้ ท่านราชครูเฉินก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเหมือนกันนะ
ราชครูเฉินก็มีรอยยิ้มเช่นกัน เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “อดไม่ไหว ก็เลยต้องยอมรับสารภาพเองโดยไม่ต้องมีใครบังคับ”
หวงหลงซื่อกล่าว “ผู้ที่รู้จักตนเองย่อมมีปัญญา”
เฉินผิงอันไม่ถือสา
หวงหลงซื่อพลันถามคำถามที่ทำลายบรรยากาศอย่างมาก “ใน เมื่อต่างฝ่ายต่างมองกันเป็นศัตรู ดูเหมือนว่าราชครูเฉินจะยังให้ ความสำคัญกับเจ้าลัทธิอวี๋นะ?”
ซ่งอวิ๋นเจียนส่งสายตาบอกเป็นนัยแก่หวงหลงซื่อว่าอย่ายุ่งเรื่อง ชาวบ้าน
หวงหลงซื่อก็ไม่คิดว่าเฉินผิงอันจะตอบคำถามนี้
คิดไม่ถึงว่าเขาจะยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ต้องรู้ว่าคนที่ตัวเองต้องการ สังหาร “แท้ที่จริงแล้วคือคนอย่างไร”
หวงหลงซื่อยิ้มรับ ความแค้นลึกล ้าก็ดี ต่างฝ่ายต่างมองกันเป็น ศัตรูก็ช่าง มักจะเป็นบุญคุณความแค้นของผู้อื่นเสมอ ไม่เกี่ยวข้อง อะไรกับเขาที่เป็นคนต่างถิ่น
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืนช้าๆ สะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ไม่ได้รีบไปที่
ห้องประชุมทันที แต่ไปที่กระดานหมากใต้ต้นสน
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “อาจารย์หวง ผู้ที่มองดูอยู่ด้านข้างเห็นชัด สถานการณ์ชัดเจน ท่านลองบอกสิว่าไฉนสายตาที่ราชครูเฉินมอง ข้าถึงได้แปลกประหลาดเสมอ?”
หวงหลงซื่อเอ่ยสัพยอก “ประหลาด? มองเจ้าเหมือนมองสาว งาม? มองจนเจ้าขนลุกขนชัน? ควรจะยอมเขาดี หรือว่าไม่ยอมเขา ดี?”
ซ่งอวิ๋นเจียนพึมพำกับตัวเอง “ทั้งไม่ใช่สายตาที่มองของล ้าค่า แล้วก็ไม่ได้มองคนน่าสงสาร แล้วก็ไม่ใช่สายตาชื่นชมที่มองสหาย แต่ก็ไม่ได้เย็นชาเหมือนคนที่มองมาจากตำแหน่งสูงกว่า อาจารย์หวง ท่านว่าแปลกหรือไม่ล่ะ?”
หวงหลงซื่อยิ้มชวนคุยว่า “บางทีบนร่างของเจ้า เขาอาจจะ มองเห็นเงาของตัวเองกระมัง”
หลังจากที่ความขมขื่นในชีวิตหมดสิ้น ความหวานซ่านมาเยือน พวกเราจะใช้วิธีการต่างๆ ในการชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในอดีตของ ตัวเอง
หวงหลงซื่อก็เหมือนคนที่ออกเดินทางไกล อยากจะหาเงาที่เป็น อย่างนี้สักหนึ่งถึงสองเงาจากสถานที่ต่างๆ ของต่างบ้านต่างเมือง ทว่าได้แต่ปรารถนา มิอาจทำได้ดั่งใจหวัง
พวกเผยเม่าย้อนกลับมาที่จวนราชครูอีกครั้ง มาหาหรงอวี๋
จ้าวตวนจิ๋นรู้สึกเสียใจภายหลังอยู่บ้าง ทำแบบนี้สมควรที่ไหน…. ราชครูเฉินจะไม่ถือสาจริงๆ หรือ?
เผยเม่าก้าวเดินเร็วๆ ไม่หยุด พูดเย้ยหยันว่า “อีกเดี๋ยวดื่มหลายๆ จอกหน่อย สุราดีก็ปลุกความกล้าของคนได้เหมือนกัน”
จ้าวตวนจิ่นยิ้มอย่างเข้าใจ ดูเหมือนว่าตั้งแต่เป็นหนุ่มจนถึง ตอนนี้ ตนมักจะเป็นแมลงตามก้นของเผยเม่าเสมอ
เห็นเงาร่างของขุนนางสำคัญสองท่านของต้าหลี พวกเลขาธิการ บุ๋นบางคนที่ออกจากห้องทำงานมาเดินเล่นในลานบ้านก็รู้สึกสงสัย กันอยู่บ้าง ไฉนถึงกลับมาที่จวนราชครูอีกเล่าหรือจะฉวยโอกาสตอน ที่ยังมีเวลาว่างเหลือก่อนการประชุมครั้งที่สองจะเริ่มขึ้น มีธุระมา ปรึกษาพูดคุยกับราชครู?
เผยเม่ามีรอยยิ้มอย่างที่หาได้ยาก “หรงอวี๋ บอกให้ห้องครัวเปิด เตาเล็กๆ ให้กับพวกเราหน่อยได้ไหม ข้ากับจ้าวตววนจิ๋นจะดื่มเหล้า สักเล็กน้อย รบกวนช่วยทำกับแกล้มมาให้ด้วยสักสี่ห้าจาน”
หนึ่งเพราะจำนวนครั้งที่เผยเม่าเคยมาเยือนจวนราชครูไม่ถือว่า น้อย สาวใช้สองคนของจวนราชครูอย่างหรงอวี๋และฝูชิ่งต่างก็ไม่ใช่ คนแปลกหน้าสำหรับเขา
อีกอย่างก็คือในอดีตเผยเม่ามีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับหรงอี้ ตอนที่เผยเม่าเพิ่งจะเข้าร่วมกองทัพใหม่ๆ ต้องเจอกับคนดูถูกดูแคลน
มีเพียงหรงอี้ที่ยินดีจะมองเผยเม่าสูงกว่าใครมาตั้งแต่แรก มีสองครั้งที่
เคยขอยืมกองกำลังสายของตัวเองไปให้เผยเม่า แน่นอนว่าเผยเม่าก็ เคยนำทัพไปให้ความช่วยเหลือหรงอี้ ส่วนหรงอวี๋ก็คือลูกกำพร้าของ หรงอี้ ดังนั้นเผยเม่าจึงเห็นนางเป็นเหมือนหลานตัวเองครึ่งตัว
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “ท่านลุงเผย เจ้ากรมจ้าว หากไม่ถือสาก็ไม่ต้องไป ที่โรงอาหารแล้ว อยู่ที่ห้องครัวนี่แหละ พวกท่านสามารถดื่มกันได้ อย่างเต็มที่”
เผยเม่าพยักหน้า “หากเป็นอย่างนี้ย่อมดีที่สุด”
พาพวกเขาไปที่ห้องครัว แม้ว่าเมื่อครู่นี้ราชครูจะบอกว่าไม่ต้อง เอาเหล้าที่ดีนักมารับรอง หรงอวี๋ก็ยังไปค้นเอาเหล้าหมักตำหนักฉาง ชุนกาหนึ่งที่เก็บไว้นานแล้วออกมา แม่ครัวอวี๋ชิ่งก็เริ่มง่วนทำงาน การที่หรงอวี๋ตัดสินใจเองโดยพลการก็เพราะนางมองออกถึงความ แตกต่างบนร่างของเจ้ากรมจ้าว นั่นคือบรรยากาศอันลุ่มลึกของการ ได้หลุดพ้นจากกรงขังอันยาวนาน กลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำให้บัณฑิต ที่บริสุทธิ์ได้แปรเปลี่ยนเป็นคนใหม่กลายเป็นผู้รอบรู้ที่แตกฉาน
จ้าวตวนจิ่นยิ้มถาม “แม่นางหรงอวี๋ เจ้าคิดว่าเผยจิ่งเป็นคนแบบ ใด?”
หากเผยจิ่งสามารถครองคู่อยู่กับหรงอวี๋ได้ ก็คือคู่สร้างคู่สมที่
เหมาะสมกันอย่างยิ่ง
หรงอวี๋ยิ้มบางๆ “ไม่สนิทกับเขา”
หากเจ้ากรมจ้าวกลายเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้ ก็ดีมากแล้ว แต่หาก ว่าจู่ๆ เปลี่ยนอาชีพมาเป็นเฒ่าจันทราที่จับคู่ให้คนอื่นส่งเดช เหล้า หมักฉางชุนที่ยกมาวางบนโต๊ะให้เมื่อครู่นี้ก็จะถูกยกกลับไป
จ้าวตวนจิ้นกระจ่างแจ้งในทันที หมดหวังแล้ว
เผยเม่าปรายตามองจ้าวตวนจิ้น “อย่ามาจับคู่ยวนยางส่งเดชที่นี่ เผยจิ่งไม่คู่ควรกับหรงอวี๋เลยสักนิด”
จ้าวตวนจิ๋นเอ่ยอย่างอ่อนใจ “มีพ่อที่ไหนดูถูกลูกชายตัวเอง อย่างท่านบ้างล่ะ”
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “ท่านลุงเผยพวกท่านดื่มเหล้ากันไปเถอะ ข้าจะไป ทำงานต่อแล้ว”
เผยเม่าพยักหน้า
พวกเขาจึงดื่มเหล้ากินอาหารกันไป ดื่มเหล้าแล้ว แต่ไม่มีใครดื่ม จนเมา อาหารของจวนราชครูไม่เห็นจะแย่เหมือนอย่างที่เล่าลือกัน ภายนอกเลยนะ?
แม่ครัวอวี๋ชิ่งสังเกตเห็นนิสัยที่แตกต่างกันของขุนนางคนสำคัญ ทั้งสองท่านนี้ ความแตกต่างของนิสัยชัดเจนยิ่ง อย่างทูตผู้ตรวจการ เผย ยิ่งดื่มเหล้าก็ยิ่งเงียบขรึม เจ้ากรมจ้าวกลับยิ่งดื่มยิ่งพูดจาไร้ ความยำเกรง พร ่าพูดว่ามารดามันเถอะคำแล้วคำเล่า เรียกใครบาง คนว่าเจ้าตะพาบสารเลว…ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่านี่คือเจ้ากรม พิธีการ คือผู้นำแห่งวงการประพันธ์ต้าหลี
แน่นอนว่าหากใช้คำกล่าวของเผยเม่าก็คือคนผู้นี้ความสามารถ ในการดื่มย ่าแย่ พฤติกรรมยามดื่มสุราก็แย่ยิ่งกว่า เวลาปกติชอบ วางมาด พูดจาหรือทำอะไรล้วนระมัดระวังแต่พอนั่งลงบนโต๊ะเหล้า แล้วกลับเผยตัวตนเดิมออกมาให้เห็น
จ้าวตวนจิ่นเมากรึ่มๆ สีหน้าท่าทางสดชื่น รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจ หลายเรื่องมากขึ้น ได้คลายปมในใจบางอย่างแล้ว
เผยเม่าเอ่ยขอบคุณแม่ครัวคนนั้น อวี๋ชิ่งคารวะกลับคืนขุนนางผู้ เป็นเสาคานของต้าหลีทั้งสองท่านด้วยการยอบกายอย่างแซ่มช้อย
ไม่ได้ออกไปจากจวนราชครู เผยเม่าไปที่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง ไม่ได้ก้าวข้ามธรณีประตูไป กวาดสายตามองไปรอบหนึ่ง ก่อนจะ ตะโกนเข้าไปในห้อง “เผยจิ่ง”
พวกเลขาธิการฝ่ายบุ๋นที่อยู่ในห้องพากันเงยหน้าขึ้นอย่างพร้อม เพรียง ถึงได้สังเกตเห็นด้วยความตกตะลึงว่ามีบุคคลยิ่งใหญ่ที่ไม่ค่อย เปิดเผยตัวตนในวงการขุนนางเมืองหลวงมาเยือน
บุคคลที่ถูกเลขาธิการฝ่ายบุ๋นของจวนราชครูมองเป็นขุนนางสูง ในต้าหลีได้เช่นนี้ มีน้อยจนนับนิ้วได้ คนที่อยู่ตรงหน้าก็คือหนึ่งในนั้น
ทูตผู้ตรวจการเผยเม่า!
ขุนนางบุ๋นต้าหลีที่เปลี่ยนไปเป็นแม่ทัพ แล้วยังเป็นได้ถึงขั้น สูงสุด!
แต่ละคนมองมาด้วยสายตาฉายประกายเร่าร้อน เกรงว่านี่ก็น่าจะ เป็นแบบอย่างความก้าวหน้าในงานราชการที่ใหญ่ที่สุดในใจของ เหล่าเลขาธิการฝ่ายบุ๋น ไม่มีหนึ่งใน
ตอนแรกเผยจิ่งก็ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เหมือนถูกคน มากมายเปิดโปงคำลวงที่ฟังไม่ขึ้นของเขาต่อหน้า
แต่จากนั้นในใจของคนหนุ่มก็พลุ่งพล่านไปด้วยความภาคภูมิใจ ใช่ บิดาของข้าก็คือเผยเม่า!
เผยเม่าเอ่ย “เจ้าออกมาหน่อย”
เผยจิ่งลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว เพียงแต่ว่าไม่นานคนหนุ่มก็ชี้ไปยัง กองเอกสารราชการที่อยู่บนโต๊ะตัวเอง
การกระทำแรกเป็นเพราะเขาคือบุตรชายของเผยเม่า ส่วนอย่าง หลังเป็นเพราะเผยจิ่งเองก็เป็นขุนนางในจวนราชครูเช่นกัน
จ้าวตวนจิ๋นเปิดปากยิ้มเอ่ย “เผยจิ่ง ออกมาคุยกันแค่ไม่กี่คำ เท่านั้น ไม่ทำให้เจ้าเสียเวลางานหรอก”
คงเป็นเพราะพลังอำนาจบนร่างของทูตผู้ตรวจการเผยเม่ามาก เพียงพอ หรืออาจเป็นเพราะตำแหน่งที่ยืนของจ้าวตวนจิ่นค่อนไป ทางด้านหลัง เป็นเหตุให้เลขาธิการฝ่ายบุ๋นหลายคนมองข้ามการ ดำรงอยู่ของเจ้ากรมพิธีการท่านนี้ไป
เผยจิ่งถึงได้ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าประตู
สหายรักหยวนเจิ้นที่ถูกเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าเป็นลูกหลาน ตระกูลผู้ดีพูดไม่ออกเป็นนาน ก่อนจะสะบัดศีรษะ หยิบพู่กันขึ้นมา เขียนใหม่ อดไม่ไหวด่ากลั้วหัวเราะเบาๆ ไอ้เด็กบ้าอำพรางตัวได้ลึก ล ้าขนาดนี้ ทุกครั้งที่แวะไปบ้านข้ายังแสร้งทำเป็นยากจน คราวหน้าที่
ไอ้หมอนี่ไปเยือน แค่ผักดองไม่กี่ไหก็คงจะไล่กลับไปไม่ได้ง่ายๆ อีก แล้ว
จางติ้งและเหยียนอี้ที่วันนี้เพิ่งจะได้มาทำงานที่นี่ก็ตกใจสะดุ้ง โหยงเช่นกัน
จางติ้งเขียนกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นส่งให้เหยียนอี้ที่อยู่ข้างโต๊ะ เห ยียนยิ้มองแล้วก็รับรู้โดยนัย ยกมือขึ้นกุมขอบคุณคนสอบปีเดียวกัน ผู้นี้
เนื้อหาที่เขียนบอกให้เหยียนอี้ระวังว่าทุกวันนี้สถานะต่างไปแล้ว ระวังว่าพวกขุนนางหรือไม่ก็พ่อค้าบางส่วนของอำเภอหย่งไท่จะมา แสดงความเป็นมิตรพยายามตีสนิทด้วยต้องควบคุมตัวเองให้ดี
จ้วงหยวนจางติ้งผ่อนลมหายใจโล่งอก ทั้งกลัวว่าเหยียนอี้ที่อายุ ค่อนข้างมาก จู่ๆ สถานะสูงศักดิ์ขึ้นมาแล้วจะเกิดความต้องการอยาก ชดเชยส่วนที่ขาดหายไปอย่างแรงกล้า วันหน้าเมื่อเจอกับการประจบ สอพลอสารพัดอย่างก็จะเคลิบเคลิ้มจนลืมตัว เมื่อเป็นเช่นนี้การที่
โชคดีได้เข้ามาอยู่ในจวนราชครูกลับจะกลายเป็นเรื่องร้าย พูดถึงแค่ นิสัยการกระทำของรองเจ้ากรมจ้าว หากเป็นเพราะพวกเขาสองคน
“ไม่รู้จักกาลเทศะ” ถูกรองเจ้ากรมจ้าวจับจุดอ่อนอะไรได้ ถ้าอย่างนั้น เขากับเหยียนอี้ก็จะไม่ใช่แค่พลาดโอกาสอันดีไปเท่านั้นแล้ว
แน่นอนว่าจางติ้งก็กลัวด้วยว่าการเตือนด้วยความหวังดีของตน จะถูกเหยียนอี้มองเป็นความเจ้ากี้เจ้าการที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่น
เหยียนอี้ส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับจางติ้ง จางติ้งอ่านแล้วก็ พบว่ามีประโยคหนึ่งเพิ่มมา “ก้มหน้าก้มตาทำงาน เป็นขุนนางมือ สะอาดเที่ยงตรง ยึดมั่นในความถูกต้องสุจริต’ ช่วงท้ายเขียนคำว่า “พยายามร่วมกัน” เพิ่มมา
จางติ้งกำลังจะพับกระดาษใส่ไว้ในตำราเล่มหนึ่ง กลับถูกเหยียน อี้ยื่นมือมาขอกลับคืนไปอย่างรีบร้อน ยิ้มเอ่ยว่าจะเอากลับไปเป็น สมบัติสืบทอดประจำตระกูล
เผยจิ่งถูกบิดาเรียกออกไปนอกห้อง พวกเขาพูดคุยกันใต้ ต้นอู๋ถง เนื่องจากเจ้ากรมจ้าวก็อยู่ด้วย จึงแค่พูดคุยกันเรื่อง สัพเพเหระทั่วไป
บอกให้เผยจิ่งกลับไปที่ห้องทำงาน ก่อนจะบอกให้จ้าวตวนจิ้นรอ สักครู่ เผยเม่ามาที่ลานบ้านชั้นสอง ก็เห็นราชครูหนุ่มยืนอยู่ข้างโต๊ะ
รอกระทั่งเผยจิ่งกลับมาที่โต๊ะ เขาก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมด
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เผยจิ่งไม่เหมือนทายาทของทูตผู้ตรวจการ เลย”
ไม่เคยพูดคุยกับเลขาธิการฝ่ายบุ๋นกลุ่มนี้ ไม่ได้หมายความว่า เฉินผิงอันจะไม่รู้จักความเป็นมาและนิสัยใจคอของพวกเขา
เผยเม่าเอ่ย “ในเรื่องการศึกษาหาวิชาความรู้ เป็นขุนนาง วางตัว ในสังคม สร้างคุณความชอบ เขาล้วนสู้ข้าไม่ได้ คำว่าบุตรชายสืบ ทอดกิจการของบิดาจึงไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน”
เฉินผิงอันเอ่ย “ตอนนี้พูดเรื่องพวกนี้ยังเร็วไปหน่อย ไม่แน่เสมอ ไปว่าเผยจิ่งจะไม่สามารถบุกเบิกโฉมหน้าใหม่ เดินไปบนเส้นทางที่
แตกต่างจากท่านได้ ถอยไปพูดหมื่นก้าวชีวิตนี้เขาก็ไม่ควรต้องใช้ ชีวิตอยู่ในเงามืดของบิดาไปตลอด”
การที่พูดอย่างนี้ยังเป็นเพราะในจวนราชครูยังมีหลินหยกดิบ ที่มาอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ที่นี่
เผยเม่าเอ่ย “ยากมาก”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ”
ในเรื่องนี้ อันที่จริงเผยจิ่งมีเรื่องให้พูดคุยกับหลินโส่วอี
เผยเม่ากล่าว “จะย้ายอู๋หวังเฉิงไปเมืองหลวงสำรองไม่ได้ ข้า ต้องการให้เขาอยู่ที่กรมกลาโหมของเมืองหลวง”
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “ทำไม เจ้ากรมเผยตัดสินใจแล้วว่าจะคอย กลั่นแกล้งรองเจ้ากรมอู๋หรือ?”
เผยเม่ายิ้มกล่าว “กรมกลาโหมไม่เหมือนที่อื่น จะให้กลมเกลียว กันเกินไปไม่ได้”
แล้วก็ไม่ได้ไปส่งเผยเม่าที่หน้าประตู เฉินผิงอันเดินย้อนกลับไป ทางเดิม เดินผ่านต้นท้อต้นนั้น
ใต้หล้ามืดสลัว ทางฝั่งของป๋ายอวี้จิง มีผังติ่งแห่งนครหลิงเป่าเป็น ผู้นำพาเต้ากวานกลุ่มใหญ่สร้าง “เทพองค์ใหม่” ที่ยังไม่ได้แต้ม นัยน์ตาองค์หนึ่งอย่างลับๆ มาไว้นานแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเจตนาที่มากหรือน้อย ขนาดที่ใหญ่หรือเล็ก สิ้นเปลืองวัตถุดิบแห่งฟ้าดินไปมากหรือน้อย การ “อัญเชิญเทพ” ของนักพรตจ้าวชวีถัวก่อนหน้านี้ เมื่อเทียบกับอีกฝ่ายแล้วก็คือหมอ ผีเล็กที่มาเจอกับหมอผีใหญ่
เกี่ยวกับซ่งอวิ๋นเจียน อันที่จริงก่อนหน้านี้หวงหลงซื่อพูดได้ดี มาก แต่กลับไม่ถูกต้อง
ราชครูหนุ่มเอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อเดินผ่านระเบียง ไป ถึงลานเรือนที่อยู่ติดกันแล้วเขาก็หยุดเดิน เงยหน้ามองกระดิ่งลมใต้ ชายคา เสียงกรุ้งกริ้งเหมือนกำลังเทศนาเรื่องปัญญาญาณ