กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 66.1 จุดธูปหนึ่งดอก
เผยเม่าไปยังที่ว่าการกรมกลาโหม จ้าวตวนจิ่นกลับไปที่กรมพิธี การ
ไปถึงห้องทำงานเก่าแก่ มองตราประทับที่อยู่บนโต๊ะตัวนั้น เผย เม่าใช้นิ้วเคาะโต๊ะ ยิ้มเอ่ยว่า “เมื่อความสำเร็จบรรลุแล้ว ความกังวลก็ จะตามมา”
อีกเดี๋ยวจ้าวตวนจิ่นก็จะปลดประจำการแล้ว ทั้งไม่ได้บอกเรื่องนี้
แก่รองเจ้ากรมอาวุโสทั้งสอง แล้วก็ไม่ได้เรียกพวกหลางกวานที่เป็น ผู้ช่วยมากำชับสั่งความอะไร แต่เรียกตัวคนหนุ่มสี่ห้าคน เอ่ยคำพูด ให้กำลังใจกับพวกเขา บอกถึงความรู้ความเข้าใจของตัวเองที่มีต่อ การเป็นขุนนาง
หลี่เป่าเจินไม่ได้ตรงไปที่ท่าเรือหมิงตีเพื่อกลับไปที่สำนักทอ ผ้าอวี๋โจว แต่ไปที่ท่าเรือก่าวซู่ที่มีผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ ก่อนหน้า นี้อยู่ในสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ว่าจะตำหนัก เสาแต่ละ ต้นหรือก้อนอิฐแต่ละ ก้อนก็ล้วนแสดงให้เห็นถึง “พลังอำนาจ” เฉินผิงอันจงใจใช้เสียงใน ใจแพร่งพรายความลับสวรรค์อย่างหนึ่งกับเขา บอกกับคุณชายรอง สกุลหลี่ถนนฝูลู่ผู้นี้ให้รู้อย่างชัดเจนถึง “อดีตชาติ” ของจูลู่สาวใช้ จวนหลี่ของพวกเขา นางเคยอยู่ที่ใต้หล้ามืดสลัว เต้ากวานขอบเขต บินทะยานคนหนึ่งที่ตอนประลองวิชาคาถากับผู้อื่นเกือบจะทำให้
แผ่นดินของโยวโจวต้องจมดิ่ง การที่กลับชาติมาเกิดในถ ้าสวรรค์หลี จูก็เพราะมีโทษติดตัว นางต้องทำความดีชดใช้ความผิด ดังนั้นนาง เองก็เหมือนกับเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ายอวี้จิง ต่างก็ต้องปกป้องมรรคา แต่ คนหนึ่งอยู่ในมุมมืด คนหนึ่งอยู่ในมุมสว่างก็เท่านั้น….
ถ้อยคำมีที่สิ้นสุด แต่ความหมายกลับไร้ขอบเขต หลี่เป่าเจินเป็น คนที่ฉลาดมาก แน่นอนว่าต้องจินตนาการไปไกลไม่หยุด หากไม่ เป็นเพราะเขามองจูลู่เป็นหมากตัวหนึ่งมาโดยตลอด สมมติว่าหาก เขาเกิดความรักใคร่ที่แท้จริงต่อจูลู่ หัวใจตรงกัน ครองคู่เป็นสามี ภรรยา…ถ้าอย่างนั้นรอให้บุญกุศลของนางสบูรณ์พร้อมได้ฟื้นคืนสู่ ร่างจริง จากสามีภรรยาที่เป็นมนุษย์ธรรมดาสะบัดร่างกลายมาเป็น คู่รักบนภูเขา ถ้าอย่างนั้นเขาหลี่เป่าเจินก็สามารถกลับไปยังโยวโจว ใต้หล้ามืดสลัวกับนาง แค่ยกเท้าก็สามารถเดินไปถึงบนยอดเขาของ โยวโจวได้แล้วใช่หรือไม่? ต้องรู้ว่าใต้หล้ามืดสลัวมีทั้งหมดสิบสี่
มณฑล หนึ่งมณฑลเท่ากับหนึ่งทวีปของไพศาล แล้วนับประสาอะไร กับที่โยวโจวยังเป็นมณฑลใหญ่อันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับขุนนาง ตำแหน่งจือจ้าวของแคว้นหนึ่งในทุกวันนี้? สถานะและอำนาจก็ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
สกุลชิวตรอกอี้ฉือที่หน้าประตูบ้านสามารถกางตาข่ายดักนกมา ได้นานหลายปีแล้ว จู่ๆ กลับมีคนมากมายมายื่นเทียบขอพบ รถม้า และผู้คนจอแจวุ่นวาย
คนเฝ้าประตูของสกุลชิวปิดประตูไม่รับแขกเสียเลย ตัวเขาเอง แอบไปจิบเหล้า ในเมื่อไม่เผาเตาเย็น พอเตาร้อนแล้วจะถึงคราวให้ พวกเจ้ามาใช้งานหรือ?
แล้วนับประสาอะไรกับที่เจ้าประมุขคนใหม่ก็ได้สั่งความไว้แล้วว่า ภายในหนึ่งปีจะไม่รับแขก ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ถือว่าเขาละเลยหน้าที่
คนหนุ่มคนหนึ่งที่ลักษณะคล้ายคนแบกหีบตำราออกทัศนาจร มาที่ท่าเรือก่าวซู่ ลงจากเรือมาแล้ว เขาก็มองไปยังทิศทางของถ ้าชิง เสวียนสะพานหยวนโหรว
หลี่เป่าเจินเดินออกมาจากร้านหนึ่งตรงท่าเรือที่ขายยันต์ฝน ธัญพืช ร้านนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างห่างไกล ตั้งอยู่ปลายสุดของ ตรอกเล็กเส้นหนึ่ง เจ้าของร้านคือคนของอุตรกุรุทวีป แม้จะบอกว่า ราคาของยันต์นี้ไม่ถูก ทว่าทั่วทั้งแจกันสมบัติทวีปมีแค่ร้านนี้ร้าน เดียวเท่านั้น เป็นเหตุให้ไม่ต้องกลุ้มว่าจะขายไม่ออก หลี่เป่าเจินไหว้ วานให้คนช่วยสั่งจองไว้สองแผ่น เงินมาของไป ตอนที่ออกจากร้านก็ ได้เจอกับ ‘คนคุ้นเคย’ สองคน พ่อค้าไต้หงและเกาสุ้ยแห่งตำหนักสู่ หลีที่ไปเข้าร่วมการประชุมในจวนราชครู
ล้วนเป็นคนฉลาด ไม่ได้อาศัยโอกาสนี้สานสัมพันธ์ ทั้งสองฝ่าย แค่ผงกศีรษะทักทายกันเท่านั้น แล้วก็เดินสวนไหล่ผ่านกันไป
ปีนั้นมีคนของอุตรกุรุทวีปกลุ่มใหญ่มาให้ความช่วยเหลือแจกัน สมบัติทวีป ในกลุ่มคนก็มีทั้งผู้ฝึกกระบี่ ผู้หลอมลมปราณและผู้ฝึก ยุทธ
พวกเขาล้วนมากันเองด้วยความสมัครใจ ไม่ต้องให้สำนักศึกษา ของสองทวีปพูดอะไรแล้วก็ไม่ต้องให้สกุลซ่งต้าหลีไปขอความ ช่วยเหลือ แค่อยากมาเจอเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างเท่านั้น
บางคนก็อยู่ต่อในแจกันสมบัติทวีป บางคนก็ถูกพรรคบ้านตัวเอง สั่งให้พวกเขาอยู่ทำการค้าที่นี่ การค้าและการสัญจรของสองทวีป เชื่อมโยงถึงกันได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
เจ้าของร้านแห่งนี้ถือว่าเป็นอย่างหลัง คือคนคล่องแคล่วที่ตามอง แปดทิศหูฟังสี่ทิศเห็นว่าพวกเขาคล้ายจะรู้จักกัน จึงใช้เสียงในใจถาม ว่า “พี่ใหญ่ไต้ คนหนุ่มที่เมื่อครู่เพิ่งเดินออกไปจากร้าน บนร่างมีกลิ่น อายขุนนางไม่น้อย คือลูกหลานตระกูลใหญ่แซ่สกุลใด?”
ไต้หงยิ้มเอ่ย “หลี่จือจ้าวแห่งสำนักทอผ้าของอวี๋โจว ขุนนางชั้นสี่ ส่งฎีกาลับตรงถึงโอรสสวรรค์ได้ข้าหลวงใหญ่ประจำหัวเมืองก็ยังต้อง กลัวเขาอยู่หลายส่วน”
เจ้าของร้านตกตะลึงอยู่บ้าง “ร้ายกาจนี่นา มิน่าเล่าถึงได้ไม่ต่อ ราคา ได้ยันต์ฝนธัญพืชสองแผ่นแล้วก็กลับทันที ข้าเห็นว่าบุคลิกเขา ไม่ธรรมดา อยากจะพูดคุยกับเขาสักสองสามประโยค แต่ก็หลอก ถามอะไรที่มีประโยชน์ไม่ได้”
ไต้หงยิ้มเอ่ย “ใครหลอกถามใครก็ยังไม่รู้เลย ใช่แล้ว เจ้าเองก็ อย่าเอาเรื่องนี้มากดข้าพวกเราคือคนอาชีพเดียวกัน ข้าต้องยังต่อ ราคาอยู่”
เขาหลี่เป่าเจินเป็นคนบ้านเดียวกันกับราชครูเฉิน ข้าก็ฉวยเอา ส้มหวานและถาดกระเบื้องมาจากราชครูเฉินได้ด้วยไม่ใช่หรือ
น่าเสียดายที่การคุยโวประเภทนี้ ตอนนี้ยังเอามาคุยไม่ได้ อัดอั้น นัก
เจ้าของร้านมองไปยังสตรีหน้าตางดงามที่ไม่ประทินโฉม ยิ้มถาม ว่า “พี่ใหญ่ได้เทพธิดาท่านนี้คือ?”
สะพายกระบี่ สวมเสื้อผ้าเรียบง่าย เรือนกายสูงโปร่งอรชร มีกลิ่น อายของผู้หลุดพ้นเหนือโลกีย์
สตรีที่โดดเด่นขนาดนี้ บนภูเขาก็ไม่ได้มีให้พบเห็นบ่อยนัก ใน ความทรงจำ ดูเหมือนว่าจะมีแค่ซูเจี้ยแห่งภูเขาตะวันเที่ยง รวมถึงเฮ้อ เสี่ยวเหลียงที่ไปเปิดสำนักอยู่ในอุตรกุรุทวีปของพวกเขา และยังมี สตรีคนหนึ่งที่หลายปีมานี้เริ่มมีชื่อเสียงอยู่ที่บ้านเกิด คือลูกศิษย์ผู้สืบ ทอดของลี่ไฉ่แห่งทะเลสาบกระบี่ฝูผิง แซ่สุย ก่อนหน้านี้ไม่นานนาง เคยไปถามกระบี่ที่ศาลบรรพจารย์แห่งหนึ่งเพียงลำพัง ทำให้ผู้อื่นที่
เห็นนางเพียงแวบเดียวก็ยังรู้สึกตะลึงงันในความงาม…เอาเป็นว่าคน อย่างพวกนางมีน้อยจนนับนิ้วได้ก็แล้วกัน
เกาสุ้ยยิ้มแนะนำตัวเอง “เถ้าแก่กู้ ข้าคือเกาสุ่ยแห่งตำหนักสู่หลี เป็นคนของยุทธภพไม่ใช่เทพธิดาบนภูเขา”
ก่อนหน้านี้นางไม่อาจพกอาวุธเข้าไปร่วมการประชุมในจวน ราชครูได้ จึงทิ้งกระบี่คู่กายที่พึ่งพากันและกันดั่งชีวิตไว้ข้างนอก
กระบี่นี้คือของสืบทอดจากบรรพบุรุษตำหนักสู่หลี ว่ากันว่าเป็น ของที่บรรพจารย์ “เซียนกระบี่” ท่านหนึ่งทิ้งไว้ตอนละสังขาร
แต่เซียนกระบี่ที่อยู่ในยุทธภพกับผู้ฝึกกระบี่บนภูเขา คือคนละ เรื่องกัน
เจ้าของร้านโบกมือ “แม่นางเกาไม่ต้องหลอกข้า แววตาน้อยนิด แค่นี้ข้ายังพอจะมีอยู่บ้าง หากเป็นจอมยุทธหญิงที่ท่องอยู่ในยุทธภพ จริง ตากแดดตากลมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไหนเลยจะมีภาพบรรยากาศ ของ ‘กิ่งทองใบหยก’ อย่างแม่นางเกาได้”
เกาสุ้ยย่อมรู้ดีว่านี่คือถ้อยคำน่าฟังของคนที่ทำการค้า ก็แค่ว่าไม่ รู้สึกเลี่ยนน่ารำคาญก็เท่านั้น คงเป็นเพราะอีกฝ่ายมาจากอุตรกุรุทวีป กระมัง
ไต้หงเอ่ยอย่างมีความสุขว่า “อีกเดี๋ยวเจ้าตำหนักเกาก็จะเป็น ขอบเขตเดินทางไกลแล้ว สามารถทะยานลมเดินทาง ก็คือเทพธิดา บนภูเขาไม่ใช่หรือ”
ก่อนหน้านี้ยันต์ฝนธัญพืชหลายแผ่นที่ทางร้านเพิ่งได้มาถูก เหมาไปหมดแล้ว ไต้หงถามว่า “ตาเฒ่าเหลียงยังไม่กลับมาหรือ?”
เจ้าของร้านส่ายหน้า “ยังเลย ดูเหมือนว่าเหลียงจ้าวจะเตร็ดเตร่ ไปตลอดทางจนไปถึงหลิวเสียทวีป ชั่วชีวิตนี้จะกลับมาหรือไม่ก็ยัง บอกไม่ได้ ทำไม พี่ใหญ่หงมีธุระกับเขาหรือ คือการค้าใหญ่อะไร? ข้าสามารถแบ่งน ้าแกงถ้วยหนึ่งได้ไหม แค่กินเศษซากน ้าแกงที่เหลือ ก็ยังดี”
ไต้หงยิ้มเอ่ย “เขาคือเจ้าของที่ดินรายใหญ่ของท่าเรือก่าวซู่พวก เรา ไม่ไปหาเขาแล้วจะหาใคร”
เจ้าของร้านยิ้มพูดด้วยสีหน้ามีเลศนัย “ไม่ใช่ปฏิทินเหลืองเก่าแก่ แล้วหรอกหรือ? เปิดอ่านมันจะยังมีประโยชน์อะไร เปิดไปเปิดมาก็มี แต่ฝุ่นคละคลุ้ง จะกินฝุ่นหรือ”
ไต้หงชี้ไปยังเจ้าของร้านตรงหน้าที่พูดจาแฝงความนัย “รู้ว่าเจ้า กำลังทวงความเป็นธรรมแทนตาเฒ่าเหลียง”
เจ้าของร้านกุมหมัดเอ่ย “มิกล้า มิกล้า ชาวบ้านที่วิจารณ์การ ปกครองอย่างส่งเดชแล้วยังเป็นคนต่างถิ่นเช่นพวกเรา ไม่อยากจะไป ดื่มน ้าชาในที่ว่าการเหนือหรอกนะ”
เกาสุ้ยลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังเอ่ยว่า “วันนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว”
เจ้าของร้านไม่เห็นด้วย พูดกลั้วเราะว่า “วันนี้ไม่เหมือนวันวาน วันวานไม่เหมือนวันนี้มักจะวกวนอ้อมค้อมจนกลายเป็นวงกลมที่คุ้น ตา ใจคนยังคงเป็นใจคนอยู่เหมือนเดิม วิถีทางโลกก็ยังคงเป็นวิถีทาง
โลกแห่งนั้น วนเวียนซ ้าเป็นวัฏจักร ก็แค่เปลี่ยนแซ่สกุลและโฉมหน้า ใหม่เท่านั้น”
เหมือนอย่างสหายที่บ้านเกิด ช่วงสิบปีมานี้มีการส่งจดหมายไป มาหาสู่กัน ก็มักจะถามกันบ่อยๆ ว่าต้าหลีของเขาเป็นอย่างไรบ้าง แล้ว
ก็เป็นอย่างนั้น
นอกจากซิ่วหู่และกองทัพชายแดนแล้ว
บางทีเหลียงจ้าวไปถึงทวีปแห่งอื่น พูดคุยเรื่องบ้านเกิดของเขาให้ คนอื่นฟัง ก็น่าจะตอบคล้ายๆ กันนี้กระมัง? หรือไม่ก็แต่งเติมให้ ไพเราะน่าฟังอีกสักหน่อย?
ส่วนท่าเรือก่าวซู่ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของชานเมืองแห่งนี้ ก่อน หน้านี้ตอนมีสงครามเคยถูกกองทัพต้าหลีใช้งาน จึงอยู่ในการดูแล ของกรมกลาโหม รอกระทั่งสงครามใหญ่ปิดฉากลง เพียงไม่นานราช สำนักก็มอบคืนให้กับคนทำการค้าที่อยู่บนภูเขากลุ่มนั้น ถึงขั้นที่ว่า กรมคลังยังมีการจ่ายเงินชดเชยให้พอเป็นพิธีอีกด้วย สิ่งที่สำคัญ ที่สุดก็คือพ่อค้าหลวงสองคนของต้าหลีต่างก็ถอยออกไป คนหนึ่งใน นั้นก็คือไต้หงที่ร ่ารวยระดับแคว้น
และเพียงไม่นานก็มีคนสองคนมา “เสริมตำแหน่งว่าง” ว่ากันว่า คือหลานชายแท้ๆ ของมู่เหยียนเจ้ากรมคลัง อีกคนหนึ่งคือลูกชาย คนเล็กของแม่ทัพแห่งมี่โจว แน่นอนว่าใต้หล้านี้มีวิชาความรู้ที่
ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งซึ่งเรียกว่า เวทีเบื้องหน้าและหลังม่าน” เหลาสุรา ของลำคลองชางผูเป็นเช่นนี้ ท่าเรือก่าวซู่ก็เป็นเช่นเดียวกัน
หุ้นส่วนของท่าเรือหลายคนก็จนใจกับเรื่องนี้อย่างมาก เหมือนกัน ได้แต่ฝืนใจยอมรับเอาไว้ คนหนึ่งในนั้นก็มีเหลียงจ้าว เขา ถือเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ของพื้นที่ในแถบท่าเรือก่าวซู่นี้ ด้วย ประสบการณ์และความอาวุโสของตระกูลเหลียง ความสัมพันธ์ควัน ธูปที่บรรพบุรุษผูกไว้กับสกุลซ่ง แม้จะสู้ตำหนักฉางชุนไม่ได้ แต่ก็ถือ ว่าดีมากแล้ว พูดถึงแค่เจ้าประมุข “ผู้บุกเบิกภูเขา” สองคนของแซ่ สกุลเสาค ้ายันแคว้นเฉาหยวน ก็ล้วนเป็นสหายรักของบรรพบุรุษสกุล เหลียง พูดถึงแค่การก่อสร้างท่าเรือก่าวซู่ก็เป็นตระกูลเหลียงที่ดึง พรรคพวกบนภูเขาหลายคนให้มาร่วมกันออกเงิน ไม่ได้ใช้เงินใน ท้องพระคลังของสกุลซ่งต้าหลีเลยแม้แต่สตางค์เดียว
ตอนนี้มามองดูแล้ว แน่นอนว่าคือการค้าที่ได้กำไรอย่างถึงที่สุด ทว่าสำหรับในเวลานั้นแล้วกลับเป็นความเสี่ยงใหญ่เทียมฟ้าที่เงินอาจ ลอยหายไปกับสายน ้าได้ทุกเมื่อโดยไม่เหลือแม้แต่เงาให้เห็น
ดังนั้นเมื่อเหลียงจ้าวรู้ว่าพวกไต้หงถอยออกไปจากท่าเรือก่าวซู่ แต่กลับปล่อยให้ลูกหลานขุนนางทั้งหลายแอบเข้ามาแทนที่ ผู้เฒ่าก็ รู้สึกว่าราชสำนักต้าหลีถอดกางเกงผายลมในใจของเขา หากทาง ราชสำนักขอท่าเรือไปจากเขาโดยตรง จะให้เขาลดราคาขายให้ก็ยัง ได้ หรือแม้กระทั่งจะให้ยกให้เปล่าๆ ก็ยังไม่เป็นปัญหา
ไยต้องใช้วิธีการที่น่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้ด้วย? ในใจไม่สบ อารมณ์ ผู้เฒ่าอัดอั้นสุดขีดด้วยความโมโหก็เลยไปเที่ยวทวีปอื่น ผล คือเขายอมขาย วันนั้นก็มีคนมารับช่วงต่อทันที เล่าลือกันว่าเป็นคน ในครอบครัวของรองแม่ทัพอวี๋โจวและเจ้ากรมผู้ดูแลคลังหลวง
เกาสุ้ยพอจะรู้เรื่องวงในมาบ้าง หรือก็คือ “ปฏิทินเหลืองเก่าแก่” อย่างที่เถ้าแก่กู้พูดถึงพวกเหลียงจ้าวไม่กล้าสละทรัพย์สินของตนเพื่อ ช่วยกอบกู้วิกฤต สงครามก่อนหน้านี้ กองทัพต้าหลีมาใช้ท่าเรือได้ ตามสบาย ตระกูลทั้งหลายย่อมไม่มีความเห็นต่างใดๆ ทว่าลำพังแค่ เหลียงจ้าวคนเดียวก็เพิ่มเงินให้กับท่าเรือกว่ายี่สิบล้านตำลึงเงินแล้ว สามารถพูดได้ว่ากำไรที่สกุลเหลียงหามาได้จากท่าเรือก่าวซู่ล้วน มอบคืนให้กับต้าหลีไปทั้งหมด ทว่าผู้เฒ่ากลับสงบนิ่งอย่างยิ่ง บอกว่า หากหักเป็นเงินเทพเซียนจะได้เงินฝนธัญพืชสักกี่เหรียญกันเชียว?
ไต้หงรู้ว่าด้วยนิสัยของตาเฒ่าเหลียงก็ควรไสหัวกลับมายังแจกัน สมบัติทวีปได้แล้ว
ทำไมถึงได้ผิดหวัง เสียใจอย่างสุดซึ้ง ก็เพราะพวกเราเคยฝาก ความหวังที่เร่าร้อนที่สุดเอาไว้ให้
ไต้หงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เถ้าแก่กู้ ตอนนี้ก็มีแต่เจ้าที่สามารถ ส่งจดหมายติดต่อกับจ้าวเหลียงได้ คงต้องรบกวนเจ้าสักหน่อยแล้ว”
เถ้าแก่กู้เอ่ยอย่างตกตะลึง “ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ใครจะไป กล้าพูดเรื่องนี้?!”
นี่เกี่ยวพันกับการค้าใหญ่ เนื่องจากไม่มีข้อห้ามใดๆ มนุษย์ ธรรมดาจึงมาเที่ยวที่ท่าเรือก่าวซู่ได้เช่นกัน นานวันเข้า ผู้ฝึกตนบน ภูเขาก็เริ่มบ่นกันแล้ว แต่ติดที่ท่าเรือก่าวซู่คือท่าเรือตระกูลเซียน เพียงหนึ่งเดียวของเมืองหลวงต้าหลี พวกเขาไม่สะดวกจะพูดอะไร แล้วก็ไม่กล้าพูดอะไร เปลี่ยนมาเป็นแคว้นอื่น คาดว่าป่านนี้คงเต้น ผางด่ามารดาเพื่อกดดันราชสำนักไปนานแล้ว
ทุกคนมารวมหัวกันคิดหาวิธี ควรต้องขยับขยายพื้นที่เปิดท่าเรือ แห่งใหม่ไว้ที่ชานเมืองหลวงจริงๆ ความต้องการของผู้ฝึกบำเพ็ญตน คืออยากได้ความสงบเงียบมากขึ้น
อย่างเช่นว่าเด็กน้อยหลายคนที่สวมกางเกงเปิดกัน มาเที่ยวเล่น ที่นี่กับพวกผู้ใหญ่ในตระกูล ก็มักจะอึและฉี่ไม่เป็นที่ไม่เป็นทาง…แต่ ว่านี่ก็แค่ด้านเดียวเท่านั้น ส่วนที่มากกว่านั้นยังเป็นเพราะเรือข้าม ฟากบนภูเขาที่มาจอดเทียบท่าที่ท่าเรือก่าวซู่ในทุกวันนี้มีมากเกินไป จำเป็นต้องมีท่าเรือแห่งใหม่มาช่วยผ่อนแรงกดดัน จำเป็นต้อง
ดังนั้นพ่อค้าหลวงไต้หงจึงกลายมาเป็นคนกลางที่ดีที่สุด เขาไม่ พยักหน้าตอบตกลงก็ได้แต่คิดแค่ว่าไม่มีเรื่องนี้อยู่ คนที่รู้ สถานการณ์รู้กาลเทศะย่อมไม่กล้าพูดถึงอีก
หากเขายอมพยักหน้าตอบตกลง นั่นหมายความว่าราชสำนักต้า หลีไม่ถือสาที่จะมีเส้นทางทำเงินเพิ่มมาอีกเส้นหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นจะยัง ลังเลอะไรอยู่เล่า ทุกคนก็ฮึดสู้สุดแรงพับแขนเสื้อขึ้นแล้วลงมือทำให้ เต็มที่กันไปเลย!
แต่ว่าพวกเขาไม่เคยกล้า ถึงขั้นที่ว่าไม่ใคร่จะยินดีจะติดต่อกับ ราชสำนักโดยตรง
พวกลูกหลานขุนนางหลายคนที่เข้ามาอยู่ในท่าเรือภายหลัง พวกเขาย่อมต้องพยายามกระตุ้นเรื่องนี้ให้สำเร็จอย่างสุดกำลัง
เพราะก่อนที่เหลียงจ้าวจะออกไปจากแจกันสมบัติทวีป ได้พูดคุย กับสหายเก่าหลายคนบอกว่า หากถ่วงเวลาเรื่องนี้ได้ก็ถ่วงไปก่อน
ปีนั้นผู้เฒ่ายังเตือนสหายรักหลายคนด้วยคำพูดที่ไม่เกรงใจกัน อย่างมาก บอกไปตามตรงว่าลูกหลานคนรวยมีอำนาจพวกนั้นก็คือผี พรายที่ลากคนลงน ้า พวกเจ้าระวังกันหน่อยอย่าให้มีจุดจบกลายเป็น ว่าไม่อาจรักษาเกียรติในช่วงบั้นปลายได้เด็ดขาด
บทพิเศษ ตอนที่ 66.2 จุดธูปหนึ่งดอก
รอกระทั่งช่วงนี้เกิดคลื่นมรสุมในเมืองหลวงครั้งนั้นขึ้น เรื่องนี้ก็ ไม่ต้องพูดถึงกันอีกแล้วกรมคลังของต้าหลีแทบจะถูกจัดการยกชุด เวลานี้ใครกล้าพูดเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับ “เงิน” บ้าง? คิดว่าคุก ของกรมอาญาและของที่ว่าการเหนือไม่มีข้าวให้กินจริงๆ หรือ?
เกาสุ้ยเห็นว่าพวกไต้หงจะพูดคุยเรื่องที่เป็นความลับ นางก็เลย หาข้ออ้างขอตัวกลับไปก่อน ไปเดินดูที่อื่น
เจ้าของร้านชี้ไปยังฝ้าเพดาน
เพราะเบื้องบนมีคนบอกมา มีข่าวที่ยืนยันแน่นอนแล้วหรือ?
ไต้หงยิ้มไม่พูดไม่จา
เจ้าของร้านถาม “เต็มเพดานแล้วหรือยัง?”
ไต้หงยังคงไม่พูดอะไร
เจ้าของร้านจ้องเขม็งไปที่ไต้หงพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ข้าสามารถ ส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปโน้มน้าวให้เหลียงจ้าวกลับต้าหลีได้”
ไต้หงพยักหน้า “วางใจเถอะ ข้าไม่มีทางทำร้ายเขา แล้วก็ไม่มี ทางทำร้ายให้เจ้าหมด สิ้นมิตรภาพกับสหายเก่าแก่อย่างเหลียงจ้าว ได้”
เจ้าของร้านถาม “เต็มเพดานแล้วจริงๆ หรือ?”
ไต้หงหยิบส้มหวานผลหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ
เจ้าของร้านมึนงงไม่เข้าใจ ไต้หงกลับเก็บส้มใส่ไว้ในชายแขน เสื้อทันใด ก็ไม่รู้ว่ากำลังโอ้อวดอะไรอยู่
ผู้เฒ่าร่างกำยำคนหนึ่งที่ยังกระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวาเดินก้าว ยาวๆ เข้ามาในร้าน แล้วก็เริ่มด่าคนทันที
“เจ้าคนแซ่กู้ เจ้าแม่งเลิกอิดๆ ออดๆ เสียทีเถอะ ต้าหลีของข้าจะ เป็นแค่ขี้ลาที่แวววาวแต่ภายนอกได้อย่างไร?!”
“หากไม่เป็นเพราะเห็นแก่ที่เจ้าเป็นคนของอุตรกุรุทวีป จะเป็น สหายหรือไม่ได้เป็นสหายอะไรก็จะตบปากเจ้าก่อนสักที!”
“จ๊ๆ นี่ไม่ใช่พ่อค้าหลวงใหญ่ไต้ ใต้ต่งเหนือไต้” หรอกหรือ ไฉน ถึงมาเยือนร้านเล็กๆ แบบนี้ได้ ไม่กลัวว่ารองเท้าจะสกปรกบ้างหรือ?”
ไต้หงเอนกายพิงโต๊ะคิดเงิน หันหน้าเข้าหาผู้เฒ่า หัวเราะหึหึ “ตา เฒ่าเหลียง เจ้าหัดทำปากให้สะอาดหน่อยเถอะ”
เจ้าของร้านอ่อนใจยิ่ง มาระบายความโกรธใส่ข้าทำไมกัน
แต่ดูจากท่าทางแล้วก็น่าจะเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว หาไม่แล้ว ยามพูดจาก็ไม่น่าจะมีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยมขนาดนี้
ผู้ที่มาก็คือเหลียงจ้าวที่เดินทางจากหลิวเสียทวีปกลับมายังแจกัน สมบัติทวีป
ก่อนหน้านี้ไปผ่อนคลายอารมณ์ที่นั่น เพิ่งจะได้รู้จักกับสหายบน ภูเขาที่ถูกชะตากันหลายคน
ดังนั้นจึงมีคนถามเหลียงจ้าวที่พอดีมาจากแจกันสมบัติทวีป มา จากราชสำนักต้าหลีว่า
ไฉนราชสำนักต้าโซ่วถึงกลายมาเป็นแคว้นใต้อาณัติของราช สำนักต้าหลีพวกเจ้าได้เล่า?
ผู้เฒ่าที่ถูกถามก็อึ้งไปเหมือนกัน แล้วก็รีบรุดกลับมาที่แจกัน สมบัติทวีปทันใด
กลัวจะเป็นเรื่องโกหก
เปลี่ยนเรือข้ามฟากมาตลอดทาง ผู้เฒ่าซื้อหารายงานข่าวบน ภูเขามามากมาย ในที่สุดก็แน่ใจในหลายๆ เรื่อง ต่อให้จะไม่กล้าเชื่อ แค่ไหนก็เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน
ยกตัวอย่างเช่นว่าต้าหลีมีราชครูคนใหม่ แถมยังเป็นอื่นกวานคน สุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ด้วย แซ่เฉิน คือคนในท้องถิ่น ของต้าหลี และยังเป็นศิษย์น้องของราชครูชุยด้วย
หรืออย่างเช่นว่าสกุลเฉาแห่งแผ่นดินกลางและราชสำนักต้า หยวนอุตรกุรุทวีปซึ่งเป็นหนึ่งในสิบราชวงศ์ใหญ่ของไพศาล ต่างก็จะ ลงนามเป็นพันธมิตรกับสกุลซึ่งต้าหลี
เมื่อเรือข้ามทวีปลำนั้นกำลังจะจอดเทียบท่าที่แจกันสมบัติทวีป ผู้ เฒ่าที่ยืนอยู่บนหัวเรือเงียบงันไร้คำพูดไปนาน ออกไปท่องเที่ยวอยู่ ข้างนอก ห่างจากบ้านเกิดไปนานเหลือเกินแล้ว ยิ่งขยับเข้าใกล้บ้าน เกิดก็ยิ่งเกิดความขลาดกลัว
เมื่อเรือข้ามฟากเข้ามาในอาณาเขตของชานเมืองหลวงต้าหลี พอจะมองเห็นเค้าโครงของท่าเรือก่าวซู่ที่ทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจไว้ให้ อย่างเรือนลาง ผู้เฒ่าก็เหม่อลอยไร้คำพูด
ก็เหมือนเข้าใจผิดคนข้างกายที่ใกล้ชิดสนิทสนมที่สุด ต่อให้ ปากจะเอ่ยขออภัยไม่ได้ทว่าในใจกลับรู้สึกผิดอย่างมาก รู้สึกย ่าแย่ มากเป็นพิเศษ
เกาสุ้ยเจ้าประมุขคนปัจจุบันของตำหนักสู่หลีเดินเล่นไปตาม ร้านค้าต่างๆ ของบนภูเขาเพียงลำพัง เวลานี้นางก็มีเรื่องในใจให้ ครุ่นคิด
ซูหลางเซียนกระบี่ไผ่เขียวในยุทธภพ นางได้ยินชื่อเสียงอันเลื่อง ลือของเขามานานแล้ว ทว่าหลัวฟู่เม่ยนางกลับไม่เคยได้ยินมาก่อน
คราวก่อนซูหลางเข้ามาในเมืองหลวงก็ติดตามมาข้างกายโจว ไห่จิ้ง
ในเมื่อราชครูบอกแล้ว ก็แค่อดทนรอไปก็พอ ไม่จำเป็นต้องให้ เกาสุ่ยวาดงูเติมขา เป็นฝ่ายไปตามหาร่องรอยของพวกเขาด้วย ตัวเอง
แต่ราชครูยังมีคำสั่งลับอีกข้อหนึ่งที่ทำให้เกาสุ่ยมึนงงอย่างมาก บอกกับนางว่าก่อนออกจากเมืองหลวงจะต้องไปหาบรรพจารย์ที่อยู่ กับสกุลชิวฝูเฟิงผู้นั้น ให้นางไปที่จวนสุ่ยจวินมหาสมุทรบูรพา? ฟัง จากความหมายของราชครูแล้ว บรรพจารย์ของตำหนักสู่หลีผู้นี้
ตลอดหลายปีมานี้คอยให้การช่วยเหลือสกุลชิวสายรองเพื่อให้ “กำเนิดมังกร” อย่างลับๆ มาโดยตลอด และศาสตร์แห่งการอุปถัมภ์ มังกรก็คือหนึ่งในความสามารถเฉพาะตัวของตำหนักสู่หลีจริง
เรื่องแรกที่เกาสุยทำหลังออกจากจวนราชครูก็คือไปยื่นเทียบขอ พบที่สกุลชิวตรอกอี้ฉือ
แต่ต้องกินน ้าแกงประตูปิด อย่าว่าแต่ได้เข้าไปในประตูเลย แม้กระทั่งคนเฝ้าประตูก็ยังไม่ได้พบ
แต่เกาสุ้ยสามารถแน่ใจในเรื่องหนึ่งได้แล้ว บรรพจารย์บ้านตน มาช่อนตัวอยู่ในสกุลชิวจริง!
เพราะตอนนั้นกระบี่ที่นางสะพายหลังได้สั่งเสียงร้องและ สั่นสะเทือนเบาๆ เหมือนได้พบคนรู้จักเก่า
ตรอกเล็กเส้นหนึ่งที่สองฝากฝั่งมีร้านค้าตั้งเรียงราย ชายหนุ่ม หญิงสาวคู่หนึ่งที่สีหน้าค่อนข้างเหนื่อยล้าเดินมาตามทาง เกาสุ้ย ไม่ได้สนใจ อยู่ที่ท่าเรือตระกูลเซียนแห่งนี้ แค่เจอผู้ฝึกยุทธขอบเขต สามหลอมลมปราณสองคนในยุทธภพ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก ประหลาดอะไร เกาสุ้ยมีสีหน้าเฉยชา ทว่าชายหนุ่มคนนั้นกลับเห็น
เกาสุ่ยแล้วทำท่าตกตะลึงอย่างหนัก คิดไม่ถึงว่าอยู่ในตรอกเล็กแห่งนี้
จะได้พบกับสาวงามที่ทั้งรูปโฉมและบุคลิกล้วนเลิศล ้าอย่างนี้ได้
บุรุษมองเกาสุ้ยอยู่สองที่ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างว่องไว เพราะ ละอายใจที่ตัวเองสู้ไม่ได้ นางต้องเป็นผู้ฝึกตนหญิงทำเนียบของพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมใหญ่แห่งใดอย่างแน่นอน
หากไม่เป็นเพราะแคว้นล่มสลาย ด้วยชาติกำเนิดของเขา ต่อให้ เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาอย่างน้อยก็คงกล้าพูดคุยกับนางบ้าง
สตรีที่ใช้นามแฝงว่าหวงฝูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางจึงไม่ทัน สังเกตเห็นความผิดปกติของคนข้างกาย
เพราะเพิ่งจะออกมาจากคุกใหญ่ของกรมอาญา คิดไม่ถึงว่าจะมี วันที่พวกเขาได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง
ทั้งๆ ที่ฟ้าดินกว้างใหญ่ ทว่าพวกเขาควรจะไปอยู่ที่ไหนไปทำ อะไร สำหรับชาวบ้านพลัดถิ่นแคว้นล่มสลายซึ่งยังคงหวนรำลึกถึง วันวานไม่ลืมเลือนอย่างพวกเขาแล้ว นี่กลับเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก
ก่อนหน้านี้พวกเขาปลอมตัวเป็นคณะละครงิ้วที่ขึ้นเหนือล่องใต้ ร่วมมือกับนักต้มตุ๋นกลุ่มนั้นสวมรอยเป็นคณะทูตของแคว้นใต้อาณัติ เข้ามาในเมืองหลวง
ผู้เฒ่าที่มีฉายาว่าหัวหน้าอวี๋และพวกเด็กหนุ่มล้วนขวัญกล้า เทียมฟ้า ส่วนพวกหวงฝูกลับคุ้นเคยกับวงการขุนนางเป็นอย่างดี ทั้ง สองฝ่ายจึงร่วมมือกันได้อย่างไร้ช่องโหว่
วันนี้อยู่ดีๆ ก็ได้รับอิสระ จะให้พวกเขาไปเป็นนักแสดงงิ้วพื้นบ้าน จริงๆ ก็คงไม่ได้
เพราะถึงอย่างไรพวกเขาคนหนึ่งคือบุตรชายของกั๋วกงซึ่งเป็น พระญาติของราชวงศ์ อีกคนหนึ่งคือทายาทแม่ทัพที่สืบทอด บรรดาศักดิ์กันมาหลายยุคหลายสมัย
บนผืนพรมแห่งเวทีการแสดง เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ นอก ละคร ในละคร จริงๆ เท็จๆ
ขุนนางกรมอาญาแนะนำพวกเขาบอกว่าสามารถไปหาคนใน ยุทธภพนามว่าซ่งชิงที่ท่าเรือก่าวซู่ได้ หากไม่ยินดีก็ไม่เป็นไร วัน หน้าก็อย่าทำผิด คิดอยากจะเป็นนักฆ่าอะไรอีก จงกลับไปที่บ้านเกิด แต่โดยดี ส่วนจวนของพวกเจ้า ราชสำนักต้าหลีได้มอบคืนให้นาน แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่ให้ลงหลักปักฐาน
หวงผู้หมดอาลัยตายอยาก นางอยากกลับบ้านเกิด แต่หลัวกวง ถึงไม่ยอม เขาอยากจะเปลี่ยนเส้นทางเดินดู พยายามจะช่วงชิง ชื่อเสียงเกียรติยศและความร ่ารวยสูงศักดิ์ เขาบอกว่าต้องไม่ผิดต่อ ชื่อของตัวเอง
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ผิวค่อนข้างคล ้าคนหนึ่ง ข้างกายไม่มีองค์ รักษ์ผู้ติดตาม เขาเดินไปตามตรอกซอกซอยของท่าเรือตระกูลเซียน แห่งนี้ นอกจากข้าวของที่ขายในร้านล้วนเป็นของบนภูเขาแล้ว อันที่
จริงอย่างอื่นก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากตลาดทั่วไป เขาออกจากจวน
ราชครูมาค่อนข้างเร็ว เดินเท้าออกมาจากระเบียงพันก้าวแห่งนั้น เนื่องจากไม่ใช่คนในวงการขุนนางจึงไม่สะดุดตาใคร เดินผ่านศาล หงหลของตรอกหนันชวิน เพิ่งจะมาถึงบริเวณใกล้เคียงกับ “ถนน ตระกูลจ้าว” รถม้าคันหนึ่งก็เลิกผ้าม่านขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่
งดงามเจ้าของใบหน้าเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “ซ่งชิ่ง เจ้ามาได้อย่างไร? คงไม่ใช่ว่าความแตกก็เลยถูกทางการจับตัวมาตัดหัวหรอกนะ?”
แล้วสตรีผู้นั้นก็จุปากรัวๆ หลายที โบกมือขับไล่คำพูดที่เต็มไป ด้วยความอัปมงคลพวกนั้นทิ้งไป “ขึ้นมาหลบหน่อยไหม?”
ซ่งชิ่งจำนางได้ แล้วยังถือเป็นคนสนิทกันด้วย นางแซ่เหลียง คือ คนค้าขาย เขาคือคนในยุทธภพ เคยเจอกันในร้านขายของตกแต่ง ห้องหนังสือที่ขายพวกกระดาษเชวียนจื่อและจานฝนหมึกในอวี๋โจว พวกเขาต่างก็ถูกใจจานฝนหมึกชิ้นเดียวกัน ซ่งชิ่งไม่ได้แย่งชิงกับ นาง ก็แค่ช่วยเถ้าแก่ที่ค่อนข้างคุ้นเคยกันเรียกราคาให้สูงขึ้น จานฝน หมึกที่เดิมทีราคาห้าตำลึงเงิน ต่อให้ราคาจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวก็ไม่ สูงไปอย่างไรได้
ไปๆ มาๆ พวกเขาก็ได้รู้จักกัน ตอนนั้นนางบอกว่าตระกูลตัวเอง ตกอับจึงจำต้องให้สตรีอย่างนางออกจากบ้านมาทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มรายรับให้กับทางตระกูล ส่วนเขาก็บอกว่าตัวเองคือคนใน ยุทธภพ บางครั้งก็ช่วยคุ้มกันขบวนเดินทางแทนสหาย ได้เงิน เพิ่มเติมเล็กน้อยก็เก็บสะสมไว้เป็นค่าสินสอด เพื่อที่จะได้แต่งภรรยา สวยๆ กลับไปบ้าน นางเองก็เคยถามเขาว่าทำไมเจ้าชื่อเดียวกับฮุย
อ๋อง? เขาย้อนถามมาว่าเจ้าที่เป็นคนทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ ถึงกับ รู้จักชื่อของอ๋องหัวเมืองด้วยหรือ? นางหัวเราะฮ่าๆ ซ่งชิ่งเองก็หัวเราะ ตาม บอกว่าเป็นชื่อที่บิดามารดาตั้งให้ เขาก็แค่ชาวบ้านตัวเล็กๆ คน หนึ่งจะไปบอกให้ฮุยอ๋องเปลี่ยนชื่อก็คงไม่ได้กระมัง?
มาพบเจอกันอีกครั้งในต่างบ้านต่างเมืองถือเป็นเรื่องน่ายินดี
สหายเก่าแก่กลับไม่ได้นัดหมายกันดื่มสุรา เพราะต่างก็มีธุระ สำคัญให้ต้องไปทำ
ซ่งชิ่งจะไปหาคนสองคนที่ท่าเรือก่าวซู่ นั่นก็คือหวงฝูกับหลัวก วงถิง
แต่นางกลับต้องเข้าร่วมการประชุมหนึ่ง
ได้รับแจ้งข่าวกะทันหัน นางและทางตระกูลต่างก็ตั้งตัวกันไม่ทัน ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคดีหรือเคราะห์ร้าย เพราะถึงอย่างไร…บัญชาจาก สวรรค์ก็ยากจะคาดเดา
นางก็คือหลานสาวของเหลียงจ้าวเจ้าของที่ดินรายใหญ่ของ ท่าเรือ นับแต่เด็กมาเหลียงฮุยก็เผยพรสวรรค์ด้านการค้าที่น่าตะลึง
อันที่จริงคุณสมบัติด้านการฝึกตนของเหลียงฮุยก็ดีมาก ทาง ตระกูลย่อมยินดีทุ่มเงินให้กับนาง แต่นางกลับไม่ตั้งใจฝึกตน เห็นมัน เป็นแค่เรื่องที่จะทำยามมีเวลาว่างเท่านั้น
ฝึกตนก็เพื่อมีชีวิตอยู่ได้นานยิ่งกว่าเดิม เพื่อได้ทำการค้า มากกว่าเดิม ได้เงินเทพเซียนมามากกว่าเดิม
นางมีเคล็ดลับเฉพาะอยู่หลายข้อ หนึ่งคือเอาอย่างต่งครึ่งเมือง เขาทำการค้าอะไรนางก็ทำตามอย่าง เขาไปร ่ารวยที่ไหน นางก็ตาม เอาเงินไปทุ่มที่นั่นอย่างว่องไว สองคือนางไม่เคยเชื่อว่า “คุณธรรม” จะเอาชนะ “ความปรารถนา” ได้ ทางเหนือของลำน ้าใหญ่ ทำการค้า ต้องเคารพกฎระเบียบ แต่พอไปถึงทางใต้ของลำน ้าใหญ่ นางตั้งใจ หลอกพวกขุนนางผู้มีอำนาจและพวกพ่อค้าเศรษฐีโดยเฉพาะ โดยเฉพาะพวกคนที่เรียกตัวเองด้วยความภาคภูมิใจว่ามาจาก สายน ้าใส นางยินดีทุ่มเงินมากเป็นพิเศษ เงินเกล็ดหิมะหนึ่งเหรียญไม่ พอใช้ ถ้าอย่างนั้นก็เงินร้อนน้อยหนึ่งเหรียญ ยังไม่ได้ผลอีก แล้วเงิน ฝนธัญพืชหนึ่งเหรียญล่ะ?
ดังนั้นหลายปีมานี้เมืองหลวงต่างก็แพร่ข่าวที่ว่าสตรีบ้าอย่างเหลี ยงฮุยได้ซื้อแคว้นเล็กแคว้นหนึ่งที่อยู่ทางใต้ไว้โดยเฉพาะ
เล่าลือกันว่ามีแคว้นเล็กติดทะเลที่ค่อนข้างห่างไกลแห่งหนึ่ง นับตั้งแต่ฮ่องเต้ไปจนถึงเหล่าขุนนาง จากราชสำนักไปจนถึงยุทธภพ ล้วนเป็นนางที่ทุ่มเงินสร้างขึ้นมา
เหลียงฮุยมักจะดูแคลนพวกคุณชายตระกูลผู้ดีในเมืองหลวงมา โดยตลอด ชอบเล่นสนุก? เลี้ยงเหยี่ยวและสุนัขล่าเนื้อ อย่างมากก็แค่ จ่ายเงินเล่นเทพธิดา? ดูดีขึ้นมาหน่อยก็เล่นของเก่าอักษรภาพ เที่ยว เล่นภูเขาสายน ้า พวกเจ้าจะเทียบกับข้าได้หรือ?
แต่เมื่อคืนวานเหลียงฮุยรู้ว่าตัวเองต้องเข้าร่วมการประชุมที่จวน ราชครูก็ตื่นเต้นอย่างมาก
ตื่นเต้นจนนางที่อยู่ในห้องโดยสารรถม้าคิดหาเหตุผลห่วยๆ ที่ทำ ให้ไม่ต้องไปเข้าร่วมการประชุมได้เป็นกระบุงโกย
ดังนั้นพอนางเจอซ่งชิ่งจึงดีใจมากเป็นพิเศษ เพราะทุกครั้งที่เจอ กับสหายคนนี้ก็ดูเหมือนว่าต่อจากนั้นจะต้องมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเสมอ เฮ้อ หากเขายินดีเป็นเขยแต่งเข้าบ้านก็ดีน่ะสิ แน่นอนว่านางยินดี ไปสู่ขอเขา แต่ทุกครั้งที่เจอหน้ากันเขาชอบแกล้งโง่ บอกว่ายังเก็บ สะสมเงินสินสอดได้ไม่พออยู่เสมอ
เดิมทีหลี่เป่าเจินยังอยากจะเดินเล่นอยู่ที่ท่าเรืออีกสักหน่อย แต่ รอกระทั่งเขามองเห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่สวมชุดลัทธิขงจื๊อแล้วก็ จากไปอย่างเด็ดเดี่ยวโดยไม่แม้แต่จะทักทายอีกฝ่าย ตรงไปที่ท่าเรือห มิงตี กลับไปยังสำนักทอผ้าอวี๋โจวโดยตรง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก็ มองเห็นหลี่เป่าเจินแล้ว เขาเองก็คร้านจะเปิดปากพูดจาให้เปลือง น ้าลาย ไม่มีทางที่เป็นคนบ้านเดียวกันสองคนมาเจอกันแล้วน ้าตา เอ่อคลอดวงตาเด็ดขาด
แม้ว่าหลี่เป่าเจินจะไม่สนิทกับคนผู้นี้ แต่อีกฝ่ายกลับสนิทกับ ราชครูหนุ่มอย่างมาก
ราชครูหนุ่มที่มีสถานะสูงส่งอาจจะไม่ถือโทษโกรธเคืองเรื่อง บาดหมางในอดีต ยอมผ่อนปรนให้ตนครั้งหนึ่ง แต่เจอกับไอ้หมอนี่
กลับต้องอ้อมไปให้ไกลจริงๆ แล้ว
อย่าว่าแต่พูดคุยอะไรกับเขาเลย ถึงขั้นที่ว่าอย่ามองสบตานาน เกินไป หลี่เป่าเจินรู้สึกว่าต่อให้ตัวเองล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ข้อสรุปและเหตุการณ์ระหว่างเขากับจูลู่ต่างไปจากเดิม แต่เจอคนผู้นี้
ก็เกรงว่ายังคงต้องเคารพอีกฝ่ายอยู่ไกลๆ เหมือนเดิม
ตอนที่ฮุยอ๋องซ่งชิ่งไปเจอชายหญิงคู่นั้นได้เดินสวนไหล่กับลูก ศิษย์ลัทธิขงจื๊อหนุ่มคนหนึ่งที่สะพายหีบไม้ไผ่ ในมือถือไม้เท้าไผ่ เขียว
สองฝ่ายมองสบตากัน ต่างก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา
ฝ่ายหลังเดินตรงไปยังร้านที่ตั้งอยู่สุดปลายตรอกเล็กแล้วพูดเข้า ประเด็นโดยตรงว่า “เถ้าแก่ ในร้านยังมียันต์ฝนธัญพืชอีกไหม?”
ไต้หงและเหลียงจ้าวกำลังพูดคุยกันอยู่ที่เรือนด้านหลัง เจ้าของ ร้านดีดลูกคิด เงยหน้าขึ้น เอ่ยขออภัยว่า “ลูกค้า ไม่บังเอิญเลย เพิ่ง จะขายหมดไป”
คนหนุ่มลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อถามว่า “สามารถสั่งจองได้ไหม?”
เจ้าของร้านยิ้มเอ่ย “ย่อมได้ แต่ว่าเร็วสุดก็ต้องครึ่งปีถึงจะมีของ ลูกค้ารอได้ไหม?”
คนหนุ่มยิ้มเอ่ย “รอได้”
ความอดทนของเขาดีเยี่ยมมาโดยตลอดอยู่แล้ว
เจ้าของร้านเอ่ย “ลูกค้าต้องการยันต์ฝนธัญพืชกี่แผ่น กฎของที่
ร้านคือจ่ายเงินมัดจำก่อนครึ่งหนึ่ง แล้วข้าค่อยมอบยันต์ที่ทำด้วย กรรมวิธีลับเฉพาะของที่ร้านให้ลูกค้าแผ่นหนึ่งเพื่อเป็นหลักฐานตอน มาเอาของในวันข้างหน้า”
บทพิเศษ ตอนที่ 66.3 จุดธูปหนึ่งดอก
คนหนุ่มกล่าว “ได้สิ ข้าต้องการยันต์ฝนธัญพืชหนึ่งแผ่น”
เจ้าของร้านอึ้งตะลึง ต้องรอครึ่งปีเพียงแค่เพื่อยันต์แผ่นเดียวน่ะ หรือ?
แต่แน่นอนว่าเจ้าของร้านไม่มีทางเปลี่ยนท่าทีแค่เพราะเรื่องนี้ ใต้ หล้านี้ไม่มีหลักการเหตุผลให้ทำการค้าเช่นนี้นี่นะ
คนหนุ่มวางเงินมัดจำก้อนหนึ่ง เจ้าของร้านหยิบพู่กันขึ้นมา เขียนอักษรคำว่า “กู้” ไว้ตรงกลางยันต์สองแผ่น จากนั้นค่อยเขียนใน แนวตั้งว่า “ยันต์ฝนธัญพืชหนึ่งแผ่น” มอบแผ่นหนึ่งให้กับคนหนุ่มที่
มองดูเหมือนลูกศิษย์สำนักศึกษาลัทธิขงจื๊อ ยิ้มเอ่ยว่า “ข้าแซ่กู้ ลูกค้าเก็บไว้ให้ดี”
คนหนุ่มที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายตำรารับยันต์มา “ข้าก็แซ่กู้ เหมือนกัน”
เจ้าของร้านประหลาดใจเล็กน้อย ยิ้มเอ่ย “บังเอิญขนาดนี้เชียว”
คนหนุ่มพยักหน้า “ชีวิตคนหากไร้ความบังเอิญก็ไม่เกิดเป็น ตำรา”
เจ้าของร้านยิ้มอย่างรู้ใจ “นั่นสิ”
ตนเพิ่งจะเขียนตัวอักษรคำว่ากู้ไปนี่นะ
ทว่าสิ่งที่คนหนุ่มที่เหมือนบัณฑิตซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะคิดเงิน ผู้นั้นต้องการจะสื่อกลับจงใจเว้นคำสองคำไป
ชีวิตคนหากไร้ความบังเอิญก็ไม่เกิดเป็นทะเลสาบซูเจี่ยน (ชู เจี้ยนหมายถึงจดหมายลายลักษณ์อักษรบนแผ่นไม้หรือแผ่นไผ่)
……
ในห้องแห่งหนึ่งมีคนอยู่สิบกว่าคน นอกจากคนที่มีประสบการณ์ โชกโชนอย่างพวกเผยจิ่ง หยวนเจิ้นแล้ว ก็ยังมีเลขาธิการฝ่ายบุ๋นคน ใหม่สองคนอย่างจางติ้งและเหยียนอี้
เนื่องจากพวกเผยจิ่งสองคนรับหน้าที่บันทึกรายชื่อคนที่เข้ามา เยือนจวนราชครู ดังนั้นรายชื่อสองฉบับที่อวี๋สืออู้นำมามอบให้ ขุน นางหนุ่มทั้งสองจึงต้องจดลงในบันทึก
เผยจิ่งถาม “อาจารย์อวี๋ ซือถูเตี้ยนอู่ไม่ได้เข้าประชุม ควรจะระบุ คำว่า “ขาดการประชุม” ไปเพิ่มเติมหรือไม่?”
พวกคนหนุ่มของจวนราชครูพบเจอเพื่อนร่วมงานอย่างอวี๋สืออู้ คิดไปคิดมาก็ยังคงรู้สึกว่าเรียกอีกฝ่ายว่า “อาจารย์” น่าจะเหมาะสม ที่สุด
หาไม่แล้วอวี๋สืออู้ออกจากทำเนียบหยกทองของภูเขาเจินอู่ มาแล้ว หากยังเรียกเขาว่าอวี๋เซียนซืออีก จะไม่เป็นการสาดเกลือลง บนบาดแผลของอีกฝ่ายหรอกหรือ?
แล้วนับประสาอะไรกับที่ เซียนซือ” ที่อยู่ข้างนอกถือว่าพอจะสูง ศักดิ์ล ้าค่าอยู่บ้าง เมื่อมาอยู่ในจวนราชครูแห่งนี้กลับไม่ถือว่าเป็นคำ เรียกขานที่น่าฟังเท่าใดนัก
เลขาธิการฝ่ายบุ๋นคนหนึ่งของจวนราชครูต้าหลี ไม่ว่าจะไปอยู่ ในสถานที่ใดของแจกันสมบัติทวีป ต่อให้เจ้าจะเป็นห้าขอบเขตบน แต่จะสามารถเทียบกับฝ่ายแรกได้หรือ?
อวี๋สืออู้ส่ายหน้า “หรงอวี๋บอกแล้วว่า ถือว่าซือถูเตี้ยนอู่ได้มาเข้า ประชุมแล้ว”
เผยจิ่งจึงไม่ถามอะไรมากอีก
หยวนเจิ้นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่ไม่อาจ จับ พู่กันบันทึกความจริงอย่างเที่ยงตรงไม่เอนเอียง
อวี๋สืออู้คล้ายจะเดาความคิดของเลขาธิการฝ่ายบุ๋นผู้นี้ได้ จึงเอ่ย หยอกล้อว่า “ในอนาคตวันใดที่พวกเจ้าลาออกจากการเป็นขุนนาง กลับบ้านเกิด แล้วยังมีอารมณ์ที่จะเขียนบันทึกส่วนตัว ถึงเวลานั้น ค่อยเพิ่มเรื่องนี้เข้าไป ถือว่าเป็นการเก็บบันทึกเรื่องราวและรวบรวม สิ่งที่ตกหล่นเติมเต็มให้ครบถ้วน แล้วก็ค่อยขอให้สหายรักที่เส้นทาง ขุนนางก้าวหน้าเช่นเดียวกันช่วยจรดพู่กันดุจบุปผาผลิบาน เขียน บทนำดีๆ ให้สักบท”
หยวนเจิ้นหรือจะกล้ารับคำในเรื่องนี้
การประชุมครั้งที่สอง ยศขุนนางของเวินเอ่อร์เจ้ากรมโยธาสูง ที่สุด อู่หวังเฉิงคือรองเจ้ากรมกลาโหมฝ่ายขวา เนื่องจากเป็นขุนนาง เมืองหลวงจึงตามหลังอีกฝ่ายมาติดๆ
เว่ยหลี่และเหวยเลี่ยงล้วนเป็นเจ้ากรมและรองเจ้ากรมของลั่วจิ งเมืองหลวงสำรอง เว่ยหลี่มีระดับขั้นขุนนางเท่ากับอู๋หวังเฉิง แต่ตาม กฎระเบียบในวงการขุนนางต้าหลี หากขุนนางของเมืองหลวงและ ของเมืองหลวงสำรองเข้าประชุมด้วยกัน ลำดับที่นั่งจะค่อนข้าง ซับซ้อน สถานการณ์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นขุนนางเมืองหลวงอยู่ ข้างหน้า ขุนนางของเมืองหลวงสำรองอยู่ด้านหลัง แต่หากขุนนาง ของเมืองหลวงสำรองคือขุนนางผู้ถือตราประทับของที่ว่าการเก้า มนตรีน้อยใหญ่ ที่นั่งกลับจะอยู่ด้านหน้า ขุนนางผู้ช่วยของเมือง หลวงอย่าคิดจะแย่งตำแหน่งที่นั่ง ค่อนข้างคล้ายคลึงกับการตอบแทน ไมตรีที่มีนัยลุ่มลึกซึ่งเมืองหลวงมีต่อเมืองลั่วจิง
เหวยเลี่ยงเคยเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของแคว้นชิงหลวน แล้วยังเป็นผู้ฝึกตนสำนักนิติธรรมคนหนึ่ง
เฉาหรงแม่ทัพของอวี๋โจวชื่อจริงคือสวี่เม่า ก็เป็นลูกหลานเมล็ด พันธ์แม่ทัพอันดับหนึ่งเช่นกัน
หวังอี้ผู่อดีตแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์สกุลหลูเก่า หลังจาก กลายเป็นชาวบ้านเร่ร่อนของแคว้นล่มสลาย ตอนแรกก็ไปรับหน้าที่
เป็นองค์รักษ์อยู่ข้างกายหนันจานฮองเฮาเหนียงเนียงภายหลังได้รับ คำสั่งจากราชครูชุยฉานให้ไปคุ้มกันหลิ่วชิงเฟิงอย่างลับๆ ติดตาม
ฝ่ายหลังย้ายไปอยู่สถานที่ต่างๆ เป็นขุนนางตำแหน่งเล็ก เคยรับ หน้าที่เป็นมือปราบประจำอำเภออยู่หลายครั้ง
ทว่าตระกูลขุนนางที่มาจากแคว้นใต้อาณัติอย่างพวกเขา เทียบ กับขุนนางในท้องถิ่นของต้าหลีแล้วก็ไม่ได้ดีไปกว่าจอกแหนไร้ราก สักเท่าไร
จางติ้งเพิ่งจะมาอยู่ใหม่จึงถามหยั่งเชิงว่า “ข้าขอดูใบรายชื่อได้ ไหม?”
เผยจิ่งที่กำลังคัดลอกใบรายชื่อเงยหน้ายิ้มเอ่ย “ย่อมได้”
รายชื่อสองฉบับไม่ใช่ความลับที่บอกกล่าวใครไม่ได้สักหน่อย แต่ถ้าเป็นทางฝั่งของห้องอักษรหรงกลับจะมีข้อห้ามเยอะหน่อย
เผยจิ่งเอ่ยเตือนเสียงเบาว่า “ขอแค่ออกไปจากจวนราชครูแล้ว อย่าเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังก็พอ”
จางติ้งลุกขึ้นเดินมาที่นี่ รายชื่อสองฉบับรวมกันแล้วก็มีคนแค่หก สิบกว่าคน เหยียนอี้ก็รีบมาเปิดหูเปิดตาด้วย พบว่ารายชื่อฉบับแรก เขารู้จักคนเจ็ดแปดคน รายชื่อฉบับที่สอง เกินครึ่งล้วนเป็นชื่อที่ไม่ คุ้นเคย แน่นอนว่านี่ก็เกี่ยวข้องกับการที่เหยียนอี้เป็นขุนนางเล็กเท่า เมล็ดงามาโดยตลอดด้วย
หยวนเจิ้นเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ไฉนถึงมีนายอำเภอของหลง โส่วหยวนด้วย?”
รู้หรือไม่ว่าราชสำนักต้าหลีที่ได้ครอบครองแผ่นดินครึ่งหนึ่งของ แจกันสมบัติทวีป มีอำเภออยู่ทั้งหมดกี่แห่ง?
อิงตามตัวเลขที่แน่นอนซึ่งกรมขุนนางสรุปรวบรวมมาของรัชศก ฉุนผิงปีที่ห้า คำตอบก็คือห้าพันสามร้อยเจ็ดสิบเก้าแห่ง!
นี่ยังเป็นเพียงจำนวนตัวเลขหลังจากที่ราชสำนักต้าหลีได้ทยอย ตัดลดและควบรวมหน่วยงานครั้งใหญ่ต่อเนื่องยาวนานกว่าสิบปีแล้ว
นอกจากนายอำเภอของสองอำเภอหลักแห่งเมืองหลวงที่เป็นขั้น หกชั้นเอก บวกกับนายอำเภอขั้นหกชั้นโทอีกสองร้อยกว่าคนแล้ว ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงขั้นเจ็ดชั้นโททั่วไปเท่านั้น
เป็นเหตุให้ราชสำนักต้าหลีในยามที่เจริญรุ่งเรืองถูกเรียกขานว่า “แคว้นที่มีแคว้นใต้อาณัติร้อยแห่ง พันมณฑล หมื่นอำเภอ
แม้เผยจิ่งจะรู้คำตอบ แต่กลับไม่ได้พูดออกมา
เลขาธิการฝ่ายบุ๋นอีกคนที่นั่งอยู่ติดกับหน้าต่างยิ้มเอ่ยว่า “เขา คือบุตรโทนของหงจี้แห่งที่ว่าการเหนือ”
“แต่ว่านี่ยังไม่ใช่จุดที่หงหลิ่นมีชื่อเสียงที่สุด เขายังมีเรื่องราวอีก สองเรื่อง เพียงแค่เพราะหมวกขุนนางเล็ก วงการขุนนางถึงได้ไม่มี ใครรู้”
หากจะบอกว่าชิวเฮ้อสามารถเข้าร่วมการประชุมได้เพียงเพราะ เขาคือบุตรชายของชิวหล่ง จึงไม่มีปัญหาอะไร
แต่หากจะบอกว่าอนุญาตให้หงหลิ่นเข้าร่วมการประชุม เพียงแค่ เพราะราชสำนักต้องการ “มอบรางวัลเชิดชูขวัญ” ให้กับที่ว่าการ เหนือ ถ้าอย่างนั้นก็ดูแคลนราชสำนักและราชครูเฉินเกินไปแล้ว
คนผู้นั้นถือจอกชา จิบน ้าชาหนึ่งอีกแล้วเอ่ยเนิบนาบว่า “ปีนั้น ใช้สถานะของเลขาธิการฝ่ายบุ๋นติดตามกองทัพลงใต้ เป็นมือปราบ อยู่ในราชสำนักจูอิ๋งเก่า นายอำเภอในท้องถิ่นกลัวตาย คิดจะหนี ไม่ ยอมบอกข่าวที่กองทัพเผ่าปีศาจเปลี่ยวร้างกำลังจะบุกเมืองให้ ชาวบ้านรู้เพราะกลัวว่าหากเส้นทางติดขัดจะพลอยทำให้ขบวน เดินทางของเขาล่าช้าไปด้วย ผลคือหงหลิ่นรู้เรื่องนี้เข้า เขาก็ถือดาบ บุกเข้าไปด้านหลังของที่ว่าการเพียงลำพัง จัดการคนยี่สิบกว่าคน หมดในรวดเดียว และเขาก็ไม่รอเอกสารจากทางต้าหลี แต่ขึ้นเป็น นายอำเภอด้วยตัวเองนำกองกำลังออกจากเมืองไปทำสงคราม แต่ก็ ไม่เคยเข่นฆ่าปะทะกับเผ่าปีศาจซึ่งๆ หน้า บุกตรงโน้นที โจมตีตรงนั้น ที ไหลลื่นเหมือนปลาไหล ร้ายกาจยิ่งนัก”
ดวงตาของจางติ้งเผยแววชื่นชม เหยียนอี้ร้องว้าวเบาๆ เจ้าตัวดี ขวัญกล้าจริงๆ!
ควรจะจัดการนายอำเภอหลงโส่วหยวนอย่างหงหลิ่นอย่างไร ควร จะให้รางวัลหรือลงโทษ ทางกรมกลาโหมเคยทะเลาะกันมาก่อน แต่ เรื่องนี้ก็ถูกปล่อยค้างไว้ไม่ได้ตัดสินใจทั้งไม่ได้ให้เขาเลื่อนขั้นขุนนาง แล้วก็ไม่ได้ให้เขาเป็นนายอำเภอหลงโส่วหยวน ถ่วงรั้งมาไว้ตลอดทั้ง อย่างนี้
เลขาธิการฝ่ายบุ๋นสูงอายุผู้นั้นยิ้มเอ่ยว่า “แค่นี้ก็ชื่นชม นายอำเภอหงแล้วหรือ? จุดที่เขาร้ายกาจอย่างแท้จริงยังอยู่หลัง จากนั้นต่างหาก”
เขาพลันกวักมือเรียก “น้องเผยจิ่ง เอากระปุกใบชามาสิ ขอข้า ยืมชาฝนธัญพืชหน่อย”
เผยจิ่งเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ใบชาของข้ายังไม่ดีเท่าของหยวนเจิ้น เลยนะ”
คนผู้นั้นร้องเฮ้อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความขัดใจ “หยวนเจิ้นไม่ใช่ หยวนแห่งสกุลหยวนตรอกอี้ฉือเสียหน่อย แต่เจ้าคือบุตรชายแท้ๆ ของทูตผู้ตรวจการเผยตัวจริงเสียจริง ใบชาดีหรือไม่ดีล้วนเป็นเรื่อง รอง แต่ข้าอยากสัมผัสโชคแห่งขุนนางเสียหน่อย”
เผยจิ่งคลึงขมับ ตัวจริงเสียจริงอะไรกัน….ทว่าเขาก็ยื่นกระปุกใบ ชาให้กับอีกฝ่ายแต่โดยดี คิดไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะหยิบไปกำแล้วกำเล่า ดื่มชาหรือว่าดื่มใบชากันแน่ เห็นสีหน้าของเผยจิ่ง คนผู้นี้ก็ยื่นแก้ว ชาไปให้หยวนเจิ้นก่อน แล้วออกคำสั่งอย่างเป็นธรรมชาติว่า “หยวน เจิ้น ช่วยหน่อย ไปต้มน ้าร้อนที่ห้องครัวมาให้ที เป็นคนหนุ่มต้อง เดินเหินบ่อยๆ อย่าเอาแต่อุดอู้อยู่เฉยๆ อายุมากแล้วจะได้ไม่ปวดข้อ ขา”
จากนั้นเขายื่นมือไปชี้เผยจิ่งที่รับกระปุกชาคืนไป “ไม่ใช่ว่าข้า ตำหนิเจ้านะ น้องเผยจิ่งทั้งๆ ที่เป็นลูกหลานตระกูลสูง เวลาปกติแกล้ง
ทำเป็นหลานก็ยังพอทำเนา นั่นเรียกว่าใจกว้าง เป็นเรื่องที่ดี ไม่มี อะไรให้ต้องตำหนิติเตียน แต่ดันแกล้งยากจนนี่สิ นี่คือปัญหาเรื่อง คุณธรรมและนิสัยส่วนบุคคลแล้ว ฟังข้าสักคำ นับแต่วันนี้ไปต้อง เปลี่ยนนิสัยนี้แล้วนะ”
เผยจิ่งยิ่งอ่อนใจมากกว่าเดิม จะส่ายหน้าก็ไม่ใช่ จะพยักหน้าก็ ไม่ควร “พี่ชาย ท่านช่วยพูดเรื่องของนายอำเภอหงต่อเถอะ”
จางติ้งตกตะลึงอย่างหนัก เหยียนอี้ก็ยิ่งอึ้งงัน สรุปแล้วเป็นเทพ เชียนจากที่ใดถึงได้พูดจาห้าวหาญขนาดนี้?
เพียงแต่ดูจากโฉมหน้าของอีกฝ่าย ทั้งอมทุกข์ทั้งแก่ ไม่รู้ว่าอายุ มากแล้วจริงๆ หรือแค่หน้าแก่เท่านั้น?
คือสายรองของตระกูลเสาค ้ายันแคว้นท่านใด? หรือว่าคือทหาร เก่าแก่ประจำกองทัพชายแดนคนใดที่มีชีวิตรอดออกมาจากภูเขาศพ ทะเลเลือดจึงถอยมา “ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลาย” อยู่ที่นี่?
คนผู้นั้นยกแก้วน ้าชาขึ้น เอนหลังพิงเก้าอี้ เอ่ยเนิบช้าว่า “หลังจากนั้นหงหลิ่นก็หนีไปทั่ว ปลอมตัวเป็นทูตจากกระโจมทัพเผ่า ปีศาจ หลอกล่อให้นครแห่งหนึ่งเปิดประตู บนเส้นทาง พวก ข้าราชการทรยศที่แปรพักตร์ไปเข้ากับศัตรู และพวกเศรษฐีหัวโจกผู้ กดขี่ราษฎรคนสองร้อยเก้าสิบกว่าคน ตีฆ้องร้องป่าว ต้อนรับแม่ทัพ ใหญ่แห่งเผ่าปีศาจที่กำลังจะกลายมาเป็นนายท่านคนใหม่ของพวก เขา ยังไม่ลืมจับตัวพวกสตรีสาวหน้าตางดงามที่ร้องไห้คร ่าครวญอีก
ยี่สิบกว่าคนมาเตรียมมอบให้หัวหน้าเพื่อแสดงความกตัญญู เพราะ ถึงอย่างไรก็เป็นสัตว์เดรัจฉานเผ่าปีศาจนี่นะ เห็นสตรีพวกนั้น คาด ว่าก็คงนอนกับพวกนางทันทีโดยไม่มีมารยาทพิธีการอะไร หรือไม่ อาจจะกินพวกนางเลยด้วย แต่ถึงอย่างไรก็แลกมาได้ด้วยความ ร ่ารวยสูงศักดิ์เทียมฟ้าของคนชาติสุนัขอย่างพวกเขา ยังดีที่พวกเขา ชั่วร้ายจริงๆ ทว่าทูตของกระโจมทัพแห่งเปลี่ยวร้างกลับเป็นตัวปลอม สาดยิงลูกธนูจนพวกเขาตายกันหมด หงหลิ่นยังไม่ลืมพากองกำลัง ไปแทงพวกเขาซ ้า แทงหัวใจ ตัดหัว ช่างสาแก่ใจยิ่งนัก! “
เหยียนอี้ถามเสียงเบา “ไม่ทราบว่าจุดจบของสตรีที่น่าสงสาร พวกนั้นเป็นอย่างไร?”
คนผู้นั้นร้องเอ๊ะ ยิ้มตาหยีถามว่า “จะสนใจรายละเอียดปลีกย่อย ที่เกิดขึ้นในช่วงกลียุคพวกนี้ไปทำไม?”
เหยียนอี้พูดด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน “แค่อยากรู้”
คนผู้นั้นลูบหนวดเอ่ย “ได้ยินมาว่า แค่ได้ยินมานะ พวกนางได้รับ ความช่วยเหลือ คนครึ่งหนึ่งกลับเข้าเมืองไปตามหาคนในครอบครัว ส่วนหลังจากนั้นจุดจบของพวกนางจะเป็นอย่างไร ในวิถีทางโลกที่
เป็นเช่นนั้น สวรรค์เท่านั้นที่รู้ได้ ยังมีอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่มีบ้านให้กลับ ยินดีติดตามหงหลิ่น จึงถูกพาไปด้วยกันทั้งหมด ดูเหมือนว่าส่วน ใหญ่ล้วนยินดีแต่งงานกับแม่ทัพนายกองที่อยู่ข้างกายหงหลิ่น ส่วน ในบรรดาของพวกนางมีอีกกี่คนที่ต้องไปเดินบนเส้นทางสู่น ้าพุเหลือง
พร้อมกับสามีของพวกนาง หรือโชคดีรอดชีวิตมาได้ แต่ต้องกลาย มาเป็นหม้าย…เอาเป็นว่าข้าไม่รู้แล้ว”
เหยียนอี้เงียบงัน นายอำเภอหงผู้นี้ แม้จะอายุยังน้อย แต่กลับเป็น ลูกผู้ชาย! ไม่เสียแรงที่เป็นบุตรชายของหงจี้แห่งที่ว่าการเหนือ เกิด จากขนบธรรมเนียมประจำตระกูลผลักดันโดยแท้!
คนผู้นั้นพยักหน้า “หากเจ้าเป็นขุนนางหรือพ่อค้าร ่ารวยของ เมืองแห่งนั้น คาดว่าคงไม่มีทางเป็นหนึ่งในคนที่ถูกธนูยิงปักจน กลายเป็นเม่นตัวหนึ่งแน่นอน”
เหยียนอี้ไม่รู้จะพูดตอบเช่นไร เป็นคำพูดที่ดีก็จริง แต่ฟังแล้ว กลับทำให้คนรู้สึกแปลกๆ แต่จะดีจะชั่วก็ถือว่าได้รับรู้ความร้ายกาจ ของคนผู้นี้กับตัวเองแล้ว
คนผู้นั้นเอ่ย “ใช่แล้ว น้องเผยจิ่ง เจ้าสามารถถามบิดาของเจ้าได้ ไหม อีกเดี๋ยวเขาจะเป็นเจ้ากรมกลาโหมแล้วไม่ใช่หรือ คดีลับพวกนี้ เขาเปิดอ่านไม่ได้ ใครจะเปิดได้อีก สืบข่าวมาหน่อย แล้วค่อยมาเล่า ให้ขุนนางตำแหน่งเล็กเท่าเมล็ดงาอย่างพวกเราฟังบ้าง”
เผยจิ่งเอ่ยอย่างมีโทสะ “คดีลับของกรมกลาโหม ข้าที่เป็นคน นอกจะไปสืบข่าวส่งเดชได้หรือ?!”
ยิ่งพูดยิ่งโมโห เผยจิ่งจึงหลุดปากพูดออกไปว่า “ข้าคือลูกชาย ของเผยเม่า ไม่ใช่พ่อเขาสักหน่อย!”
เผยจิ่งโมโหแล้ว แต่คนผู้นั้นกลับยังสุขุมเยือกเย็น “หยวนเจิ้น ได้ยินหรือไม่ คำพูดประโยคนี้สามารถจดลงไปในบันทึกได้นะ ก็ถือ เป็นเรื่องน่าสนใจในวงการขุนนางที่ทำให้คนรุ่นหลังที่มาเปิดอ่าน อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน พงศาวดารทางการพิสดารได้ยิ่งกว่าบันทึก นอกตำราจริงๆ”
เผยจิ่งรีบกุมมือขึ้นเขย่าแรงๆ ให้คนผู้นั้น แสดงการวิงวอนทันที
หยวนเจิ้นยิ้มบางๆ “จะเขียนลงบันทึกหรือไม่ ใจคนต้องมีตาชั่ง อยู่อันหนึ่ง ย่อมพิจารณาตัดสินตามสมควรแก่เหตุและผล”
ชอบทำตัวเป็นคนจนนักใช่ไหม ทุกครั้งที่แวะไปบ้านข้าชอบ ทำท่าเหมือนผีโหยกลับชาติมาเกิดอย่างไรอย่างนั้น หิ้วปลามาตัว หนึ่ง เจ้าก็สามารถกินปลาหนึ่งตัวกับไก่ได้อีกครึ่งตัว ยังมีพี่สะใภ้เจ้า ที่ทุกครั้งอุตส่าห์หวังดีบอกว่าจะช่วยเป็นแม่สื่อให้เจ้า เจ้ากลับชอบ ปฏิเสธบอกว่าตัวเองชาติกำเนิดไม่ดี กลัวว่าจะทำให้ลูกสาวคนอื่น ต้องเสียเวลา?
บทพิเศษ ตอนที่ 66.4 จุดธูปหนึ่งดอก
คนผู้นั้นยิ้มถามเหยียนอี้ว่า “ขอแนะนำตัวสักหน่อย ข้าแช่จ้าว นามจู้ จี้หมิงที่แปลว่ามีชื่อเสียงโด่งดังน่ะ ก่อนจะเข้ามาอยู่จวนราชครู เคยเป็นเสียลวี่หลาง (ข้าราชการฝ่ายกำกับจังหวะและทำนองดนตรี ในราชสำนัก) ของที่ไท่ฉางซือมาก่อน ใช่แล้ว เหยียนอี้ เจ้าอายุ เท่าไรแล้ว?”
เหยียนอี้เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “สี่สิบกว่าแล้ว”
จ้าวจู้เอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ยังหนุ่มอยู่มากนะ ไม่เป็นไร อีกแค่ไม่กี่ปี ก็เป็นคนที่อายุครึ่งร้อยแล้ว”
เหยียนอี้กลับไปนั่งที่เดิมอย่างอีกๆ อักๆ
ภายหลังเขาถึงเพิ่งมารู้ว่าปีนี้จ้าวจู้อายุครบห้าสิบปีแล้ว ที่
ประหลาดยิ่งกว่าก็คือจ้าวจู้เป็นเลขาธิการฝ่ายบุ๋นอยู่ในจวนราชครู มานานถึงสิบห้าปีแล้ว
เลขาธิการฝ่ายบุ๋นเปลี่ยนผ่านดุจสายน ้าไหล ทว่าจ้าวจู้แห่งจวน ราชครูกลับมั่นคงดั่งเหล็กกล้า
จ้าวจู้มองไปนอกหน้าต่าง ใบไม้ของต้นอู๋ถงในลานบ้านร่วงไป สิบห้าครั้งแล้ว
ข้าผู้อาวุโสไม่คาดหวังแล้วว่าชีวิตนี้จะออกไปเป็นขุนนางอะไร ข้างนอกได้ ข้ายังจะกลัวใครอีกเล่า?
กระดกดื่มชาหนึ่งอีก ขมหรือไม่ ไม่รู้ แต่แม่ง…ร้อนจริงๆ!
ก่อนหน้านี้เดินผ่านทางสายเล็กที่มีต้นสนต้นป่ายของจวน ราชครู เป็นขันที่ผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียนที่ปรากฏตัวด้วย ตัวเอง นำพระราชโองการจากไทเฮาหนันจานมาด้วย ถ้อยคำที่ใช้ เด็ดขาดเข้มงวด หากไม่ถอนยศก็จะขับไล่ให้เป็นชนชั้นไพร่ ทำเอา พวกเก้ามิ่งฮูหยินร้อยกว่าคนตกใจจนพากันถอยร่นกลับไป
ส่วนระเบียงพันก้าว ทางฝั่งของที่ว่าการกรมกลาโหมแห่งนี้ ถึง ขั้นไม่มีหลางกวานออกหน้าด้วยซ ้า แค่จู่ซื่อตัวเล็กๆ คนหนึ่งของกรม กลาโหม ตำแหน่งขุนนางก็คือขั้นหกชั้นเอก
ศาลหงหลของตรอกหนันชวินเพิ่งจะเอาโต๊ะน ้าชาสี่ห้าตัวมาวาง ไว้หน้าประตู พวกผู้เฒ่าหลายคนที่มีคุณูปการต่อต้าหลี อันที่จริงใน ใจก็ยอมลั่นกลองถอนทัพไปแล้ว
เพราะเยี่ยนหย่งเฟิงซื่อชิงแห่งศาลหงหลูเพิ่งจะเข้าร่วมการ ประชุมครั้งแรกที่จวนราชครูเสร็จ ทว่าเยี่ยนหย่งเฟิงกลับมายังที่ว่า การเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ กลัวก็แต่ว่าเยี่ยนหย่งเฟิงจะกลายไปเป็น หงจี้แห่งที่ว่าการเหนือคนที่สอง ยื่นหนังสือสวามิภักดิ์ต่อราชครูหนุ่ม เรียบร้อยแล้ว กลัวว่าเขาจะพูดจาไพเราะว่าจะเลี้ยงน ้าชา แต่แท้จริง
แล้วกลับเตรียมจะขว้างจอกส่งสัญญาณ ร่วมมือกับที่ว่าการเหนือมา จัดการกับพวกเขาได้ทุกเมื่อ
เพราะถึงอย่างไรเยี่ยนหย่งเฟิงก็คือเจ้าประมุขคนปัจจุบันของ สกุลเยี่ยนจื่อจ้าว ไม่ค่อยเหมือนกับคนที่มีชาติกำเนิดเป็นเด็กบ้าน นอกขาเปื้อนโคลนอย่างหงจี้สักเท่าไร
ผลคือรอกระทั่งที่ว่าการกรมกลาโหมพลันเปิดประตูใหญ่ ในขณะที่ทหารฝีมือดีสวมเสื้อเกราะถืออาวุธกลุ่มใหญ่กำลังจะกรูกัน ออกมา ก็มีคนหันหัวกลับแล้วเผ่นหนีไปทันที
โดยทั่วไปแล้วหากทหารของที่ว่าการเหนือออกหน้า คนที่ถูก จัดการ ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนที่มารวมตัวกันเพื่อก่อเรื่อง
กรมอาญาออกหน้าจับคน คือจับคนที่กระทำความผิด สุดท้าย สามหน่วยงานด้านกฎหมายจะร่วมกันพิจารณาคดี ไม่ใช่ตัดสินว่ามี ความผิดหรือไม่ แต่ตัดสินว่าจะมีโทษอะไร
หากกรมกลาโหมส่งคนมา ความหมายกลับจะแปรเปลี่ยนไปจาก เดิมอย่างสิ้นเชิงแล้ว
นอกจากทหารร่างกำยำที่สวมเสื้อเกราะวาววับของกรมกลาโหม แล้ว ยังมีขุนนางของกองงานทั้งหลายของกรมกลาโหม ด้านหลัง พวกเขามีเสมียนตามมา บ้างก็ถือกระดาษแถบยาว บ้างก็ถือสมุด บัญชีอยู่ในมือ จู่ซื่อแห่งกรมกลาโหมใบหน้าอ่อนเยาว์ที่เป็นผู้นำคน นั้นเดินนำหน้ามาก่อนใคร พูดด้วยน ้าเสียงที่เปี่ยมไปด้วยปราณ
สังหารว่า “เจ้ากรมกลาโหมมีคำสั่ง! นับแต่นี้ไป ภายในเวลาหนึ่งก้าน ธูป สมาชิกทุกคนที่ปรากฏตัวในระเบียงพันก้าวหากยังไม่กลับบ้าน หน้าประตูใหญ่ของบ้านทุกหลังจะถูกกระดาษแถบยาวปิดผนึก ไม่ว่า ใครก็ห้ามเข้าออก ใครที่แกะกระดาษผนึกโดยพลการ ให้ถือเป็นการ ขัดคำสั่งในสนามรบตัดสินลงโทษ ณ ที่นั้นทันที”
หนีได้เร็ว ก็ถือเป็นความสามารถของพวกเจ้า ตอนนี้จะยังไม่ถือ สาพวกเจ้า
หนีได้ช้า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกลับบ้านแล้ว เอาผ้ามาปูนอนบน พื้นหน้าประตูบ้านไปแล้วกัน!
จู่ซื่อหนุ่มโบกมือเป็นวงกว้าง ทหารม้าแต่ละกองก็ควบทะยาน ออกไปจากสองด้านของเขาอย่างว่องไว “เตรียมไปค้นบ้านยึด ทรัพย์!”
ทหารม้าของกรมกลาโหมเหล่านี้มีเสมียนคอยช่วยนำทาง สม กับคำกล่าวที่ว่า “หาม้าตามลายแทง โดยแท้
ทุกคนที่มารวมตัวกันที่นี่อึ้งค้างไปแล้ว สองขาจะเร็วกว่าสี่ขาได้ อย่างไร? แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังมีผู้เฒ่าวัยหกสิบเจ็ดสิบปีอยู่ ค่อนข้างเยอะด้วย
เวลานี้พวกเขาก็ยิ่งเหมือนถูกฟ้าผ่า ไฉนถึงกลายเป็นการค้น บ้านยึดทรัพย์ไปได้เล่า?
ยังดีที่ขุนนางกรมกลาโหมคนนั้นคล้ายจะนึกขึ้นได้ จึงพูดเสริม มาประโยคหนึ่งพร้อมรอยยิ้มเสแสร้งว่า “อ้อ ไม่ทันระวังพูดผิดไป ต้องบอกว่าไปปิดบ้าน ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องค้นบ้านยึดทรัพย์”
ทุกคนตะลึงอึ้งค้าง มารดามันเถอะ นี่คงจะไม่ใช่ความในใจของ เจ้าเด็กนี่…หรือควรจะพูดว่าของคนทั้งกรมกลาโหมหรอกกระมัง?!
ตรงหน้าประตูศาลหงหลู เยี่ยนหย่งเฟิงยิ้มเอ่ยกับคนวัยเดียวกัน หลายคนที่สนิทสนมกันพอสมควร “ยังจะมามัวดื่มชาสบายอารมณ์ อยู่ที่นี่อีกหรือ พวกเจ้ามีอารมณ์สุนทรีกันขนาดนี้เลยหรือไร? รีบนั่ง รถม้าหาทางที่ใกล้ที่สุดกลับไปบ้านเถิด”
หงจี้ที่นั่งสูงอยู่บนหลังม้ามองพวกคนที่พยายามวิ่งออกไปจาก ระเบียงพันก้าวอย่างสุดชีวิตด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เวลานี้ในใจเขา ปะปนไปด้วยความรู้สึกนานัปการ ทั้งรู้สึกยินดีที่มรสุมครั้งนี้สงบลงได้ แล้วก็รู้สึกจนใจกับการที่คนเปรียบเทียบกับคนชวนให้คนโมโหตาย ที่ว่าการเหนือของพวกเราไม่ได้ผลเท่ากรมกลาโหมถึงเพียงนี้เชียว หรือ? แต่ความรู้สึกที่มากกว่านั้นกลับรู้สึกเป็นเกียรติร่วมด้วย!
นี่ก็คือทรัพย์สมบัติอันมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ที่เวลาปกติมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แต่พอถึงช่วงเวลาอันเป็นกุญแจสำคัญกลับสามารถ ตัดสินชี้ขาดได้ในคราเดียวที่ราชครูชุยทิ้งไว้ให้กับราชสำนักต้าหลี!
หงจี้หันหน้าไปถามเรื่องสถานะของขุนนางกรมกลาโหมคนนั้น จากผู้ติดตามข้างกาย
ดูจากลายปักบนเสื้อของอีกฝ่าย ตำแหน่งขุนนางไม่ใหญ่ ดีมาก มีโอกาสจะต้องไปดึงตัวเขาให้มาอยู่ที่ว่าการเหนือให้ได้
ต่อให้ปลายปีตนต้องออกไปจากเมืองหลวง ก็ต้องหาต้นกล้าดีๆ ไว้ให้กับที่ว่าการเหนือหลายๆ คน
แม้ว่าพื้นฐานของที่ว่าการเหนือพวกเราจะสู้กรมกลาโหมไม่ได้ แต่เลื่อนขั้นขุนนางได้เร็วนะ!
จวนราชครู ห้องประชุม
ดูเหมือนว่าจะมีแสงแดดอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้สาดส่องเข้ามาใน ห้องที่กว้างขวางแห่งนี้
ขุนนางหนุ่มคนหนึ่งนั่งตัวตรงอย่างสำรวม
แม้แต่ฝันหงหลิ่นนายอำเภอแห่งหลงโส่วหยวนก็ยังไม่กล้าฝันว่า จะมีวันหนึ่งที่ตัวเองได้เข้าร่วมการประชุมที่จวนราชครู
มีโอกาสได้ไปเยือนที่ว่าการกรมกลาโหมของเมืองหลวงต้าหลี ครั้งหนึ่งก็ถือเป็นขีดสุดของความสามารถในการจินตนาการของเขา แล้ว
หงหลิ่นคือสมาชิกผู้เข้าร่วมการประชุม ห่างจากด้านหลังเขาไป ไม่ไกลยังมีเก้าอี้อีกตัวหนึ่งที่เป็นของคนที่มาฟังการประชุม เวลานี้มี สตรีที่ชื่อว่าเหลียงฮุยนั่งอยู่ ร่างทั้งร่างของนางเหมือนห่อตัวอยู่ตรง นั้น ในใจของนางท่องซ ้าไปซ ้ามาว่ามองไม่เห็นข้า มองไม่เห็นข้า
เดิมทีหงหลิ่นแค่รู้สึกเหมือนฝันไป จะบอกว่าเขาตื่นเต้นมากมาย ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่อารมณ์ของมนุษย์เราคล้ายจะส่งต่อไปยัง ผู้อื่นได้ สตรีที่นั่งอยู่ด้านหลังซึ่งเขาไม่ทราบชื่อและสถานะของนาง ทำให้หงหลิ่นตื่นเต้นตามนางไปด้วย บวกกับที่ในห้องจัดที่นั่งสอง แถวนั่งอยู่ตรงข้ามกัน ทุกคนล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึม ในใจของหงหลิ่น เองก็เริ่มสั่นเหมือนรัวกลองขึ้นมาบ้างแล้ว
ยังดีที่คำพูดเปิดฉากในการประชุมครั้งที่สอง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ เต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดการต่อสู้พร้อมปะทุทุกเมื่ออย่างใน การประชุมครั้งแรก
เฉินผิงอันยิ้มถามว่า “ได้ยินมาว่าอาจารย์คุมสอบของเจ้ากรม เวินคือเจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นหรือ?”
หัวใจของเวินเอ่อร์บีบรัดตัว ตอบว่า “ตอบท่านราชครู อาจารย์ คุมสอบของผู้น้อยก็คือเจ้ากรมเสิ่น”
กลัวว่าจะตกเป็นที่ครหาว่าตั้งพรรคตั้งพวกเพื่อผลประโยชน์ส่วน ตน ส่วนคำกล่าวที่ว่าวิญญูชนคบหากันแต่จับกลุ่มเป็นก๊กเป็นเหล่า แท้จริงแล้วก็มิใคร่ทนต่อการพินิจพิเคราะห์นัก
ตอนนั้นเสิ่นเฉินยังไปได้ไปที่กรมกลาโหม ดังนั้นภายหลัง เจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นจึงมักจะพูดล้อเล่นเป็นประจำ บอกว่าคนที่สอบ เคอจวี่ปีเดียวกันอย่างพวกเวินเอ่อร์ก็คือลูกศิษย์ปิดสำนักของตน
หลังจากที่เวินเอ่อร์สอบติดปั้งเหยี่ยน นอกจากจะอยู่ที่สำนักฮั่น หลินหลายปีแล้ว ก็ทำงานอยู่ที่กรมโยธามาโดยตลอด สุดท้ายก็สะสม ตำแหน่งจนได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้ากรม
เฉินผิงอันกล่าว “กรมโยธาและกรมอาญาต่างก็เป็นที่ว่าการที่ให้ ความสำคัญกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างมาก”
เวินเอ่อร์เกือบจะหลุดปากพูดออกไปว่ากรมโยธาของพวกเรา ลำบากกว่ากรมอาญามากนัก แต่ทว่าคำพูดมาถึงตรงปากแล้ว เขา กลับกลืนมันลงไป
เพราะถึงอย่างไรเวลานี้ก็เป็นการประชุมในจวนราชครู ไม่ใช่ เวลาที่เขาจะมาบ่นระบายความทุกข์
หากวันใดราชครูเฉินนัดพบตนเป็นการส่วนตัว เวินเอ่อร์ก็คิดว่า ตัวเองกล้าที่จะช่วยพูดตามมโนธรรมให้กับกรมโยธาหลายประโยค จริงๆ
ที่ว่าการทั้งหลายของเก้ามนตรีน้อยใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ โยกย้ายผลัดเปลี่ยนระหว่างที่ว่าการหกกรม พิธีการ กลาโหม ขุน นางที่เป็น “สามบน” คลัง อาญา กลาโหมที่เป็น “สามล่าง” เมื่อเทียบ กันแล้ว ขุนนางของกรมอาญานั้นเชี่ยวชาญงานหลวง และฝั่งของ กรมอาญาเองก็ยิ่งไม่ยอมปล่อยคน เพราะถึงอย่างไรการอบรม ปลูกฝัง “ผู้ชำนาญการด้านกฎหมายอาญาและการวินิจฉัยคดีความ” ที่มีประสบการณ์โชกโชน คุ้นชินกับกฎหมายที่ซับซ้อนก็ไม่ใช่เรื่อง
ง่ายเลย ส่วนกรมโยธานั้นกระอักกระอ่วนที่สุด เพราะที่ว่าการของเก้า มนตรีน้อยใหญ่ไม่ค่อยยอมรับตัวเท่าใดนัก อย่าเห็นว่าขุนนางของ กรมคลังโดนด่ามากที่สุด แต่หากมีการโยกย้ายขุนนางจริงๆ ขุนนาง ที่มาจากกรมคลังก็ยังเป็นที่นิยมอยู่มาก ใครเล่าจะไม่ยินดีให้ที่ว่า การบ้านตัวเองมีนักบัญชีที่คิดคำนวณและเชี่ยวชาญการเพิ่มรายได้ และควบคุมการใช้จ่ายเพิ่มมาหลายๆ คน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ข้าเองก็เคยเป็นลูกศิษย์ในเตาเผามังกรมา หลายปี พอจะรู้ถึงความยากลำบากของพวกช่างมาบ้าง หากพูดถึง ใจที่เห็นแก่ตัว ในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพครึ่งตัวอันที่จริงข้าอยากจะไป ที่ที่ว่าการกรมโยธาก่อนเพื่อพูดคุยเรื่องงานฝีมือกับพวกเจ้ากรม เวิน”
เวินเอ่อร์ไม่ใช่ขุนนางที่เชี่ยวชาญการพูดจาตามารยาท ต่อให้ ได้ยินแล้วจะรู้สึกดีใจแต่ก็แค่ผงกศีรษะให้ราชครูเท่านั้น
แต่เขาตัดสินใจได้แล้ว รอให้ตนกลับไปถึงที่ว่าการจะต้องเล่าให้ พวกเขาฟังดีๆ ว่ากรมโยธาของพวกเราไม่ได้ไร้ความสำคัญถึงขนาด นั้น!
เวินเอ่อร์เจ้ากรมโยธาคือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตามแบบฉบับที่
ได้รับการยอมรับจากราชสำนัก
เคยได้รับคำสั่งให้สร้างตำหนักหลักของจวนซานจวินห้ามหา บรรพต เวินเอ่อร์ยังเป็นหลางจงของกองบูรณะก่อสร้างของกรมโยธา คือเนื้อติดมันชิ้นโตในวงการขุนนางที่ได้รับการยอมรับว่ามันเยิ้ม
ภายหลังราชสำนักต้าหลีสร้างเมืองลั่วจิงเมืองหลวงสำรองขึ้นมา ก็เป็นเวินเอ่อร์ที่ดูแลเรื่องนี้ แต่ตอนนั้นซุยฉานให้เวินเอ่อร์ร่วมมือกับ ผู้ฝึกตนสำนักโม่กลุ่มหนึ่ง
คล้ายคลึงกับขุนนางผู้ตรวจการลำน ้าใหญ่ หลังจากสร้างสำเร็จ แล้วก็ได้เลื่อนขั้นเป็นรองเจ้ากรมโยธาอย่างราบรื่น
เงินที่ผ่านมือเขาเหมือนสายน ้าไหล แต่หากจะพูดถึงความสุจริต ชื่อสัตย์แล้ว มองไปทั่วราชสำนัก เวินเอ่อร์เรียกตัวเองว่าเป็นที่สองก็ ไม่มีใครกล้าบอกว่าตัวเองคือที่หนึ่ง
หลังจากนั้นราชครูเฉินก็ถามคำถามเล็กๆ ที่มองดูเหมือนเป็น เรื่องยิบย่อยอย่างมาก อย่างเช่นว่าบรรดาตำราหลักเกณฑ์งาน ก่อสร้างของกรมโยธาจำนวนกว่าสิบเล่มที่เวินเอ่อร์เป็นหัวเรี่ยวหัว แรงในการเรียบเรียงนั้น ในตำรางานไม้มีรายละเอียดบางอย่าง อยาก รู้ว่าตอนนั้นกรมโยธาได้ออกแบบแนวคิดขึ้นมาอย่างไร ปีนั้นการ สร้างตำหนักใหญ่ของห้ามหาบรรพต กรมโยธารับหน้าที่โยกย้าย ช่างจากบนภูเขาและล่างภูเขาสองหมื่นกว่าคนซึ่งมีคนของหงโจว เป็นหนึ่งในนั้น ที่ว่าการที่ทำหน้าที่ตรวจตราตามพื้นที่ต่างๆ รวม ทั้งสิ้นยี่สิบหกแห่ง เตาเผาที่ถูกสร้างขึ้นมาอีกห้าพันกว่าแห่ง ปีนั้นใช้ ก้อนอิฐไปกี่มากน้อย ทุกวันนี้ยังเหลือในคลังเท่าไรหรืออย่างเช่นว่า
คลังไม้แห่งนั้นที่กรมโยธาสร้างไว้นอกประตูฉงอู่ของเมืองหลวง เอาไว้เก็บไม้ใหญ่หายากโดยเฉพาะ ไฉนการประเมินในปีหนึ่งเหอห ลางจงถึงได้คำประเมินแค่คำว่าแย่ แล้วทำไมถึงยังเป็นขุนนางต่อไป ได้….แน่นอนว่าเงินเอ่อร์ต้องตอบได้อย่างคล่องแคล่ว เขาบอกตัวเลข ของแต่ละคำถามไป แม่นยำจนทำให้ขุนนางหลายคนที่อยู่ในห้อง ประชุมเข้าใจผิดคิดว่าเจ้ากรมโยธาท่านนี้ได้รับกระดาษคำถามจาก จวนราชครูไปก่อนล่วงหน้าหรือไม่
แล้วก็เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ล้วนลงมือทำ ด้วยตัวเอง ดังนั้นเวินเอ่อร์จึงมีความมั่นใจอย่างมาก รู้ดีราวกับสมบัติ ในบ้านตัวเอง
เฉินผิงอันพลันถามว่า “ครั้งแรกที่เจ้ากรมเวินเข้ามาในเมือง หลวง มีความรู้สึกอย่างไร?”
เวินเอ่อร์คิดแล้วก็เอ่ยว่า “รู้สึกว่าเมืองหลวงใหญ่มาก หนังสือ เยอะมาก”
หยุดชะงักไปเล็กน้อย เวินเอ่อร์ก็เอ่ยเสริมมาอีกประโยคว่า “แล้ว หนังสือก็แพงมากด้วย”
เฉินผิงอันยิ้มถามว่า “นี่คือความรู้สึกที่ดี ถ้าอย่างนั้นความทรง จำที่ไม่ค่อยดีล่ะ? พูดมาสักอย่างสิ”
เวินเอ่อร์เงียบไปครู่หนึ่ง สำหรับบัณฑิตยากจนที่จากสถานที่
เล็กๆ มายังนครเอกอันเป็นแบบอย่างสูงสุดของแคว้นแห่งหนึ่งแล้ว
เมืองหลวงต้าหลีก็คือโลกอันแพรวพราวด้วยสีสันที่ทำให้คนเวียนหัว ตาลาย ร้านหนังสือของหลิวหลีฉ่าง งานวัดของศาลเทพีบุปผา จวน ตระกูลผู้ดีที่ตั้งสลับสล้าง…ทว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ได้ทำให้เวินเอ่อร์ จดจำได้ลึกซึ้งที่สุด สิ่งที่ทำให้เจ้ากรมโยธาท่านนี้ยังคงจดจำได้ ชัดเจนราวกับเพิ่งผ่านไปเมื่อวานก็คือ กรงนกงาช้างที่เขาเพิ่งเคย เห็นเป็นครั้งแรก ได้เห็นโถใส่อาหารนกที่อยู่ข้างใน…เขาเคยถามกับ คนอื่นว่านั่นคืออะไร และคำตอบก็ทำให้เวินเอ่อร์อึ้งงัน เพราะแค่โถ กระเบื้องเล็กๆ ใบเดียวนั้น ของชิ้นเล็กที่เอาไว้ใส่อาหารของนกใบนั้น ราคาตั้งสามสิบตำลึงเงิน!
หลังจากที่ความลังเลผ่านพ้นไป เวินเอ่อร์ก็เอ่ยว่า “ก็คือโถใส่ อาหารนกของคนรวย”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ราคาต้องไม่ถูกแน่”
หลางกวานหนุ่มทั้งหลายที่อยู่ในห้องพลันขนลุกชันทันใด
ไม่ได้บอกว่าพวกเขาทุจริตฉ้อฉลโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ แต่มี ลางสังหรณ์ล่วงหน้าอย่างหนึ่งว่าเพียงแค่เพราะคำพูดประโยคเดียว ของเจ้ากรมเวินจะทำให้คลื่นลูกหนึ่งสงบคลื่นอีกลูกกลับผุดขึ้นมา
เวินเอ่อร์แห่งกรมโยธา มู่เหยียนแห่งกรมคลัง ถูกมองเป็นธงเด่น สะดุดตาสองผืนที่ปักตั้งอยู่ของวงการขุนนางต้าหลีมาโดยตลอด
เพราะขุนนางเมืองหลวงอย่างพวกเขาสองคน บวกกับซูเกาซาน ที่อยู่ในกองทัพชายแดน ล้วนไม่เหมือนกับพวกหยวนฉง เฉาผิง
ซูเกาซานรบตายอยู่ในสนามรบอย่างองอาจไปแล้ว ส่วนเจ้า ตะพาบมู่เหยียนก็ติดคุกไปแล้ว
บัญชีของกรมคลังเขียนได้สวยงามมากเกินไป ร้อยเรียง ต่อเนื่องกัน รัดกุมจนน ้าสักหยดก็ไหลผ่านไม่ได้
มารดามันเถอะ แม้กระทั่งเวินเอ่อร์แห่งกรมโยธาก็ยังรู้สึกว่าที่ว่า การของตนไปทุจริตเอาเงินของกรมคลังมาเป็นเงินของตัวเอง!
เขาเคยไปหาชุยฉาน อยากจะอธิบายเรื่องนี้อย่างชัดเจน แต่รอ กระทั่งเวินเอ่อร์เข้ามาในจวนราชครู ชุยฉานกลับพูดแค่ว่ารู้แล้ว
บทพิเศษ ตอนที่ 66.5 จุดธูปหนึ่งดอก
ราชครูชุยถึงขั้นไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดแม้แต่ครึ่งคำก็บอกให้ เขากลับไปที่กรมโยธาทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดี อย่าให้มี ข้อผิดพลาดใดๆ
ตอนนั้นเวินเอ่อร์บากหน้ายืนอยู่ที่เดิม ไม่ยอมขยับเท้าก้าวไป ไหน สองหมัดของเขากำแน่น สั่นสะท้านน้อยๆ ไม่รู้ว่ากลัวหรือโกรธ กันแน่
ชุยฉานเองก็ไม่ไล่เขา บอกให้เสิ่นเฉินแห่งกรมกลาโหมและผู้ฝึก ตนสำนักโม่หลายคนที่รออยู่ข้างนอกเข้ามาในห้องหนังสือ พูดคุย กันเรื่องการจัดวางกำลังของนครมังกรเฒ่ากลุ่มที่สองคือคุยเรื่องการ จัดวางกำลังทัพของทางฝั่งมหาบรรพตทักษิณใหม่ กลุ่มที่สาม คุย กันเรื่องการโยกย้ายขุนนางผู้ตรวจการลำน ้าใหญ่ทั้งหลาย…ในที่สุด ชุยฉานก็หันหน้ามามองหุ่นไม้ที่ยืนนิ่งไม่ขยับผู้นั้น เวิ่นเอ่อร์มอง สบตากับราชครูชุยอยู่ครู่หนึ่งก็หมุนกายเดินจากไปเงียบๆ
เฉินผิงอันพลันยิ้มเอ่ย “เวินเอ่อร์ คราวหน้าเมื่อท่านพ่อของเจ้า เข้าเมืองหลวงมาอีกครั้ง จำไว้ว่าไปอยู่กับท่านผู้เฒ่าบ่อยๆ จวน ราชครูจะเขียนใบอนุมัติให้เจ้า เชื่อว่าผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบของกรม ขุนนางและสำนักผู้ตรวจการก็คงไม่กล้าจะยกเรื่องนี้มาตำหนิเจ้า แน่นอนว่าแค่มองก็รู้ว่าเจ้ากรมเวินเป็นคนเจ้าระเบียบย ้าคิดย ้าทำ
อย่าได้ดื้อดึงเกินไป กรมโยธาขาดเจ้ากรมเวินมาควบคุม สถานการณ์ใหญ่ต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่นอน แต่พักผ่อนแค่สามวัน ห้าวัน เชื่อว่ากรมโยธาจะยังคงดำเนินงานกันไปได้อย่างมีระเบียบ”
เวินเอ่อร์ยิ้มเอ่ย “หากข้าลาหยุดแค่ไม่กี่วันก็ทำงานกันไม่ได้แล้ว นั่นต่างหากที่หมายความว่ากรมโยธามีปัญหาใหญ่”
เฉินผิงอันหันหน้ามาเอ่ยสัพยอก “หรงอวี๋ จะต้องจดบันทึกคำพูด ที่เจ้ากรมเวินพูดเองกับปากประโยคนี้ลงไปด้วยนะ”
หรงอวี๋ที่รับหน้าที่เป็นขุนนางผู้จดบันทึกชั่วคราวพยักหน้ารับ ด้วยรอยยิ้ม “ต้องบันทึกไว้แน่นอน”
ริมฝีปากของเวินเอ่อร์สั่นระริก แต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไร
พ่อของเขาคือช่างปูอิฐและกระเบื้อง ดังนั้นผู้เฒ่าจึงไม่ค่อยเข้าใจ นักว่า ไฉนลูกชายที่เล่าเรียนหนังสือจนมีชื่อเสียงแล้วถึงยังคงเป็น ช่างอยู่
มีอยู่ครั้งหนึ่งนั่งล้อมกองไฟเฝ้าคืนในคืนวันที่สามสิบของสิ้นปี เวินเอ่อร์ได้กลับบ้านเกิดไปเยี่ยมญาติอย่างที่หาได้ยาก ได้ยินบิดา พูดถึงข้อสงสัยนี้ออกมาในที่สุด เขาก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรจริงๆ แค่ยื่นบ๊ะจ่างชิ้นหนึ่งส่งไปให้บิดา ผู้ เฒ่าปอกเปลือกบ๊ะจ่างออกเบาๆ บ๊ะจ่างถูกปิ้งจนเป็นสีเหลืองทอง ฟัน ที่โยกคลอนเคี้ยวอย่างละเอียด ผู้เฒ่าหัวเราะอยู่กับตัวเอง เอ่ยกับลูก
ชายที่อันที่จริงก็ถือว่ามีอนาคตก้าวหน้ามากแล้วว่า แบบนี้ก็ดีมาก แล้ว
แน่นอนว่าเวินเอ่อร์ต้องอยากให้พ่อแม่ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่เมือง หลวง แต่พวกเขาล้วนไม่ยอม บอกว่าไม่มีอิสระ ไม่รู้ว่าจะไปคุยกับ ใครได้
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยมาเยือนเมืองหลวงต้าหลีรอบหนึ่ง ตอน นั้นเงินเอ่อร์ได้เป็นรองเจ้ากรมโยธาแล้ว งานยุ่งวุ่นวาย ได้แต่ปลีก เวลาครึ่งวันมาอยู่เป็นเพื่อนพวกเขา ไปดูสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ อลังการด้วยกัน ตอนนั้นผู้เฒ่าเห็นฝีมือของลูกชายตัวเองแล้วก็พยัก หน้า ไม่รู้จะพูดอะไร แค่วิจารณ์มาสองคำว่า ดีมาก
เวินเอ่อร์ถามหยั่งเชิงว่า “ราชครู งานประชุมวันนี้จบลง ข้าก็จะ เขียนจดหมายส่งไปให้ที่บ้านฉบับหนึ่ง?”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มรับ “ย่อมได้ แล้วก็อย่าให้ท่านผู้อาวุโส ต้องเป็นกังวล บอกไปตามตรงในจดหมายว่าฝ่าบาทและข้าเชิญเขา มาเที่ยวชมเมืองหลวง
วันนี้หานหลางจงของกรมพิธีการก็อยู่ในห้องประชุมด้วย และยัง มีหลางจงกองคัดเลือกทหารของกรมกลาโหมที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ฉกรรจ์อีกคน
ฝ่ายแรกเคยเจอราชครูเฉินตอนเป็นเด็กหนุ่ม ฝ่ายหลังกลับเพิ่ง จะเคยเห็นราชครูหนุ่มที่เคยเป็นอื่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมือง ปราณกระบี่เป็นครั้งแรก
เฉินผิงอันหันไปมองเหวยเลี่ยง รองเจ้ากรมขุนนางแห่งเมืองลั่วจิ งเมืองหลวงสำรอง
ในฐานะเซียนดินที่จงใจปิดบังสถานะผู้ฝึกตนของตัวเอง อายุการ ฝึกตนของเหวยเลี่ยงไม่ถือว่าน้อย เพราะภายนอกเป็นผู้บัญชาการณ์ ใหญ่ของแคว้นชิงหลวนซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์สืบทอดกันมาหลายยุค สมัย แต่แท้จริงแล้วล้วนมีแค่เหวยเลี่ยงคนเดียวเท่านั้น
เฉินผิงอันเอ่ย “รองเจ้ากรมเหวยคือผู้ฝึกตน มีความรู้กว้างขวาง เข้าเมืองหลวงมาครั้งนี้มีคำถามอะไรหรือไม่?”
เหวยเลี่ยงลุกขึ้นยืนกุมมือกล่าว “มี”
เฉินผิงอันยื่นมือมากดลงบนความว่างเปล่า “ไหนลองว่ามาสิ นั่ง ลงคุยกัน”
เหวยเลี่ยงมีสามคำถาม
เจ้ากรมพิธีการของราชสำนักต้าหลีก็ต้องให้นักปราชญ์หรื อวิญญูชนของสำนักศึกษามาเป็นหรือ?
ในเมื่อภูเขาลั่วพั่วตั้งอยู่ในอาณาเขตของแคว้นต้าหลี ถ้าอย่าง นั้นตามระเบียบแล้วก็ต้องให้ขุนนางกรมอาญาคนหนึ่งของต้าหลี
เลื่อนขั้นเป็นเค่อชิงสายผู้คุมกฏ ราชสำนักจะส่งคนผู้นี้ไปหรือไม่ ส่งไปแล้ว เขาจะสามารถขึ้นเขาได้หรือไม่? ขึ้นเขาแล้ว คนผู้นี้จะมี สิทธิ์พูดได้จริงหรือไม่?
สรุปแล้วกองทัพม้าเหล็กต้าหลีจะกรีฑาทัพลงใต้หรือไม่? หาก ราชสำนักตัดสินใจได้แล้วจะทำได้ถึงขั้นที่ว่ามีเหตุผลอันชอบธรรม รองรับในการลงมือหรือไม่?
ราชครูหนุ่มตอบทั้งสามคำถาม คำตอบล้วนกระชับสั้นได้ ใจความ
แน่นอน
ได้
ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป
เหวยเลี่ยงยังคงซักไซ้ถามเรื่องสามเรื่องอย่างไม่ยอมเลิกรา “จ้าวตวนจิ่นจะยอมออกจากตำแหน่งเจ้ากรมจริงๆ หรือ?”
“ขุนนางกรมอาญาที่จะรับตำแหน่งเค่อชิงของภูเขาลั่วพั่วคนนี้ ใครจะเป็นคนตัดสินใจ? หากคนอื่นตัดสินใจเลือกใครได้แล้ว ราชครู จะมีอำนาจในการคัดค้านหรือไม่?”
“กองทัพชายแดนต้าหลีจะลงใต้หรือไม่ จะลงใต้เมื่อไหร่ ราช สำนักสามารถมีการตัดสินใจที่แน่ชัดได้เมื่อไหร่?”
เหวยเลี่ยงกับเว่ยหลี่ แน่นอนว่ายังมีหลิ่วชิงเฟิง ล้วนเป็นขุนนาง จากแคว้นใต้อาณัติถือเป็น “คนนอกของต้าหลี” ที่ชุยฉานให้การ สนับสนุนเลื่อนขั้นกับมือตัวเอง
พวกเขาต่างก็เลื่อนขั้นขุนนางกันไวมาก
และความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ต้าหลียอมแหกกฎใช้งาน พวกเขาในงานสำคัญเป็นกรณีพิเศษ
แต่อย่าลืมล่ะว่าในบางระดับแล้ว พวกเขาก็ถือว่าเป็น ‘คนเก่า’ ที่
ราชครูคนก่อนให้การสนับสนุน
โอรสสวรรค์หนึ่งรัชสมัยก็มีขุนนางหนึ่งรัชสมัย ฝ่ายในของราช สำนัก การผลัดเปลี่ยนขุนนางหลักของที่ว่าการแห่งหนึ่งล้วน เกี่ยวพันไปถึงเรื่องมากมาย ต่อให้ชุยฉานกับเฉินผิงอันจะมี ความสัมพันธ์เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน แต่ในฐานะที่เหวยเลี่ยงเป็นขุน นางของเมืองหลวงสำรองที่ยังไม่มีคุณสมบัติจะได้เข้าร่วมการประชุม เล็ก “เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน” โดยไม่สนกฎระเบียบ ถามคำถาม บีบคั้นผู้อื่นเช่นนี้ ก็ถือเป็นการกระทำผิดปกติที่ไม่ถูกกาลเทศะ
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “จ้าวตวนจิ่นออกจากตำแหน่งเจ้ากรม แน่นอนแล้ว จะย้ายไปเป็นเจ้าขุนเขาของสำนักศึกษาชุนซาน ตำแหน่งที่ว่างลง ในอนาคตก็ให้วิญญูชนคนหนึ่งของสำนักศึกษา ลัทธิขงจื๊อมารับตำแหน่งแทน”
“ตัวเลือกเค่อชิง ให้ฝ่ายในของกรมอาญาปรึกษาและเลือก กันเอง หากเจ้าไม่เชื่อใจรองเจ้ากรมจ้าวเหยา กลัวว่าเขาจะรู้กันกับ เจ้ากรม เลือกเอาขุนนางกรมอาญาที่เข้าใจกันโดยนัยมาให้พอเป็น พิธี ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกเจ้าสามคนร่วมกันปรึกษาจนได้ข้อสรุป ไม่ จำเป็นต้องรายงานให้ทางจวนราชครูทราบ แต่ก็เช่นเดียวกัน อิงตาม ขั้นตอนที่กรมอาญาและกรมพิธีการของต้าหลีร่วมกันกำหนดขึ้นมา พวกเจ้าจำเป็นต้องบอกกล่าวแก่เฉินผิงอันเจ้าขุนเขาภูเขาลั่วพั่วคน ปัจจุบันให้รู้ล่วงหน้าก่อน หากทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่วรู้สึกว่าตัวเลือก ไม่เหมาะสม ข้าสามารถปรึกษากับพวกเจ้าในเรื่องนี้เพื่อหาข้อยุติ ร่วมกัน”
“ในฐานะที่เจ้าเป็นขุนนางตำแหน่งสูงของเมืองหลวงสำรอง แน่นอนว่าสามารถสอบถามถึงนโยบายของแคว้นและวันเวลาที่แน่ ชัดได้ แต่ราชสำนักและข้าไม่จำเป็นต้องตอบ”
เหวยเลี่ยงได้ยินก็สะอึกอึ้งไป
เว่ยหลี่หัวเราะ รองเจ้ากรมเหวยอย่างเจ้าก็มีวันนี้ด้วยหรือ อยู่ที่
เมืองหลวงสำรองกร่างนักไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่ต่อปากต่อคำกับ ราชครูเฉินต่อล่ะ
เฉินผิงอันเอ่ย “เหวยเลี่ยง เจ้าคือผู้ฝึกตนสำนักนิติธรรมที่มีหวัง จะได้เลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบ หากว่าเจ้าเป็นเจ้ากรมของกรมใด มองในระยะยาวแล้วจะต้องมีปัญหาบางอย่าง พอจะเข้าใจหรือไม่?”
เหวยเลี่ยงยิ้มอย่างเข้าใจ “เข้าใจทั้งยังยอมรับได้อย่างเต็มใจ”
แล้วนับประสาอะไรกับที่เขาเองก็เคยมีสัญญาวิญญูชนกับ ราชครูชุยมานานแล้ว
เฉินผิงอันเอ่ย “สองเมืองหลวงมีกรมทั้งหมดสิบสองกรม ใน อนาคตร้อยปี รองเจ้ากรมของฝ่ายต่างๆ เจ้าจะเลือกที่ไหนก็ได้ เป็น อย่างไร?”
เหวยเลี่ยงเอ่ย “ราชครูเฉินโปรดวางใจ ข้าจะรักษาความ เหมาะสมไว้ให้ดี”
มองดูเหมือนสองฝ่ายพูดจาครึ่งๆ กลางๆ คล้ายให้ผู้อื่นทาย ปริศนากันเอาเอง แต่แท้จริงแล้วทั้งสองฝ่ายล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจ มีข้อสรุป กันมานานแล้ว
เหวยเลี่ยงไม่ถือสาว่าตัวเองจะเป็นขุนนางได้ใหญ่แค่ไหน สิ่งที่
เขาสนใจอย่างแท้จริงก็คือการเผยแพร่วิชาความรู้ของสำนักนิติธรรม ในราชสำนักต้าหลี
ทว่านับตั้งแต่ราชครูชุยมาจนถึงราชครูเฉิน ต่างก็หวังให้เขา เหวยเลี่ยงสามารถควบคุม “ระยะห่าง” ที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี
พูดคุยกับคนฉลาดก็มักจะประหยัดแรงกายแรงใจเช่นนี้
เหวยเลี่ยงถึงกับยังมีคำถาม เขาถามต่ออีกว่า “ราชครู สำนัก ศึกษาสามแห่งอย่างชานหยา กวานหูและหลินลู่ต่างก็ติดเจ็ดสิบสอง
สำนักศึกษาของลัทธิขงจื๊อ ต่างก็มีอำนาจในการแนะนำตัวเจ้ากรม ของกรมพิธีการสองเมืองหลวง คนที่พวกเขาเลือกไว้แล้ว หากไม่ เหมาะสมกับต้าหลี แต่เจ้ากรมคนใหม่สองคนคือหมอนปักลายบุปผา ก็ยังพอทำเนา แค่ปล่อยพวกเขาไว้ก็พอแล้ว แต่หากพวกเขามีการ กระทำที่ไม่สมควร วันๆ เอาแต่ชี้นิ้วบงการไปทั่ว ต้าหลีจะทำ อย่างไร?”
เว่ยหลี่เห็นสายตาประหลาดของหลายคนที่มองมายังเขา ก็จริง นะ แม้ว่าปากเหวยเลี่ยงจะพูดถึงแค่จ้าวตวนจิ่น แต่อย่าลืมล่ะว่าสอง เมืองหลวงของต้าหลีต่างก็มีเจ้ากรม พิธีการคนหนึ่ง เว่ยหลี่ก็คือ เจ้ากรมของกรมพิธีการเมืองหลวงสำรอง พูดง่ายๆ ก็คือเหวยเลี่ยงยก เรื่องนี้ขึ้นมาพูดบนโต๊ะอย่างเปิดเผย นี่จะหมายความว่าแม้กระทั่ง หมวกของเจ้ากรมเว่ยหลี่ก็จะหล่นออกจากหัวด้วยหรือไม่?
เหวยเลี่ยงผู้นี้มาเพื่อก่อกวนหรือไร? เหลียงฮุยรู้สึกว่าคำว่าขวัญ กล้าเทียมฟ้าของตนเมื่อเทียบกับรองเจ้ากรมเหวยแล้วก็ยังห่างชั้นอยู่ ไกลนัก
นายอำเภอหงหลิ่นเกือบจะเผลอรู้สึกคลาดเคลื่อนไปว่ารอง เจ้ากรมเหวยแห่งกรมขุนนางเมืองหลวงสำรองผู้นี้ต่างหากถึงจะเป็น เจ้าของห้องแห่งนี้ ราชครูเฉินคือคนที่ถูกเรียกมาถามคำถาม
เฉินผิงอันลูบปลายคาง รับคำของเหวยเลี่ยงด้วยการเอ่ยว่า “แน่นอนว่าต้าหลีไม่มีอำนาจคัดค้าน แต่ว่า….”
แต่ว่า?
ทุกคนต่างก็อยากรู้ว่ายังจะแต่ว่าอะไรได้อีก? การตัดสินใจของ สำนักศึกษาลัทธิขงจื๊อในระดับใหญ่แล้วก็คือการตัดสินใจของ ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง
เฉินผิงอันยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ข้ามี”
ทั้งห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบไปพักหนึ่งก่อน แล้วก็เหมือน ทุกคนรู้ใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย พริบตาเดียวเสียงหัวเราะก็ดังครืน ขึ้นมาทั้งห้อง
แม้กระทั่งเหวยเลี่ยงก็ยังรู้สึกสาแก่ใจ อารมณ์ผ่อนคลายสบาย ตัว กุมหมัดเอ่ย “ราชครู ข้าไม่มีคำถามแล้ว!”
หงหลิ่นกำหมัดแน่น แม้กระทั่งเหลียงฮุยก็ยังอดไม่ไหวส่งเสียงโห่ ร้องออกมาเบาๆ
หวังอี้ผู่อารมณ์ซับซ้อนยิ่ง แต่ไม่นานเขาก็เลิกคิดไม่ตก เพราะ ราชครูเฉินเรียกชื่อเขา
ให้เขารับหน้าที่เป็นมือปราบของอำเภอหย่งไท่ ส่วนหงหลิ่น เปลี่ยนจากนายอำเภอของหลงโส่วหยวนไปเป็นนายอำเภอเหวินสุ่ย เขตหลินเป็นมณฑลหลินเป็น…ให้กำลังใจกองคัดเลือกทหารไปสอง สามประโยค พูดคุยรำลึกความหลังกับหานหลางจงอีกสองสาม ประโยค ถามสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับแคว้นชิงจากอดีตสายลับ ระดับสามของศาลาไผ่เขียวเก่าซึ่งเคยใช้นามแฝงว่าถังเจียงแฝงตัว
อยู่ในแคว้นหวงถิง ปัจจุบันคือผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของกรมอาญา จากนั้นด่ารองเจ้ากรมคนหนึ่งจนอีกฝ่ายตัวสั่นเทิ้ม กระทั่งบัดนี้เขา ถึงเพิ่งรู้ว่ามีญาติห่างๆ ของที่บ้านเกิดคนหนึ่งอาศัยชื่อของเขาทำ การค้าได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ คอยพูดกับคนอื่นไปทั่วว่าเรื่องนี้นาย ท่านบ้านข้าพยักหน้าอนุญาตแล้ว…เหลียงฮุยเปลี่ยนอารมณ์แล้วนาง ร้อนใจยิ่งนัก ไม่ว่าจะยึดคอออกไปหรือหดคอกลับมาก็ต้องโดนฟัน อยู่ดี แทนที่จะกังวลเรื่องนี้กลัวเรื่องโน่น ไม่สู้ให้นางได้พูดคุยกับ ราชครูหนุ่มเร็วหน่อย มาแล้ว! อะไรนะ? ฝากทักทายท่านปู่ของเจ้า รู้ ว่าในใจเขารู้สึกอยุติธรรม โมโหหนัก ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขามาด่าที่
จวนราชครู…เหลียงฮุยมึนๆ งงๆ เหมือนดื่มเหล้าจนเมาอย่างไรอย่าง นั้น
การประชุมครั้งแรกเหมือนน ้าวนที่มองไม่เห็น ไม่ว่าใครที่มาอยู่ ในนี้ล้วนรู้สึกกดดันอึดอัด
การประชุมครั้งที่สอง ห้องโถงสว่างไสว บทสนทนาที่พูดคุยกัน มี ความรู้สึก….สดชื่น สะอาดคล่องตัว
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ยิ้มเอ่ย “ได้เวลากินอาหารกลางวันแล้ว หวัง อี้ผู่ หงหลิ่น และเหลียงฮุย พวกเจ้าอยู่ต่อก่อน กินอาหารกลางวัน ด้วยกัน”
เทพภูเขาห้ามหาบรรพตของราชสำนักต้าหลี เทพวารีของลำน ้า ใหญ่จากแต่ละฝ่ายอันที่จริงต่างก็นั่งฟังการประชุมกันอยู่
สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้าต่างหากถึงจะถือว่าเป็นผู้ร่วมฟัง ตามความหมายที่แท้จริง
ท่ามกลางร่มเงาต้นสน หวงหลงชื่อกลับมาเล่นหมากล้อมกับ หลินโส่วอีอีกครั้ง หลินโส่วอีถามเขาว่ามีแผนการอย่างไร
คนต่างถิ่นที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ความเป็นมาบอกว่า อยากจะอยู่ดูที่นี่ให้นานอีกหน่อย ในอนาคตเขาจะได้เขียนตำราเล่ม ใหม่ได้
ซ่งอวิ๋นเจียนยื่นนิ้วไปคีบดอกท้อดอกหนึ่งที่เพิ่งจะร่วงหล่นลงมา จากกิ่ง
เดิมเขาอยากจะเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ ส่วนตน เอาดอกท้อดอกนี้ไปเป็นที่คั่นหนังสือของตำราเล่มหนึ่ง
พริบตานั้นซ่งอวิ๋นเจียนพลันสะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรง จำเป็นต้องปล่อยมือ ปล่อยให้ดอกท้อดอกนั้นร่วงลงไปที่พื้น
ปลายนิ้วของเขารู้สึกร้อนลวกอย่างรุนแรง ต้องสะบัดข้อมือ คลายความเจ็บ ซ่งอวิ๋นเจียนตกตะลึงอย่างหนัก เงยหน้ามองดอกท้อ
จากนั้นดอกท้อดอกแล้วดอกเล่าก็ทยอยกันร่วงลงมาจากกิ่งที่
แตกต่างกัน
กิ่งท้อแต่ละกิ่งมีความหมายถึง “รากฐานแคว้น” ของต้าหลีที่
แตกต่างกันไป
ทว่าดอกท้อเหล่านั้นไม่ได้หล่นลงพื้นโดยตรง แต่ทยอยกันหยุด ค้างอยู่กลางอากาศกลีบดอกสายไหวเล็กน้อย อีกทั้งยังมีลางว่าจะ ลอยขึ้นสูง
ต้นท้อที่พุ่มใบหนาดก ดอกท้อเบ่งบานสะพรั่งดุจเปลวเพลิงเผา ไหม้
ดอกท้อหลายสิบดอกเชื่อมต่อติดกันเป็นเส้นเดียว
ประหนึ่งควันธูปสายหนึ่งที่ลอยกรุ่นอยู่ระหว่างฟ้าและดิน