กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 65.1 สุราเลิศรสอยู่ที่ใด
ทางสายเล็กที่มีต้นสนต้นป่ายเรียงรายให้ร่มเงา ม้าสองตัวควบ ตะบึงมาถึง
เดิมทียังเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะดังเอะอะ พริบตานั้นกลับเงียบ สงัดไร้สรรพสำเนียง มีเพียงเสียงกีบเท้าม้าถี่กระชั้นที่ยิ่งนานก็ยิ่งดัง บาดหูมากเท่านั้น
พอยมบาลหงแห่งที่ว่าการเหนือซึ่งมีชื่อเสียงดุร้ายเลื่องลือมาถึง ก็ยังคงมีพลังในการสยบขวัญดีเยี่ยม
ท่าทางแข็งกร้าวของพวกฮูหยินเก้ามิ่งทั้งหลายอ่อนลงทันใด
หงจี้นั่งอยู่บนหลังม้า หรี่ตามองสตรีออกเรือนแล้วที่มีชีวิตอยู่ดี กินดีเหล่านั้น
ผู้กองเฉากวงโจวลูบคางครุ่นคิด มองพวกนางแสร้งทำท่าสงบ เยือกเย็น อ่อนนอกแข็งใน ดูเหมือนว่ามีน้อยคนนักที่จะกล้ามอง สบตากับหงจี้ สายตาที่มองตนก็ไม่อวดดีก้าวร้าวเหมือนก่อนหน้านี้
อีกแล้ว นี่เรียกว่าจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือสินะ?
ซือถูเตี้ยนอู่พูดกลั้วหัวเราะเบาๆ “หัวหน้าหง อย่าลืมล่ะว่าข้าโต มาในถนนอี้ฉือ รู้ถึงความหนักเบาดีร้ายของเรื่องนี้ดี”
ใต้เท้าราชครูย่อมต้องหวังดี อนุญาตให้เขาได้เข้าร่วมการ ประชุมได้ ให้เขาอยู่ห่างจากสถานที่อันตราย อยากจะมอบยันต์คุ้ม กันกายแผ่นหนึ่งให้กับเขา ไม่ต้องถึงขั้นถูกคนเล่นงาน กลั่นแกล้งได้ ตามใจชอบ
ซือถูเตี้ยนอู่ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “ข้าไม่อาจถอนตัวหนีไปกะทันหัน ได้”
เคยมีพลทหารเฒ่าคนหนึ่ง เพียงแค่เพราะบนหลังมีรอยแผลเป็น จากดาบ เลยถูกคนหัวเราะเยาะมาตลอดชีวิต
อันที่จริงพลทหารเฒ่าคนนั้นไม่ได้แก่ อายุแค่สามสิบต้นๆ เท่านั้น แต่เพราะเป็นหัวหน้าหมู่มาสิบกว่าปี
และ ‘ชีวิตนี้” ของพลทหารเฒ่า อันที่จริงก็มีอายุแค่สามสิบกว่าปี เท่านั้น
หงจี้เอ่ยอย่างเดือดดาล “ได้โปรดเถอะ เจ้าคือบิดาข้า ช่วยหยุด สักทีได้ไหม? รีบไสหัวไปที่จวนราชครูเดี๋ยวนี้เลย!”
ซือถูเตี้ยนอู่ส่ายหน้า “หากข้าถอย ก็คงไม่กล้าก้าวข้ามธรณี ประตูของจวนราชครูเข้าไปแล้ว”
เห็นหัวหน้าหงกำลังจะระเบิดอารมณ์ ซือถูเตี้ยนอู่ก็รีบเอ่ยว่า “ข้า ไปแล้ว ใครจะมาเป็นคนเลวแทนข้า? ใครจะเป็นได้ดี?!”
เฉากวงโจวที่เป็นผู้บังคับกองเหมือนกันเอ่ยเสียงเบา “ข้าไงล่ะ”
เจ้าซือถูเตี้ยนอู่ผู้นี้ตอนอยู่ที่ทะเลสาบเหล่าอิงมีหน้ามีตาอย่างถึง ที่สุด ทำเอาเขาอิจฉาแทบตายอยู่แล้ว
ก็คือสมบัติมีชีวิตคนหนึ่ง
ซือถูเตี้ยนอู่ปรายตามอง “ไม่กลัวพวกนางข่วนหน้าเจ้าหรือ? เจ้าจะกล้าเอาคืนไหม?!”
หงจี้เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไอ้ลูกหมาสองคนนี้ แย่งชิงกัน อยากจะทิ้งชื่อเสียงอยู่ในประวัติขุนนางผู้โหดเหี้ยมนักใช่ไหม?”
เฉากวงโจวยิ้มหน้าทะเล้น “หัวหน้าหง นี่เรียกว่ามีสุขร่วมเสพ มี ทุกข์ร่วมต้าน”
หงจี้หงุดหงิดมาก ทั้งหงุดหงิดที่ซือถูเตี้ยนอู่หัวทึบ ยิ่งโมโหใน ความใจกล้ากำเริบเสิบสานของสตรีกลุ่มนี้ เขากระชากคอเสื้อตัวเอง แรงๆ พูดเสียงเหี้ยมว่า “คิดว่าที่ว่าการเหนือของพวกข้าไม่มี ผู้ตรวจการหญิงก็เลยกล้าก่อเรื่องใช่ไหม? ดี วันนี้ข้าจะสร้างขึ้นมา เพื่อพวกเจ้าเป็นการชั่วคราว!”
สายตาที่เฉากวงโจวมองไปทางพวกนางพลันเย็นชา ดี โอกาส ของตนมาแล้ว! วันนี้ท่านปู่เฉาจะสร้างชื่อในศึกเดียว!
ขันที่สวมชุดหม่างหน้าขาวไร้หนวดคนหนึ่งมาถึงที่นี่อย่างเงียบ เชียบ ในมือถือม้วนผ้าแพรต่วนสีเหลือง “พระราชโองการของไท เฮา”
“คนที่ไม่เกี่ยวข้องจงรีบถอยออกไปจากถนนเส้นนี้ ห้าม แทรกแซงราชกิจโดยพลการและห้ามขัดขวางงานของจวนราชครู”
“ภายในครึ่งก้านธูป ใครที่กล้ารั้งรออยู่ที่นี่จะถูกริบตำแหน่งเก้า มิ่ง ลดสถานะเป็นชนชั้นต ่า ให้ที่ว่าการเหนือจับตัวไป ให้ตัดสินโทษ ตามกฎหมายโดยลงโทษหนักเป็นพิเศษทันที”
ขนาดขันที่ผู้คุมตราประทับกองซื่อหลี่เจียนแห่งต้าหลีก็ยัง มาแล้ว แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าสงสัยว่าพระราชโองการนั้นเป็นของ จริงหรือของปลอม
หงจื้ออกคำสั่งเสียงหนัก “ผู้กองเฉา รับผิดชอบจับเวลา!”
เฉากวงโจวชูหมัดขึ้นสูง แต่สายตากลับจับจ้องสตรีออกเรือน แล้วกลุ่มนั้นเขม็ง เอ่ยเนิบช้าว่า “รับคำสั่ง!”
พาซือถูเตี้ยนอู่ไปที่จวนราชครูด้วยกัน หงจี้เอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบ เฉยว่า “หากไม่ผิดไปจากที่คาด ปลายปีนี้ข้าจะถูกย้ายไปจากเมือง หลวง”
ซือถูเตี้ยนอู่อึ้งตะลึง สีหน้าหม่นหมอง แม้กระทั่งราชครูเฉินก็ไม่ อาจปกป้องผู้บัญชาการณ์ของที่ว่าการเหนือได้แล้วหรือ?
หงจี้ยิ้มเอ่ย “อย่าคิดเลอะเทอะ ไปเป็นแม่ทัพที่เมืองหลวงสำรอง เท่ากับเป็นการโยกย้ายในระดับที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่การลดขั้นอย่าง ที่เจ้าคิด”
ซือถูเตี้ยนอู่เอ่ยอย่างอัดอั้นไม่สบายใจ “คำพูดตามมารยาทที่ฟัง แล้วไพเราะแบบนี้ก็หลอกได้แต่เด็กเท่านั้นแหละ”
ในบรรดาแม่ทัพประจำมณฑลมากมายของต้าหลี แม่ทัพของ เมืองหลวงสำรองอยู่ในอันดับที่สอง แต่คนที่อยู่อันดับหนึ่งมีหน้าที่
บัญชาการณ์กองทัพที่ปักหลักประจำอยู่ ณ สถานที่มังกรลุกผงาด ของสกุลซ่งต้าหลี เท่ากับเป็นยศที่ว่างเปล่า แต่ไหนแต่ไรมาก็ล้วนให้ เชื้อพระวงศ์เป็นผู้รับหน้าที่ ดังนั้นแม่ทัพของเมืองหลวงสำรองจึงเป็น จุดสูงสุดของแม่ทัพบู๊ที่นอกเหนือจากทูตผู้ตรวจการและแม่ทัพที่
ประจำการถาวรแล้ว
เพราะเป็นเพื่อนบ้านกับไหวอ๋องซ่งมู่ ดังนั้นแม่ทัพของเมืองลั่วจิ่ง จึงไม่ใช่ว่าใครจะไปเป็นก็ได้ ปัญหาคือก็ไม่ใช่ว่าใครก็ล้วนเป็นได้ดี บวกกับที่ใกล้เคียงกับลำน ้าใหญ่มีทูตผู้ตรวจการเผยเม่าที่อยู่ห่าง จากเมืองหลวงสำรองไปไม่ไกล ดังนั้นแม่ทัพของเมืองถั่วจิงที่มองดู เหมือนมีบารมีมีหน้ามีตาสุดขีดนี้ย่อมต้องถูกพันธนาการอย่างเลี่ยง ไม่ได้
หงจี้ไม่สนใจข้อห้ามในวงการขุนนางอะไรที่บอกว่า ก่อนที่เรื่องดี จะมาถึง สถานการณ์ใหญ่ยังไม่ชัดเจนก็อย่าเพิ่งแพร่งพรายบอกเรื่อง ดีแก่ใคร หาไม่แล้วความโชคดีนั้นจะหายไป…หงจี้คือคนที่เดิน ออกมาจากกองคนตาย เขาคิดว่าตัวเองโชคดีมากพอแล้ว เรื่องพวก นี้จึงไม่ได้สลักสำคัญอะไร เขากำลังจะเล่าเรื่องการวางแผนของ ราชครูเฉินให้ซือถูเตี้ยนอู่ฟัง ซือถูเตี้ยนอู่พลันเอ่ยว่า “หัวหน้าหง ข้า
จะไปที่ว่าการแม่ทัพเมืองลั่วจิงพร้อมกับท่าน ไม่ต้องเลื่อนขั้นขุนนาง แล้ว”
“ที่ว่าการเหนือที่ไม่มีหัวหน้าหงบัญชาการณ์ เพียงไม่นานก็จะ กลายเป็นดั่งเตาที่เย็นขืด ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะร้อนไม่ได้อีก ข้าก็ออก จากเมืองหลวงไปแล้วกัน ไปถึงท้องถิ่น จะถูกเลื่อนขั้นลดขั้นก็ไม่ เป็นไร ตาไม่เห็นใจก็ไม่หงุดหงิด ไม่แน่ว่าอาจจะยังแต่งภรรยาที่
งดงามมาจากที่นั่นก็ได้นะ”
ซือถูเตี้ยนอู่หันหน้าไปมอง “ได้ดีเจ้าตะพาบเฉากวงโจวผู้นี้แล้ว”
ในอนาคตต่อให้ที่ว่าการเหนือจะแย่แค่ไหนก็ยังเป็นพยัคฆ์ตาย แต่บารมียังอยู่ ต่อให้จะไม่มีอำนาจที่แท้จริง ตำแหน่งขุนนางและระดับ ขั้นของที่ว่าการเหนือก็ยังคงเป็นของจริงแท้แน่นอน
หงจี้ด่าขำๆ “ไอ้เด็กหน้าเหม็น ช่วยเห็นแก่ความดีของข้าและ ที่ว่าการเหนือหน่อยเถอะ!”
เขาเล่าแผนการบางอย่างของราชครูเฉินให้ซือถูเตี้ยนอู่ฟัง
การประชุมก่อนหน้านี้ การรวมมณฑลเป็นภาคคือแนวโน้มของ สถานการณ์ใหญ่แม่ทัพที่มาจากกองทัพชายแดนจึงได้รับประกันใน ด้านสวัสดิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพชายแดนต้าหลีที่ต่อสู้เอา เป็นเอาตายกับเปลี่ยวร้างอย่างพวกทูตผู้ตรวจการเฉา ไม่ต้องกลัวว่า กลับมาแล้วจะไม่มีตำแหน่ง คุณูปการชื่อเสียงและความร ่ารวยสูง ศักดิ์มากมายล้วนรอคอยพวกเขาอยู่
พูดถึงแค่แม่ทัพประจำมณฑล ในอนาคตจะได้เลื่อนขั้นเป็นขั้น สามชั้นเอก เท่าเทียมกับผู้ว่าการมณฑลและผู้บัญชาการณ์สูงสุด ประจำภาค ล้วนเป็นตำแหน่งสูงขั้นสองชั้นโท มีเพียงผู้บัญชาการณ์ สูงสุดสองท่านของภาคไหวหนันและภาคหลิงอู่เท่านั้นที่จะเป็นขั้น สองชั้นเอก ระดับขั้นเท่าเทียมกับเจ้ากรมของหกกรม บอกว่าเป็น จุดสูงสุดในหมู่ขุนนางแล้วก็ไม่เกินจริงเลยสักนิด
รู้ว่าหัวหน้าหงจะได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการณ์สูงสุดของ ภาคหลิงอู่ ซือถูเตี้ยนอู่ก็โล่งอก ยิ้มเอ่ยว่า “หัวหน้าหง ถ้าอย่างนั้นข้า คงไม่ตามไปอยู่ลั่วจิงแล้ว จะอยู่ในที่ว่าการเหนือต่อไปนี่แหละ”
ผู้บังคับกองหนุ่มเปลี่ยนมาเป็นฮึกเหิมห้าวหาญอีกครั้ง เชิดหน้า ขึ้นสูง โยกไหล่ “หมัดตระกูลหลิว เท้าตระกูลชิว ยังต้องรวมอะไรของ ตระกูลซือถูข้าไปอีกอย่างด้วย ล้วนต้องสร้างชื่อเสียงให้ระบือไกล”
หงจี้ยิ้มเอ่ย “ไอ้หนูนี่ใช้ได้ ปณิธานสูงส่งยาวไกล!”
รอกระทั่งไปถึงจวนราชครู หงจี้ก็อดรู้สึกเสียใจไม่ได้ “พลาดการ ประชุมที่จวนราชครูเสียแล้ว”
ซือถูเตี้ยนอู่อืมรับเบาๆ
หงจิ้นวดคลึงข้างแก้ม “เดือดร้อนให้ข้าต้องโดนตำหนิไปด้วย”
พอคิดถึงว่าในห้องประชุมนั้นมีเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งตั้งอยู่ตลอดเวลา หงจี้ก็รู้สึกหัวโตเป็นสองเท่าตัว
หรงอวี๋แห่งจวนราชครูผู้นั้นใช่คนธรรมดาเสียที่ไหน?
หากนางอาฆาตแค้น…ที่ว่าการเหนือก็จะมีวาสนาได้เสพสุขจริงๆ แล้ว
หงจี้เก็บอารมณ์ความคิด เอ่ยอย่างพยายามหาความสุข ท่ามกลางความทุกข์ว่า “กล้าพอที่จะขาดการประชุมในจวนราชครู ก็ถือว่ามีแค่เจ้าคนเดียวแล้ว”
มีขุนนางในเมืองหลวงและขุนนางประจำหัวเมืองมากน้อยแค่ไหน ที่อยากจะพบหน้าราชครูคนใหม่สักครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้พบ
ซือถูเตี้ยนอู่ยิ้มเอ่ย “ข้าก็เพิ่มความมีหน้ามีตาให้กับที่ว่าการ เหนือแล้วอย่างไรล่ะ”
มองใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์อยู่มากนี้แล้ว หงจี้ก็ถอนหายใจเอ่ย “เพื่ออะไรล่ะ”
ด้วยคุณความชอบทางการทหารและชาติตระกูลของซือถูเตี้ยนอู่ เขาก็แค่เลื่อนขั้นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างมั่นคงก็พอ ทนฝึก ประสบการณ์ไปสักสิบยี่สิบปี ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานใน อนาคตก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่แย่อย่างแน่นอน หากใจกล้าอีกสัก หน่อยตำแหน่งแม่ทัพประจำมณฑลก็ยังพอคิดฝันได้
เสียงกีบเท้าม้าดังเป็นระลอก ผู้กองหนุ่มเอ่ยเสียงเบา “ตอนที่
พวกทหารเฒ่าจากไป นอกจากหวังให้เอาชนะสงครามได้แล้วก็ไม่มี ข้อเรียกร้องอะไรอีก”
หงจี้เอ่ยเสียงเบา “นั่นสิ”
ทั้งสองพากันเงียบงันไปพักหนึ่ง
ซือถูเตี้ยนอู่พลิกตัวลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เห็นหัวหน้า หงยังนั่งอยู่บนหลังม้าก็เอ่ยว่า “อีกเดี๋ยวก็จะถึงจวนราชครูแล้ว ยัง วางมาดนั่งสูงอยู่บนหลังม้าเช่นนี้อีก หัวหน้าหงติดตามท่าน คิด อยากจะเป็นขุนนางใหญ่ ข้าว่าหมดหวัง!”
หงจี้หัวเราะเสียงดัง ใช้แล้โบยม้าชี้ซือถูเตี้ยนอู่ “เจ้าคนขี้ขลาด ข้าไปถึงหน้าประตูก่อนแล้วค่อยลงจากม้า…ใช่แล้ว เดินอีกแค่ไม่กี่
ก้าว ข้าคงไม่ไปส่งแล้ว ที่ระเบียงพันก้าวยังมีสงครามดุเดือดให้ต้อง ไปทำ”
พูดรัวเร็วจบ หงจี้หันหัวม้าได้ก็จากไปทันที ซือถูเตี้ยนอู่ถึงได้ สังเกตเห็นว่าหรงอวี๋มายืนรออยู่หน้าประตู มองไกลๆ มาที่พวกเขา แล้ว
อีกเดี๋ยวก็จะต้องเข้าการประชุมครั้งที่สองของจวนราชครูแล้ว คนส่วนใหญ่ล้วนมารออยู่ที่นี่แล้ว
วันนี้ ท่ามกลางฤดูร้อนแผดเผาของรัชศกฉุนผิงปีที่หกของต้า หลี เมื่อเทียบกับการประชุมครั้งแรกของจวนราชครูแล้ว จำนวนคนมี มากกว่า บวกกับคนที่มานั่งฟังก็มีสามสิบหกคน อย่างเวินเอ่อร์ เจ้ากรมโยธา เวลานี้ก็ยืนอยู่ใกล้กับผนังบังตาแก้วใส ข้างกายยังมี ขุนนางตำแหน่งสูงที่มาจากเมืองหลวงสำรองอยู่อีกหลายคน อย่าง
เว่ยหลี่เจ้ากรมพิธีการเหวยเลี่ยงรองเจ้ากรมขุนนาง ต่างก็รอคอยให้ ราชครูเฉินเรียกเข้าพบอย่างอดทน
แล้วก็มีขุนนางหลายคนที่ดูเหมือนจะไม่เข้าพวกนัก พวกเขายืน อยู่อย่างโดดเดี่ยวเงียบๆ รักษาระยะห่างกับคนข้างกาย ซือถูเตี้ยนอู่ กวาดตามองเร็วๆ ไปรอบหนึ่งก็สังเกตเห็นว่าลายปักบนเสื้อของขุน นางหนุ่มคนหนึ่งในนั้นค่อนข้างประหลาด ถึงกับเป็นขุนนางขั้นเจ็ด? มาร่วมประชุมอย่างเป็นทางการ? หรือว่าแค่มานั่งฟัง?
ตอนนี้ไม่มีเวลามาสนเรื่องพวกนี้แล้ว ซือถูเตี้ยนอู่บากหน้าจูงม้า เดินไปทางนั้น ปล่อยเชือกกุมบังเหียนออกจากมือ แล้วก็ไม่กลัวว่าม้า ของตัวเองจะวิ่งเตลิด เขาก้าวเร็วๆ ไปหาสาวใช้ของจวนราชครูผู้นั้น เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ข้ามาสายแล้ว”
หรงอวี๋ยิ้มบางๆ “รู้ด้วยหรือ?”
ซือถูเตี้ยนอู่นึกอยากจะขุดรูมุดหนีไปจริงๆ
หรงอวี๋เอ่ย “เข้าไปพบราชครูก่อน”
ซือถูเตี้ยนอู่อึ้งค้าง “หา?”
เดิมนึกว่าตัวเองถูกด่าสาดเสียเทเสียเสร็จแล้วก็ไสหัวกลับไปได้ แล้ว ไหนเลยจะกล้าเพ้อฝันว่าจะได้เข้าไปในจวนราชครู ไปพบ ราชครูเฉิน
หรงอวี๋ไม่ได้อธิบายอะไรให้ซือถูเตี้ยนอู่ฟัง เพียงพาเขาเดินเข้า ไปในประตูใหญ่ อ้อมผ่านผนังบังตา ไปยังเรือนทางฝั่งขวามือที่ถูก ขยับขยายใหม่ ซือถูเตี้ยนอู่กลั้นหายใจทำสมาธิ หางตาเหลือบไป เห็นว่าในลานบ้านชั้นสองและชั้นสามมีภาพแผนที่อยู่หลายภาพ มีทั้ง ของแจกันสมบัติทวีป ของใต้หล้าไพศาล แม้กระทั่งใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ก็ยังมี…ในที่สุดก็มองเห็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่โอ่อ่าที่ปูไปด้วย กระเบื้องแก้วสีเขียวมรกตแห่งนั้น เสาเก้าต้นล้วนเป็นเสาไม้ที่
แกะสลักเป็นรูปมังกรพันรอบเสา ขึ้นไปบนบันได หรงอวี๋ขยับเท้า หลีกทางให้ ซือถูเตี้ยนอู่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เดินข้ามธรณี ประตูเบาๆ เดินไปได้สองก้าวก็หยุดเดินทันใด เลิกเปลือกตาขึ้น ห้อง โถงใหญ่สว่างไสวมีเก้าอี้ว่างตั้งอยู่ ผู้กองหนุ่มมองราชครูเฉินที่ยืนอยู่ ข้างชั้นวางของลักษณะเก่าแก่
ในมือของเฉินผิงอันถือขวดกระเบื้องใบเล็กที่ลงสีเคลือบเหมือน สีลูกบ๊วยอ่อน หมุนตัวกลับมายิ้มเอ่ยว่า “หมวกขุนนางของผู้กองซือ ถูไม่ใหญ่ แต่มาดขุนนางกลับไม่เล็ก ในขณะที่การประชุมก่อนหน้านี้
ใกล้จะสิ้นสุดลง แม้กระทั่งทูตผู้ตรวจการเผยก็ยังถามข้าว่าเป็น วีรบุรุษที่ทำงานในที่ว่าการแห่งใด ถึงได้กล้าผิดนัดของจวนราชครู”
ซือถูเตี้ยนอู่ก้มหน้ากุมหมัด “ผู้น้อยทำให้งานหลวงต้องล่าช้า ขอท่านราชครูโปรดลงโทษ”
เฉินผิงอันกล่าว “ปลายปีเจ้าก็ติดตามหงจี้ไปอยู่ที่ว่าการแม่ทัพ เมืองถั่วจิงด้วยกัน ไม่ได้เลื่อนขั้น”
ซือถูเตี้ยนอู่โล่งอก
เฉินผิงอันเดินมาหยุดอยู่ข้างกายผู้กองหนุ่ม ยื่นเครื่องกระเบื้อง ในมือให้กับอีกฝ่าย “มอบให้เจ้า ฝีมือของช่างผู้เฒ่าคนนี้ดีมาก ปั้น ลูกศิษย์ที่สามารถยืนหยัดทำงานเองได้มามากมาย”
ซือถูเตี้ยนอู่ที่อึ้งงันเป็นไก่ไม้รับขวดกระเบื้องมา
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้ากลับที่ว่าการไปก่อน เดิมทีก็เรียกเจ้ามา เพื่อช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้กับที่ว่าการเหนืออยู่แล้ว ไม่ได้มีความ จำเป็นต้องพูดอะไรกับเจ้า”
ซือถูเตี้ยนอู่เงยหน้ามองราชครูเฉินที่มีสีหน้าอ่อนโยน เหมือนถูก ผีผลักจึงหลุดปากพูดออกไปว่า “ราชครูลำบากแล้ว”
เฉินผิงอันอึ้งงัน ก่อนจะพยักหน้า ยิ้มเอ่ยว่า “ต่างคนต่างก็ยุ่งและ เหน็ดเหนื่อย”
ซือถูเตี้ยนอู่ขอตัวลากลับไป เดินข้ามธรณีประตูออกไปอีกครั้ง อันที่จริงผู้กองหนุ่มเสียใจจนไส้เขียวแล้ว ประโยคก่อนหน้านี้ เขาเสีย มารยาทเกินไปแล้ว ไม่เหมาะสม ราชครูเฉินเป็นใคร มีทิวทัศน์มี สถานการณ์อะไรบ้างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ดังนั้นซือถูเตี้ยนอู่จึงตบ บ้องหูตัวเองหนึ่งที ถึงได้สังเกตเห็นสายตาของอวี่หรง สีหน้าของนาง กึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง ซือถูเตี้ยนอู่ที่ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนจึงนึกอยากจะตบ ปากตัวเองแรงๆ อีกที ครั้นจึงเดินฝีเท้า รีบร้อนออกไปจากจวน ราชครูโดยเร็ว
เฉินผิงอันยืนอยู่ในระเบียง คล้ายจะนึกถึงเรื่องเก่าอะไรได้ บน หน้าใบจึงมีรอยยิ้ม มองดูเหมือนจะอารมณ์ดีมาก
เพราะในอดีตตอนอยู่บนหัวกำแพงของกำแพงเมืองปราณกระบี่ เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ไร้เดียงสาไม่รู้ความก็เคยเอ่ยถ้อยคำที่คล้ายคลึง กันนี้กับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เด็กหนุ่มบ้านนอกขาเปื้อนโคลนก็ดี อื่นกวานหนุ่มก็ช่างเนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันแล้ว เฉินผิงอันก็ รู้สึกว่าตอนนั้นตัวเองพูดประโยคที่เกินความจำเป็น กระทั่งวันนี้ถึง เพิ่งรู้ว่า ที่แท้คนพูดมีใจก็ดี ไร้เจตนาก็ช่าง ผู้ฟังล้วนยินดีให้เหลือ ค้างไว้ก่อน
เฉินผิงอันเอ่ยว่า “หรงอวี๋ เรียกพวกเขาเข้ามา เตรียมการประชุม ครั้งนี้ให้เจ้าเป็นขุนนางผู้จดบันทึก”
หรงอวี๋จากไป เพียงไม่นานขุนนางกลุ่มใหญ่ก็เดินเรียงแถวกัน มา ต่างคนต่างนั่งลงยามซื่อสองเค่อ เริ่มประชุมตรงเวลา
……
เว่ยลี่แห่งศูนย์ฝึกยุทธชื่อไห่ของเมืองหลวง ปรมาจารย์แห่งยุทธ ภพที่มีชื่อเสียงเลื่องลือท่านนี้เพิ่งจะรับลูกศิษย์สองคนที่ “หล่นลงมา จากฟ้า” คนหนึ่งชื่อหม่าปู้ไห่ นิสัยร่าเริง เพิ่งจะเรียนหมัดได้ไม่ถึงครึ่ง วันก็วิ่งไปถามอาจารย์อย่างลิงโลดแล้วว่า ตนคือผู้มีพรสวรรค์ด้าน การเรียนวรยุทธที่ร้อยปีก็ยากจะพานพบใช่หรือไม่ หากเปลี่ยนเป็น
ศิษย์ลูกศิษย์หลานคนอื่นป่านนี้คงถูกเว่ยลี่ด่าไม่เหลือชิ้นดีไปแล้ว เพียงแต่เห็นสายตาคาดหวังของเด็กหนุ่ม เว่ยลี่ก็อัดอั้นจนเกือบจะ บาดเจ็บภายใน ได้แต่พูดอย่างไม่ถือว่าผิดมโนธรรมในใจเกินไป วิจารณ์ไปประโยคหนึ่งว่า เจ้าจงฝึกวิชาหมัดให้ดีไปเถอะ มีโอกาสที่
จะประสบความสำเร็จในช่วงที่อายุมากแล้ว
ส่วนเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ชื่อว่าหูจิ้นผู้นั้นก็ถือว่าฝึกหมัดอย่าง ตั้งใจ แต่กลับไม่คาดหวังว่าตัวเองจะกลายเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ อะไรได้ แค่อยากเจอกับสตรีที่ชื่อว่าหวงฝูสักครั้ง แม้ว่าชื่อและตัวตน ของนางต้องเป็นของปลอมอย่างแน่นอน แต่ความชื่นชอบและความ รักใคร่ที่เด็กหนุ่มไม่อาจเก็บซ่อนเอาไว้ได้กลับเป็นของจริงแท้ แน่นอน
บทพิเศษ ตอนที่ 65.2 สุราเลิศรสอยู่ที่ใด
ก่อนหน้านี้เผยเฉียนเคยบอกว่า กลุ่มคนที่ปลอมตัวเป็นคณะทูต ของแคว้นใต้อาณัติพร้อมกับพวกเจ้า เกินครึ่งคงไม่ถูกกรมอาญา ลงโทษสถานหนัก ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะยังมีความก้าวหน้าอย่าง ที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้ นี่ทำให้เด็กหนุ่มวางใจได้ไม่น้อย คิดไปคิดมา เด็กหนุ่มก็พลันคิดจนกระจ่างแจ้งแล้ว เขาต้องไม่กลัวความ ยากลำบาก แค่ตั้งใจเรียนวรยุทธจากอาจารย์ไปให้ดีๆ เรียนวิชากัน กรุมาสักหลายๆ บท สิบปีให้หลัง หวงฝูก็ยังอายุน้อยอยู่ ตนก็ต้อง สร้างชื่อเสียงได้บ้างแล้ว ต่อให้ไม่อาจได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้งก็ ต้องให้นางที่อยู่ในยุทธภพของตัวเองได้ยินเรื่องของจอมยุทธหนุ่ม น้อยคนหนึ่งที่ชื่อว่าหูจิ้น
หูจิ้นวิ่งไปหาศิษย์พี่ใหญ่ที่เพิ่งกลับจากลานประลองยุทธมา พักผ่อนในห้อง พูดเสียงดังว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าอยากจะเป็นผู้ฝึกยุทธ ขอบเขตห้าเหมือนกับท่าน ช่วยป้อนหมัดซ้อมมือให้ข้าหน่อยได้ ไหม?”
ศิษย์พี่ใหญ่คนนั้นกำลังกินอาหารเช้า อันที่จริงก็ไม่เช้าแล้ว ใน ฐานะศิษย์พี่ใหญ่ เขาจึงสามารถเปิดเตาเล็กของตัวเองได้ เขาเงย หน้ามองเด็กหนุ่ม มารดามันเถอะ กว่าข้าจะได้พักหายใจหายคอ ไม่ใช่เรื่องง่าย ศูนย์ฝึกยุทธที่จะบอกว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ บอกว่าเล็กก็
ไม่เล็กแห่งนี้ ท่านอาจารย์ผู้อาวุโสแทบจะไม่สนเรื่องอะไรแล้ว หากไม่ มีศิษย์พี่ใหญ่ที่ทุกวันตื่นเช้ากว่าไก่ นอนดึกกว่าหมาอย่างเขา ป่านนี้
ก็คงต้องแยกย้ายกันไปนานแล้ว! ศิษย์น้องที่อาจารย์เพิ่งรับมาใหม่ อย่างหูจิ้น อยากทำอะไรก็จะเอาให้ได้อย่างนั้น เขาหัวเราะอย่างฉุนๆ “ไอ้หนูเจ้าไปขัดโถส้วม ไปล้างห้องน ้าก่อนเถอะ!”
หูจิ้นถามอย่างสงสัย “ศิษย์พี่ใหญ่จะฝึกกำลังแขนของข้าหรือ? สอนให้ข้ารู้จักหลักการเหตุผลที่ว่าคนที่สามารถทนรับความ ยากลำบากได้จะได้เป็นเจ้าคนนายคน?”
ศิษย์พี่ใหญ่เห็นเด็กหนุ่มมีสายตาจริงใจก็ใจอ่อนแล้ว กวักมือ ให้กับศิษย์น้องเล็กคนนี้ยิ้มเอ่ยว่า “นั่งลง กินข้าวก่อนแล้วค่อยไปเจอ กับความยากลำบาก”
ที่ว่าการอำเภอของอำเภอหย่งไท่
หวังหย่งจินเดินเล่นอยู่ที่ลานเรือนด้านหลัง เงียบงันไม่พูดไม่จา เพราะเพิ่งจะได้รับคำสั่งเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ประหลาดอย่างมาก
เนื่องจากราชสำนักต้าหลีไม่มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองในเมืองหลวง อำเภอหย่งไท่และอำเภอฉางหนิงต่างก็เป็นอำเภออันดับหนึ่งแห่ง แคว้น ดังนั้นที่ว่าการอำเภอสองแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ในนามก็ล้วน ถือว่าอยู่ในการปกครองของที่ผู้ว่าการมณฑล แต่ในความเป็นจริง แล้วจวนผู้ว่าการมณฑลจะไม่สอดมือเข้าแทรกกิจธุระของสองอำเภอ นี้
เปี้ยนชุนถังแห่งฝ่ายทะเบียนและหลู่จวงแห่งห้องคุมขังล้วนถูก โยกย้ายให้มาอยู่ที่ว่าการอำเภอเหวินสุ่ยของเขตหลินเป็นมณฑล เฝินโจว
โยกย้ายเสมียนในที่ว่าการอำเภอสองคนข้ามมณฑล?
ดังนั้นตอนที่หวังหย่งจินเพิ่งจะได้รับคำสั่งนี้จึงเกือบจะนึกว่านี่
เป็นเอกสารปลอมแล้ว
ทว่าตราประทับขุนนางสองตราของกองคัดเลือกขุนนางกรมขุน นางและของจวนผู้ว่าการล้วนเป็นสีแดงแจ่มชัด
และอำเภอเหวินสุ่ยของเขตหลินเฝินแห่งนั้นก็ไม่ได้จัดอยู่ใน พื้นที่สำคัญ สิ่งที่มันมีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือมีตำหนักฉางชุน
หวังหย่งจินขมวดคิ้วแน่น เขาคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจใน เรื่องนี้ เปี้ยนชุนถังคือผู้ดูแลประจำปีของห้องฝ่ายทะเบียนใต้ หวังหย่ง จินยอมรับทั้งในนิสัยการกระทำและความสามารถของอีกฝ่าย เดิมที ตามความเห็นของเขาคือจะให้ “เปี้ยนเหนียนโถว” ที่เข้ากับคนอื่นได้ ดีมากมารับหน้าที่เป็นจิงเฉิง (เจ้าหน้าที่ธุรการ) ในตำแหน่งที่ว่างลง ช่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ แล้วค่อยอาศัยคำว่าอดทนสะสม ประสบการณ์และเส้นสายในที่ว่าการอำเภอ ในอนาคตบางทีอาจ สามารถรับหน้าที่เป็นเตี่ยนลี่ สำหรับเสมียนคนหนึ่งแล้ว นี่ก็ถือว่า มาถึงจุดสูงสุดแล้ว ในอนาคตหากยังมีโอกาสที่เหมาะสม…อย่างเช่น ว่าตอนที่ตนปลดจากตำแหน่งนายอำเภอ ย้ายไปอยู่ที่อื่น ก็ค่อยช่วย
พูดดีๆ แทนเปี้ยนเตี่ยนลี่กับนายอำเภอคนใหม่ แต่ว่าตัวของ นายอำเภอหวังในเวลานี้ ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ถือว่ามาถึง จุดสิ้นสุดแล้ว
หวังหย่งจินเรียกคนสนิทคนหนึ่งมา บอกให้เขาไปเรียกเปี้ยนชุน ถังมา
เปี้ยนชุนถังไปที่อำเภอเหวินสุ่ย ไม่ได้ไปรับตำแหน่งจิงเฉิงของ ฝ่ายทะเบียน ถึงขั้นที่ไม่ใช่เตี่ยนลี่ แต่เป็นรักษาการตำแหน่ง “จู่ปู้” (เสมียนใหญ่ประจำอำเภอ) ของอำเภอหนึ่งโดยตรง!
ส่วนหลู่จวงแห่งฝ่ายคุมขังก็รับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจตราของ ท่าเรือตระกูลเซียนแห่งหนึ่งของตำหนักฉางชุนในอำเภอเหวินสุ่ย ขั้น เก้าชั้นโท
เปลี่ยนจากเสมียนเป็นขุนนางก็ไม่ต่างอะไรจากปลาหลีกระโดด ข้ามประตูมังกร
เสมียนน ้าขุ่นประเภทนี้ การเลื่อนขั้นและลดขั้นของพวกเขา อย่า ว่าแต่จวนผู้ว่าการและยิ่งไม่ต้องพูดไปถึงกรมขุนนาง แค่เจ้าเมืองใน ท้องถิ่นก็ไม่มีทางซักถาม ไม่นึกไม่ฝันว่าอยู่ดีๆ พวกเขาสองคนจะได้ กลายมาเป็น “ขุนนางแห่งราชสำนัก” ที่ได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้ง โดยกรมขุนนาง
หวังหย่งจินเคยได้ยินมาว่าหลู่จวงที่ออกจากกองทัพชายแดน ดู เหมือนจะมีสหายที่รับหน้าที่อยู่ในที่ว่าการเหนือ
ทุกวันนี้ที่ว่าการเหนือมีฐานะอย่างไรในเมืองหลวง คงไม่ใช่ว่าหลู่ จวงช่วยใช้เส้นสายให้กับตัวเองและเปี้ยนชุนถังหรอกนะ?
ไม่ถูกสิ! คนของที่ว่าการเหนือที่ทำเรื่องนี้ได้มีแค่หงจี้เท่านั้น แต่ ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ หงจี้ย่อมไม่มีทางมอบจุดอ่อนให้ใคร ไม่มี ทางเปิดโอกาสให้ใครได้เล่นงานเขาเด็ดขาด
ดังนั้นหวังหย่งจินคิดไปคิดมาก็ยังรู้สึกว่าผิดปกติ หากเป็น เมื่อก่อน ไม่แน่ว่าหวังหย่งจินอาจชั่งน ้าหนักซ ้าไปซ ้ามา ทำการ “พูดคุยความในใจ” กับเปี้ยนชุนถังและหลู่จวงดีๆ สักครั้ง พบเจอกัน ด้วยดีและจากลากันด้วยดี ผูกบุญสัมพันธ์ในวงการขุนนางกันไว้ ทว่าทุกวันนี้เขากลับไม่มีความคิดเช่นนี้แล้ว อย่าว่าแต่ไปเป็นจู่ปู้ เป็น เจ้าหน้าที่ตรวจตราอะไรเลย ต่อให้พวกเจ้าสองคนไปเป็นเจ้ากรม รองเจ้ากรมของกรมขุนนาง ก็ไม่มีประโยชน์ผายลมอะไรกับ ความก้าวหน้าในเส้นทางขุนนางของข้าผู้อาวุโสเลยสักนิด!
เห็นเปี้ยนชุนถังที่มีสีหน้านอบน้อม ทำอะไรระมัดระวังรอบคอบ หวังหย่งจินก็แค่พูดเรื่องการโยกย้ายของเขากับหลู่จวงอย่างกระชับ สั้นได้ใจความ แล้วก็ไม่สนใจว่าที่เปี้ยนชุนถังอึ้งค้างนั้นเขาจะรู้สึก อย่างไรกันแน่ หวังหย่งจินถามเปี้ยนชุนถังไปโดยตรงว่าทางฝั่งของ ฝ่ายทะเบียนมีตัวเลือกแนะนำที่เหมาะสมบ้างหรือไม่
เปี้ยนชุนถังที่กำลังตื่นเต้นพยายามทำสีหน้าและน ้าเสียงให้มั่นคง แนะนำ “ลูกศิษย์” ที่ตัวเองสั่งสอนมาอย่างโจวเสวียนจ่ายเสมียนเล็ก แห่งฝ่ายทะเบียน แนะนำคนมีความสามารถไม่ต้องหลีกเลี่ยงคน
ใกล้ชิดนี่นะ เปี้ยนชุนถังรู้สึกว่าโจวเสวียนจ่ายเหมือนตัวเองในอดีต มาก ในเมื่อเป็นลูกศิษย์ที่เขาสั่งสอนมาเองกับมือ ในทางส่วนตัวแล้ว เขาก็ยินดีจะมองโจวเสวียนจ่ายเป็นดั่งน้องชายตัวเองครึ่งตัว
) หวังหย่งจินไม่ได้บอกทันทีว่าได้หรือไม่ได้ แต่ให้เปี้ยนชุนถังไป เรียกจึงเฉิงสองคนของฝ่ายทะเบียนมา
รอกระทั่งคนทั้งสองมาถึงเรือนด้านหลังแห่งนี้อย่างว่องไว หวัง หย่งจินกลับบอกพวกเขาว่าให้โจวเสวียนจ่ายมารับตำแหน่งที่ว่างลง ของเปี้ยนชุนถัง
จิงเฉิงทั้งสองย่อมไม่มีความเห็นต่างใดๆ
ในวงการขุนนางไม่มีกำแพงแห่งใดที่ลมลอดทะลุผ่านไปไม่ได้ เพียงไม่นานคนทั้งที่ว่าการอำเภอต่างก็รู้เรื่องที่เปี้ยนหลู่สองคนได้ เลื่อนตำแหน่งสูง พวกเขาพูดจาอย่างกระตือรือร้น แสดงความยินดี ด้วยไม่ขาดปาก
แม้กระทั่งขุนนางที่ทำหน้าที่เรื่องการเรียนการสอนสองคนของ อำเภออย่างอวี๋เจี้ยวอวี้และหลิวสวินต่าวที่ไม่ค่อยเห็นใครอยู่ใน สายตาก็ยังพร้อมใจกันปรากฏตัว มาแสดงความยินดีกับพวกเขา สองคนด้วยตัวเอง
เปี้ยนชุนถังและหลู่จวงหันมามองหน้ากันเอง พวกเขามาช่วยกัน “ตรวจสอบบัญชี” คิดจนหัวแทบแตกก็ยังคิดหาสาเหตุไม่ออก
สวี่ซวิ่นซู่ลูบหนวดยิ้ม คนที่รีบร้อนอยากจะเลี้ยงเหล้าเขามีเพิ่ม มาหลายคนในทันที พวกเจ้าว่าข้าดูดวงแม่นหรือไม่ล่ะ?!
ส่วนโจวเสวียนจ่ายเองก็ “เลื่อนขั้นขุนนาง” แล้วเหมือนกัน ได้มารับตำแหน่งเหนียนโถวแห่งฝ่ายทะเบียน เมื่อเทียบกับการ เจริญก้าวหน้าของพวกเปี้ยนเหนียนโถว ก็ดูจืดชืดไม่โดดเด่นแล้ว
ไม่มีคนสนใจ
เสมียนหนุ่มที่ออกไปจากฝ่ายทะเบียนแล้วก็ยังคงไร้ชื่อเสียงผู้นี้
รู้สึกดีใจแทนอาจารย์เปี้ยนของตัวเอง นอกจากจะตกตะลึงระคนยินดี แล้ว โจวเสวียนจ่ายก็ยังรู้สึกว่าสวี่ซวิ่นซู่มองคนได้อย่างแม่นยำ แต่ “เฉาโม่” ที่เจอที่ริมลำคลองชางผู เขาก็พูดได้แม่นยำมากเหมือนกัน นะ แม้ว่าเปี้ยนเหนียนโถวจะกลายไปเป็นเปี้ยนจิงเฉิงแล้ว แต่ตอนนี้
เขากลับกลายเป็นโจวเหนียนโถวจริงๆ แล้ว
ฮ่าๆ หากยังมีโอกาสได้พบเจอกัน เขาเรียกข้าว่าโจวเหนียนโถว ข้าก็จะเลี้ยงเหล้าเขาดีๆ สักมื้อ!
แต่โจวเสวียนจ่ายก็แค่ “คำนวนได้แม่นยำ” แค่ครึ่งเดียว รอให้ สองฝ่ายได้เจอกันอีกครั้ง อีกฝ่ายจะเรียกเขาว่าโจวเหนียนโถวจริง แม้ว่าโจวเสวียนจ่ายในเวลานั้นจะเป็นใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลหยวน โจวภาคหลิงอู่ คือข้าหลวงใหญ่แห่งหัวเมืองที่แท้จริงแล้วก็ตาม
แต่นั่นเป็นเรื่องที่จะขึ้นในอีกสามสิบปีให้หลังแล้ว
……
ยอดเขาหลักของพรรคตานจ้วน ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่หน้า ประตูศาลบรรพจารย์ที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ พวกเขากำลังรอการ ตอบกลับที่แน่ชัดซึ่งสำคัญมาก
แสงกระบี่เส้นหนึ่งพุ่งผ่านกลุ่มยอดเขาไป คือกระบี่บินส่งข่าวที่
ส่งมาจากจวนสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้าอย่างลับๆ ‘รูปลักษณ์ ภายนอก’ ค่อนข้างจะพิเศษ พูดถึงแค่ฝั่งของจวนเทพภูเขาก็มีแบ่ง ออกเป็นห้าสี จวนเทพวารีแต่ละแห่งก็มีความสอดคล้องกับธาตุน ้า ของจวนเทพวารี เป็นเหตุให้บนภูเขายากที่จะเป็นของปลอมได้
เจ้าประมุขฟ่านฝูกวงยื่นมือไปรับแสงกระบี่มา หยิบเอาจดหมาย ลับออกมา คือกระดาษสีทองเหมือนเมล็ดข้าวฟ่าง แค่ไม่กี่ประโยค เท่านั้น แต่กลับอ่านนานมาก
ข้างกันมีบรรพจารย์หญิงผมสีขาวโพลนคนหนึ่ง คือศิษย์น้อง หญิงของฟ่านฝูกวงเพราะไม่ควรจะยื่นหน้าเข้าไปอ่านจดหมายลับ นางจึงรีบร้อนถามว่า “ศิษย์พี่ฟ่าน ว่าอย่างไร? คือนักต้มตุ๋นที่ขวัญ กล้าเทียมฟ้า หรือว่าเป็นเจ้าแห่งทวีปจริงๆ?”
ขอแค่เป็นคนที่สมองปกติก็ล้วนต้องรู้สึกว่าคนผู้นั้นต้องเป็นนัก ต้มตุ๋นอย่างแน่นอน
บุคคลผู้สูงส่งเทียมฟ้าซึ่งเป็นถึงเจ้าแห่งทวีป ผู้ฝึกตนทั่วไปจะ สามารถพบเจอได้ง่ายๆ จริงหรือ?
แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังเป็นหลิวเสียทวีปที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง อะไรกับแจกันสมบัติทวีปด้วย
เห็นฟ่านฝูกวงเงียบไม่ตอบ หญิงชราก็ไม่มีเวลามาสนมารยาท กฎระเบียบอะไรอีกแล้ว เรียกชื่อของเจ้าประมุขออกมาตรงๆ “ฟ่า นฝูกวง ตะลึงตาค้างไปแล้วหรือ?!”
ฟ่านฝูกวงเก็บจดหมายลับใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ พยักหน้าเอ่ยว่า “เป็นตัวจริง”
กองระเบียบพิธีการของผูซานส่งจดหมายตอบกลับมาฉบับหนึ่ง ความหมายคร่าวๆ คือจิงเฮาปรากฏตัวในอาณาเขตของลำคลองจิน ไต้จริง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของคนผู้นี้อยู่ที่ภูเขาชิงกงหลิวเสียทวีป ขอบเขตคือบินทะยาน
ช่วงท้ายของจดหมายยังเตือนฟ่านฝูกวงและพรรคตานจ้วนว่า แค่รู้อยู่ในใจก็พอ อย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปภายนอก
เมื่อมั่นใจแล้วว่าเป็นจิงเฮาไม่ผิดแล้ว สมาชิกศาลบรรพจารย์ พรรคตานจ้วนทุกคนซึ่งมีฟ่านฝูกวงเป็นหนึ่งในนั้นก็เหมือนได้กินยา สงบใจเม็ดใหญ่เทียมฟ้าเข้าไป
ถึงกับมีโชควาสนาที่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้ ไม่ใช่พวกต้มตุ๋นที่มีกล โกงสารพัดรูปแบบ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเทพเซียนผู้เฒ่าจึงท่านนี้ตาทิพย์เปิดออกอีท่า ไหนถึงได้หมายตาในคุณสมบัติการฝึกตนของลูกศิษย์พรรคตานจ้
วนบ้านตนได้? เป็นเหตุให้ขอบเขตบินทะยานท่านหนึ่งต้องมารับตัว ไปที่ภูเขาชิงกงด้วยตัวเอง?
คงไม่ใช่ว่าเหอโย่ว…ถูกพรรคบ้านตนฝังกลบพรสวรรค์ไปหรอก นะ?
แท้ที่จริงแล้วเด็กเหอโย่วผู้นี้คืออัจฉริยะด้านการฝึกตนที่เก่งกาจ มาก?
อาจารย์ของเหอโย่ว เวลานี้มองดูเหมือนมีสีหน้าสุขุมเยือกเย็น แต่แท้จริงแล้วกลับตื่นเต้นสุดขีด เป็นอย่างไร?! ข้ารู้สึกมาตั้งนาน แล้วว่าลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนนี้ นอกจากพูดจาไม่ผ่านสมอง ทำอะไร บุ่มบ่ามไปหน่อย ฝ่าทะลุขอบเขตค่อนข้างช้า เรื่องของการต้อนรับ ขับสู้ผู้คนก็ไม่มีจุดใดที่พิเศษนัก ก็ยังพอจะมีข้อดีและจุดแข็งอยู่บ้าง อย่างเช่นว่า…ช่างเถอะตอนนี้ยังคิดไม่ออก ในเมื่อสามารถถูกบิน ทะยานเฒ่าคนหนึ่งให้ความสำคัญได้ บนร่างของเหอโย่วก็จะต้องมี ความโดดเด่นเหนือคนทั่วไปที่อาจารย์ยังไม่ทันมองเห็นอย่างแน่นอน
ก็แค่เป็นห่วงอยู่บ้าง เหอโย่วไปฝึกวิชาคาถาของภูเขาลูกอื่น พลัดที่นาคาที่อยู่ ไม่มีคนรู้จักสนิทสนม บนเส้นทางการฝึกตนใน อนาคตจะได้รับความอยุติธรรมหรือไม่….แต่คิดดูแล้วก็น่าจะยังดีอยู่ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเทพเซียนผู้เฒ่าจิงที่นำพาขึ้นเขาด้วยตัวเอง คงไม่ถึงขั้นถูกคนอื่นรังแกง่ายๆ
หญิงชราถามว่า “เหอโย่วจะกลับภูเขามาเมื่อไหร่?”
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็ต้องเรียกเห อโย่วกลับมาอย่างเร่งด่วน เพื่อความระมัดระวังไว้ก่อน ก็ยังคงให้ บรรพจารย์ผู้คุมกฏที่คุณธรรมชื่อเสียงสูงส่งคนหนึ่งลงจากภูเขาไป ด้วยตัวเอง ไปพาเขากลับมาที่พรรคอย่างว่องไว
ฟ่านฝูกวงพอจะขบคิดอะไรได้บ้างแล้ว เทพเซียนผู้เฒ่าจิงที่
ความคิดยากจะคาดเดา ท่านนั้นมองดูเหมือนนับนิ้วคำนวณไม่หยุด …คำนวณอะไรกันเล่า แค่ทำท่าให้พรรคตานจ้วนดูเท่านั้น นั่นแทบจะ เรียกได้ว่าจิ้มชื่อเรียกตัวแล้วด้วยซ ้า แค่รอให้ตนบอกชื่อเหอโย่วออก ไปเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ก่อนตั้งแต่แรกอยู่ แล้ว จะต้องพาเหอโย่วไปอยู่ที่ภูเขาชิงกงให้จงได้
หญิงชราทอดสายตามองไปไกล แล้วก็เห็นลำแสงที่คุ้นเคยเส้น หนึ่ง ก้อนหินหนักอึ้งที่อยู่ในใจก็ถูกวางลง ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าประมุข พวกเขากลับภูเขามาแล้ว!”
ฟ่านฝูกวงโบกแส้ปัดฝุ่น ยามที่บังคับเมฆหมอกให้ทะยานสูงขึ้น ก็หันหน้ามาเอ่ยว่า “ไต้เหย่ เจ้าคืออาจารย์ของเหอโย่ว ติดตามข้าไป ที่ศาลาด้วยกัน คนอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องตามไป”
เหอโย่วหรือจะรู้ว่าถูกเรียกตัวกลับมาที่พรรคกะทันหันเพราะเรื่อง อะไร และบรรพจารย์ผู้คุมกฏก็ไม่ได้บอกกล่าวอะไรกับเขา ตลอดทาง มานี้จึงรู้สึกอกสั่นขวัญผวามาตลอด เจอบรรพจารย์ผู้คุมกฏที่ตีหน้า เคร่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันคนนั้น เหอโย่วก็ใจฝ่อขึ้นมาทันที ทบทวน เหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ต่อให้มีข้อบกพร่องหรือมี
ความผิดพลาดเล็กน้อยบ้างบางครั้ง แต่คิดไปคิดมาก็ไม่น่าถึงขั้นทำ ให้บรรพจารย์ผู้คุมกฏลงจากภูเขามาจับตัวเขากลับไปเก็บกวาดทำ ความสะอาดเรือนด้วยตัวเองกระมัง?
บรรพจารย์ผู้คุมกฏเห็นเงาร่างของเจ้าประมุขก็เปลี่ยนเส้นทาง เล็กน้อย ไม่ไปศาลบรรพจารย์ แต่ลดระดับก้อนเมฆลงที่หน้าผา เขา เองก็โล่งอกเหมือนกัน พูดคุยกับอาจารย์อาเจ้าประมุขอยู่ในใจ บอก ว่าตนทำงานสำเร็จตามที่ได้รับมอบหมายแล้ว
ฟ่านฝูกวงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
เหอโย่วพลิ้วกายลงมาที่พื้นเพียงลำพัง แล้วเขาก็ได้เจอกับบรรพ จารย์เจ้าประมุขที่ถือแส้ปัดฝุ่น ใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ ที่ศาลา ในใจของเหอโย่วก็ยิ่งสั่นรัวราวตีกลอง
พรรคบ้านตน นอกจากหลายปีมานี้ดวงซวยไปสักหน่อย ยากจน ไปหน่อย ทว่าขนบธรรมเนียมประจำพื้นที่ประกอบพิธีกรรมกลับดี มากมาโดยตลอด แล้วก็ไม่ใช่สถานที่ที่เกิดปัญหาแล้วจะผลัก ความผิดมาให้ลูกศิษย์
ฟ่านฝูกวงถามคำถามตามมารยาทกับเหอโย่วถึงความพัฒนา ในการฝึกตนก่อนสองสามประโยค เหอโย่วย่อมตอบทุกคำถาม ไม่ กล้าปิดบังเลยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันก็ใช้หางตาเหลือบมองไปยัง อาจารย์ที่พยักหน้ารับถี่ๆ เหอโย่วพลันคิดถึงความเป็นไปได้สิบกว่า อย่าง แล้วจู่ๆ ก็ลอบรู้สึกยินดี คงไม่ใช่ว่าอาจารย์กำลังเลือกบุตรเขย
หรอกนะ? ปรึกษาเรื่องนี้กับบรรพจารย์เจ้าสำนักแล้ว ถ้าอย่างนั้นวัน หน้าตนก็ต้องเรียกอาจารย์ว่าท่านพ่อตาแล้วสินะ?!
แต่ดูเหมือนศิษย์พี่หญิงไต้จะไม่เคยสนใจตน เพียงแค่เพราะนาง รักและเลื่อมใสเว่ยจิ้นแห่งศาลลมหิมะเป็นที่สุด น่าเสียดายที่เซียน กระบี่เว่ยไม่ปรากฏตัวนานแล้ว ดังนั้นศิษย์พี่หญิงจึงหันไปชอบหวงเห อแห่งสวนลมฟ้าแทน รู้สึกว่าก่อนหน้านี้เขาปรากฏตัวเพียงลำพัง ถามกระบี่ต่อภูเขาตะวันเที่ยงแทนสวนลมฟ้า มีมาดวีรบุรุษองอาจยิ่ง นัก เซียนกระบี่ผู้มีเสน่ห์สง่างาม…พูดกันเรื่องหน้าตา ข้าเอาชนะเว่ย จิ้นที่รูปงามดุจต้นไม้หยกรับลมไม่ได้ แต่ข้าจะยังสู้หวงเหอไม่ได้อีก หรือ? พูดว่าเหนือกว่าเล็กน้อยก็ยังเป็นเพราะเคารพในเวทกระบี่ของ หวงเหอแล้ว!
ได้เหย่กระแอมหนึ่งที “เหอโย่ว บรรพจารย์เจ้าประมุขถาม คำถามเจ้าอยู่นะ อย่าเหม่อ!”
ในใจของเหอโย่วยินดีอย่างหนัก อาจารย์ที่เป็นพ่อตาเริ่มปกป้อง ลูกเขยแล้วหรือ
พูดคุยกันไปครู่หนึ่ง ฟ่านฝูกวงก็ตรงเข้าประเด็นสำคัญ ถามหยั่ง เชิงว่า “เหอโย่ว เจ้าออกเดินทางไปหาประสบการณ์ข้างนอกครั้งนี้ ได้เจอยอดฝีมือจากหลิวเสียทวีปบ้างหรือไม่?”
เหอโย่วตอบไปตามสัตย์จริงว่า “ตอบบรรพจารย์เจ้าประมุข ศิษย์ ไม่เคยเจอกับผู้ฝึกตนของหลิวเสียทวีป”
ฟ่านฝูกวงชักถามตามตรงว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าเจอใครที่เรียก ตัวเองว่าผู้อาวุโสแซ่จิงหรือไม่?”
เหอโย่วยิ่งมึนงงมากกว่าเดิม “ไม่มี”
ได้เหย่เอ่ยเตือนเสียงจริงจัง “ลองคิดดูดีๆ ได้เจอกับผู้เฒ่าที่มี มาดแห่งเซียนเต็มเปี่ยม ยามที่เป็นฝ่ายมาชวนเจ้าคุยก็พูดจาลี้ลับ มหัศจรรย์บ้างหรือไม่”
เหอโย่วส่ายหน้าอย่างแรง “ไม่มีจริงๆ นะ”
ฟ่านฝูกวงยิ้มเอ่ย “ไม่เป็นไร ถือเสียว่าคนจริงไม่เปิดเผยหน้าตา คนที่เปิดเผยหน้าตาไม่ใช่คนจริง”
พวกเขาตระเวนไปขอยืมอ่านและตรวจสอบรายงานเก่าจาก สหายบนภูเขามาตลอดทั้งคืน เพื่อชดเชยเรื่องเกี่ยวกับภูเขาชิงกง และหลิวเสียทวีป ฟ่านฝูกวงคิดว่าตัวเองเป็นแค่โอสถทองตัวเล็กๆ ไม่ แน่เสมอไปว่าจะได้ครอบครองพื้นที่ในศาลบรรพจารย์ของภูเขาชิงกง คงไม่ใช่ว่าแท้จริงแล้วเจ้าเด็กเหอโย่วนี่เป็นบรรพจารย์สายใดของ ภูเขาชิงกงที่ละสังขารกลับชาติมาเกิดใหม่หรอกนะ? พลัดมาอยู่ที่
แจกันสมบัติทวีป? เป็นเหตุให้เจ้าขุนเขาจิงออกหน้าด้วยตัวเอง เดิน ทางไกลข้ามทวีปมาถึงที่นี่ มารับตัวอีกฝ่ายกลับภูเขาไปด้วยตัวเอง เพื่อให้สืบทอดวาสนาบนมรรคาอีกครั้ง?
บทพิเศษ ตอนที่ 65.3 สุราเลิศรสอยู่ที่ใด
ไม่ว่าจะอย่างไร สหายรักบนภูเขาที่ก่อนหน้านี้โน้มน้าวให้ตน ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็คำนวณได้แม่นยำดุจมีเทพช่วยอย่างแท้จริง ที่แท้โชค วาสนาก็หล่นลงบนร่างของเหอโย่ว
เหอโย่วพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยว่า “ตอนอยู่บนเรือ ข้ามฟากไหวซวี่ ข้าบังเอิญได้เจอกับบรรพจารย์จิ่งชิงแห่งภูเขาลั่ว พั่ว”
ฟ่านฝูกวงมองสบตากับไต้เหย่
เหอโย่วเกาหัว “ข้ายังเลี้ยงเหล้าเขามื้อหนึ่งด้วย”
ไต้เหย่เอ่ยอย่างตกตะลึง “เจ้าหนูเจ้าเลี้ยงบรรพจารย์จิ่งชิงไหว หรือ?!
เหอโย่วเอ่ย “เลี้ยงง่ายมากเลยนะ บรรพจารย์จิ่งชิงไม่มีมาดอะไร เลย”
เห็นว่าบรรพจารย์และอาจารย์ทำหน้าอย่างนั้น เหอโย่วก็ไม่กล้า พูดว่าตอนอยู่บนโต๊ะเหล้าตัวนั้น บรรพจารย์จิ่งชิงเป็นฝ่ายเรียกแทน ตัวเองเป็นพี่เป็นน้องกับตนด้วย บอกว่าอายุการฝึกตนของเขา มากกว่าแค่ไม่กี่ปี เรียกเขาว่าพี่ใหญ่เฉินก็พอแล้ว ยังบอกเหอโย่วว่า หากมีเวลาว่างก็ไปเป็นแขกที่ภูเขาลั่วพั่ว แล้วไปดื่มเหล้ากับเขาอีก
มื้อ แค่ต้องบอกกับนักพรตที่ชื่อเซียนเว่ยตรงตีนเขาไปตามตรงว่ามา หาเขา นักพรตผู้นั้นคือพี่น้องที่รักของเขา ต้องปล่อยให้เขาผ่าน ประตูภูเขาไปได้แน่นอน
ฟ่านฝูกวงยิ้มพลางใช้เสียงในใจพูดคุยกับไต้เหย่ “คนโง่ก็มีโชค ของคนโง่”
ได้เหยได้ยินเสียงในใจอีกเสียง เป็นของลูกศิษย์เหอโย่ว “อาจารย์ ข้ายังนึกว่าท่านจะจับคู่ให้ข้ากับศิษย์พี่หญิงได้เสียอีก”
ไต้เหย่เอ่ยอย่างเดือดดาลทันใด “ไสหัวไป!”
เหอโย่วตกใจจนหดคอ ก็ได้ ไม่ได้เรียกท่านพ่อตาแล้ว เรียกว่า อาจารย์ไปแต่โดยดีแล้วกัน
ฟ่านฝูกวงทอดสายตามองไปยังทิศไกล
ไต้เหย่จึงช่วยบอกเรื่องนั้นแทนให้ “เหอโย่ว อีกเดี๋ยวเจ้าต้องไป ฝึกตนที่ภูเขาชิงกงหลิวเสียทวีปแล้ว ทำเนียบบนภูเขาไม่เปลี่ยน ยังคงเป็นผู้ฝึกตนของพรรคตานล้วนเหมือนเดิมเมื่อวานนี้ผู้มีอำนาจ ตัดสินใจของภูเขาชิงกง เทพเซียนผู้เฒ่าจิงให้เกียรติมาเยือน มาที่
ศาลาหลังนี้นี่แหละ เขารับปากกับเจ้าประมุขว่าจะให้เจ้าไปฝึกมรรค กถาบนภูเขาชิงกง”
เหอโย่วร้อนใจขึ้นมาครามครัน “อาจารย์ ทุกวันนี้ไม่เพียงแต่ล่าง ภูเขาเท่านั้น นักต้มตุ๋นของบนภูเขาก็มีเยอะมากเหมือนกัน….”
แล้วก็ไม่ควรขับข้าออกจากสำนักเพราะข้าแอบหลงรักศิษย์พี่
หญิงได้นี่นา ไม่สมควรถึงขั้นนั้นเลยจริงๆ
ฟ่านฝูกวงยิ้มเอ่ย “เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่นักต้มตุ๋น เรื่องนี้สำคัญ มาก พวกเรายืนยันกับผูซานจนแน่ใจแล้ว”
เหอโย่วมึนงง
กลุ่มเทือกเขาสีเขียวขจีปลั่งราวกับจะคั้นน ้าได้ทอดยาวเป็นสาย เมฆหมอกขมุกขมัวที่อยากพูดแต่กลับเขินอายเกินกว่าจะกล่าว หัวใจที่เรียบง่ายเป็นปกติของโลกที่แปรปรวนไม่แน่นอน
ฟ่านฝูกวงพูดด้วยความหวังดีว่า “เหอโย่ว ไปอยู่หลิวเสียทวีป แล้ว จำไว้สามเรื่อง เรื่องแรก โชคดีได้ไปฝึกมรรคกถาบนภูเขาชิงกง ห้ามหยิ่งผยองทระนงตนเพราะได้รับวาสนาที่เทพเซียนผู้เฒ่าจึงมอบ ให้เจ้าเด็ดขาด ทุกวันต้องมานะในการฝึกตน และต้องวางตัวปฏิบัติ ตนต่อผู้คนด้วยความอ่อนโยนและมีความเมตตา
“เรื่องที่สอง ในอนาคตวันใดที่มีโชควาสนายิ่งใหญ่มาเยือนจริงๆ เหอโย่วก็ไม่จำเป็นต้องเกิดใจลังเลเพราะสถานะผู้ฝึกตนทำเนียบ พรรคตานจ้วน ผู้ฝึกบำเพ็ญตน กราบอาจารย์ย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่ อันดับหนึ่ง โชคดีได้ถามมรรคา เห็นมรรคา ฝึกบำเพ็ญตนบนมหา มรรคาก็คือเรื่องใหญ่อันดับหนึ่ง ข้าปรึกษากับอาจารย์ของเจ้า เรียบร้อยแล้ว เขาก็มีความคิดแบบนี้เช่นกัน หากเจ้ามีโอกาสได้เป็น ลูกศิษย์ของศาลบรรพจารย์ภูเขาชิงกงจริงๆ ก็แค่เขียนจดหมายบอก
กับไต้เหย่ ในจดหมายไม่จำเป็นต้องมีตัวอักษรใดๆ แค่เว้นว่างไว้ก็พอ อาจารย์ของเจ้าจะเข้าใจทุกอย่างเอง”
ไต้เหย่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็จะถือว่าได้รับจดหมายทาง บ้านที่ไร้ตัวอักษรฉบับหนึ่ง”
ฟ่านฝูกวงยิ้มเอ่ย “พรรคตานจ้วนของพวกเราคือพรรคเล็กก็จริง แต่ก็ไม่กลัวว่าจะมีบุปผาที่บานในกำแพงแต่ส่งกลิ่นหอมไปนอก กำแพง เหอโย่ว จงตั้งใจฝึกตนให้ดี”
เหอโย่วริมฝีปากสั่นระริก น ้าตาคลอเจียนจะหยด
ฟ่านฝูกวงเอ่ย “ส่วนเรื่องที่สามซึ่งเป็นเรื่องสุดท้าย ถึงอย่างไร บ้านเกิดของเจ้าก็อยู่ที่แจกันสมบัติทวีป ไม่ว่าจะฝึกตนราบรื่นหรือไม่ ผลสำเร็จในอนาคตจะสูงหรือต ่า ขอแค่มีเวลาว่างก็กลับมาดูบ้าง แล้ว ก็ไม่ต้องจงใจอ้อมผ่านพรรคตานจ้วน ไม่ต้องรู้สึกลำบากใจ อะไร”
เหอโย่วยกมือขึ้นเช็ดใบหน้า ทำท่าจะพูดแต่ไม่พูดอยู่หลายครั้ง
ฟ่านฝูกวงโบกมือด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ยากจะบอกได้ว่าพรุ่งนี้จะ เกิดอะไรขึ้น เมื่อเรื่องราวบังเกิดจึงจะเห็นจิตแห่งมรรคา”
ไต้เหย่บ่น “เจ้าประมุข คำพูดนี้ความหมายคลุมเครือมาก ฟัง แล้วชวนให้เสียใจยิ่งนัก เหอโย่ว เจ้าไม่ต้องฟังประโยคนี้ ฟังไปแล้วก็ อย่าเก็บมาใส่ใจ จำแค่สามเรื่องแรกที่เจ้าประมุขพูดก่อนหน้านี้ก็ พอแล้ว เรื่องอื่นๆ ล้วนเป็นดั่งเรือที่เมื่อมาถึงสะพานก็ต้องจอดปล่อย ให้เป็นไปตามธรรมชาติ”
ฟ่านฝูกวงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “มีเหตุผล และยิ่งเหมือน คำพูดที่เจ้าประมุขของพรรคหนึ่งถึงจะพูดออกมาจากปาก”
ไต้เหย่แสร้งทำท่าตกตะลึง “ข้าเองก็มีโอกาสจะเป็นเจ้าประมุข ด้วยหรือ?!”
ฟ่านฝูกวงหัวเราะร่วนชี้ไปที่อาจารย์และศิษย์ไต้เหย่ “คนหนึ่ง อยากเรียกพ่อตา คนหนึ่งอยากเป็นเจ้าประมุข”
ไต้เหย่ตบไหล่ลูกศิษย์ของตัวเอง “มีความสุขหน่อย นี่คือเรื่องดีที่
ใหญ่เทียมฟ้านะ” เหอโย่วยิ้มกว้าง
เห็นพวกเขาอาจารย์และศิษย์จัดการอารมณ์ได้เรียบร้อยแล้ว
ฟ่านฝูกวงหันหน้ามองภูเขาเขียวเมฆขาวที่มองร้อยรอบก็ไม่เบื่อ พลันตะโกนเสียงดัง
“เหอโย่ว!”
ชื่อหนึ่งดังก้องสะท้อนอยู่ระหว่างภูเขาเขียวทั้งหลายเนิ่นนาน
ไม่ว่าวันหน้าจะเปลี่ยนใจ เปลี่ยนทำเนียบหรือไม่ แค่ต้องจำไว้ว่า เหอโย่วผู้ศึกษามรรคาในอนาคตยังคงมีใจของเหอโย่วในทุกวันนี้
เหอโย่วเงี่ยหูฟังอยู่พักหนึ่ง จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ยืดเอวขึ้นตรง เขาเองก็ตะโกนใส่กลุ่มขุนเขาเช่นกัน
“พรรคตานจ้วน!”
ไม่ว่าวันหน้าไปอยู่ภูเขาชิงกงของหลิวเสียทวีป ตนจะได้เจอ วาสนาอะไร ได้เรียนรู้มรรคกถาที่น่าเหลือเชื่ออะไร เดินขึ้นสู่ที่สูงไป จนถึงขอบเขตใด เหอโย่วยังคงเป็นเหอโย่วและจะยังคงกลับคืนมายัง พรรคตานจ้วน อาจารย์ยังคงเป็นอาจารย์อย่างในทุกวันนี้ตลอดไป
กลุ่มเทือกเขามอบเสียงตอบกลับที่ดังไม่ขาดสายแก่ผู้ฝึกตน หนุ่ม
นี่ก็น่าจะเป็นการฝึกตนและถ่ายทอดมรรคาบนภูเขาที่แท้จริงแล้ว กระมัง
จิงเฮาที่ทะยานลมอยู่เหนือมหาสมุทรบูรพาเก็บหอยสังข์อันหนึ่ง มาเบาๆ
ดูเหมือนจะมีคนถามใจเขาอย่างสุขุมว่า เจ้าคนโง่เขลาเอ๋ย เห็น มรรคาแล้วหรือยัง?
……
นครลมเย็นที่สองสามีภรรยาแช่สวี่เป็นเจ้าประมุข เมื่อเทียบกับ ความครึกครื้นในอดีตแล้ว ทุกวันนี้ก็เงียบเหงากว่าเดิมเยอะมาก
ไม่เพียงแค่เพราะขาดแคว้นหูไปแห่งหนึ่งถึงได้ตกต ่ากลายเป็น เช่นนี้ แต่เป็นเพราะการร่วมงานพิธีครั้งหนึ่ง สวี่หุนผู้เป็นเจ้านครต้อง ขอบเขตถดถอย
เมื่อวานมีหญิงสาวที่ไม่แต่งหน้าประทินโฉมแต่กลับมีความงาม เย้ายวนตามธรรมชาติคนหนึ่งมาเยือน นางมีรูปร่างอวบอิ่ม ไม่ จำเป็นต้องเดินยักย้ายส่ายสะโพกให้ดูเย้ายวน แล้วก็ไม่ต้องมี เครื่องประดับหลากหลายสีสัน นางแค่เดินอยู่บนถนนที่มีร้านค้าเรียง รายด้วยสีหน้าสุภาพเรียบร้อย ก็มีเสน่ห์ล่อลวงใจอย่างหนึ่งที่ทำให้ บุรุษใจเต้นได้แล้ว
ดูเหมือนสตรีจะเป็นผู้หลอมลมปราณครึ่งๆ กลางๆ ที่เพิ่งฝึก บำเพ็ญตน เจอใครก็จะถามว่าจะไปแคว้นหูได้อย่างไร
คนต่างถิ่นที่มาเที่ยวที่นี่คิดแค่ว่าสตรีข่าวสารไม่ว่องไว สายตาที่
บุรุษมองนางก็ยิ่งมีเลศนัย เพราะถึงอย่างไรแค่พูดถึงแคว้นหู ทุกคนก็ ล้วนเข้าใจกันหมด ส่วนคนในท้องถิ่นของนครลมเย็นได้ยินแล้วก็ไม่ ต่างจากการสาดเกลือลงบนบาดแผล รู้สึกย ่าแย่จริงๆ ใครเล่าจะคิด ได้ว่าหญิงสาวผู้นี้จะชักไช้ไม่เลิก ต่อให้แคว้นหูแห่งนั้นหนีไปแล้ว ยันต์สาวงามหนังจิ้งจอกที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งทวีปของนครลม เย็นพวกเจ้าก็น่าจะยังพอมีเหลืออยู่บ้างกระมัง พื้นที่ประกอบพิธีกรรม บ้านนางขาดสาวใช้ที่น่าตาชวนมองอยู่หลายคน อยากจะซื้อมาใน ราคาสูง มีแค่ไหนก็จะซื้อเท่านั้น ใครมีช่องทาง หากนางคุยเรื่อง การค้ากับเจ้านครได้สำเร็จก็จะมีค่าตอบแทนให้อย่างงาม…
ต่อให้นครลมเย็นจะไม่มีหน้ามีตาเหมือนในอดีต แต่ก็ยังมีหูตา มากมายอยู่ในถิ่นตัวเอง
ห้องโถงใหญ่ในจวนของเจ้านคร สวี่หุนกับภรรยากำลังปรึกษา กันถึงเรื่องลับเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันไปถึงชีวิตและตระกูลของตน แล้วก็ ถือโอกาสพูดไปถึงหญิงต่างถิ่นท่าทางประหลาดคนนั้นด้วย
ไปเข้าร่วมงานพิธีของภูเขาตะวันเที่ยง เดิมทีก็เป็นเรื่องที่เหล่า พันธมิตรบนภูเขารู้กันอยู่แล้ว ผลคือดันไปถูกหลิวเสี้ยนหยางถาม กระบี่ที่หน้าประตูศาลบรรพจารย์บ้านอื่น จึงทำให้สวี่หุนมีจุดจบอัน น่าอนาถที่ตอนไปเป็นหยกดิบ ตอนกลับเป็นก่อกำเนิด
สิ่งที่ทำให้คนขนลุกขนพองสยองเกล้ามากที่สุดก็คือเพียงไม่ นานเด็กหนุ่มจากตรอกหนีผิงในอดีตผู้นั้น ได้สะบัดกายเปลี่ยนร่าง กลายไปเป็นราชครูคนใหม่ของต้าหลี สำหรับสองสามีภรรยาสกุลสวี่
แล้ว นี่ไม่ต่างจากฝันร้ายที่ใหญ่เทียมฟ้า
นครลมเย็นและภูเขาตะวันเที่ยงก็ถือเป็นพี่น้องที่รักที่มีสุขร่วม เสพมีทุกข์ร่วมต้าน ร่วมทั้งเกียรติยศและความอัปยศไปด้วยกันอย่าง แท้จริง
ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มปรึกษากันเรื่องย้ายที่อยู่ เพราะถึงอย่างไร นครลมเย็นก็ไม่มีขา อีกทั้งพวกเขายังไม่มีวิชาอภินิหาร “ย้ายภูเขา” ของผู้ฝึกตนบนยอดเขา ไม่อาจย้ายนครไปอยู่สถานที่แห่งอื่นได้ ดังนั้นจึงเริ่มตามหาผู้ซื้ออย่างลับๆ ส่วนลูกหลานสกุลสวี่ สามารถ ย้ายทั้งตระกูลไปอยู่กับสกุลหงอวิ๋นเซียวที่อยู่ทางใต้สุดของแจกัน สมบัติทวีปได้ ต้นไม้ย้ายที่ตายคนย้ายถิ่นรอด แทนที่จะคอยเป็น
กังวลว่าราชครูหนุ่มผู้นั้นจะแก้แค้นเมื่อไหร่ ก็ไม่สู้ไปหลบอยู่ไกลๆ ยัง ดีเสียกว่า
เส้นเอ็นหัวใจของสวี่หุนพลันขึงตึง ถลึงตามองไปนอกประตูอย่าง ตื่นตระหนก ขณะเดียวกันเขาก็ตบหน้าอกตัวเองอย่างรวดเร็ว บน ร่างก็มีเสื้อเกราะโหวจื่อที่ถูกเขาร่ายเวทอำพรางตาเอาไว้ปรากฏขึ้น ทันที
สวี่แยนยิ้มถาม “เจ้าหรือที่อยากจะกว้านซื้อยันต์สาวงามจำนวน มาก?”
หญิงสาวที่มาเองโดยไม่ได้รับเชิญพยักหน้า ยังคงยืนอยู่นอก ประตูตลอดเวลา ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “วางใจเถอะ ข้าไม่ขาดเงิน”
สวี่แยนถาม “ยังไม่ทราบนามของสหายเลย”
หญิงบ้าที่ไหน ถึงได้มีรูปโฉมงดงามจนทำให้สวี่แยนที่แต่ไหนแต่ ไรมามีชื่อเสียงด้านความงามล ้าเลิศรู้สึกละอายใจที่สู้ไม่ได้อย่างนี้
สตรียิ้มพลางบอกชื่อของตัวเองออกไป “สวีเหนียง”
เห็นสีหน้าของชายหญิงสุนัขคู่นั้น สตรีก็ปิดปากหัวเราะคิกคัก “พวกเจ้าคิดไม่ผิดหรอก ก็คือสวีเหนียงจากคำว่าสวีเหนียงปั้นเหล่า (เปรียบเปรยถึงสตรีวัยกลางคนที่ยังคงงดงาม มีเสน่ห์) นั่นแหละ”
ในที่สุดสวี่หุนก็เปิดปากพูด “ไม่ทราบว่าสหายมาจากที่ใด?”
สาวงามที่เรียกตัวเองว่าสวีเหนียงมีน ้าเสียงออดอ้อน นางบอกชื่อ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเอง “ชิงชิว”
สวี่แยนขมวดคิ้ว “ชิงชิวไหน อยู่ในทวีปอะไร?”
สวีเหนียงปิดปากหัวเราะคิก “ก็คือชิงชิวที่พวกเจ้าคิดว่าเป็นไป ไม่ได้ที่สุดนั่นแหละ”
สวี่แยนสีหน้าไม่สบอารมณ์ “สหายชอบพูดล้อเล่นเสียจริง”
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวยิ้มเอ่ย “ไม่ได้ล้อเล่นเสียหน่อย พื้นที่
ประกอบพิธีกรรมของข้ามีชื่อว่าชิงชิวจริงๆ แต่ก่อนหน้านี้ไม่นานข้า เพิ่งไปเยือนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งหนึ่งที่ชื่อว่าภูเขาลั่วพั่ว ร้อน ใจอย่างมาก เลยต้องรีบมาพบหน้าพวกเจ้าอย่างอดรนทนไม่ไหว ใช่ แล้วจะบอกกับพวกเจ้าอีกเรื่องซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเหมือนกัน พวก เจ้าจะหนีไปไหนได้ล่ะ”
เห็นเพียงนางยกชายแขนเสื้อข้างหนึ่งขึ้นก็สามารถมองเมินตรา ผนึกหนาชั้น บังคับยันต์หนังจิ้งจอกทั้งหมดที่นครลมเย็นเก็บไว้มาที่
ห้องโถงใหญ่แห่งนี้ พวกมันพากันลอยอยู่กลางอากาศในระเบียง เรียงกันเป็นเส้นเส้นหนึ่ง
นางลูบไล้หนังจิ้งจอกที่อยู่ในรูปโฉมของสาวงามหน้าตาแตกต่าง กันพวกนั้นด้วยท่วงท่าอ่อนโยนระมัดระวัง สัมผัสกับความสุข ความ ทุกข์ ความเศร้าและความยินดี การพบเจอและการจากลาที่ไม่มีใคร ถามถึงของเหล่าเผ่าจิ้งจอกรุ่นหลังเงียบๆ
สุดท้ายนางเก็บหนังจิ้งจอกทั้งหมดใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ เงยหน้า ขึ้นช้าๆ คิ้วตายังคงอ่อนโยนดุจเส้นไหม น ้าเสียงก็น่าฟังอย่างถึงที่สุด ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมาจากปากของนางกลับเต็มไปด้วยปราณ สังหาร “พวกเจ้าสมควรตายจริงๆ”
……
สตรีสองคนที่มาจากสำนักซานไห่ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง คนหนึ่งคือสาวงามวัยกลางคน อีกคนมีรูปโฉมเป็นเด็กสาว พวกนาง ยืนอยู่ตรงปากตรอกเล็กแห่งหนึ่งของเมืองหลวงต้าหลี
จ้าวตวนหมิงเด็กหนุ่มที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่า พวกนางไม่มีวี่แววว่าจะเดินเข้าไปในตรอกเล็กก็ไม่ได้เดินออกมา จากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยของตัวเอง ไม่ได้ปรากฏตัว ขวางทาง สตรีผู้นั้นแค่มองก็รู้ว่าเป็นสตรีแบบที่ผีขี้เหล้าเฉาชอบมาก ที่สุด อีกทั้งที่โดดเด่นที่สุดยังไม่ใช่รูปโฉมของนาง แต่เป็นเวลานี้นาง ที่ยืนอยู่นอกตรอกกำลังสูบยาสูบ
น่าหลันซินซิ่วมองทะลุเวทอำพรางตาไปเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นได้ ในปราดเดียว โอ้โหเจ้าหนูน้อยฝึกเวทอคนีได้ดีมากเลยนี่นา
นางถาม “เฟยชุ่ย ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว เจ้าไม่อยากเข้าไปดูใน ตรอกบ้างหรือ?”
แค่ต้องเดินขยับเข้าไปข้างในไม่กี่ก้าวก็คือที่พักของซิ่วหู่ผู้นั้น แล้ว ได้ยินมาว่าข้างในยังมีหอเหรินอวิ๋นอื้อวิ๋นอยู่ด้วย
เฟยชุ่ยส่ายหน้า ตอนนั้นนางฝืนปิดด่านพยายามจะฝ่าทะลุ ขอบเขตเป็นเซียนเหรินผลคือข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปไม่ได้ กลับ กลายเป็นว่าจำต้องสละร่างกลายเป็นผี หากไม่เป็นเพราะบรรพจารย์ น่าหลันช่วยปกป้องด่านให้ ป่านนี้ก็คงจิตวิญญาณแหลกสลายไป อย่างสิ้นเชิง กลายเป็นเถ้าธุลีที่ปลิวหายไประหว่างฟ้าดินนานแล้ว
จ้าวตวนหมิงอายุไม่มาก แต่กลับเคยผ่านโลกกว้างมามากมาย อย่างแท้จริง ดังนั้นจึงไม่รู้สึกว่าพวกนางที่เผยกายมีอะไรให้ต้อง ระมัดระวังเป็นพิเศษจริงๆ
น่าหลันซินซิ่วเอ่ย “ไม่ต้องกังวลกับทางฝั่งของจวนราชครู ข้า สามารถช่วยบอกกล่าวให้ก่อนได้”
เฟยชุ่ยยังคงส่ายหน้า พึมพำว่า “ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องพวกนี้
เลย”
น่าหลันซินซิ่วถอนหายใจ “เด็กโง่”
เฟยชุ่ยเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ข้าจะไปอยู่กับเชิงฮวา”
น่าหลันซินซิ่วพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะเดินเล่นอยู่แถวนี้อีก สักหน่อย”
ในอาณาเขตขุนเขาเหนือเก่าของต้าหลี บนเส้นทางภูเขาเงียบ สงบไร้เงาผู้คน มีแม่นางน้อยคนหนึ่งชื่อว่าเชิงฮวา เวลาผ่านมานาน หลายปี ในที่สุดนางก็ได้กลับมาบ้านเกิดแล้วภายใต้แสงแดดสาดส่อง นางกำร่มคันหนึ่งไว้แน่น เดี๋ยวก็ยกขึ้นสูงเดี๋ยวก็เหวี่ยงลงล่างเหมือน
ควงค้อนตีเหล็ก แต่กลับเงยหน้ามองดวงตะวันที่อยู่บนฟ้า พึมพำด้วย ประโยคแปลกประหลาดอยู่กับตัวเอง “ครืนๆๆ เหล่าจวินเหวี่ยงค้อน ดาวอิ๋งฮว่อ (ดาวอังคาร) ยิ่งสุมถ่านให้แรงขึ้น เฮโย่ เฮโย่ เทพพิรุณ เทพวาโยมาช่วยหนุนแล้ว เทพฟ้าผ่าเทพสายฟ้ามาช่วยอีกแรง เปรี้ยงๆ ครืนๆ ตูมๆ…”
ไม่รู้ว่าท่องไปกี่รอบแล้ว แม่นางน้อยรู้สึกทดท้อทอดอาลัย เฮ้อ ตนขอบเขตต ่าต้อยตบะไม่เพียงพอ อัญเชิญลมฝนและสายฟ้ามา ไม่ได้
พริบตานั้นก็มีฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางวันแสกๆ ทำเอาแม่นาง น้อยตกใจกางร่มปักลายดอกไม้ด้วยความเร็วที่ฟ้าผ่าไม่ทันป้องหู แล้วหลบซ่อนตัวอยู่ข้างใน
หลบไปหลบมา ข้างนอกยังคงเป็นแสงตะวันแรงกล้า โลกมนุษย์ ยังคงร้อนแผดเผา ทว่าแม่นางน้อยที่หลายปีมานี้คิดถึงพี่สาวชุดเขียว เหลือเกิน บนใบหน้าเล็กๆ กลับมีฝนเม็ดเล็กๆ ตกลงมาอยู่ใต้ร่มคัน เล็ก
……
บนยอดเขาของภูเขาสุ้ยซานแผ่นดินกลาง เสินจวินโจวโหยว มองเห็นเงาร่างเล็กผอมที่กำลังเดินขึ้นบันไดมาช้าๆ
มาถึงบนยอดเขา ซิ่วไฉเฒ่าที่หอบฮักๆ ก็นั่งแปะลงบนบันไดขั้น บนสุด ไม่ได้ส่งเสียงให้หนวกหูสหายเก่าอย่างที่หาได้ยาก
โจวโหยวรออยู่นานพักใหญ่ก็ไม่เห็นว่าซิ่วไฉเฒ่าจะเปิดปากพูด เขาตกใจมากจึงถามว่า “ตั้งใจมาชมทิวทัศน์ที่นี่โดยเฉพาะเลยหรือ?”
ซิ่วไฉเฒ่าเงียบอยู่พักหนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พึมพำว่า “อ่านตำราหมื่นเล่มเดินทางไกลหมื่นลี้ มีทิวทัศน์งดงามแบบใดบ้างที่
ไม่เคยเห็นมาก่อน การที่ยังคงฝืนเบิกดวงตาที่ฟ้าฝางคู่นี้ไว้ก็เพราะ คนดีตำราดี ทิวทัศน์ดีและจิตใจดี ต่อให้มองร้อยรอบก็ไม่มีวันเบื่อก็ เท่านั้น”
โจวโหยวพยักหน้า หาได้ยากนักที่พูดจาเป็นการเป็นงานเช่นนี้ และเวลานี้ทิศทางที่ซิ่วไฉเฒ่าก็คือทิศทางของแจกันสมบัติทวีป
ซิ่วไฉเฒ่าพลันยกมือขึ้น คล้ายเอ่ยประโยคหนึ่งว่า เจ้าตัวโต พวกเราสองคนคือสหายรักที่ดีต่อกัน ในเมื่อไม่ว่าอะไรก็ดีไปหมด แล้วสุราดีอยู่ที่ไหนเล่า?!