กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 67.1 โปรดปล่อยใจให้เป็นอิสระ
ธุลีแดงหมื่นจั้งนอกภูเขา ภูเขาลั่วพั่วอากาศเย็นสบายคลายร้อน ได้เป็นอย่างดี
ในระเบียง จูเหลี่ยนเอนกายนอนอยู่บนเก้าอี้หวาย มือหนึ่งโบก พัดใบลานเบาๆ อีกมือหนึ่งประกบสองนิ้วเข้าด้วยกัน ผีเสื้อตัวหนึ่งบิน มาเกาะตรงนิ้วของเขา
ไม่ว่ากับคนรักหรือคู่บำเพ็ญเพียร กับโลกมนุษย์หรือขุนเขา สายน ้า ความรักข้างเดียวอันเร้นลึกและอาวรณ์นั้น เปรียบดั่งสายน ้า ไหลใต้ผืนน ้าแข็ง ดุจนกขมิ้นใต้พุ่มใบไม้ ดั่งบุปผาที่เบ่งบานและร่วง โรยไปเองท่ามกลางเมฆหมอกขุนเขา
เพ่ยเซียงเจ้าแห่งแคว้นหูมาที่นี่ ขณะที่นางก้าวเท้าแผ่วเบาเข้ามา ในลานบ้านแล้วเห็นภาพนี้เข้าก็หลงใหลในทันที
นางสะบัดศีรษะตัวเองแรงๆ เอ่ยเสียงเบาว่า “จูหลาง คิดอะไรอยู่ หรือ?”
จูเหลี่ยนเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ดูแลสังขารให้รอบคอบ ครบถ้วน แล้วจึงปล่อยใจให้เป็นอิสระ”
ยกนิ้วขึ้นเบา ๆ ผีเสื้อก็บินพลิ้วไหวจากไป
เพ่ยเซียงกล่าวว่า “จะเล่าเรื่องหนึ่งให้เจ้าฟัง”
พ่อครัวเฒ่าโบกพัดใบลาน “ถ้าเป็นเรื่องที่ทำลายบรรยากาศก็ ไม่ต้องพูดถึงหรอก”
เพ่ยเซียงลังเลขึ้นมา ดูท่าแล้วไม่พูดน่าจะดีกว่า เรื่องพรรค์นั้น ออกจะไร้รสนิยมๆ
จูเหลี่ยนกล่าว “ว่ามาเถอะ”
เพ่ยเซียงพูดหยั่งเชิง “แคว้นหูของพวกเราไม่ใช่ว่าสะสม…ม้วน ภาพและตำราภาพไว้เยอะหรอกหรือ ไม่สู้เอาออกมาขายราคาถูกดี ไหม?”
จู่ๆ จูเหลี่ยนก็ลุกพรวดจากเก้าอี้หวายเหมือนปลากระโดดขึ้น จากน ้า สีหน้ามีชีวิตชีวาถูมือพลางกล่าวว่า “เรื่องอันละเมียดละไม เช่นนี้ ทำไมไม่รีบพูดแต่แรกเล่า?!”
เพ่ยเซียงสีหน้าอึ้งค้าง เดิมทีนางยังกังวลว่าม้วนภาพบนภูเขาที่
ไม่เข้าขั้นเหล่านั้นจะสกปรกดวงตาทั้งคู่ของจูหลางเสียอีก
เพราะถึงอย่างไรก็เปิดเตาเล็กกินข้าวกับราชครู หวังอี้ผู่นั้นยัง พูดง่าย แต่หงหลิ่นกับเหลียงฮุยกลับมีท่าทีสำรวมระมัดระวังอยู่มาก
พูดเรื่องชาวบ้านสกุลหลูสองคนของสำนักกระบี่หลงเฉวียน รวม ไปถึงแผนการของอวี๋ลู่กับเซี่ยเชี่ยที่ใบถงทวีปให้หวังอี้ผู่ฟัง
หวังอี้ผู่ถือชามเหล้าด้วยสองมือ กระดกดื่มไปเงียบๆ ชาวบ้าน ร่อนเร่ของราชวงศ์ก่อนที่แคว้นล่มสลายครอบครัวแตกแยกอย่าง พวกเขาต่างก็เหมือนว่าวที่สายป่านขาด
เฉินผิงอันเอ่ย “หากว่าเจ้ายินดี อนาคตก็สามารถไปที่ใบถงทวีป แต่จำไว้ว่าอย่าจากไปโดยไม่ได้บอกกล่าวกันก่อน ทางฝั่งของจวน ราชครูย่อมต้องปล่อยให้เจ้าไปอยู่แล้ว”
หวังอี้ผู่รินเหล้าให้ตัวเองอีกชาม แต่กลับไม่ได้แหงนหน้ากระดก ดื่มจนหมด แต่ยื่นส่งไปให้ราชครูหนุ่ม
เฉินผิงอันชนชามเหล้ากับอีกฝ่ายเบาๆ หวังอี้ผู่ดื่มหมดชามอีก ครั้ง
หวังอี้ผู่เช็ดมุมปาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เอ่ยว่า “อัน ที่จริงราชวงศ์สกุลหลของพวกเราไม่ได้แย่ขนาดนั้น ใช่หรือไม่?”
ในฐานะแคว้นเหนือหัว พอถึงเวลากลับถูกแคว้นใต้อาณัติแห่ง หนึ่งทำลาย เมื่อหลายปีก่อนราชสำนักสกุลหลูกลายเป็นตัวตลกของ แจกันสมบัติทวีปมาโดยตลอด
สามารถทำให้ซิ่วหู่วางแผนมานานขนาดนั้น อีกทั้งตลอดหลาย ปีที่คอยรบต่อสู้โรมรันกับกองทัพม้าเหล็กต้าหลีที่ชายแดนซึ่งมีซึ่ง จ่างจิ้งเป็นแม่ทัพหลัก ราชสำนักสกุลหลูของพวกเราย ่าแย่อย่างที่
โลกภายนอกพูดถึงกันจริงๆ หรือ? หวังอี้ผู่ต้องการคำตอบ เพราะสิ่ง ที่คิดอยู่ในใจ สิ่งที่ยืนหยัดมาโดยตลอด มีน ้าหนักไม่มากพอ!
เฉินผิงอันจิบเหล้าหนึ่งคำ เอ่ยเนิบช้าว่า “แคว้นสกุลหลุล่มสลาย คือเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ต่อให้มีหวังอี้ผู่มากกว่านี้ก็ไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงจุดจบได้”
“แต่หลังจากเปิดอ่านเอกสารของจวนราชครู ข้าค้นพบเรื่องหนึ่ง ปีนั้นที่ศิษย์พี่คอยสั่งการอยู่เบื้องหลังได้เริ่มฝึกปรือฝีมือของกองทัพ ชายแดนแล้ว”
“ต้าหลีผสานรวมบนภูเขาล่างภูเขาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขา สายน ้าให้เป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อไหร่กันแน่ เรื่องนี้พูดแล้วก็ค่อนข้างจะ ซับซ้อน อันที่จริงเป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือบนสนามรบที่ถูก แบ่งแยกออกจากกัน กองทัพชายแดนต้าหลีควรจะใช้ความเสียหาย ด้านการสู้รบที่ต ่าที่สุดมาช่วงชิงคุณความชอบด้านการสู้รบที่มาก ที่สุดได้อย่างไร”
ดื่มเหล้าหมดติดกันสามชาม ดูเหมือนหวังอี้ผู่จะสำลักเหล้าจน น ้าตาไหลออกมา มือที่สั่นสะท้านคีบอาหารขึ้นมา แต่ตะเกียบที่ทิ่มลง ไปกลับทำให้จานกระเบื้องแตก
เหลียงฮุยตกใจสะดุ้งโหยง หงหลิ่นก็หยุดตะเกียบเช่นกัน
เฉินผิงอันเอ่ยทันทีว่า “แตกเพื่อความสงบสุข”
หวังอี้ผู่กระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
เฉินผิงอันเอ่ยว่า “อย่าแกล้งโง่กับข้า จำไว้ว่าต้องจ่ายเงินชดใช้ ด้วย”
หวังอี้ผู่เริ่มสวาปามอาหาร พูดอย่างห้าวเหิมว่า “หักจาก เงินเดือนไปได้เลย!”
เหลียงฮุยถือว่าได้เปิดโลกกว้าง ได้เพิ่มพูนประสบการณ์แล้ว มิน่าเล่าในบันทึกเล่มนั้นถึงเขียนว่าราชครูเฉินเคยเป็นนักบัญชีมา นานหลายปี
เฉินผิงอันยิ้มตาหยี “แม่นางเหลียง เมื่อหลายปีก่อนไม่สนคำสั่ง ห้ามของราชสำนักแอบจัดพิมพ์บันทึกเดินทางเล่มหนึ่งเองโดย พลการอยู่ทางทิศใต้ รู้สึกว่าของหายากย่อมล ้าค่า ควรเก็บไว้รอขาย ตอนราคาดี ใช่ไหม? ว่ากันว่าร้านหนังสือพวกนั้นแอบกักตุนเก็บไว้ หลายแสนเล่มเลย คิดว่าจะเอาไปขายที่ไหน ขายราคาเท่าไร แต่ไม่ กลัวว่าจะขายไม่ออกหรือ?”
หงหลิ่นมองนาง ต้องมองนางใหม่แล้ว!
เหลียงฮุยใจฝ่อเหมือนวัวสันหลังหวะ ถลึงตาใส่นายอำเภอหง เจ้ามองข้าทำไม เจ้ามองข้าก็หมายความว่าเจ้าเองก็เคยอ่านบันทึก ท่องเที่ยวเล่มนั้นเหมือนกัน!
เฉินผิงอันเอ่ย “คราวหน้าจะมีคนไปหาที่บ้าน คิดตามราคาตลาด จ่ายเงินเหมาซื้อมาหมด”
เหลียงฮุยถามเสียงเบา “ราชครู ถึงเวลานั้นข้าควรจะพูดคุยเรื่อง การค้ากับเขาอย่างตรงไปตรงมา หรือว่าไม่ทันระวังปล่อยให้ถูกไฟ ไหม้เผาจนหายหมดเกลี้ยงล่ะ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “แค่พูดคุยเรื่องการค้าอย่างตรงไปตรงมาก็พอ”
เหลียงฮุยกดเสียงลงต ่า “ราชครู เจอกับท่านปู่ข้าสามารถบอกว่า ท่านชมข้ากับปากว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการทำการค้าได้ไหม?”
เฉินผิงอันนวดคลึงหว่างคิ้ว “ได้สิ เหลียงฮุยคือผู้มีพรสวรรค์ด้าน การทำการค้าที่ร้อยปียากจะพานพบสักครั้งจริงๆ”
เหลียงฮุยได้สมดังใจหวังก็รีบวางตะเกียบลงทันใด “ราชครู ข้า กินอิ่มแล้ว กลับก่อนแล้วนะ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “อย่าใส่เสริมเติมแต่ง เปลี่ยนคำพูดข้าส่ง เดช รวมกันแล้วก็มีคำพูดดีๆ แค่ประโยคเดียวนี้ บอกกับนายท่านผู้ เฒ่าเหลียงให้ครบถ้วนตามประโยคเดิม”
เหลียงฮุยร้องหา แล้วก็ต่อรองตามความถนัดของตน “สามร้อยปี ยากจะพานพบสักครั้งก็ไม่ได้หรือ?”
หงหลิ่นสูดลมหายใจดังเฮือก กล้าพูดคุยกับราชครูเฉินเช่นนี้เลย หรือ?
หรงอวี๋ที่อยู่หน้าประตูกระแอมเบาๆ เหลียงฮุยไหล่ลู่คอตก ท่าทาง อ่อนระโหยโรยแรงทันใด ไม่กล้าก่อเรื่องแล้ว แต่แท้จริงแล้วดวงตา ของนางกลับฉายประกายเจิดจ้า เผ่นแล้ว เผ่นแล้ว
เดินออกมาจากจวนราชครูแล้ว เหลียงฮุยก็ถอนหายใจโล่งอก หึ หากข้าเป็นคนในวงการขุนนาง อยู่ที่โต๊ะตัวนั้น คอยดูเถอะว่าข้าจะ กล้าพูดคำคำหนึ่งหรือไม่
เห็นพวกเขาลุกขึ้นยืน แม่ครัวอวี๋ชิ่งก็ถามเสียงเบาว่า “ราชครู พวกท่านต้องการน ้าบ๊วยแช่เย็นสักชามไหม?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่ต้องแล้ว”
อวี๋ชิ่งอืมรับเบาๆ หนึ่งที
เฉินผิงอันพาหวังอี้ผู่และหงหลิ่นเดินออกมาจากห้อง พวกเขา เดินไปคุยกันไป
การประชุมก่อนหน้านี้ตอนที่ถามมาถึงหงหลิ่น เรื่องที่เฉินผิงอัน ถามกลับไม่ใช่ประเพณีและผู้คนของหล่งโส่วหยวน แต่เป็น สถานการณ์ของอำเภอที่อยู่ติดกัน เนื่องจากฉินผิงอันต้องการอาศัย เรื่องนี้มาดูเรื่องวิสัยทัศน์และความใจกว้างของหงหลิ่นว่าเขาถูก จำกัดอยู่แค่หลงโส่วหยวนหรือไม่ ลัทธิขงจื๊อพิถีพิถันในเรื่องภาชนะ เป็นสื่อรองรับและค่ายทอดมรรคา สิ่งที่เฉินผิงอันอยากเห็นอย่าง แท้จริงก็คือนายอำเภอแห่งหลงโส่วหยวนผู้นี้สรุปแล้วจะเป็นภาชนะ รองรับตำแหน่งขุนนางหัวเมือง หรือภาชนะรองรับตำแหน่งขุนนางผู้ เป็นเสนาบดีกันแน่
ในห้อง หรงอวี๋ช่วยอวี๋ชิ่งเก็บกวาดจานชาม ขณะที่ง่วนทำงาน แม่ครัวสาวก็ยกนิ้วเรียวบางเหมือนต้นหอมลูบเส้นผมตรงจอนหูเบาๆ ไปด้วย
เฉาจู่ไปดูดอกบัวสิบลี้ของนครมังกรเฒ่าก่อน คิดไม่ถึงว่าจะเห็น ชื่อของหมื่อวี้บนป้ายศิลา
จากนั้นเขาก็ไปจวนผู้ตรวจการงานเตาเผาของหลงเฉวียน ได้ เจอกับเหล่าเหนียงเนียงเทพีบุปผาแห่งพื้นที่มงคลที่รับหน้าที่เป็น “ขุนนางผู้ตรวจการ” ชั่วคราว
จอกเทพีบุปผาหนึ่งชุดสิบสองใบ บอกว่าต้าหลีมอบให้เป็น ของขวัญพบหน้าแก่หลิ่วชีและเฉาจู่ แต่พอถึงเวลาเข้าจริงก็ยังต้องให้ เฉาจู่ออกหน้าช่วยปรับสีเคลือบ เปลี่ยนประโยคบทกวีด้วยตัวเอง
ก่อนหน้านี้ทางจวนราชครูให้กรมพิธีการด้าหลีออกเอกสารลับ ฉบับหนึ่งให้กับภูเขาตะวันเที่ยงและพรรคหวงจู๋ บอกให้พวกเขา ตรวจสอบว่าภูเขาเหวยเยว่ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตฮวาเซียงได้มีการ สมคบคิดกับสกุลหงอวิ๋นเซียวหรือไม่ เพียงไม่นานจู๋หวงผู้เป็นเจ้า ประมุขก็ตอบจดหมายกลับมายังกรมพิธีการ ตรวจสอบภูเขาเหวย เยว่แล้วไม่มีปัญหาใดๆ หากภายหลังกรมอาญาตรวจสอบเจอช่อง โหว่ใดๆ เขาจู๋หวงยินดีแบกรับผลลัพธ์ที่ตามมาทั้งหมด
ต่งหูรองเจ้ากรมผู้เฒ่าของกรมพิธีการคิดว่าสามารถปิดคดีได้ แล้ว จ้าวเหยาแห่งกรมอาญาก็มีความคิดเห็นแบบเดียวกัน
ทว่าทางฝั่งของจวนราชครูกลับมีความเห็นต่างออกไป “บอกให้ ศาลบรรพจารย์ของภูเขาตะวันเที่ยงประชุมกันเรื่องนี้ครั้งหนึ่ง ส่งคน ไปตรวจสอบอีกรอบ
ต่งหูได้รับเอกสารแล้วก็มองรองเจ้ากรมจ้าวด้วยสายตา ประหลาด บัณฑิตสายเหวินเซิ่งอย่างพวกเจ้า…รับรู้ความนัยของรอง เจ้ากรมผู้เฒ่าได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย จ้าวเหยาเอ่ยอย่างไม่สบ อารมณ์ว่า “เขาคืออาจารย์อาน้อยที่ไม่ต้องมีอาจารย์สั่งสอนก็ เชี่ยวชาญได้เอง แต่สิ่งที่ข้าเรียนรู้มาจากอาจารย์ฉีล้วนมีแต่วิชา ความรู้ที่ถูกต้องเที่ยงตรง”
รองเจ้ากรมผู้เฒ่ารีบพยักหน้า “ใช่ๆๆ ถูกๆๆ”
ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจในการวิเคราะห์ของจู๋หวง แต่แสดงออกอย่าง ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ภูเขาตะวันเที่ยงปรองดองเป็นปึกแผ่น ต้องการให้จู๋หวงเป็นเจ้าสำนักได้ไม่ง่ายนัก
จ้าวเหยาแสดงความคิดเห็นของตัวเองเสริมมา “ต้องการให้ภูเขา ตะวันเที่ยงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น สันดอนเปลี่ยน ง่าย สันดานเปลี่ยนยาก แล้วนับประสาอะไรกับที่นั่นคือพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมที่อยู่มานานสองพันปีแล้ว ภายนอกมองดูเหมือนสร้างความ ลำบากใจให้กับจู๋หวง ให้เหล่าเซียนกระบี่ผู้เฒ่าของศาลบรรพจารย์ อาศัยโอกาสนี้ก่อเรื่อง แต่แท้จริงแล้วคือมอบโอกาสให้เขาได้ตัดราก ถอนโคน”
รองเจ้ากรมผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้มเอ่ย “รองเจ้ากรมจ้าวคิดแบบ เดียวกับข้าเลย”
จ้าวเหยามองรองเจ้ากรมต่งหูที่นอกจากจะหน้าแก่แล้วยังหน้า หนาด้วย “บังเอิญขนาดนี้เชียว”
ต่งหูนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าเด็กติงฮ่าวผู้นี้ ไปอยู่ สำนักศึกษาชุนชานไม่ได้เสียเปล่าเลย พอเขาก่อเรื่องเช่นนี้ก็ช่วยให้ พวกเราประหยัดแรงไปได้มาก”
จ้าวเหยาเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ชื่อเสียงเกียรติยศและความ ร ่ารวยสูงศักดิ์ในโลกก็หนีไม่พ้นสองทางนั่นคือได้มาอย่างถูกต้องกับ ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง บัณฑิตต้องการบริหารบ้านเมืองและช่วยเหลือ ราษฎรให้รอดพ้นจากความเดือดร้อน ก็ต้องเข้าใจเรื่องการเปลี่ยน อำนาจ บางครั้งได้ของบางอย่างมาอย่างไม่ถูกต้องก็ไม่ได้เป็นอะไร แต่ก็ยังต้องให้รากฐานในการหยัดยืนของตัวเองเปิดเผย ตรงไปตรงมา หาไม่แล้วก็จะหลงเดินทางผิดความทะเยอทะยานอัน ยิ่งใหญ่ในวันวาน กลับกลายเป็นเพียงถ้อยคำลมๆ แล้งๆ สุดท้ายต้อง ตกต ่ากลายเป็นกบฏต่อแผ่นดิน”
ต่งหูกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ เห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่ม “บ้าบิ่น” ผู้นี้เข้า ตาของรองเจ้ากรมจ้าวแล้ว
มีความเป็นไปได้ที่จะกลายมาเป็น ‘กบฏต่อแผ่นดิน” แล้ว ก็ ไม่ใช่ว่ารองเจ้ากรมจ้าวต้องให้ความสนใจมากขึ้น คอยจับตามอง ด้วยตัวเองหรอกหรือ?
รองเจ้ากรมผู้เฒ่าเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ได้เห็นพวกเด็กหนุ่ม อย่างติงฮ่าว ข้าก็รู้สึกว่าต้าหลียังอ่อนเยาว์อยู่มาก”
จ้าวเหยาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสริมมาจากใจจริงว่า “ความเห็นของบัณฑิตย่อมตรงกันโดยมิได้นัดหมาย”
……
นครลมเย็นที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งทวีป ห้องโถงใหญ่ของจวน เจ้านครที่โอ่อ่าหรูหรา
สวี่แยนได้ยินคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยปราณสังหารของสตรีจากต่าง ถิ่นผู้นั้น นางไม่โกรธกลับกันยังหลุดหัวเราะ ปิดปากหัวเราะคิก ยิ้ม ตาหยีเอ่ยว่า “สหายท่านนี้ ไม่ได้ออกจากภูเขามานานเกินไปกระมัง รู้หรือไม่ว่าสภาพการณ์ของทุกวันนี้ไม่เหมือนในอดีตแล้ว ผู้ฝึกตน ฆ่าผู้ฝึกตนส่งเดชต้องโดนคดีฟ้องร้อง ราชสำนักต้าหลีไม่สนใจ สำนักศึกษาลัทธิขงจื๊อย่อมสนใจเอง ต่อให้ขอบเขตของเจ้าจะสูงแค่ ไหน อย่างมากสุดก็แค่เหมือนกับหลิวชา หย่างจื่อแห่งเปลี่ยวร้าง ไม่ ต้องไปสวนกงเต๋อก็ต้องถูกขังอยู่ในพื้นที่ลับแห่งหนึ่ง”
สวีเหนียงเอ่ยอย่างตกตะลึง “ถึงกับมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ? โลก ภายนอกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หรือ?”
นางใช้หมัดทุบฝ่ามือ เอ่ยอย่างขุ่นเคือง “แบบนี้จะทำอย่างไรดี ข้ากับจอมปราชญ์น้อยผู้นั้นไม่ได้สนิทกันเท่าไรนะ”
สวี่หุนได้ยินหนังตาก็กระตุกริกๆ
สวี่แยนหลุดหัวเราะพรีด “แสร้งทำเป็นหลอกผีหลอกเจ้ามาถึงบน หัวพวกข้า ปากสหายบอกว่าไม่ขาดเงิน ข้าว่าสิ่งที่เจ้าขาดที่สุดกลับ เป็นเงินเทพเชียนพอดี”
สตรีหน้าตางดงามที่บอกว่าตัวเองชื่อสวีเหนียง คล้ายจะถูกแทง ใจดำจริงๆ สายตาของนางพลันฉายแววไม่พอใจ ถอนหายใจเบาๆ เอ่ยว่า “ในมือขาดเงินจริงๆ สตรีที่ต่อให้เก่งแค่ไหน ไม่มีวัตถุดิบก็ ทำอาหารเลิศรสออกมาไม่ได้ หาไม่แล้วด้วยขอบเขตและสถานะของ ข้ามีหรือจะต้องไปพึ่งพาอยู่ใต้ชายคาผู้อื่น ต้องไปสวามิภักดิ์กับภูเขา ลั่วพั่ว ทั้งกลัวว่าเขาราชครูเฉินจะเห็นความงามแล้วเกิดบ้าตัณหา ต้องการให้ข้าไปช่วยอุ่นผ้าห่มให้เขา แล้วยังกลัวว่าวิญญูชนผู้ เที่ยงตรงอย่างเขาจะไม่ยอมปฏิบัติต่อข้าเป็นอย่างดี ยังกลัวว่าเขามี ใจอยากเป็นโจรแต่ไม่กล้าทำตัวเป็นโจร ทั้งไม่กล้าเอาข้าไปแอบเลี้ยง ดูไว้ข้างนอก แต่กลับยังอยากจะเอาเปรียบข้าเปล่าๆ กลุ้มจนไส้ข้า ขมวดพันกันเป็นเกลียว กลุ้มจะแย่อยู่แล้ว”
สวี่หุนได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้ว สตรีผู้นี้นอกจากจะทำอะไรประหลาด แล้ว ยังพูดจาไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดิน คงไม่ใช่เพราะมีที่พึ่งจริงๆ หรอก นะ?
หากจะบอกว่าเจ้าคนแซ่เฉินผู้นั้นคือวิญญูชนจอมปลอมที่แสร้ง วางมาดเป็นคนดี คือคนที่มีกลอุบายล ้าลึกเหมือนบ่อน ้าโบราณที่
เชื่อมโยงไปถึงมหาสมุทร สวี่หุนในวันนี้อาจไม่พูดจาคล้อยตามเสมอ ไป แต่ในใจจะต้องรู้สึกเห็นด้วยอย่างแน่นอน แต่หากจะบอกว่าเฉิน ผิงอันคือคนเจ้าชู้ที่ละโมบในความงามอะไร ต่อให้สองฝ่ายจะเป็น ศัตรูกัน สวี่หุนก็ยังรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังใส่ร้ายป้ายสีเฉินผิงอัน ใช้ วิธีการต ่าช้า ไม่ฉลาดมากพอ
สวี่แยนใช้เสียงในใจเอ่ย “ท่านพี่ พวกที่เอาแต่ข่มขวัญด้วยการ โอ้อวดเกินจริงเช่นนี้อย่าได้ถูกนางหลอกเอาเด็ดขาด”
ยังไม่พูดถึงชิงชิวที่เคยเจอแต่ในตำราโบราณซึ่งไม่รู้ว่ามีจริง หรือไม่ บรรพบุรุษแคว้นหูที่อยู่ในโลกมนุษย์ผู้นั้น นางกายดับมรรคา สลายไปท่ามกลางยุคบรรพกาลอันยาวนานแล้วไม่ใช่หรือ
พูดถึงแค่นครลมเย็นได้ครอบครองแคว้นหู ก็เป็นเรื่องที่ผ่านมา ตั้งกี่ปีแล้ว?
อีกฝ่ายกลับโผล่ออกมาไม่ช้าไม่เร็ว ดันมาโผล่ในช่วงเวลาที่
แคว้นหูถูกขโมย เจ้านครสวี่หุนขอบเขตถดถอย ส่วนเจ้าเศษสวะเฉิน ผิงอันก็ละโมบคุณความชอบของผู้อื่นมาเป็นของตนนี่น่ะหรือ?
ทำไม ต้องหลอกให้มากถึงจะได้กำไรมากหรือไร?
ตอนที่เหล่าเหนียงวางแผนหลอกลวงผู้ฝึกตนบนภูเขาร่วมกับ ศิษย์พี่ไฉ ไม่แน่ว่านังจิ้งจอกผู้นี้อาจจะยังเล่นดินโคลนอยู่เลยด้วยซ ้า
สวี่หุนใช้เสียงในใจเอ่ยเตือน “ต่อให้นางมาหลอกเอาเงิน ข้าดู จากภาพบรรยากาศรอบกายนางก็ไม่ใช่คนธรรมดาอะไร เจ้าอย่า ประมาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่จำเป็นต้องลงมือหยั่งเชิงตบะของนาง ว่าตื้นหรือลึก”
สวี่แยนพูดด้วยน ้าเสียงเศร้าสร้อย “หรือว่าจะปล่อยให้นางพูดจา ใหญ่โตไม่รู้จักละอายอยู่อย่างนี้ นครลมเย็นของพวกเราตกต ่าขนาด นี้ตั้งแต่เมื่อไหร่…”
สวี่หุนเอ่ยเสียงหนัก “ไม่ยอมอดทนกับเรื่องเล็กน้อย จะทำให้เสีย การใหญ่! ไปถึงราชวงศ์สกุลหงอวิ๋นเซียวแล้วค่อยวางแผนเรื่องทุก อย่างในระยะยาวใหม่ได้”
บทพิเศษ ตอนที่ 67.2 โปรดปล่อยใจให้เป็นอิสระ
สวีเหนียงขมวดคิ้ว พูดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “พวกเจ้าสองคน พึมพำอะไรกันอยู่แล้วก็ไม่ต้องวางแผนกันส่งเดชแล้ว ได้ยินมานาน แล้วว่าก่อนที่สวี่หุนจะเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนก็คือก่อกำเนิด แข็งแกร่งที่มีอยู่ไม่มากของแจกันสมบัติทวีป อยู่ในถิ่นของพวกเจ้า เอง ยังจะมัวอิดออดชักช้าไปไย เจ้าสวี่หุนลงมือก็รู้แล้วว่าขอบเขต ของข้าสูงหรือต ่า ตบะเป็นของจริงหรือของปลอม หากฝีมือสู้คนอื่น ไม่ได้ แก้แค้นไม่สำเร็จ ก็ต้องถูกเจ้าฆ่าตาย ไม่เห็นจะเป็นไร”
สวี่แยนยิ้มถาม “ผู้ที่มาเยือนล้วนถือเป็นแขก ในเมื่อเป็นความ เข้าใจผิดกัน คิดดูแล้วก็คงยากจะอธิบายได้ชัดเจนในเวลาเพียงครู่ เดียว พวกเราล้วนเป็นสตรีเหมือนกัน ไม่สู้มาลองประลองมรรคกถา กันสักครั้ง?”
สวีเหนียงพยักหน้า “ได้สิ”
สวี่แยนหันหน้าไปมอง พูดอย่างดีอกดีใจว่า “ท่านพี่ ขอแค่ตกลง กันว่าสองฝ่ายประลองมรรคกถากันก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าต้าหลีและ สำนักศึกษาจะซักไซ้กล่าวโทษ”
สายตาของสวี่แยนเปลี่ยนมาเป็นเฉียบคม นางตัดสินใจได้แล้ว “หากเป็นเซียนอิสระเผ่าจิ้งจอกห้าขอบเขตบนจริงดังคาด ต่อให้วันนี้
ข้าถูกนางเล่นงานจนร่อแร่ปางตายก็ถือว่าได้ช่วยให้นครลมเย็นข้าม
พ้นหายนะครั้งหนึ่งไปได้ คราวหน้าที่นางมาก่อเรื่องที่บ้าน หรือแอบ ก่อกวนอย่างลับๆ อีก หากต้าหลีและสำนักศึกษาถามไถ่ นางก็คือ ฝ่ายที่ไร้เหตุผลแล้ว!”
สวี่หุนเงียบไปครู่หนึ่ง “ได้ เจ้าระวังตัวด้วย”
สวี่แยนได้ยินประโยคนี้ ในใจก็รู้สึกวูบโหวงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เพียงแต่นางก็ฝืนกำจัดอารมณ์เล็กน้อยนี้ทิ้งไปได้อย่างรวดเร็ว ทำตัวให้กระปรี้กระเปร่าได้อีกครั้ง บ้านหลังคารั่วดันเจอฝนตกหนัก ติดต่อกันหลายคืน หายนะที่ผู้ฝึกบำเพ็ญตนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ถึง อย่างไรก็ต้องอดทนผ่านพ้นมันไปให้ได้
สวีเหนียงกึ่งยิ้มกิ่งบึง มองเจ้านครสวี่ที่ดูเหมือนว่าต่อให้เผชิญ กับอันตรายก็ยังสุขุมไม่ลนลานได้ตั้งแต่ต้นจนจบผู้นั้น
“หวนนึกถึงปีนั้น นักพรตบรรพกาลที่ไม่ใช่เผ่ามนุษย์ต่างก็เคย ทุ่มสุดชีวิตเพื่อให้ตัวเองได้กลายเป็นมนุษย์”
“เผ่าจิ้งจอกของพวกเราก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
“พวกเจ้ากลับดีนัก”
“เพราะอะไรนะ”
“พวกเราเห็นคำว่ารักสำคัญกว่าชีวิตและมหามรรคา ส่วนพวก เจ้ากลับมองเรื่องรักชายหญิงเป็นดั่งการปักบุปผาลงบนผ้าแพร เป็น อย่างที่จูเหลี่ยนว่าไว้จริงๆ หรือว่าสรรพชีวิตที่มีสติปัญญา รากฐาน
แตกต่างกัน วาสนาย่อมไม่เหมือนกัน? ทั้งไม่อาจโทษพวกเขา แล้วก็ โทษตัวเองไม่ได้ด้วย จะโทษก็ต้องโทษที่โลกมนุษย์ครึกครื้นจึงมีการ พบเจอกันโดยบังเอิญและมีการกลับมาพบเจอกันใหม่อีกครั้ง?”
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวพึมพำกับตัวเอง แล้วก็ได้ยินประโยคหนึ่งที่
ทำให้นางเดือดดาลสุดขีดจนกลายเป็นหัวเราะ
สวี่หุนพลันลุกขึ้นยืน เอ่ยว่า “ผู้เยาว์เชื่อว่าท่านก็คือเจ้าแห่ง จิ้งจอกชิงชิว ผู้อาวุโสมาจากภูเขาลั่วพั่วจริงๆ แล้วก็เพราะเหตุนี้ท่าน ถึงได้ถูกมัดมือมัดเท้า ไม่กล้าสร้างความลำบากใจให้กับพวกเรา อย่างแท้จริง เพราะราชครูเฉินไม่อนุญาตให้ท่านอาศัยตบะใช้วิชา อภินิหารพร ่าเพื่อ หาไม่แล้วผู้อาวุโสจะต้องจ่ายด้วยราคาที่มหาศาล อย่างมาก”
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวปิดปากหัวเราะเสียงหวาน “ดีนักนะ ศัตรู ต่างหากถึงจะเป็นคนรู้ใจที่แท้จริง”
สวี่หุนยอมใช้แผนชั้นต ่านี้วางเดิมพันครั้งใหญ่ ทำให้พลังต้น กำเนิดของเขาเสียหายไปมาก ใบหน้าพลันแก่ชราลงไปหลายสิบปี มองเหมือนคนที่จะละสังขารแล้ว ทำเอาสวี่แยนที่เห็นสงสารจับใจ ตก ตะลึงสุดขีด
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวยิ้มตาหยี “น่าเสียดายที่ราชครูเฉินไม่ใช่ วิญญูชนที่คร ่าครีอะไร แม้กระทั่งสวรรค์ยังอนุญาตให้ข้าลงมือทำ ตามใจปรารถนาได้ แค่จำไว้ว่าอย่าให้คนบริสุทธิ์ต้องเดือดร้อน
ส่วนตัวข้าเองน่ะหรือ พอจะมีฝีมืออยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ พวกเจ้าน่ะ ต่อ จากนี้ก็จงเป็นยวนยางชะตารันทดเสียเถอะ”
……
ชิวหล่งไปที่กรมขุนนางมาก่อนรอบหนึ่ง แล้วจึงไปที่กรมพิธีการ รับเอกสารและชุดขุนนางมาหลายชุด ก่อนจะไปยังที่ว่าการสำนัก ตรวจการ
ด้วยตำแหน่งขุนนางของเขา ทางราชสำนักจะจัดให้มีองค์รักษ์ ประจำตัวสองคน ชิวหล่งไม่ต้องการยังคงพามาแค่สตรีที่รูปโฉม ธรรมดาแต่กลับซุกซ่อนฝีมือไว้อย่างลึกล ้าผู้นั้นคนเดียว นางถึงกับ ไม่ได้เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดินทางไกลเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ฝึก กระบี่ขอบเขตก่อกำเนิดคนหนึ่งด้วย
นางมีข้อเรียกร้องอย่างหนึ่งกับชิวหล่ง ถามว่าในอนาคตวันใด วันหนึ่งจะพานางไปพบราชครูเฉินด้วยได้หรือไม่ แต่เรื่องนี้ไม่รีบร้อน สามปีห้าปีก็รอได้ หัวใจของชิวหล่งบีบรัดตัวกลัวว่าสตรีผู้นี้จะมี เจตนาร้าย ขออย่าให้นางเป็นนักฆ่าเลย นางยิ้มหวาน บอกว่าวางใจ เถอะตนไม่ใช่นักฆ่า แล้วนับประสาอะไรกับที่ต่อให้ราชครูเฉินยืนเฉย ไม่ขยับ ด้วยเวทกระบี่อันน้อยนิดของตน อย่าว่าแต่ทำร้ายเขาเลย แค่ ขยับเข้าใกล้เขายังยาก
ชิวหล่งคิดแล้วก็ไม่เข้าใจ ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะอยากเจอเขาไป ทำไม? ต้องการอะไรกันแน่? ตอนนั้นคำตอบของสตรีน่าตกใจอย่าง
มาก บอกว่าแม้นางจะเป็นผู้ฝึกกระบี่ แต่ชีวิตนี้กลับเรียกตัวเองว่าผู้ ฝึกยุทธเต็มตัวด้วยความภาคภูมิใจมากกว่า ดังนั้นจึงอยากจะเข้าวัด ไปจุดธูปพบองค์เทพที่แท้จริง ต้องการเป็นเป็นสักขีพยานของมรรคา ที่แท้จริงบนยอดเขา
ชิวหล่งเป็นคนรอบคอบระมัดระวัง บอกว่าตัวเองไม่กล้ารับปาก นางบอกว่าไม่จำเป็นต้องรับปากอะไร คือเรื่องที่หากมีโอกาสก็ค่อยว่า กันใหม่ได้
หน้าประตูมีคนกลุ่มหนึ่งมารอคอยการมาถึงของรองผู้ตรวจการ ฝ่ายขวาอย่างเขาอยู่นานแล้ว เข้าประตูใหญ่ไป ตลอดทางมีแต่ สายตาที่ไม่เคยได้เห็นมานาน คนจากลาน ้าชาก็เย็นขีดในวงการขุน นางเกิดขึ้นได้เร็วนัก ต่อให้สกุลชิวจะเป็นแซ่สกุลซ่างจู้กั๋ว แต่ขอแค่ ไม่มีตำแหน่งขุนนาง หลายสิบปีมานี้ก็ถือว่าได้สัมผัสกับความร้อน เย็นของน ้าใจคนมาจนหมดสิ้นแล้ว
สตรีเองก็เพิ่งเคยเหยียบย่างเข้ามาในที่ว่าการเป็นครั้งแรก นาง ใช้วิธีรวมเสียงให้เป็นเส้นพูดหยอกล้อว่า “เจ้าประมุขตระกูลชิวคิด อยากจะลงมือกับใคร เข้าข้างฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรมก็ไม่มีปัญหา แต่ให้ข้าลงมือตีใคร ข้ากลับไม่กล้าจริงๆ”
การต่อยตีบนถนนสามครั้งที่ไม่เหมาะจะถูกบันทึกลงในตำรา ประวัติศาสตร์ แต่กลับกลายเป็นเรื่องเล่าที่มีชื่อเสียง นอกจาก “หมัด ตระกูลหลิว’ แห่งถนนจือเอ๋อร์แล้ว อันที่จริงยังมี “เท้าสกุลชิว” ที่
ชื่อเสียงเลื่องระบือด้วย
เมื่อก่อนพวกชาวบ้านในเมืองหลวงพูดคุยกันอย่างออกรสออก ชาติ รอกระทั่งสกุลชิวถูกราชครูชุยไล่ออกจากราชสำนัก กลายมา เป็นข้อห้ามของวงการขุนนาง ผู้คนก็เริ่มค่อยๆ ไม่พูดถึงกันแล้ว
ชิวหล่งยิ้มเอ่ย “ไม่ต้อง หยวนฉงคือบัณฑิตอ่อนแอ แค่มือเดียว ของข้าก็โค่นเขาให้ล้มคว ่าลงได้แล้ว”
ตอนนี้ชิวหล่งเห็นใครก็ไม่ถูกชะตาทั้งนั้น
ราชครูเฉินเรียกใช้ข้าเป็นกรณีพิเศษก็ถูกต้องแล้ว!
หากทำให้ข้าผู้อาวุโสร้อนใจจริงๆ ก็ฝันไปเถอะว่าจะใช้อาศัย สมุดคุณความชอบเล่มหนึ่ง เล่นลูกไม้น่าสะอิดสะเอียนที่สกปรกกับ ข้า แล้วจะเอาแช่สกุลเสาค ้ายันแคว้นนี้ไปเป็นคนรับเคราะห์แทนได้
หยวนฉงไม่ได้ไปรอต้อนรับชิวหลิ่งที่หน้าประตูที่ว่าการ แต่ชิวห ล่งกลับมาพบหยวนฉงทีห้องทำงาน
เจอหน้ากันแล้วก็ไม่มีประโยคโอภาปราศรัยอะไร แต่ชิวหล่งกลับ พูดด้วยรอยยิ้มเสแสร้งว่า “เจ้านี่มันสง่างามสูงส่งเสียจริง”
ออกคำสั่งทหาร ได้ยินมาว่าราชครูให้ระยะเวลาจำกัดสามปี แต่ เจ้าหยวนฉงดันพูดว่าแค่ปีเดียวก็พอ
เจ้าหยวนฉงเก่งกาจขนาดนี้ ทำไมไม่ไปเป็นทูตผู้ตรวจการ เสียเลยล่ะ?
ถึงเวลานั้นจัดการกิจธุระได้ไม่ดีพอ สำนักตรวจการยังคงไม่อาจ ทำให้จวนราชครูพอใจได้ เจ้าหยวนฉงม้วนเสื่อไสหัวกลับบ้านก็ยัง พอทำเนา แต่นี่ยังจะลากให้สกุลชิวต้องไปเจอหายนะด้วยใช่ไหม?
หยวนฉงปรายตามอง “ไม่อย่างนั้นทำไมข้าถึงเป็นมือหนึ่ง ส่วน เจ้าเป็นได้แค่ขุนนางผู้ช่วยล่ะ”
เป็นลูกหลานของตรอกอี้ฉือเหมือนกัน อีกทั้งยังเป็นคนที่อายุรุ่น ราวคราวเดียวกันพวกเขารู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี
ขุนนางสำนักตรวจการหลายคนที่ประสบการณ์ยังตื้นเขิน ตำแหน่งขุนนางค่อนข้างต ่าเลือกที่จะจากไปเงียบๆ
แล้วก็มีขุนนางเก่าแก่ที่ตัวตรงก็ไม่ต้องกลัวว่าเงาจะเอียงจงใจ ชะลอฝีเท้าให้ช้าลง คิดอยากจะฟังให้ได้มากกว่านี้ ฟังบทสนทนา ของคนทั้งสองก็เหมือนดื่มเหล้าฤทธิ์ร้อนแรง
เห็นสีหน้าดุดันของชิวหล่ง หยวนฉงก็เอ่ยเยาะเย้ยว่า “ทำไม จะ หาคนมาเล่นงานข้าอีกหรือ?”
ชิวหล่งหัวเราะเสียงเย็น “เป็นถึงขุนนางหลักของสำนักตรวจการ ฆ่าเจ้าให้ตายไม่ได้หรอก”
ในอดีตสกุลชิวคือตัวประหลาดของตรอกอี้ฉือ คุณความชอบ ทางการทหารเลิศล ้า ลูกหลานสกุลชิวแต่ละคนพูดจาหรือลงมือทำ อะไรดุดันป่าเถื่อนไม่แพ้กัน กำเริบเสิบสานยิ่งกว่าตระกูลเมล็ดพันธ์
แม่ทัพของถนนฉือเอ๋อร์เสียอีก ก้อนอิฐหน้าประตูจวนตระกูลกวนก็ เป็นเจ้าลูกหมาสกุลชิวที่หยิบเอาไปใช้เยอะที่สุด
เพราะจวนตระกูลกวนค่อนข้างอยู่ใกล้กับถนนฉือเอ๋อร์ ดังนั้นจึง ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายทหารต้องแย่งชิงกันโดยหลีกเลี่ยง ไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นพวกเด็กหนุ่มของตรอกอี้ฉือที่กรูกันบุก ไปยังถนนฉือเอ๋อร์ แล้วก็พ่ายแพ้หน้าหมองถอยร่นกลับมาแถวๆ หน้า ประตูบ้านตระกูลกวน มีครั้งหนึ่งกวนยิ่งเซ่อเลิกงานกลับบ้าน เห็น เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งนั่งยองอยู่มุมกำแพงจึงถามไปว่า เป็น อย่างไร แพ้อีกแล้วหรือ?
ชิวหล่งที่หน้าบวมจมูกแดงใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้ บอกว่าบิดาของเขาเคยตั้งกฎเอาไว้ว่าห้ามใช้ดาบ ยิ่งไม่อาจใช้ธนู เพราะตนไม่มีอาวุธที่เหมาะมือถึงได้เสียเปรียบกวนอิ๋งเช่อร้องอ้อ แสร้งทำท่ากระจ่างแจ้งเอ่ยว่าที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เสียเปรียบจริงๆ นั่นแหละ เจ้าลูกหมาตระกูลหลิวของตรอกฉือเอ๋อร์ไม่ค่อยมีคุณธรรม ในการต่อสู้เท่าใดจริงๆ
วันต่อมานอกประตูบ้านตระกูลกวนจึงมีก้อนอิฐวางเรียงซ้อนกัน เอาไว้ ความสูง เท่ากับส่วนสูงของพวกเด็กหนุ่มพอดี
หยวนฉงก็เคยถูกคนวัยเดียวกันกลุ่มหนึ่งมาดักขวางทาง ใช้ ก้อนอิฐฟาดจนหัวแตกเลือดอาบ แล้วยังพูดมาประโยคหนึ่งที่เป็นการ วาดงูเติมขาว่า ดูสิว่าวันหน้าเจ้าจะยังกล้าไปเดินแถวถนนฉือเอ๋อร์อีก ไหม ตอนนั้นหยวนฉงโมโหมาก โมโหยิ่งกว่าโดนอิฐฟาดหัว คิดว่า
ข้าโง่หรือไร? ไม่รู้หรือว่าเจ้าคือญาติจากต่างถิ่นของเจ้าตะพาบชิวห ล่งผู้นั้น? ผลคือหลังจากไอ้หมอนั่นโดนเปิดโปงตัวตนก็เอาก้อนอิฐ ทุบหัวหยวนฉงอีกรอบ เลือดไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าของเขา จากนั้น อีกฝ่ายก็ออกไปจากเมืองหลวงในวันนั้นเลย
หยวนฉงเองก็เด็ดเดี่ยว ไม่ได้ตรงกลับบ้าน ยังคงถูกคนเฝ้าประตู จวนตระกูลกวนเห็นเข้า รีบดึงตัวเขาไปล้างเลือดทำความสะอาดใน จวน บอกให้สตรีออกเรือนแล้วช่วยเย็บแผลให้ หยวนฉงเปลี่ยนมา สวมชุดสะอาดสะอ้านแล้วถึงกลับบ้าน ผู้ใหญ่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ให้ ตายอย่างไรหยวนฉงก็ไม่ยอมบอก
ส่วนเจ้าคนที่ใช้ก้อนอิฐฟาดหัวหยวนฉงอย่างแรงสองครั้งก็ไป เข้าร่วมกองทัพ อาศัยคุณความชอบด้านการสู้รบ เลื่อนขั้นขุนนาง ได้ไม่ช้า
ได้ยินมาว่าตอนที่มีชีวิตอยู่ขอแค่ไอ้หมอนี่ได้ดื่มเหล้ากับเพื่อน ร่วมงาน สหายร่วมรบก็จะคุยโวกับคนอื่น บอกว่าตัวเองเคยตีหยวน ทั่นฮวา รองเจ้ากรมหยวน ผู้ตรวจการหยวนแห่งตรอกอี้ฉือ…เมื่อ เวลาผันผ่าน เขาก็เปลี่ยนคำเรียกขานไปเรื่อยๆ คำพูดอย่างเดียวที่
ไม่เคยเปลี่ยนก็คือตอนที่สองฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มเคยพบเจอกันบนทาง แคบ แล้วก็ได้ต่อสู้กันตัวต่อตัว
พวกผู้อาวุโสสกุลหยวนก็ได้ยินข่าวที่แพร่มาจากกองทัพ ชายแดนเช่นกัน พอได้ยินเรื่องนี้จึงไปถามหยวนฉงว่าจริงหรือไม่?
ไม่ได้มีความหมายว่าจะซักไซ้เอาผิดอะไร ก็แค่รู้สึกว่าน่าสนใจ ปีนั้นหยวนฉงไม่ยอมบอกว่าผู้ร้ายคือใคร เพราะรู้สึกขายหน้าอย่าง นั้นหรือ?
ปีนั้นหยวนฉงปฏิเสธเรื่องนี้กับทุกคน
สุดท้ายคนผู้นี้รบตายอยู่ท่ามกลางศึกอันดุเดือดล้มล้างราชวงศ์ สกุลหลู นั่นคือการจับคู่เข่นฆ่าท่ามกลางการต่อสู้ที่วุ่นวาย ม้าสองตัว พุ่งปะทะกัน เผชิญหน้ากัน แล้วเขาก็ถูกปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่ปีนั้น ถูกเรียกขานเป็นแม่ทัพผู้กล้าอันดับหนึ่งของสกุลหลูใช้หอกแทงตาย บนหลังม้า
หลังจากนั้นมาหยวนฉงก็ทั้งไม่ได้ยอมรับเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เคย ปฏิเสธเรื่องนี้
ชิวหล่งยกขานั่งไขว่ห้าง “ได้ยินมานานแล้วว่าในบรรดาที่ว่าการ มากมายของระเบียงพันก้าว อาหารในสำนักตรวจการขึ้นชื่อว่า รสชาติอร่อย”
“เลี้ยงคนว่างให้สบายจนมีฤทธิ์มีเดช คงกินอาหารหมูกันเข้าไป เยอะ ถึงได้อ้วนพีแข็งแรงกันทุกตัว”
ชิวหล่งรู้มาแล้วว่าเช้าวันนี้หยวนฉงได้ใช้ความเร็วดั่งฟ้าผ่าไม่ ทันป้องหูจัดการกับ “ภัยแฝง” กลุ่มหนึ่งไปแล้ว ไม่เหลือโอกาสไว้ให้ ตนเลยสักนิด
ชิวหล่งพูดเย้ยหยัน “เชือดหมูปีใหม่หรือ? เลยเวลามาแล้วนะ”
หยนฉงเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ตามคำกล่าวของเจ้า สมมติ ว่าสำนักตรวจการเป็นเล้าหมูจริง เจ้ามากินดื่มขับถ่ายที่นี่ คิดว่า ตัวเองคือตัวอะไรล่ะ?”
“เจ้าคนแซ่ชิว เจ้าเองก็อย่ามาโอ้อวดว่าเท้าเปล่าไม่ต้องกลัวที่จะ สวมรองเท้าอะไรกับข้าเลย หากแน่จริง เป็นคนจริง ปีนั้นก็ไม่มีทางให้ คนอื่นมาขวางทางข้า คนอย่างเจ้า ลงสนามรบแล้วก็ต้องสู้ญาติคน นั้นของเจ้าไม่ได้แน่นอน อย่างเจ้าเนี่ยนะ? ต้องเป็นพวกขี้ขลาดที่
บาดแผลทั่วร่างมีแต่บนหลังแน่”
ชิวหล่งโมโหจนเส้นเอ็นบนหน้าผากปูดโปน
หยวนฉงปรายตามอง “เจ้าว่าตัวเองขี้ขลาดหรือไม่เล่า? วิชาเท้า ตระกูลชิวที่ชื่อเสียงเลื่องลือ ข้านั่งอยู่ตรงนี้ ให้เจ้าเตะได้เลย”
พวกขุนนางตรงระเบียงที่จงใจชะลอฝีเท้าให้ช้าลงฟังจนหนังตา กระตุก รีบเพิ่มความเร็วฝีเท้า ไม่กล้าอยู่ฟังอีกแม้แต่ครึ่งประโยค
หยวนฉงมีบารมีอำนาจอยู่ในสำนักตรวจการมาโดยตลอด หาไม่ แล้วในวงการขุนนางต้าหลีก็คงไม่มีคำเรียกสำนักตรวจการที่ว่า “คฤหาสน์ตระกูลหยวน
แต่ความรู้สึกที่หยวนฉงมอบให้ผู้อื่นยังคงเป็นความนุ่มนวล อ่อนโยน คือคนที่ไม่ต้องแสดงความโกรธก็น่าเกรงขาม ดังนั้นวิธีการ อำมหิตมากมายที่ใช้ในเช้านี้ถึงได้ทำให้ทุกคนตั้งตัวกันไม่ทัน
ไฉนพอเจอกับชิวหล่ง ถึงได้เป็นแบบนี้แล้ว…เล่า?
ชิวหล่งเอ่ย “พูดธุระสำคัญ”
หยวนฉงกลับไม่ยอมปล่อยชิวหล่งไป “ไม่ได้ไปเป็นเจ้ากรมที่
กรมคลัง กลุ้มหรือไม่เล่า?”
ชิวหล่งเอ่ยอย่างเดือดดาล “ไม่จบไม่สิ้นเสียทีรึ?!”
คนทั้งสกุลชิวถึงสองรุ่นต้องไปเป็น “พ่อค้า” สำหรับเรื่องของการ หมุนเวียนทรัพย์สินเงินทอง นอกจากกรมคลังต้าหลีแล้ว พวกเขา เรียกตัวเองว่าเป็นที่สาม คาดว่าคงไม่มีกล้าบอกว่าตัวเองเป็นที่สอง
เจ้ากรมของกรมหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นกรมคลังที่เป็นสามกรมล่าง แต่ นั่นก็เป็นขั้นสองชั้นเอกของแท้แน่นอน รองผู้ตรวจการฝ่ายขวาของ สำนักตรวจการ แม้ระดับขั้นจะต ่ากว่าหนึ่งขั้น แต่ชิวหล่งคิดอยากจะ เลื่อนขั้นขุนนางก็ยังต้องมีอุปสรรคขัดขวางอีกหนึ่งด่าน และอุปสรรค ที่ว่านี้ก็คือหยวนฉง
ที่ว่าการของเก้ามนตรีน้อยใหญ่ คำว่าจุดสูงสุดของการเป็นขุน นางก็แค่สามารถเข้าร่วมการประชุมในห้องทรงพระอักษร แต่รอ กระทั่งได้เป็นขุนนางที่อยู่ใจกลางของราชสำนักได้อย่างแท้จริง กลับ ยังคงมีข้อเรียกร้อง นั่นก็คือยศมหาบัณฑิตที่อยู่ใกล้เพียงตรงหน้า อยู่ไกลสุดขอบฟ้า กลายมาเป็น “มหาอำมาตย์” อย่างที่ชาวบ้าน เรียกขานกัน
เจอหน้าขุนนางสูงคนหนึ่งที่มียศมหาบัณฑิต เรียกขานต่อหน้า ว่ามหาอำมาตย์ คือข้อห้ามของวงการขุนนาง แต่ในทางส่วนตัวพูด
ถึงคนผู้นี้ กลับไม่เรียกขานด้วยความเคารพก็มีความเป็นไปได้แค่ สองอย่าง หากไม่เข้าใจกฎระเบียบในวงการขุนนางเลยก็ต้องไม่ถูก กับคนผู้นี้
หยวนฉงเอ่ย “คุยเล่นก็เป็นเจ้าที่เริ่มก่อน คุยต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้า อย่างนั้นก็เอาตามที่เจ้าต้องการ มาคุยธุระเป็นการเป็นงานกัน”
หยวนฉงถาม “รู้หรือไม่ว่าทำไมราชครูเฉินถึงให้เจ้ามาอยู่สำนัก ตรวจการ?”
ชิวหล่งเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “ไร้สาระ!”
หยวนฉงเอ่ย “ไม่ได้ให้เจ้าไปที่กรมคลัง ทว่าตำแหน่งขุนนางไม่ เหมือนกันแต่กลับทำเรื่องเดียวกัน หากเจ้าชิวหล่งไปเป็นเจ้ากรมอยู่ ที่กรมคลัง ตรวจสอบบัญชีเก่าอย่างเอาเป็นเอาตาย เรียกว่าชำระต้น กำเนิดให้สะอาด กวาดล้างจัดระเบียบ และสถาปนาอำนาจให้เป็นทิ ครันคร้าม แต่อยู่ในสำนักตรวจการ จับจ้องมองสมุดบัญชีของกรม คลังไม่ยอมวาง เรียกว่า…กัดคน”
บทพิเศษ ตอนที่ 67.3 โปรดปล่อยใจให้เป็นอิสระ
“ครั้งนี้ราชครูเฉินยอมเมตตาผ่อนปรนให้ อนุญาตให้สกุลชิวห วนกลับเข้ามาในราชสำนัก เพราะต้องการให้เจ้าที่มีความผิดติดตัว ชดใช้หนี้เก่าของตระกูล จะปล่อยให้สกุลชิวที่สะดุดล้มหัวทิ่มในเรื่อง ของทรัพย์สินเงินทองไปกุมอำนาจในกรมคลังได้อย่างไร นั่นมันเรื่อง ตลกชัดๆ ต้าหลีไม่อาจขายหน้าเช่นนี้ได้! ราชสำนักต้าหลีของพวก เราได้ครอบครองแผ่นดินของครึ่งทวีป ผู้คนมากมายเบียดเสียดกัน ยังไม่ถึงขั้นที่แม้กระทั่งเจ้ากรมของกรมคลังคนเดียวก็ยังหาไม่ได้ ข้น แค้นฝืดเคืองจนถึงขั้นที่ไม่มีคนให้เอามาใช้งาน”
“เข้าใจกับไม่เข้าใจ ย่อมต้องสัมผัสด้วยตัวเอง มีความคลาด เคลื่อนหรือไม่ ต้องแบกรับผลลัพธ์เอาเอง”
ชิวหล่งเอ่ย “เป็นคำพูดไร้สาระจริงๆ ด้วย”
เขาอยากไปอยู่กรมคลังมากที่สุดก็จริง แต่ว่าใต้หล้านี้ไหนเลยจะ มีเรื่องดีเช่นนี้
หยวนฉงไม่ถือสา ถามว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าคิดไว้แล้วหรือยังว่าใน อนาคตเมื่อออกไปจากสำนักตรวจการจะไปอยู่ที่ว่าการแห่งใด?”
ชิวหล่งอึ้งตะลึง ตนกับทางตระกูลไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนจริงๆ
หยวนฉงเอ่ย “คิดให้ดีๆ”
รองผู้ตรวจการฝ่ายขวาของสำนักตรวจการก็คือตั๊กแตนที่ผูกอยู่ บนเชือกเส้นเดียวกัน
หยวนฉงไม่คาดหวังให้สกุลชิวเอาแต่ทำตัวกร่างอยู่ในที่ว่า การบ้านตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยวอย่างเดียว
หยวนฉงเอ่ย “ตรวจสอบคดี เจ้าเชิญตรวจสอบได้ตามสบาย แม่ ทัพชายแดน ขุนนางใหญ่ประจำหัวเมือง ขุนนางสูงของหกกรม พระ ญาติเชื้อพระวงศ์ ตรวจสอบใครก็ได้ทั้งนั้นข้ามีข้อเรียกร้องเพียง อย่างเดียว ขอแค่เกี่ยวพันไปถึงขุนนางชั้นสามชั้นเอกหรือตำแหน่ง สูงกว่านั้น ให้บอกกับข้าก่อน ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้เจ้าตรวจสอบ แต่ต้อง ตรวจสอบด้วยกัน”
ชิวหล่งพยักหน้า หยวนฉงผู้นี้แม้จะเจ้าเล่ห์แกมขี้โกงมาตั้งแต่ เด็ก แต่คำพูดที่เขาพูดออกจากปากกลับถูกต้องแม่นยำอย่างยิ่ง ไม่ แน่เสมอไปว่าหยวนฉงจะยึดถือหลักที่ว่ายึดมั่นในคำสัญญาอย่าง หนักแน่นดุจทองพันชั่ง แต่ความหยิ่งทระนงและถือดีนั้นกลับแผ่ซ่าน ออกมาจากกระดูกของเขา จึงไม่อนุญาตให้ตัวเองถูกคนดูแคลนได้
ชิวหล่งถามเสียงเบา “สำนักตรวจการเงียบหายไปนานสามสิบปี ไม่มีการกระทำใดๆ เป็นความจงใจของราชครูชุย เจ้าไม่คิดจะหา โอกาสไประบายทุกข์กับราชครูเฉินเป็นการส่วนตัวบ้างหรือ?”
หยวนฉงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เรื่องที่ขนาดเจ้ายังคิดได้ ราช ครูเฉินจะไม่รู้ได้หรือ?”
จำได้ว่าปีที่สอบติดเป็นทั่นฮวา ได้เข้าไปอยู่สำนักฮั่นหลินทำ หน้าที่เรียบเรียงตำราเพราะฎีกาฉบับหนึ่งที่ส่งไปไม่ถูกเวลา หยวนฉง ตัดสินใจแล้วว่าต่อให้ไม่ได้เป็นขุนนางก็ยังต้องระบายออกไปให้หาย อัดอั้น…แล้วก็จริงดังคาด เพียงไม่นานก็ถูกเรียกไปที่จวนราชครูได้ พบกับ “ซิ่วหู่” ท่านนั้น หรือก็คืออาจารย์ผู้คุมสอบเคอจวี่รุ่นของพวก เขา
ตลอดเส้นทางหยวนฉงคิดไม่ตกกับเรื่องเล็กเรื่องหนึ่งอยู่ตลอด เจอหน้ากัน ควรจะเรียกเขาว่าราชครู หรือเรียกว่าอาจารย์ดีนะ?
สุดท้ายคนหนุ่มก็ยังตัดสินใจเรียกอีกฝ่ายว่าท่านราชครู เพราะ หากเรียกอย่างอื่นจะคล้ายมีเจตนาประจบประแจง
เพียงแต่ในห้องหนังสือที่ค่อนข้างเรียบง่ายนั้น ราชครูชุยมิได้ วิจารณ์เนื้อหาในฎีกาว่าดีหรือไม่ดี กลับพูดคุยเรื่องนอกประเด็นกับ ชายหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยความฮึกเหิม
เขากล่าวว่าแต่ละช่วงวัยย่อมมีปัญหาของมัน มีด่านที่พวกเรา หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ละรุ่นก็มีความรับผิดชอบของตน มีสิ่งที่จำเป็นต้อง ทำ หยวนฉง เจ้ายังอายุน้อย ต้องเรียนรู้การปกป้องตัวเองก่อน บาง เรื่องเป็นสิ่งที่หยวนฉงวัยยี่สิบกว่านึกออกแต่ทำได้ไม่ดี บางเรื่องเกรง ว่าแม้แต่หยวนฉงวัยห้าสิบกว่าก็อาจทำไม่ได้ แต่จงจำไว้ ไม่ว่าจะผ่าน ไปสามสิบปีหรือห้าสิบปี เจ้าก็ต้องปกป้องคนหนุ่มสาวเช่นเจ้าวันนี้ให้ ดี
เขาบอกว่าชะตาชีวิตของแต่ละคน โชคชะตาของแผ่นดิน สถานการณ์ใหญ่ของใต้หล้า การขึ้นลงในวงการราชการ ความพลิก ผันตลอดระยะเวลาร้อยปี สุดท้ายต้องทิ้งบางสิ่งไว้ ไม่ใช่เพื่อใคร ทั้งนั้น แต่เพื่อชีวิตของตนเอง ดังนั้นอย่าเอาความหวังไปผูกไว้กับผู้ที่
แข็งแกร่งเพียงฝ่ายเดียว
เขาบอกว่ามิใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจผู้ฝึกตนบนภูเขา แต่ข้ารู้สึกว่า ปัญญาชนคนสามัญก็สามารถทำสิ่งที่ถูกต้องได้มากกว่า และการ ยกระดับใจคนในวิถีทางโลกก็มีแต่จะยิ่งใหญ่กว่า
แม้เวลาจะผ่านมานานเพียงใด หยวนฉงก็ยังจดจำบทสนทนา ของค ่าคืนนั้นได้อย่างลึกซึ้ง ห้องหนังสือเรียบง่ายแต่สว่างไสว ราชครู ที่ดูผอมบางและโดดเดี่ยว ความมั่นคงและความเชื่อมั่นในยามเอ่ย ถ้อยคำ ทุกสิ่งรวมกันราวกับซุยฉานกำลังถามคำถามหนึ่งที่ไม่ จำเป็นต้องพูดออกมาว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าจะยินดีหรือกล้าที่จะเชื่อ หรือไม่ ว่าวันพรุ่งนี้จะดีขึ้นเพราะสิ่งที่เจ้าทำในวันนี้
เพียงแต่ถ้อยคำดีงามเหล่านี้ เรื่องราวในอดีตเหล่านี้ ชิวหล่งคน หยาบกระด้างผู้นั้นไม่คู่ควรจะได้ฟัง
รอให้เวลาหนึ่งปีผ่านไป เมื่อทุกอย่างกระจ่างแล้ว สำนักตรวจ การตั้งหลักได้แล้ว ค่อยว่ากันอีกที
……
ภูเขาใหญ่ทางทิศตะวันตกที่ตั้งบูชาเทพภูเขาซึ่งได้รับการแต่งตั้ง อย่างถูกต้อง บนเส้นทางขึ้นเขาที่คดเคี้ยวมีร้านขายเกี๊ยวน ้าเก่าๆ อยู่ ข้างทาง แต่เดิมมีเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ขายของอยู่ที่นี่ ด้วยราคาถูก และคุณภาพดีจึงขายดีมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใด ยิ่งนานวันจำนวน ครั้งที่เปิดร้านยิ่งน้อยลง ช่วงไม่กี่ปีมานี้เปิดเพียงเป็นครั้งคราว ผู้แสวง บุญรุ่นเก่าจึงยังพอได้เห็นชายผู้นั้นเป็นระยะ เมื่อเวลาผ่านไปก็เกิดคำ เล่าลือแปลกๆ ว่า ที่นี่เป็น “พื้นที่ฮวงจุ้ยมงคล” ที่เทพภูเขาใช้เลี้ยง รับรองผู้มีวาสนา
ยามพลบค ่าซึ่งควรเป็นเวลาปิดร้านพักผ่อน ต่งสุ่ยจิ่งกลับถอด แผ่นประตูไม้สนทีละแผ่น ในใจท่องประโยคว่าเปิดร้านมหามงคลสาม รอบ
วางห่อของ ทำความสะอาดห้อง ผูกผ้ากันเปื้อน จุดไฟต้มน ้า ต้ม เกี๊ยวให้ตนเองหนึ่งชาม เพิ่งหยิบตะเกียบเตรียมจะกินก็พบว่ามีแขกที่
ไม่คาดคิดสองคนมาที่หน้าประตู เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มกล่าวว่า “แขกหา ยาก กินอะไรมาหรือยัง?”
ต่งสุ่ยจิ่งทำสัญญาณมือ องครักษ์หลายคนที่ซ่อนตัวอยู่จึงถอย กลับออกไปเงียบๆ
ชายหนุ่มร่างกำยำสวมรองเท้าสาน สีหน้าเฉยเมย ก้าวข้ามธรณี ประตูเข้ามา กล่าวว่า “ขอเกี๊ยวน ้าสองชาม พวกเราเพิ่งไปตรอกเอ้ อหลางกับภูเขาเครื่องกระเบื้องมา”
เด็กหนุ่มสวมมงกุฎหยกสีม่วง สวมชุดคลุมสีเขียวคราม คาดเข็ม ขัดหยกขาว ยิ้มกล่าวว่า “ต่งครึ่งเมือง เจ้าประมุขหูของเราชอบโม้ว่า เกี๊ยวน ้าร้านเจ้ารสชาติดีแค่ไหน ข้าต้องลองชิมดูบ้างแล้ว”
ตรอกเอ้อหลางคือที่ตั้งบ้านบรรพบุรุษของหูเฟิง ส่วนร้านขาย ของงานมงคลที่สืบทอดกันมา เขาไม่ได้พาอีกฝ่ายไปดู
ต่งสุ่ยจิ่งบอกให้รอสักครู่ ง่วนทำงานพลางถามว่า “ที่นั่นถูก ทางการสั่งปิดไปนานแล้วพวกเจ้ายังขึ้นภูเขาเครื่องกระเบื้องได้ หรือ?”
ในอดีตเครื่องกระเบื้องที่ถูกตรวจว่าเป็นของเสียและถูกทุบแตก มักถูกขนไปทิ้งที่นั่นเป็นคันรถ ปีแล้วปีเล่าจนกองเป็นภูเขา ตากแดด ตากลม ไม่มีใครสนใจ เด็กๆ ในเมืองเล็กมักไปเล่นกันแถวสุสานเทพ เซียนมากกว่า ไม่ค่อยชอบไปภูเขากระเบื้องเคลือบ เพราะไม่มีอะไร น่าสนใจ แถมเสื้อผ้ายังขาดรองเท้าก็สึกได้ง่าย กลับบ้านอาจโดนตี อีกทั้งผู้ใหญ่ก็กลัวพวกเขาจะโดนเศษกระเบื้องบาด ผู้ดูแลของร้าน ยาตระกูลหยางยังเป็นคนแก่ที่เข้มงวดมาก แม้ค่ายาไม่แพงแต่ไม่เคย ลดราคา ไม่ไหว้หน้าใครทั้งนั้น
เคยมีขุนนางของที่ว่าการฉู่โจวบางคนที่ไม่ว่าจะเป็นรสนิยมของ ปัญญาชนก็ดี หรือเป็นเพราะความเกรงใจก็ช่าง ได้พาคนไปที่ภูเขา เครื่องกระเบื้องโดยพลการ ขัดคำสั่งไปคัดเลือกเศษเครื่องกระเบื้อง แม้จะได้มาเพียงถุงเล็กๆ แต่สุดท้ายก็ถูกปลดจากตำแหน่งทั้งหมด
หูเฟิงนั่งลงแล้วกล่าวว่า “ข้าบอกว่าตัวเองเป็นคนของหลงเฉวียน คนของที่ว่าการตรวจเอกสารผ่านด่านแล้ว เพียงไม่นานก็มีฝ่าย ทะเบียนของอำเภอมาตรวจสอบดูว่าเป็นของจริงหรือของปลอม จากนั้นก็อธิบายข้อควรระวังบางอย่างแล้วอนุญาตให้ขึ้นเขาได้ แต่ ต้องบันทึกข้อมูลไว้ในที่ว่าการฉู่โจวและจะมีการสุ่มตรวจเป็นระยะ”
เด็กหนุ่มยิ้มกล่าว “แม้กฎจะเข้มงวด แต่ขุนนางก็ยืดหยุ่น พูดจา หรือทำงานล้วนไม่เลอะเลือน ทำงานเด็ดขาด กล้ารับผิดชอบ หาก ขุนนางในที่ว่าการของต้าหลีเป็นเช่นนี้ทั้งหมด ก็สมควรแล้วที่พวก เขาจะยึดครองแจกันสมบัติทวีปได้อีกครั้ง”
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเขากับหูเฟิงสร้างไว้ที่ชายแดนของ สกุลหงอวิ๋นเซียวในทุกวันนี้ โลกภายนอกภูเขาเป็นอย่างไร พวกเขา ก็ยังพอจะรู้กันอยู่บ้าง
ต่งสุ่ยจิ่งยกเกี้ยวน ้าสองชามมาให้ ยิ้มกล่าวว่า “ขุนนางแถวภูเขา กระเบื้องเคลือบกับสุสานเทพเซียนล้วนไม่ใช่คนธรรมดา ศาลบุ๋นบู๊ สองแห่งที่สร้างขึ้นใหม่แถวนั้น ระดับเป็นรองแค่เมืองหลวงเท่านั้น แต่ ว่าโดยรวมแล้วขุนนางต้าหลีก็ยังเก่งกว่าขุนนางทางตอนใต้ของลำ น ้าใหญ่ พวกเจ้าคือคนที่ขึ้นเขาฝึกเซียน พื้นที่ประกอบพิธีกรรมไม่ อยู่ในอาณาเขตของต้าหลีก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย”
ถ้าเป็นพรรคตระกูลเขียนที่ตั้งอยู่เหนือลำน ้าใหญ่ ข้อดีคือไม่ ต้องรับมือกับการไปมาหาสู่ทางสังคมที่วุ่นวาย สามารถเก็บตัวเงียบ อยู่ในภูเขา ฝึกตนอย่างสงบได้ แต่ข้อเสียคือไม่สามารถทำตามใจ
ตัวเองยามอยู่ล่างภูเขา ทางการต้าหลีไม่เพียงแต่ไม่ช่วยปกปิด แล้ว ยังจะเอาเรื่องอย่างถึงที่สุดด้วย
หูเฟิงอายุเกินสี่สิบแล้ว แต่เพราะเป็นผู้ฝึกตน หน้าตาจึงยังดูหนุ่ม ดูไม่ต่างจากอู๋ถีจิงที่อายุสิบกว่าปีเท่าใดนัก
เมื่อก่อนเด็กของเมืองเล็กที่ชอบไปภูเขากระเบื้องเคลือบ อันที่
จริงก็มีเพียงคนวัยเดียวกันสองคนอย่างต่งสุ่ยจิ่งกับหูเฟิงเท่านั้น ปืน ไปบนภูเขาเครื่องกระเบื้อง ต่งสุ่ยจิ่งชอบเลือกเศษกระเบื้องที่มี ตัวอักษร ส่วนหูเฟิงชอบเศษกระเบื้องที่มีลวดลายสวยงาม ภายหลัง พวกเขาจึง “ทำการค้าเล็กๆ ด้วยการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันอย่างรู้ใจ
ดังนั้นตอนนั้นที่ต่งสุ่ยจิ่งตัดสินใจเลิกเรียนไปทำการค้าแทน เขา ยังเคยยืมเงินจากหูเฟิง “คนสนิท” ที่กำลังจะออกจากบ้านเกิดก้อน ใหญ่ แน่นอนว่าคราวก่อนที่พบกัน หูเฟิงและอู๋ถีจิงต่างก็ตกใจกับ “เงินปันผล” ที่ได้มาก้อนนั้น ไม่เพียงแก้ปัญหาเร่งด่วนเหมือนไฟไหม้ ลามขนคิ้วของพรรคพวกเขาได้เท่านั้น ยังทำให้พวกเขาพร้อม สำหรับการไปซื้อภูเขาเพิ่มตามสถานที่ต่างๆ ด้วย
ต่งสุ่ยจิ่งยิ้มถามว่า “เซียนกระบี่อู๋ รสชาติเป็นอย่างไร สมคำร ่าลือ หรือไม่?”
อู๋ถีจิงกินอย่างเอร็ดอร่อย ยกนิ้วโป้งให้
ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตโอสถทองที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบ คิดดูแล้วชีวิตนี้
คงต้องขาดเงินมากเลยกระมัง
เพราะถึงอย่างไรยิ่งพรสวรรค์ดีเท่าไร เรื่องของการหลอมกระบี่ก็ ยิ่งต้องสิ้นเปลืองเงินเทพเซียนมากเท่านั้น แทบจะเป็นหลุมไร้กัน ก็ถือ ว่าโชคดีที่ได้รู้จักหูเฟิง
ต่งสุ่ยจิ่งพูดหยอกล้อว่า “เจ้าประมุขหู ทำไมถึงคิดอยากกลับมา ดูล่ะ? เพราะคิดว่าหากร ่ารวยแล้วไม่กลับบ้านเกิดจะเหมือนสวมชุด ผ้าแพรเดินตอนกลางคืนอย่างนั้นหรือ?”
หูเฟิงหัวเราะ “ข้าที่เป็นแค่ขอบเขตประตูมังกร ถือเป็นหอมต้น ไหนกัน ทำให้พวกเจ้าขายหน้าแล้ว”
คนรุ่นเยาว์ที่เดินออกไปจากถ ้าสวรรค์หลีจู ตอนนี้ต่างก็มี ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว อย่าว่าแต่ใต้หล้าไพศาลพากันวิจารณ์ หลากหลายเลย คาดว่าแม้กระทั่งใต้หล้าแห่งอื่นๆ ก็ยังพอจะได้ยินกัน มาบ้าง
“ถือเสียว่าเป็นการสะสมมากใช้ทีละน้อย นับประสาอะไรกับที่
พวกเจ้าต่างก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ แล้วยังมีถ ้าสวรรค์ฉานทุ่ยอีกแห่งหนึ่ง สร้างชื่อเสียงคือเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว” ต่งสุ่ยจิ่งพูด หยอกล้อ “ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาที่อายุขัยมีจำกัดอย่างพวกเราเสีย หน่อยอายุสี่สิบแล้วยังไม่แต่งงาน ยังเป็นชายโสด ไม่รวยก็ต้องเริ่ม ร้อนใจแล้ว”
อู๋ถีจิงกล่าว “ต่งครึ่งเมืองพูดแบบนี้ เกี๊ยวน ้าก็เสียรสชาติแล้ว…ยัง ไม่อิ่ม เถ้าแก่ ขออีกชาม”
พรรคแห่งนี้ของพวกเขา ตอนนี้ยังมีกันแค่สองคน คนหนึ่งคือเจ้า ประมุข อีกคนคือผู้คุมกฏ แต่ว่าปิดบังสถานะผู้ฝึกกระบี่กับภายนอก
ต่งสุ่ยจิ่งไปต้มเกี๊ยวน ้าเพิ่มอีกสามชาม
บนโต๊ะข้างมือของหูเฟิงมีขลุ่ยไม้ไผ่สลักคำว่า “ชวอเหอ (จับคู่) เลาหนึ่งวางอยู่
ต่งสุ่ยจิ่งกล่าว “ข้าได้ยินมาว่าริมแม่น ้าชื่อหลินของใบถงทวีปมี ร้านหมั้นหมายอยู่ร้านหนึ่ง มีหญิงชรากับลูกศิษย์ผู้สืบทอด ฝ่ายหลัง มีพรสวรรค์พิเศษ สามารถช่วยผูกด้ายแดงให้กับผู้อื่น วันหน้าหาก เจ้าได้ไปเที่ยวเยือนใบถงทวีป มีโอกาสควรลองไปดู ใต้แม่น ้าชื่อหลิน มีหินประเภทหนึ่งที่คนในท้องถิ่นเรียกว่า “เกล็ดมังกร” ค่อนข้าง คล้ายกับหินดีงูของพวกเรา ว่าไหม?”
หูเฟิงพยักหน้า สนใจขึ้นมาทันที
สรวงสวรรค์เก่ามีกองชะตาชีวิตคู่อยู่แห่งหนึ่ง ไช่เต้าหวงท่านปู่ ของหูเฟิงก็คือคนที่ดูแลสมุดคู่ครองเล่มนั้น เคยบัญชาการณ์ภูเขาช วอเหอ ดูแลร้านหมั้นหมายทุกแห่งในโลกมนุษย์ หูเฟิงที่แซ่สกุลคือหู ที่มาจากอักษรคำว่ากู่ (โบราณ) และคำว่าเยว่ (ดวงจันทร์) รวมกัน ก็ คือทายาทของช่างสวรรค์แห่งตำหนักคู่เยว่ ส่วนหูอู่หลิงลูกศิษย์ที่ฉิว ตู้ฉิวเฒ่าแห่งแม่น ้าชื่อหลินรับมา ว่ากันด้วยสายเลือด ไม่ได้บริสุทธิ์
เท่าหูเฟิง อีกทั้งทำเนียบของนางในทุกวันนี้ยังอยู่ในสำนักกระบี่ชิงผิง เหมือนกับอาจารย์ของนาง เด็กสาวที่มีชื่อเล่นว่าชู่ชู่ยังได้กลายมา
เป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของชุยตงซาน เพิ่งจะขึ้นเขาก็กลายมาเป็นลูก ศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักโดยตรง ก็ถือว่าเดินขึ้นฟ้าด้วยก้าวเดียว แล้ว
แต่หากใช้คำกล่าวของเจ้าสำนักชุยเอง หูอู่หลิงรับเขาเป็น อาจารย์ก็คือ “รับโจรเป็นบิดา
แล้วนับประสาอะไรกับที่แม่หนูผู้นี้ยังขวัญกล้าเทียมฟ้า ตอนนั้น อยู่ในร้านริมแม่น ้าถึงกับกล้าผูกด้ายแดงให้เฉินผิงอันกับเย่อวิ๋นอวิ๋น
ชุยตงซานก็ไม่ควรต้องสอนนางให้ดีๆ ว่าอะไรคือการให้ความ เคารพครูบาอาจารย์หรือ? ไม่รับนางเป็นลูกศิษย์แล้วจะรับใคร?
อู๋ถีจิงถามอย่างสงสัย “เรื่องลับแบบนี้ก็ยังได้ยินมาด้วยหรือ?”
ผู้หลอมลมปราณคนหนึ่งที่สามารถผูกด้ายแดงให้กับผู้อื่น ไปอยู่ ที่ไหนก็ล้วนได้รับการต้อนรับเสมอไม่ใช่หรือ?
ต่งสุ่ยจิ่งเพียงคลี่ยิ้มแต่ไม่ตอบ
เซียนกระบี่เด็กหนุ่มจึงเอ่ยอย่างนึกขึ้นได้ “เกือบลืมไป เจ้ากับหู เฟิงเป็นคนบ้านเดียวกัน และยังเป็นคนบ้านเดียวกับราชครูเฉินด้วย”
หูเฟิงถาม “เจ้ารู้จักคนที่ชื่อไป๋ซางหรือไม่?”
ต่งสุ่ยจิ่งยิ้มกล่าว “ซิ่วไฉน้อยของบ้านหวงเอ้อร์เหนียงอย่างไรล่ะ ย่อมต้องรู้จัก ได้ยินชื่อมานานแล้ว”
ในเมืองเล็กปีนั้น ขนมที่ขายในร้านยาสู้ยตรอกฉีหลง และยังมี ร้านซาลาเปาของเหมาต้าเหนียง ร้านเหล้าของหวงเอ้อเหนียง ล้วนมี ชื่อเสียงอย่างมาก
บทพิเศษ ตอนที่ 67.4 โปรดปล่อยใจให้เป็นอิสระ
ลูกชายของหวงเอ้อเหนียงชื่อว่าไป๋ซาง อายุน้อยกว่าพวกต่งสุ่ ยจิ่งเกือบหนึ่งรอบ คืออัจฉริยะเด็กหนุ่ม ในอดีตเคยเรียนหนังสือใน โรงเรียนที่สกุลเฉินลำธารหลงเหว่ยเป็นผู้ก่อตั้งมีฉายาว่าซิ่วไฉน้อย สอบติดเป็นจวี่เหรินนานแล้ว แต่ว่าสอบไม่ผ่านระดับเมืองหลวง ไม่ อาจมีชื่อติดบนกระดานทองคำได้เสียที เมื่อปีก่อนจวี่เหรินหนุ่มผู้นี้ไป ถึงเมืองหลวงต้าหลี เตรียมจะร่วมการสอบฤดูใบไม้ผลิของกรมพิธี การ เพียงแค่เพราะการสอบระดับเมืองหลวงของปีนี้ถูกเลื่อนออกไป จึงยังต้องรอไปก่อน
ผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้ คนในท้องถิ่นของเมืองเล็ก ดู เหมือนว่าจะยังไม่มีใครที่สอบติดเป็นจิ้นซื่อมาก่อน
ต่งสุ่ยจิ่งกลับหวังให้ไปซางสามารถสอบติด สร้างประวัติการณ์ ให้กับเมืองหลวง ส่วนเจ้าเศษสวะอย่างหลินโส่วอีนั้นให้รีบๆ ตกจาก กระดานโดยไว
เจ้าเป็นหยกดิบก็ยังมีหน้าไปเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ผลิหรือ หน้าไม่อายจริงๆ
หูเฟิงถาม “ต่งสุ่ยจิ่ง ได้เงินมามากมายขนาดนี้ จะเอาไปทำ อะไร?”
ต่งสุ่ยจิ่งกล่าว “ข้าเรียนมาน้อย ปีนั้นก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากเรียน จริงๆ ถึงลาออกจากโรงเรียน ทุกวันนี้พอจะมีเงินบ้างแล้วก็อยากจะให้ เด็กในครอบครัวคนยากจนมากกว่าเดิมได้เรียนหนังสือง่ายกว่าเดิม”
หูเฟิงเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้าไม่ไปใบถงทวีปล่ะ?”
ที่นั่นมีซากปรักมากมายที่กำลังรอการฟื้นฟู เงินคือสิ่งที่มี ประโยชน์มากกว่าครั้งไหนๆ
เงินเจอกับอำนาจ คิดอยากจะเป็นหลานชายยังต้องไปขอร้องคน อื่น ทุกวันนี้ที่ใบถงทวีป คิดอยากจะเป็นลูกชายต้องไม่ยากแน่นอน ถึงขั้นมีโอกาสจะเป็นพ่อได้ด้วยซ ้า
ต่งสุ่ยจิ่งยิ้มเอ่ย “เรื่องบางอย่างไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เจ้าคิด”
อู๋ถีจิงพูดจาไร้ความยำเกรงมาโดยตลอดอยู่แล้ว “ปัญหาอยู่ที่ตัว ของเฉินผิงอันหรือ?”
ไม่รู้ว่าเป็นยอดฝีมือท่านใดที่เคยพูด บอกว่าลางสังหรณ์ของผู้ ฝึกกระบี่ร้ายกาจพอๆ กับของสตรี
หูเฟิงจ้องมองผู้คุมกฎของพรรคผู้นี้เขม็ง เอ่ยเนิบช้าว่า “ไม่พูดก็ ไม่มีใครว่าเจ้าเป็นใบ้หรอกนะ!”
อู๋ถีจิงคุ้นเคยกับนิสัยของสหายรักหูเฟิงเป็นอย่างดี ปกติมักจะไม่ โกรธ แต่พอโกรธขึ้นมาจะไม่ปกติอย่างมาก
ต่งสุ่ยจิ่งเอ่ย “อยู่ที่ความคลาดเคลื่อนระหว่างการรู้และการลงมือ ทำ”
……
อันที่จริงท่ามกลางคลื่นมรสุมที่ค่อยๆ สงบลงครั้งนี้ สกุลเยี่ยนจื่อ จ้าวถือว่ายังดี อย่างน้อยเทียบกับบนไม่พอ เทียบกับล่างกลับมากพอ เหลือแหล่
เพียงแต่ว่าเยี่ยนหย่งเฟิงที่ออกมาจากศาลหงหลู กลับมาถึงบ้าน เขากลับทอดถอนใจเฮือกๆ มีเรื่องหนึ่งที่เล่าลือกันไปจนฟังดูลี้ลับ ซับซ้อน
ในที่สุดเยี่ยนเจี่ยวหรานก็นั่งไม่ติด ไปที่หน้าประตูตระกูลชิวต รอกอี้ฉือที่เหล่าทายาทสายหลักย้ายกลับมาอยู่กันใหม่ บอกอย่าง ชัดเจนว่าต้องการพบชิวโย่วไถ ใต้เท้าชิว
ได้รับรายงานจากคนเฝ้าประตู ชิวหล่งสงสัยไม่เข้าใจ ตน กับเยี่ยนเจี่ยวหรานมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวต่อกันนี่นา ไฉนฟังจาก น ้าเสียงแล้วถึงเหมือนมาตำหนิเอาโทษเลยเล่า?
เยี่ยนเจี่ยวหรานไม่ได้เข้าประตูไป เจอกับชิวหล่งที่ก้าวเร็วๆ มา ต้อนรับก็พูดแสกหน้าด้วยประโยคว่า “เจ้าคนแซ่ชิว ชอบซ ้าเติมคน อื่นนักใช่ไหม เจ้าชาติสุนัขที่พอได้ดีแล้วเหิมเกริม!”
ชิวหล่งมึนงง “เยี่ยนเจียวหราน ไหนลองบอกมาสิว่าเป็นเรื่อง อะไร? เชื่อว่าต้องมีความเข้าใจผิดอะไรแน่”
เยี่ยนเจียวหรานหัวเราะหยัน “ตอนที่ข้ายังดูแลผู้ฝึกตนติดตาม กองทัพ เจ้าก็เลยไม่กล้าสาดอาจมส่งเดช ตอนนี้กลายเป็นเจ้าประมุข เป็นขุนนางใหญ่แล้ว กลายเป็นว่ามีบารมีไปแปดทิศเลยสินะ”
เดิมทีชิวหล่งยังอยากจะอธิบายอะไรสองสามประโยค พูดเรื่องที่
เข้าใจผิดกันให้ชัดเจน ผลคือถูกเยี่ยนเจี่ยวหรานที่มาดักขวางหน้า ประตูสาดโคลนใส่เช่นนี้ เขาก็พลันร้อนใจ “เยี่ยนเจียวหราน เจ้าช่วย เข้าใจให้ชัดเจนหน่อย ตอนที่ข้าเข้าไปอยู่สำนักตรวจการ เจ้าก็ กลายเป็นคนตัวเปล่าเล่าเปลือยแล้ว…”
เยี่ยนเจี่ยวหรานหมุนตัวเดินจากไปแล้ว แต่ยังทิ้งคำด่าตามหลัง ไว้ว่า “ต่อให้สกุลเยี่ยนจื่อจ้าวจะตกอับแค่ไหนก็ยังไม่ใช่กระดูกหมา อยู่ดี”
ช่วงนี้ชิวหล่งที่อยู่ในสำนักตรวจการยุ่งจนหัวหมุนเป็นลูกข่าง มักจะไปพักอยู่ในที่ว่าการเป็นประจำ วันนี้อุตส่าห์ได้กลับมาบ้านทั้งที ผลคือกลับต้องมาโดนเยี่ยนเจี่ยวหรานด่าเหน็บแนมไปรอบหนึ่ง
ชิวหล่งยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เรียกชิวเฮ้อมาถาม ลูกชายคนนี้มีสีหน้า ประหลาด แล้วก็เล่าต้นสายปลายเหตุให้ฟัง
ที่แท้ในทางส่วนตัวได้เริ่มมีคนแพร่ข่าวออกไป บอกว่าหมาบ้า อย่างชิวหล่งรับปากกับราชครูเป็นการส่วนตัว รับรองว่าภายในเวลา หนึ่งปีที่ตนทำหน้าที่อยู่ในสำนักตรวจการ จะต้องคว ่าแซ่สกุลเสาค ้า
ยันแคว้นแซ่หนึ่งให้ได้ สกุลเยี่ยนจื่อจ้าวมีพื้นฐานไม่สะอาด ถ้าอย่าง นั้นก็ตรวจสอบพวกเขาก่อนก็แล้วกัน…
ชิวหล่งอึ้งตะลึง รีบมุ่งหน้าไปที่สำนักตรวจการ หยวนฉงยังคง ทำงานอยู่จริงดังคาด
เผชิญหน้ากับการซักถามจากชิวหล่ง หยวนฉงย้อนถามด้วยสี หน้าเยือกเย็น เจ้าไม่ได้คิดแบบนี้หรือ? กล้าคิดแต่ไม่กล้าพูด? หรือ ว่ากล้าทำแต่ไม่กล้ายอมรับ?
ชิวหล่งโมโหหนัก บอกว่าที่ตนโกรธไม่ใช่คำพูดสกปรก แต่แม่ง เป็นเพราะข้ายังไม่เคยได้เจอราชครูเฉินเลยต่างหาก!
สีหน้าของหยวนฉงพลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เปลี่ยนมาเป็น เคร่งขรึม ลุกขึ้นยืนทันใดเตรียมจะทำท่ากุมมือ
ชิวหล่งตระหนักรู้ได้ทันที กลั้นหายใจทำสมาธิหมุนตัวไปก้มหน้า กุมมือ ทำทุกอย่างเสร็จในรวดเดียว
อารมณ์ของชิวหล่งกระเพื่อมไหว บังเอิญยิ่งนัก นี่คือได้เจอกับ ราชครูเฉินแล้ว ในที่สุดตาแก่หยวนฉงผู้นี้ก็ทำตัวเป็นคนกับเขาสัก ครั้ง…ชิวหล่งรออยู่พักหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ตรงหน้าประตูมี เงาคนอยู่เสียที่ไหน พอหันไปมองหยวนฉงก็เห็นว่าอีกฝ่ายยกแก้วชา ขึ้นมาดื่มดังซัด “ชาดี”
ชิวหล่งชี้หน้าหยวนฉง ด่ากราดว่า “เจ้ามันต ่าช้ากว่าสุนัขเสีย อีก!”
หยวนฉงวางแก้วชาลง ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง สีหน้าค่อนข้างกระอัก กระอ่วน กุมมือเอ่ย “คารวะราชครูเฉิน”
ขุนนางที่อยู่ในตำแหน่งสูงของราชสำนักต้าหลีย่อมเคยได้ยิน คำพูดบางอย่างของ…กำแพงเมืองปราณกระบี่มาบ้างไม่มากก็น้อย
ชิวหล่งโมโหจัดจนกลายเป็นขำ “หยวนฉงเจ้าชาติสุนัข เสพติด การหลอกคนอื่นมากไหม!”
ไหล่พลันหนักอึ้ง มีน ้าเสียงทุ้มอ่อนโยนดังขึ้นข้างหู น ้าเสียงที่
พูดแฝงไว้ด้วยแววหยอกเย้าอยู่หลายส่วน “ว้าว สำนักตรวจการ รับรองแขกกันอย่างนี้หรือ?”
ชิวหล่งกำลังโมโหจึงจะยื่นมือไปปัดกรงเล็บของเจ้าคนไม่รู้จัก เด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่คนนั้นล้อเล่นกันอยู่ในสำนักตรวจการก็ไม่หัดดู เวลาเสียบ้าง
หยวนฉงเงยหน้าขึ้นน้อยๆ พริบตาเดียวสายตาก็เปลี่ยนมาเป็น เฉียบคม เตือนชิวหล่งว่าอย่ามัวยืนบี้ออยู่
ร่างของชิวหล่งแข็งทือ หันหน้ากลับไปมอง คือใบหน้าที่ไม่ คุ้นเคย หน้าตาก็งั้นๆ ถือว่าพอจะได้สัดส่วนอยู่บ้าง พลังอำนาจ…ไม่มี พลังอำนาจอะไรเลย
ด้านหลังของเขายังมีหญิงสาวที่มองดูแล้วงดงามมากตามมา ด้วย บุคลิกของนางก็ยิ่งยอดเยี่ยม เชื่อว่าหากชิวเฮ้อได้แต่งนางเป็น ภรรยาต้องได้กำไรอย่างแน่นอน
หยวนฉงอ่อนใจเป็นทบทวี ได้แต่ช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้กับเจ้า ตะพาบชิวหล่งผู้นี้ว่า “ราชครูเฉิน อย่าถือสาเลย เขาก็คือคนหยาบ กระด้างแบบนี้แหละ”
เฉินผิงอันตบไหล่ของชิวหล่ง พยักหน้ายิ้มเอ่ย “มองออกว่า บรรยากาศระหว่างมือหนึ่งกับมือรองของสำนักตรวจการกลมเกลียว กันมาก เป็นเรื่องดี”
หยวนฉงยิ้มเจือน
เฉินผิงอันยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลง
หรงอวี๋ยืนเงียบๆ อยู่ด้านข้าง
หยวนฉงถลึงตาใส่ “ชิวโย่วไถ ยังจะยืนอึ้งทำไม? จะเป็นเทพ ทวารบาลก็ออกไปนอกประตูโนน!”
หรงอวี๋ขยับเท้าเบาๆ ช่วยยกเก้าอี้มาให้เขา
ชิวหล่งเอ่ยขอบคุณนางอย่างมึนๆ งงๆ
ชิวหล่งคิดว่าตัวเองก็ถือว่าเป็นคนแข็งแกร่งพอตัว ทว่าเวลานี้
เขากลับรู้สึกชาที่หนังศีรษะ เสียวสันหลังวาบ
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ชิวเฮ้อพูดถึงราชครูเฉินตอนอยู่ในตระกูล ฟันของเขาจะต้องกระทบกัน แม้ว่าชิวหล่งจะพอเข้าใจความรู้สึกของ ลูกชายได้คร่าวๆ แต่กลับยากจะเข้าใจว่าไฉนชิวเฮ้อถึงได้หวาดกลัว ขนาดนั้น ต่อให้ราชครูเฉินร้ายกาจทะลุฟ้าก็ยังเป็นคนอยู่ดี….
แน่นอนว่าราชครูเฉินเคยไปเยือนบนฟ้ามาก่อนจริงๆ แต่เขาก็ กลับมายังโลกมนุษย์แล้วไม่ใช่หรือ
เจ้าหนูเจ้าไม่ควรหวาดกลัวเข้าไปถึงกระดูกขนาดนี้ หากเป็นผู้ ฝึกตนก็น่าจะเรียกว่ามีจิตมารแล้ว
เพียงแต่ว่าในความคิดของชิวหล่ง ลูกหลานสกุลชิวที่ไม่กลัวฟ้า ไม่เกรงดินควรต้องรู้จักคำว่า “กลัว” บ้าง ก็เลยไม่ได้พูดอะไร
รอกระทั่งตนได้เจอกับราชครูเฉินถึงได้ค้นพบว่าตัวเองไม่ได้ดีไป กว่าชิวเฮ้อสักเท่าเลย
บางทีอาจไม่ใช่เพราะตนใจไม่กล้า แต่เป็นเพราะราชครูเฉิน ปรากฏตัวอย่างลับๆ ล่อๆ เกินไป? บางทีอาจเป็นเพราะราชครูเฉินก็ คือศิษย์น้องของซิ่วหู่? หรือควรจะบอกว่าเป็นเพราะตนเพิ่งพูดจาไม่ เหมาะสมแล้วดันโดนจับได้คาหนังคาเขา?
ราชครูหนุ่มยิ้มถาม “สมุดสองเล่มนั้นของชิวโย่วไถ ได้มอบให้ ผู้ตรวจการหยวนหรือยัง?”
หยวนฉงพยักหน้าเอ่ย “มอบให้แล้ว สองวันมานี้สำนักตรวจการ ได้ดึงคนสามสิบกว่าคนมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “สามสิบกว่าคนสรุปแล้วคือกี่คนกันแน่?”
หยวนฉงเอ่ย “สามสิบสองคน หากต้องการยังสามารถเพิ่มคนได้ อีก”
เฉินผิงอันถามต่อ “ได้ตรวจสอบไปทางต่งครึ่งเมืองบ้างไหม? มี ขุนนางในท้องถิ่นมอบของให้เขาอย่างเกินกว่าเหตุหรือไม่? ที่ข้าพูด ถึงไม่ได้มีแค่เงินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการติดสินบนอย่างมีชั้นเชิงที่
มีสารพัดรูปแบบซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในนั้นด้วย เจ้าสามารถลองคำนวณ คร่าวๆ แล้วเอามารวมกัน เป็นจำนวนตัวเลขประมาณเท่าไร?”
ในที่สุดชิวหล่งก็เปิดปากเอ่ยว่า “ราชครูเฉิน เรื่องนี้ข้าเป็นคนจับ ได้เอง ไม่สู้ให้ข้า รายงานสถานการณ์โดยละเอียดดีไหม?”
เฉินผิงอันพยักหน้า
ชิวหล่งบอกเล่าถึงคดีเจ็ดสิบสองคดีและขุนนางต้าหลีที่เกี่ยวพัน กับคดีอีกร้อยกว่าคน ซึ่งมีเอกสารมีหลักฐานเก็บไว้ให้ตรวจสอบอยู่ ในสำนักตรวจการตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงที่ถูกบันทึกไว้อย่าง ลับๆ ของบ้านตัวเองได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนจำนวนตัวเลขคร่าวๆ ที่
รวบรวมออกมาได้ในท้ายที่สุดก็ประมาณหนึ่งเหรียญเงินฝนธัญพืช พอดี
เงินหนึ่งพันตำลึงเงินของราชสำนักล่างภูเขา สามารถคิดเป็นเงิน เกล็ดหิมะหนึ่งเหรียญ เงินเกล็ดหิมะหนึ่งร้อยเหรียญเท่ากับเงินร้อน น้อยหนึ่งเหรียญ เงินร้อนน้อยสิบเหรียญก็คือเงินฝนธัญพืชหนึ่ง เหรียญ
บัญชีก้อนนี้ คิดได้ง่ายมาก
ชิวหล่งรอบคอบมากพอแล้ว อย่างเช่นเขาจงใจเปลี่ยนเงินก้อน นั้นให้เป็นเงินฝนธัญพืชของบนภูเขา
นอกจากนี้ชิวหล่งยังบากหน้าเอ่ยเสริมมาอีกสองประโยคซึ่งเป็น ความจริงที่เขาไม่กล้าแต่งเติมบิดเบือน แต่กลับมีนัยชวนให้ขบคิด อย่างมาก
“กิจการของต่งสุ่ยจิ่งใหญ่มากและซับซ้อนมาก อีกทั้งเขายังชอบ ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังใช้วิธีแบ่งส่วนแบ่งกับผู้อื่นเพื่อทำการค้าประเภท ต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้การไปมาระหว่างทรัพย์สินเงินทองมากมายที่ไม่ ถูกกฎระเบียบล้วนเป็นการลงมือทำเองโดยพลการของคนที่อยู่เบื้อง ล่าง”
“ตั้งแต่ต้นจนจบต่งสุ่ยจิ่งไม่เคยแตะต้องการค้าของที่ลำน ้าใหญ่ แม้แต่น้อย น่าจะเมื่อประมาณห้าปีก่อน ต่งสุ่ยจิ่งได้เริ่มคัดกรองคู่ค้า อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีแผนการ หลายคนล้วนถูกเขาเตะออกไป ช่วงนี้ต่งสุ่ยจิ่งก็ยิ่งมีการควบคุมอย่างเข้มงวด เป็นฝ่ายตัดแบ่งการค้า หลายอย่างที่มีเงินทองไหลมาเทมาออกไปด้วยตัวเอง”
ความเห็นบางอย่าง สามารถพูดอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็ สามารถพูดโดยมีความหมายในทางตรงกันข้ามได้
เพราะถึงอย่างไรต่งสุ่ยจิ่งก็คือคนบ้านเดียวกันกับราชครูเฉิน คือ ศิษย์หลานครึ่งตัวของลายเหวินเซิ่ง
นอกจากนี้ต่งสุ่ยจิ่งก็ถือว่าทำการค้าอย่างรู้หนักเบามากพอแล้ว ใช่ว่าชิวหล่งจะไม่เคยเห็นเงินก้อนใหญ่มาก่อน แต่เขาก็ต้องยอมรับ ว่าต่งสุ่ยจิ่งคือคนมีพรสวรรค์จริงๆ เวลาสั้นๆ แค่สามสิบปีก็กลายมา เป็นพ่อค้ารายใหญ่บนภูเขาที่สามารถทำกิจการไปทั่วสามทวีปได้ แล้ว ในทางส่วนตัวชิวหล่งยังเคยพูดล้อเล่นกับสหายรัก เดาว่าต่งสุ่ ยจิ่งจะใช่ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของอาจารย์ฟานบรรพบุรุษสำนักการค้า หรือไม่
ราชครูหนุ่มเงียบไม่เอ่ยอะไร
ในห้องทำงานเงียบจนกระทั่งเข็มตกก็คงได้ยิน
เหงื่อผุดซึมออกมาจากหน้าผากของชิวหล่ง
หยวนฉงเองก็มีสีหน้าหนักอึ้ง
หรงอวี๋พลันถามว่า “ในอาณาเขตทางใต้ของลำน ้าใหญ่ ต่งสุ่ ยจิ่งทำการค้าอย่างไร?”
หยวนฉงดวงตาเป็นประกายวาบ
ก่อนหน้านี้มีรายละเอียดอย่างหนึ่ง หรงอวี๋ยังไม่ทันขยับเก้าอี้ให้ ราชครูเฉินนั่งก็ทำให้หยวนฉงต้องเปลี่ยนมุมมองต่อนางแล้ว
ชิวหล่งเอ่ยทันทีว่า “ราชครู ได้แค่ประมาณการณ์คร่าวๆ เท่านั้น ข้าไม่ต้องพูดถึงการติดสินบนอย่างแนบเนียนที่มีสารพัดรูปแบบอะไร ด้วยซ ้า แค่เงินขาวและทองแท้กับเงินเทพเซียนบนภูเขา ไม่ว่าอย่างไร
ก็น่าจะเริ่มต้นที่ร้อยเหรียญเงินฝนธัญพืช ทางใต้ของลำน ้าใหญ่โรง รับแลกเงินขนาดใหญ่ของแคว้นต่างๆ ล้วนมองต่งสุ่ยจิ่งเป็นเทพเจ้า แห่งโชคลาภ”
เฉินผิงอันเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ชิวหล่ง เจ้าไปขอสมุดบัญชี เล่มหนึ่งมาจากต่งสุยจิ่ง เขาต้องมีแน่นอน”
ชิวหล่งพยักหน้า
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ถามเขาด้วยว่าสนใจจะออกหน้า กลายเป็น หนึ่งในพ่อค้าหลวงของต้าหลิหรือไม่ อย่างเช่นว่าให้เขาเป็นคน รับผิดชอบการค้าที่ใบถงทวีป หากต่งสุ่ยจิ่งมีความคิดนี้ จะแบ่งส่วน แบ่งอย่างละเอียดกันอย่างไร พวกเจ้าสามารถพาขุนนางกรมคลังคน สองคนไปด้วย ปิดประตูค่อยๆ พูดคุยกัน แน่นอนว่าหากต่งสุ่ยจิ่งไม่ ยินดีก็ไม่จำเป็นต้องบังคับเขา”
ชิวหล่งเอ่ย “ข้าจะไปจัดการด้วยตัวเองทันที”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน กุมมือเอ่ย “ไม่ต้องไปส่งแล้ว”
หยวนฉงและชิวหล่งลุกขึ้นยืนส่ง ชิวหล่งเดินไปหยุดอยู่ที่หน้า ประตูห้องทำงาน แต่กลับเห็นว่าตาแก่หน้าไม่อายอย่างหยวนฉงยังคง เดินข้ามธรณีประตูตามราชครูไป ชิวหล่งคิดแล้วก็ไม่ได้ตามหยวน ฉงไป ข้าขี้ขลาด แต่ก็ยังต้องรักษาศักดิ์ศรีหน้าตา….คิดไม่ถึงว่า ราชครูหนุ่มที่สวมชุดเขียวปักปิ่นหยกจะไม่หันหน้ากลับมา เพียงยก นิ้งขึ้นสูง “ข้าว่าเจ้าชิวหล่งใจกล้าไม่น้อย”
หลังจากที่ย้อนกลับมาจากประตูใหญ่ของสำนักตรวจการ หยวน ฉงก็มานั่งลงบนขั้นบันได ชิวหล่งก็มานั่งอยู่ข้างๆ
กลางดึกผู้คนเงียบสงัด ธารดวงดาวบนท้องฟ้าพร่างพราว บางครั้งก็มีเสียงแมลงร้องดัง
หางตาของหยวนฉงเหลือบไปเห็นชิวหล่งยื่นหน้าออกมา จึงถาม ว่า “ทำอะไร?”
ชิวหล่งเอ่ยอย่างใคร่รู้ “ดูว่ารอยแผลบนหัวเจ้ายังอยู่ไหม”
……
“บอกตามตรง ปีนั้นข้าแค่ให้เขาโขกหัวเจ้าทีเดียว ดังนั้นครั้งที่
สองต้องเป็นเจ้ารนหาที่เองแน่นอน จะโทษข้ากับเขาไม่ได้”
หยวนฉงด่า “ไสหัวไป!”
ชิวหล่งหัวเราะฮ่าๆ พลางลุกขึ้นยืน แต่ไม่ได้กลับไปที่ห้องทำงาน เขายกสองมือกอดอก หุบยิ้ม เอ่ยเนิบช้าว่า “ข้ากับเขาสนิทกันมา ตั้งแต่เด็ก ตอนที่เจ้ายังไม่ได้เป็นขุนนางหลักของสำนักตรวจการ เขา ส่งจดหมายจากชายแดนมาหาข้าอยู่หลายครั้ง เอาแต่ถามว่าได้ช่วย ขอโทษเจ้าแทนเขาแล้วหรือยัง ตอนหลังก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว คง กลัวว่าเจ้าจะเข้าใจเขาผิด คิดว่าเขาเห็นเจ้าเป็นขุนนางใหญ่ถึงได้ รู้สึกกลัวขึ้นมา เรื่องนี้ ต้องโทษข้า”
บทพิเศษ ตอนที่ 67.5 โปรดปล่อยใจให้เป็นอิสระ
“ภายหลังศึกล่มแคว้นซึ่งเป็นศึกสำคัญที่ต้องต่อสู้กับราชวงศ์ สกุลหลูอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาบอกว่าหากเขาสามารถนำพากอง กำลังบุกเข้าไปในเมืองหลูวงของราชวงศ์สกุลหลูได้เป็นคนแรกก็จะมี ความมั่นใจที่จะมาขอโทษต่อหน้าเจ้า คาดว่าคงไม่ต้องโดนด่าแล้ว เพราะเขารู้สึกว่าชีวิตนี้สามารถใช้ก้อนอิฐทุบหัวหยวนฉงได้สองครั้ง ก็คือวีรกรรมที่ร้ายกาจอย่างมาก ดังนั้นเขาจำเป็นต้องสร้างวีรกรรมที่
คล้ายคลึงกันนั้นอีกครั้งหนึ่ง”
“ข้าตอบกลับไปว่าไม่จำเป็น และเขาเองก็ไม่อาจสร้างวีรกรรมนี้
ได้สำเร็จ”
“หยวนฉง เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าตอนนั้นพวกเสิ่นเฉินแห่งกรม กลาโหมเกือบจะกำหนดโทษให้เขาฐานบุกโจมตีอย่างสุ่มเสี่ยงเพื่อ หวังผลงาน?”
“ภายหลังเรื่องจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการตัดสินใจของกรม กลาโหมผิดไป สิ่งที่เขาเลือกนั้นถูกต้อง หาไม่แล้วสงครามล่มแคว้น ครั้งนั้นอย่างน้อยก็ต้องยืดเยื้อไปอีกปีครึ่งปี แน่นอนว่าความเห็นที่เจ้า เสนอไปในทางตรงกันข้ามกับกรมกลาโหมในการประชุมก็ถูกต้อง เหมือนกัน เขาไม่อาจขอโทษเจ้าด้วยตัวเองได้แล้ว แต่ข้ากลับต้อง ขอบคุณเจ้าแทนเขา”
หยวนฉงเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ไม่จำเป็นเหมือนกัน”
……
ภายหลัง
ฝ่ายในที่ว่าการของสำนักตรวจการก็มีข่าวลือเล็กๆ บอกว่ามีคืน หนึ่งที่ผู้ตรวจการหยวนกับชิวโย่วไถนั่งคุยกันบนขั้นบันได ตอนแรก ก็ยังคุยกันดีๆ อยู่ ไม่รู้ว่าไฉนคุยกันไปคุยมาถึงเหมือนจะทะเลาะกัน ขึ้นมา นี่ยังไม่เท่าไร สุดท้ายลองเดาดูสิว่าเป็นอย่างไร ทั้งสองฝ่ายถึง ขั้นตีกันด้วย!
มีคนที่ได้ยินข่าวแล้วหน้าเผือดสีทันใด ซักไช้ว่าใครเป็นคนลง มือก่อน? แล้วก็มีคนฟังที่พอได้ยินก็ถามโดยตรงว่าผู้ตรวจการหยวน เอาคืนไหม? มีคนพูดด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ว่าพวกเจ้าล้วนเดาผิด หมด เป็นผู้ตรวจการหยวนของพวกเราที่แก่แต่ยังแข็งแรง ฝีมือไม่ ธรรมดา กระโดดเตะชิวโย่วไถไปก่อนหนึ่งที…พอทุกคนได้ยินถึงจุดที่
น่าสนุกที่สุด กลับต้องแตกฮือเหมือนนกแตกรัง คนผู้นั้นกำลังงงว่า เกิดอะไรขึ้น พลันรู้สึกว่าหัวไหล่หนักอึ้ง เจ้าของมือข้างนั้นหัวเราะ ร่วนพูดชื่นชมว่า เจ้าหนูเจ้าไม่ไปเป็นนักเล่านิทานก็ช่างน่าเสียดาย จริงๆ
คืนนั้นขุนนางหนุ่มผู้นี้ก็ต้องง่วนทำงานอยู่กับกองเอกสารตลอด ทั้งคืนในสำนักตรวจการ แล้วก็ไม่กล้าโทษคนบ่นฟ้า ล้วนเป็นงานที่
เขารนหาที่เอง ในขณะที่เขาก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือ จู่ๆ มีคน
หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่อยู่ข้างมือเขาขึ้นมา จากนั้นก็ได้ยินน ้าเสียง ที่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเอ่ยว่า เนื้อหาพอใช้ได้ ตัวอักษรก็เขียนได้ไม่เลว
คนหนุ่มที่ถูกรองผู้ตรวจการทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาจดจำได้ พร้อมกันผู้นี้ บางทีอาจเป็นเพราะพึงพอใจกับความสำเร็จของตัวเอง หลังจากนั้นก็ยิ่งพูดจาไร้ความยำเกรง ทำอะไรเหลูาะแหลูะดีแต่ เปลือก สุดท้ายต้องนั่งเก้าอี้เย็น ไม่อาจทำตามปณิธานไปได้ตลอด ชีวิต จนแก่ก็ยังไม่เข้าใจว่าไฉนอนาคตในการเป็นข้าราชการถึงได้ พบเจออุปสรรค
และบางทีขุนนางหนุ่มก็อาจเก็บงำประกายเฉียบคม ก้มหน้าก้ม ตาทำงานของตัวเองไป เดินขึ้นสูงไปทีละก้าวอยู่ในสำนักตรวจการ ใหม่เอี่ยม เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า
นอกจากวันมะรืน ใครเล่าจะรู้คำตอบของวันพรุ่งนี้
แน่นอนว่าเยี่ยนเจี่ยวหรานไม่เชื่อคำซุบซิบนินทาพวกนี้ เขาวิ่ง ไปด่าชิวหล่งก็เพราะเบื่อหน่ายสุดขีด ก็เลยเอาอีกฝ่ายมาระบาย อารมณ์เท่านั้น
ฮ่าๆ ในเมื่อตนต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษแล้ว ก็ไม่สู้ทิ้ง หัวข้อพูดคุยเรื่องที่เขาไปขวางหน้าประตูด่าคนให้กับพวกนักเล่าเรื่อง เสียหน่อย
ท่ามกลางม่านราตรี รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนออกจากเมืองหลูวง ช้าๆ ไม่ได้จ้างสารถี แล้วก็ไม่พาผู้ติดตามไปด้วย เยี่ยนเจี่ยวหราน บังคับรถม้า เป็นสารถีด้วยตัวเอง
คนเราขอแค่มีเวลาว่าง ไม่ว่าชายหญิง คนแก่หรือเด็กก็ล้วนชอบ เล่าเรื่อง ชอบฟังเรื่องเล่า หน้าหมู่บ้านท้ายซอย ใต้สะพานลอย บน โต๊ะสุรา
ทว่าเบื้องหน้าและเบื้องหลังของวิถีทางโลกที่สงบสุขทุกแห่ง แต่ ละคนต่างก็มีเรื่องเล่าของตัวเอง ตำราประวัติศาสตร์ไม่จดบันทึก ความเป็นความตายล้วนผ่านไปอย่างรีบร้อนไม่เคยบอกเล่าอะไร
แม้ว่าเยี่ยนเจี่ยวหรานจะถูกราชครุหนุ่มปลดหมวกขุนนาง แต่ก็ เชื่อว่าราชสำนักต้าหลีจะต้องได้เจอกับวิถีทางโลกที่สงบสุขยาวนาน อย่างแท้จริง
บนถนนทางหลูวง เสียงกีบเท้าม้าดังกุบกับ เยี่ยนเจี่ยวหรานจอด รถม้าไว้ข้างทาง เขานั่งขัดสมาธิ มองไปยังเมืองหลูวงที่ในอนาคต จะต้องทำให้ตนหวนรำลึกถึงแม้กระทั่งในความฝันอย่างแน่นอนแห่ง นั้น
ขอให้ทุกวันในกระเป๋าของชาวบ้านมีเงินมากหน่อย บนใบหน้า ของสตรีมีรอยยิ้มมากหน่อย เสียงอ่านหนังสือของพวกเด็กๆ เยอะ หน่อย
ตอนนี้
ปากตรอกเล็กแห่งหนึ่ง คนผู้หนึ่งที่สวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียวเดิน มาเนิบช้า
ไปที่หัวกำแพงเมืองของเมืองหลูวงก่อน มองถนนทางหลูวงนอก เมืองที่แสงตะเกียงทอดยาวเหมือนมังกรเพลิง แล้วก็เดินมาถึงที่นี่โดย ไม่ทันรู้ตัว
จ้าวตวนหมิงที่อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยรีบเก็บ หนังสือ ลุกขึ้นยิ้มเอ่ยเรียกว่า “อาจารย์เฉิน”
เด็กหนุ่มยังคงไม่ชินที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าราชครูเฉิน รู้สึกแปลกๆ แล้วก็ฟังดูห่างเหินกันด้วย
หลิวเจียผู้เป็นอาจารย์ออกเดินทางไกลแล้ว ทิ้งเขาไว้ให้เฝ้า ตรอกแห่งนี้ต่อไป อาจารธไม่ได้บอกว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ พูดแค่ว่าจะ ท่องไปให้ทั่วเก้าทวีปของไพศาล
เฉินผิงอันพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ถามว่า “ฝึกวิชาอสนีเคยเจอ กับช่วงคอขวดบ้างหรือไม่?”
จ้าวตวนหมิงส่ายหน้า “ถือว่าพอได้ ก็แค่ช้าไปหน่อย ไม่เคยเห็น เงาของคอขวดอะไรเลย”
อาจารย์เคยเตือนว่าหากไม่มีเขาคอยตรวจสอบแล้วก็ต้องมานะ ฝึกตนต่อไป ราชครูเฉินมอบวาสนาใหญ่ขนาดนั้นให้เจ้า จำไว้ว่าจะ ทำตัวเกียจคร้านสามวันตกปลาสองวันตากแหไม่ได้
เด็กหนุ่มเป็นกังวลอยู่บ้าง จึงถามว่า “ยังราบรื่นไหม?”
วันนี้เมืองหลูวงเกิดเรื่องขนาดนั้น จ้าวตวนหมิงจึงเป็นห่วงว่า อาจารย์เฉินจะรับมือได้หรือไม่
เพราะถึงอย่างไรก็เป็น “อาจารย์เฉิน” มานานหลูายปีแล้ว แต่เพิ่ง จะเป็น “ราชครูเฉินได้แค่กี่วันเอง?
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ล้วนอยู่ในการคาดการณ์ อันที่จริงก็ถือว่า ราบรื่นมากแล้ว”
เด็กหนุ่มมีความคิดบริสุทธิ์เรียบง่าย เอ่ยอย่างมีความสุขว่า “ถ้า อย่างนั้นก็ดีแล้ว”
เฉินผิงอันกล่าว “ทุกวันนี้จ้าวเทียนซือนำพาคนออกท่องเที่ยวใน อาณาเขตของฉู่โจวมีคนไม่น้อยติดตามไปด้วย เจ้าอยากจะไปขอ ความรู้วิชาอสนีจากเขาบ้างหรือไม่?”
จ้าวตวนหมิงดวงตาเป็นประกายก่อน รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ทันใด แต่พอคิดๆ ดูแล้วก็ยังส่ายหน้า “ไม่ไปแล้ว”
เฉินผิงอันถามอย่างประหลูาดใจ “ทำไมล่ะ?”
บนโลกทุกวันนี้ คนที่ฝึกวิชาอสนียังมีคนที่ไม่อยากเจอเทียนซือ ผู้เฒ่าของจวนเทียนซีออีกหรือ?
หรือว่าเจ้าเด็กนี่ถูกฟ้าผ่ามาหลูายครั้งจริงๆ?
สารถีเฒ่าชูคานก็น่าเบื่อจริงๆ ชอบเอาเรื่องนี้มาล้อเด็กหนุ่ม เล่น? หากอยากจะรับเขาเป็นลูกศิษย์จริงๆ ทำไมไม่พูดตรงๆ
จ้าวตวนหมิงเอ่ย “อาจารย์เฉิน ท่านคิดดูนะ ทุกวันนี้ข้าเพิ่งจะฝึก วิชาอสนีได้แค่ไม่กี่วัน ต่อให้เจอกับเทียนซือผู้เฒ่าผู้มีคุณธรรม ชื่อเสียงสูงส่ง แต่ก็คงถามคำถามดีๆ อะไรออกมาไม่ได้เป็นแน่ ต่อให้ เทียนซือผู้เฒ่าไม่หัวเราะเยาะอะไรข้า ข้าก็ยังรู้สึกอับอายขายหน้าอยู่ ดี”
เฉินผิงอันพยักหน้า ยิ้มถาม “อาจารย์ออกไปหาประสบการณ์ ข้างนอกแล้ว อยู่คนเดียวไม่รู้สึกโดดเดี่ยวบ้างหรือ?”
เด็กหนุ่มที่มีความอดทนดีเยี่ยมตอบว่า “ไม่นะ”
อาจารย์ไม่อยู่ข้างกาย อยากดื่มเหล้าบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ดื่มได้ ฝึกตนอยากขี้เกียจก็แอบอู้ได้ ค่ายกลแห่งนี้คือพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมเปลือกหอย อันที่จริงพื้นที่ไม่ได้คับแคบเท่าใดนัก สบาย อย่างมาก แล้วนับประสาอะไรกับที่อาจารย์ไม่ได้ออกเดินทางไกลแล้ว จะไม่กลับมาเสียหน่อย
จ้าวตวนหมิงนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้มีสตรีสอง คนมาปรากฏตัวที่หน้าตรอก แต่พวกนางไม่มีท่าทีว่าจะเข้าไปใน ตรอก”
เฉินผิงอันเอ่ย “ข้าเคยเจอพวกนางคนหนึ่งแล้ว นางคือน่าหลัน ซินซิ่วบรรพจารย์ของสำนักซานไห่แผ่นดินกลาง”
จ้าวตวนหมิงถาม “ก็คือสำนักซานไห่ที่ชอบเขียนรายงานข่าวถึง อาจารย์เฉินในทางที่ไม่ดีน่ะหรือ?”
เมื่อหลายปีก่อนศาลบุ๋นสั่งห้ามไม่ให้มีรายงานข่าวบนภูเขา ข้อมูลที่เกี่ยวกับ “เฉินอิ่นกวาน” แรกเริ่มสุดก็เป็นสำนักซานไห่ที่
แพร่งพรายออกมา
เฉินผิงอันหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “คนเขาก็ไม่ได้พูดอะไรที่ไม่ดีนี่
นา”
จ้าวตวนหมิงไม่ได้รับคำ คราวหน้าหากพวกนางมาปรากฏตัวที่
เมืองเล็กอีก คอยดูเถอะว่าข้าจะผดุงคุณธรรมอย่างไร
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “จ้าวตวนหมิง เจ้าเคยมีความ ปรารถนาที่ชีวิตนี้จะต้องทำให้สำเร็จบ้างหรือไม่?”
ปีนั้นศิษย์พี่ก็เคยถามคำถามทำนองเดียวกันนี้กับหลิวเจีย
เด็กหนุ่มเหนียมอาย หัวเราะฮ่าๆ ก่อนจะเอ่ยเบาๆ ว่า “วันหน้าข้า ก็จะต้องเอาอย่างอาจารย์ ออกเดินทางไกลสักครั้ง จะไปที่อุตรกุรุ ทวีปก่อน ไปสัมผัสกับมาดของเซียนกระบี่อย่างสำนักกระบี่ไท่ฮุย ทะเลสาบกระบี่ฝูผิง แน่นอนว่ายังมีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของฮว่อ หลงเจินเหริน และสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างถ ้าสวรรค์มังกร วารี ข้าอยากไปดูสักครั้ง จากนั้นจึงไปทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง จวนเทียนซือของภูเขามังกรพยัคฆ์ก็ต้องไปเหมือนกัน ใช่แล้ว อาจารย์เฉินช่วยเขียนจดหมายแนะนำฉบับหนึ่งให้ข้าได้หรือไม่ ข้า
กลัวว่าได้เข้าไปในจวนเทียนซือ แต่กลับไม่ได้เจอเทียนซือผู้เฒ่า ไม่ อาจขอความรู้จากเทียนซือผู้เฒ่าได้ เชื่อว่าถึงเวลานั้นข้าจะต้อง สะสมคำถามดีๆ สักหนึ่งถึงสองคำถามได้แล้วแน่นอน”
เฉินผิงอันหัวเราะฮ่าๆ “ได้สิ”
เด็กหนุ่มก็หัวเราะอย่างมีความสุขตามไปด้วย
เฉินผิงอันลูบปลายคาง ยิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นพวกเราสองคนก็ มานัดหมายกัน? อย่างเช่นนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกหนึ่งปีที่เจ้าช่วย เฝ้าประตูให้ ข้าก็จะช่วยเขียนจดหมายให้เจ้าหนึ่งฉบับ ให้เจ้าเอาไป ใช้เป็นอิฐเคาะประตู อยากไปที่ไหนก็ไปที่นั่น”
จ้าวตวนหมิงรีบยกมือขึ้นทันที อยากจะตีมือเป็นการให้คำ สาบานกับอาจารย์เฉินห้ามผิดคำพูดนะ ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะเฝ้าประตู อยู่ต่ออีกหลูายๆ ปี
เฉินผิงอันไม่รู้สึกว่าทำตัวเป็นเด็ก ยกมือขึ้นตีมือกับอีกฝ่าย พูด กลั้วหัวเราะว่า “อย่าว่าแต่สำนักหรือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตระกูล เซียนแห่งใด หรือแม้กระทั่งถ ้าสวรรค์พื้นที่มงคลในเก้าทวีปของ ไพศาลเลย อันที่จริงเปลี่ยวร้างก็ไปได้ ทัศนียภาพของที่นั่นก็ไม่แย่ เหมือนกัน อย่างสำนักจิ่วเฉวียนก็ถือเป็นสถานที่ที่ดี ข้าสามารถ เขียนจดหมายให้กับเฝ่ยหรานและโจวชิงเกาได้ คาดว่าพวกเขามีแต่ จะรู้สึกตกใจที่ได้รับความเมตตาอย่างไม่คาดฝัน”
จ้าวตวนหมิงอึ้งค้าง แบบนี้ก็ได้หรือ?
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “คุยโวไม่ผิดกฎหมายนี่นะ”
จ้าวตวนหมิงหัวเราะหึ “หากคุยโวผิดกฎหมายก็ไม่กลัว อาจารย์ เฉินคือราชครูนี่นา”
เฉินผิงอันร้องเฮ้อ “จะมีความคิดแบบนี้ไม่ได้นะ เป็นราชครูก็ยิ่ง ต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง หากรู้กฎหมายแล้วยังทำผิดกฎหมายอีก ต้องเพิ่มโทษอีกขั้น”
จ้าวตวนหมิงเพิ่งจะรู้สึกว่าคำล้อเล่นของตัวเองไม่เหมาะสม คิด ไม่ถึงว่าอาจารย์เฉินจะทำท่าตกตะลึง ร้องเอ๊ะ พูดต่ออีกว่า “คนที่
กำหนดโทษ ดูเหมือนว่าก็เป็นตัวราชครูเองนี่นะ บังเอิญเหลือเกิน”
จ้าวตวนหมิงหัวเราะชอบใจ ที่แท้ยามที่อาจารย์เฉินพูดล้อเล่นก็ น่าสนใจถึงเพียงนี้
เฉินผิงอันพลันยิ้มถามว่า “จ้าวตวนหมิง เจ้าคิดว่าพรุ่งนี้และปี หน้าของต้าหลีจะต้องดีกว่าเดิมแน่นอนไหม?”
จ้าวตวนหมิงจะตอบว่าใช่อย่างไม่ลังเล
เฉินผิงอันเอ่ยเตือนว่า “ที่ข้าพูดคือ “แน่นอน”
จ้าวตวนหมิงยังคงพูดด้วยสายตาใสกระจ่าง “ต้องดีกว่าเดิม แน่นอน!”
ไม่รู้ว่าเหตุใด พอได้ยินคำตอบของตน ดูเหมือนว่าอาจารย์เฉิน จะสบายใจขึ้นได้ทันใดบรรยากาศของทั้งร่างค่อยๆ คลายตัวออก อย่างผ่อนคลาย
จ้าวตวนหมิงประหลาดใจอย่างมาก อาจารย์เฉินในใจของตนก็ดี ราชครูเฉิน เฉินอิ่นกวานในสายตาของคนใต้หล้าก็ช่าง ต้องการการ ยืนยันเล็กๆ น้อยๆ จากเด็กหนุ่มที่ไร้ชื่อเสียงอย่างตนด้วยหรือ?
ใช้ยันต์หดย่อพื้นที่ตรงจากจวนราชครูไปยังหัวกำแพงเมือง แต่ กลับเดินเท้ามาถึงที่นี่ ระหว่างนั้นเฉินผิงอันได้เลือกตรอกที่เงียบสงบ แห่งหนึ่ง
ทหารพกดาบที่สวมเสื้อเกราะแวววาวสองคน อยู่ในสังกัดของ กองทหารม้าลาดตระเวนพระนครของเมืองหลวง รับหน้าที่เฝ้าตรอก แห่งหนึ่ง อายุของพวกเขาแตกต่างกันห่างกันประมาณหนึ่งรุ่น
เด็กกลุ่มหนึ่งนั่งยองเรียงกันอยู่ตรงมุมกำแพง เบิกตากว้างมอง พวกเขา หัวน้อยๆ เอียงติดกับหัวน้อยๆ กระซิบกระซาบพูดคุยกัน ไม่ รู้ว่าคุยกันเรื่องอะไร
มีทหารจากที่ว่าการเหนือคนหนึ่งใบหน้าอ่อนเยาว์มาก เนื่องจาก มีกิจทางการทหารติดตัว จึงตีหน้าเคร่งอยู่ตลอดเวลา แต่เหมือนจะ ทนไม่ไหว จู่ๆ เขาก็ทำหน้าหลอกผีใส่พวก เด็กๆ
มีเด็กคนหนึ่งชี้ไปยังดาบที่อีกฝ่ายพกอยู่ ขยับข้อมือทำท่าโบก คงอยากจะพูดว่า เจ้าแสดงวิชาดาบให้พวกเราได้เห็นบารมีอันน่า เกรงขามหน่อยสิ
ทหารหนุ่มกลั้นขำ ส่ายหน้า ยื่นนิ้วชี้ไปยังเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้าง กาย หมายจะบอกว่ามีคนจับตามองอยู่นะ
เด็กน้อยก็หัวไว หันไปทำท่ามือปิดตาใส่ทหารวัยกลางคนผู้นั้น เจ้าก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นก็หลุดหัวเราะอย่างอดไม่ไหว แต่กระนั้นก็ยัง ส่ายหน้า ไม่ยอมให้ความร่วมมือ
มีเด็กที่ใจกล้าถามหยั่งเชิงว่า “พวกท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ?”
ทหารหนุ่มที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าทะเล้นใส่พวกเขาเอ่ยเสียงเบาว่า “จับคนเลว”
เพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างกายเขาพลันถองศอกเข้าใส่ ฝ่ายหลังเจ็บ จนแยกเขี้ยว
ในเมื่อรู้แล้วว่าพวกเขาไม่ได้เป็นใบ้จริงๆ พวกเด็กๆ ก็พากันถาม คำถามยาวเป็นพรวนเลวแค่ไหน? เขาเป็นวรยุทธหรือไม่ ร้ายกาจ หรือไม่? จะไต่ผนังบินไปบนชายคาได้ไหม…
เพิ่งจะถูกหัวหน้าสั่งสอนไป ทหารหน้าเด็กจึงได้แต่ส่ายหน้าด้วย รอยยิ้ม
พวกเด็กๆ ต่างก็รู้จักตำราพิชัยยุทธจึงใช้วิธียั่วยุ “เฮ้อ ส่ายหน้า เป็นอย่างเดียวหรือไร คนเลวร้ายกาจหรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ข้ารู้สึกว่า พวกเจ้าต้องไม่ค่อยร้ายกาจแน่”
ทหารหน้าเด็กถองหัวหน้ากลับ ท่านดูสิดู ขายหน้าที่ว่าการ เหนือแล้วเห็นไหม แต่ฝ่ายหลังกลับยืนนิ่งไม่ขยับ
ตอนที่เขาเข้าร่วมกองทัพ สงครามใหญ่ได้มาถึงช่วงท้ายแล้ว ทว่าหัวหน้าอาวุโสที่อยู่ข้างกายกลับทำสงครามที่ทางใต้ของลำน ้า ใหญ่เป็นเวลายาวนานเกือบยี่สิบปี
อยู่ในที่ว่าการเหนือทุกวันนี้ก็ยังเป็นแค่ขุนนางเล็ก แต่ยามที่ผู้ บังคับกองที่มีอำนาจสูงอย่างพวกซือถูเตี้ยนอู่และฉินเปียวเจอกับ หัวหน้าหมู่อาวุโสของตนคนนี้ก็คล้ายจะให้ความเคารพเขาอยู่มาก
อย่าได้ดูแคลน “หัวหน้าหมู่อาวุโส’ ในกองทัพชายแดนต้าหลี เด็ดขาด
ต้าหลีต้องการผลงานอันเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพ ชายแดน การเลื่อนขั้นและลดขั้นล้วนมีกฎระเบียบที่ชัดเจน ไม่รู้ว่าแม่ ทัพนายกองของชายแดนกี่มากน้อยที่ต่างก็…สังหารผู้ที่ยอมจำนน! อยู่ในกองทัพชายแดนต้าหลี ขอแค่คุณความชอบด้านการสู้ร มาก พอ การสังหารผู้ที่ยอมจำนนแล้วมีโทษไม่ถึงตาย แต่จะถูกลดขั้นไป เยอะมาก ในอดีตกองทัพม้าเหล็กกรีฑาทัพลงใต้ ควบรวมพื้นที่หนึ่ง ทวีป เรื่องนี้ยังดีหน่อย รอกระทั่งเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างบุกเข้ามาใน
แจกันสมบัติทวีป นอกจากการแบ่งเป็นตายบนสนามรบแล้ว การ สังหารผู้ที่ยอมจำนนก็ฆ่ากันจนคลั่งเลือดขึ้นหน้าได้เหมือนกัน!
บทพิเศษ ตอนที่ 67.6 โปรดปล่อยใจให้เป็นอิสระ
มีครั้งหนึ่งที่เลิกงาน ดื่มเหล้าอยู่ที่โต๊ะจนเมาแล้ว ในที่สุดหัวหน้า หมู่อาวุโสผู้นี้ก็ยอมเผยความในใจกับคนหนุ่มอย่างพวกเขา ก่อน อายุยี่สิบ ข้าสังหารศัตรูก็เพื่อสร้างคุณความชอบ คิดว่าวันใดกลับไป บ้านจะสร้างเกียรติยศให้กับวงศ์ตระกูล ก่อนอายุสามสิบก็เพื่อตอบ แทนบ้านเมือง ก่อนอายุสี่สิบก็เพื่อแก้แค้น ข้าถูกลดระดับขั้นหกครั้ง มีห้าครั้งที่สาเหตุเป็นเพราะสังหารผู้ที่ยอมจำนน เพราะคนที่ข้า สังหารสมควรตายยิ่งกว่าศัตรูที่อยู่บนสนามรบเสียอีก
บุรุษสวมชุดเขียวคนหนึ่งเดินออกมาจากมุมเลี้ยว เดินเข้ามาใน ตรอกเล็กไร้ชื่อของเมืองหลวงต้าหลีแห่งนี้ ถนนที่อยู่ใกล้เคียงมีเรือน ขุนนางกระจัดกระจายอยู่ไม่กี่หลังเท่านั้น เขายิ้มเอ่ยกับเด็กๆ พวก นั้นว่า “พวกเขาร้ายกาจมาก ไม่ว่าคนเลวแบบไหนก็กล้าจับ”
พวกเด็กๆ กลัวว่าจะไม่มีคนคุยกับพวกเขา เมื่อมีคนยอมพูดเพิ่ม มาย่อมดีกว่า
“โม้กระมังเจ้า”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองบอกมาสิว่าพวกเขากล้าจับขุนนางใหญ่แค่ ไหน? นายอำเภอกล้าจับไหม?”
เสียงเจื้อยแจ้วครึกครื้นอย่างมาก
สุดท้ายมีเด็กคนหนึ่งโพล่งประโยคหนึ่งออกมาว่าพวกเขากล้า จับราชครูที่ตำแหน่งขุนนางใหญ่ที่สุดไหม?
เด็กน้อยพูดจาไร้เดียงสา
ทหารสองคนของที่ว่าการเหนือมองสบตาแล้วยิ้มให้กัน พวกเขา ก็ชอบใจเหมือนกัน
บุรุษผู้นั้นหลุดหัวเราะ “น่าจะยังไม่กล้าจับกระมัง”
ได้ยินเสียงโห่ร้องดังขึ้นๆ ลงๆ ของพวกเด็กน้อย คงเป็นเพราะ รู้สึกว่าไม่มีบันไดลงบุรุษจึงเอ่ยเหตุผลที่ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าใดนักเสริม มา “อีกอย่างราชครูผู้นั้นก็ไม่ใช่คนเลวสักหน่อย”
บุรุษชุดเขียวเดินออกมาจากตรอกเล็ก เบี่ยงกายหันหน้าเข้าหา ทหารสองคนของที่ว่าการเหนือ กุมมือเป็นหมัดแล้วเดินผ่านไปช้าๆ
ทหารสองคนไม่ได้มีท่าทางหรือคำพูดอะไรที่เกินจำเป็น แค่ผงก ศีรษะให้กับคนผู้นี้แค่นี้เท่านั้น
แผ่นหลังที่ทอดยาวค่อยๆ เดินจากไปไกล
เสียงเรียกชื่อของผู้ใหญ่จากแต่ละบ้านก็ดังขึ้นลงเหมือนกัน สอดแทรกมาด้วยเสียงดุอย่างหงุดหงิดสองสามประโยค พวกเด็กๆ พากันวิ่งกลับบ้าน กลัวว่ากลับไปถึงช้า ทำการบ้านที่ต้องส่งให้ อาจารย์ในโรงเรียนวันพรุ่งนี้ไม่เสร็จก็จะถูกมารดาบิดหู หรือไม่ก็ถูก ฟาดเนื้อแตก พวกอาจารย์ไม่สนหรอกว่าเจ้าจะแซ่ซ่ง แซ่เฉียน แซ่
ซุนหรือแซ่หลี่ หยิบไม้ปัดขนไก่ขึ้นมาได้ก็ตีมือทันที แสบร้อนผิวยิ่ง นัก หากใครกล้าร้องไห้กลับบ้านก็จะต้องถูกฟาดเนื้อแตกยิ่งกว่าเดิม
ทหารหน้าอ่อนพลันเอ่ยเสียงเบาว่า “รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง”
หัวหน้าผู้อาวุโสคิดแล้วก็พยักหน้า
ก่อนจะได้เจอกับจ้าวตวนหมิง เฉินผิงอันบังเอิญเจอกับน่าหลัน ซินซิ่วจริง
นางนั่งอยู่บนขั้นบันไดนอกประตูบ้านที่ปิดสนิทหลังหนึ่ง ในมือ ถือกระบอกยาสูบ ดูเหมือนจะเฝ้าตอรอกระต่าย รอให้เฉินผิงอันผ่าน ทางมา
คนล่างภูเขาที่ชอบสูบยารู้สึกปกติอย่างมาก ทว่าบนภูเขา คนที่
สูบยามีไม่มากนัก คนที่เฉินผิงอันเคยเจอดูเหมือนว่าจะมีแค่พวกถง เหวินช่างเสินจวินมหาบรรพตประจิม ฟูเต๋อชงแห่งผูซานเท่านั้น นอกจากนี้ก็คือบรรพจารย์หญิงจากสำนักซานไห่ตรงหน้าผู้นี้แล้ว
น่าหลันชินจิ๋วยื่นกระบอกยาสูบมาให้ สูบสักหน่อยไหม? เฉินผิง อันโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน บรรพจารย์น่าหลันอย่างเจ้ามีมาด วีรบุรุษองอาจ ไม่สนเรื่องเล็กน้อย ผู้ศึกษามรรคาบนภูเขาไม่ต้อง เคร่งครัดเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงเหมือนล่างภูเขาก็จริง แต่ข้ากลับไม่อาจทำตัวตามสบายเช่นนี้ได้ น่าหลันซินซิ่วหัวเราะ ตบ ขั้นบันไดที่อยู่ข้างกายตัวเองบอกเป็นนัยให้นั่งลงคุยกัน เฉินผิงอัน เอนหลังพิงผนังของตรอกเล็ก สองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ ถามว่า
ไม่ทราบว่าบรรพจารย์น่าหลันเดินทางไกลมาถึงที่นี่ เพราะตั้งใจจะมา เที่ยวชมภูเขาสายน ้าหรือมารำลึกความหลังกับสหายบนภูเขากัน ล่ะ?”
น่าหลันซินซิ่วพ่นควันโขมง เอ่ยว่า “กลับบ้านเกิดที่แจกันสมบัติ ทวีปมาเป็นเพื่อนแม่นางน้อย จากนั้นแวะไปดูตรอกเล็กแห่งนั้นเป็น เพื่อนเจ้าคนขี้ขลาด ถือโอกาสพูดคุยตีสนิทกับบุคคลยิ่งใหญ่ที่มีหวัง จะสร้างคุณูปการไว้ในยุคปัจจุบัน สร้างชื่อเสียงทิ้งไว้นานเป็นพันปี พูดคุยกันเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็คุยกันหน่อย”
น่าหลันซินซิ่วมองประเมินราชครูหนุ่มอย่างละเอียด ถามว่า “เจ้า ยังมีโอกาสที่จะเลื่อนสู่ห้าขอบเขตบน หวนกลับเป็นบินทะยานได้อีก ครั้งอีกไหม?”
เฉินผิงอันเอ่ย ‘สวรรค์ไม่ไร้หนทางให้คนเดิน แน่นอนว่าย่อมต้อง มีโอกาส แต่ค่อนข้างยาก พอขอบเขตของวิถีวรยุทธสูงขึ้น คิดจะ ทะยานร่างขึ้นจากพื้นก็ยิ่งยากมากขึ้น
สายตาของน่าหลันซินซิ่วฉายแววมีเลศนัย “คำว่า “สวรรค์ไม่ไร้ หนทางให้คนเดิน ออกมาจากปากของเจ้า ทำให้ข้ารู้สึกประหลูาด มาก’
เฉินผิงอันเบี่ยงประเด็น ถามหยั่งเชิงว่า “ข้าคิดจะสืบทอด ความคิดอย่างหนึ่งของศิษย์พี่ ต้าหลีต้องการสร้างสำนักบนภูเขาแห่ง
หนึ่งขึ้นมา สมาชิกหลักก็คือแผนภูมิดินต้าหลี หากสหายเฟยชุ่ย ยินดีเป็นผู้ถวายงงานหรือเค่อชิง ต้าหลีของพวกเราก็ยินดีต้อนรับ อย่างถึงที่สุด
น่าหลันซินซิ่วเอ่ย “ข้าสามารถช่วยนำความไปบอกต่อได้ แต่จะ สำเร็จหรือไม่ ต้องให้นางตัดสินใจเอาเอง
เฉินผิงอันพยักหน้า “ตามหลักแล้วก็ควรจะเป็นเช่นนี้
น่าหลันซินซิ่วถาม “ยังสู้เฉาสือไม่ได้จริงๆ หรือ?”
บรรพจารย์หญิงที่มักจะมอบความรู้สึกเกียจคร้านไม่ กระปรี้กระเปร่าให้กับคนอื่น เมื่อนางพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้ากลับสดใส เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
แค่ฟังก็รู้ว่าเป็นบุคคลบนยอดเขาที่เคยมีส่วนเดิมพันกับ “สถานการณ์มีพ่าย”
เฉินผิงอันกล่าว “หลังจากเป็นขอบเขตสิบเอ็ดก็มีหน้ามีตาอย่าง หาที่สิ้นสุดไม่ได้ ภาระหน้าที่หนักอึ้งยาวไกล
น่าหลันซินซิ่วยิ้มเอ่ย “ต่อให้ตอนนี้จะยังเป็นผู้ฝึกตนใหญ่ ขอบเขตหนึ่ง หากเจ้าต้องการไปใต้หล้ามืดสลัวจริงๆ ก็ดูเหมือนว่าจะ ไม่มีปัญหากระมัง?”
ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ด มีที่ไหนที่ไปไม่ได้บ้าง?
เฉินผิงอันกล่าว “วิ่งไปโอ้อวดตัวเอง แสดงอำนาจบารมีข่มขู่ ถอยออกมาอย่างเต็มตัวนั้นไม่ยาก แต่เรื่องแบบนี้กลับไม่มี ความหมายใดๆ”
น่าหลันซินซิ่วลุกขึ้นยิ้มเอ่ย ไม่ถ่วงเวลาการคุยธุระสำคัญของ เจ้าแล้ว ไม่ว่าเฟยชุ่ยจะยินดีอยู่ต่อในต้าหลีเพื่อทำตามความ ปรารถนาให้สำเร็จ หรือจะขี้ขลาดอีกครั้ง ข้าก็ล้วนยินดีต้อนรับให้ อาจารย์เฉินไปเยือนทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางในอนาคต อย่าลืมให้ เกียรติไปเยือนสำนักซานไห่ด้วยล่ะ
น่าหลันซินซิ่วไม่ให้โอกาสเฉินผิงอันได้พูดจาเกรงใจตาม มารยาทอะไร นางหดย่อพื้นที่ไปยังอาณาเขตของขุนเขาเหนือเก่า โดยตรง ไปหาเฟยชุ่ยและเชิงฮวา
เฉินผิงอันหันหน้าไปมองสตรีสองคนที่เดินเลี้ยวเข้าไปในตรอก เล็ก
นอกจากเกาสุ้ยแห่งตำหนักสู่หลีที่สะพายกระบี่แล้วก็ยังมีสตรีที่
เป็นองค์รักษ์ข้างกายชิวหล่ง ชื่อในฝ่ายทะเบียนของต้าหลีใช้ชื่อว่า ฟู่หล่ง
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในตรอกอี้ฉือ เกาสุ่ยไม่ได้เจอกับบรรพจารย์ เซียนกระบี่ที่เล่าลือกันว่า “ละสังขารไปจากโลกนี้” นานแล้วผู้นี้
ทางฝั่งของตำหนักสู่หลี เกี่ยวกับบรรพจารย์ท่านนี้ นอกจากเจ้า ตำหนักแต่ละรุ่นที่ถึงจะสามารถเปิดอ่านบันทึกลับได้ ก็เหลือแค่ภาพ แขวนแค่ภาพเดียวเท่านั้นแล้ว
ฟู่หล่งเป็นฝ่ายมาพบเจอกับผู้เยาว์อย่างเกาสุ้ยที่ท่าเรือก่าวซู่ ด้วยตัวเอง
เฉินผิงอันยิ้มถาม “เจ้าหาข้าเจอได้อย่างไร?”
ข้าไม่ไปหาเจ้า เจ้าถึงกับกล้าพาตัวเองมาส่งถึงที่
เกาสุ่ยเดินอยู่ด้านหลังบรรพจารย์ฟู่ ไม่รู้ว่าเหตุใด ลมหายใจ ของนางถึงได้ไม่ราบรื่นแทบจะหายใจไม่ออก
ตรอกเล็กแห่งหนึ่งเหมือนกระแสน ้าไหลูเชี่ยว เหมือนพายุหมัด เข้มข้นที่รุนแรง พอมาอยู่ในนี้ก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาที่จมน ้า
ฟู่หล่งกุมหมัดเอ่ย “ตอบราชครู ข้าพอจะเป็นศาสตร์มอง ลมปราณนอกรีตอยู่บ้าง”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “บางทีเจ้าอาจจะไม่รู้ หนึ่งในหน้าที่รับผิดชอบ ของกองโหราศาสตร์ในเมืองหลูวงก็คือสยบกำราบการร่ายใช้ศาสตร์ มองลมปราณของผู้ฝึกตนที่อยู่ในเมือง”
ฟู่หล่งเงียบงัน
เฉินผิงอันกล่าว “ว่ามาเถอะ ทำไมปีนั้นถึงไม่เลือกให้ความ ร่วมมือกับโจวมี่ ในเมื่อเป็นนักรบเดนตายแห่งเปลี่ยวร้างที่แฝงตัวอยู่
ในแจกันสมบัติทวีปมาถึงร้อยกว่าปี ทำไมพอถึงเวลาเข้าจริงกลับไม่ ยอมเป็นปลาตายตาข่ายขาด?”
ในอดีตไพศาลไม่ค่อยให้ความสำคัญกับแจกันสมบัติทวีปที่
อาณาเขตเล็กที่สุดเท่าใดนัก แต่โจวมี่กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตรงกัน ข้ามด้วยซ ้า โจวมี่ให้ความสำคัญกับแจกันสมบัติทวีปซึ่งเป็น “กระดานกระโดด” ที่สำคัญที่สุดแห่งนี้ยิ่งกว่าใคร มีเพียงทะลุทะลวง ไปทั่วแจกันสมบัติทวีปได้ ถึงจะมีโอกาสล้อมโจมตีทวีปแดนเทพ แผ่นดินกลางได้อย่างแท้จริง แม้จะบอกว่าทางฝั่งของใบถงทวีปก็ถือ ว่าวางแผนร้อยเรียงกันเป็นขั้นเป็นตอน พูดถึงแค่ศึกที่ภูเขาไท่ผิง เป้าหมายที่แท้จริงของวานรเฒ่าสะพายกระบี่ก็เพื่อสังหารวิญญูชน จงขุย แต่โจวมี่กลับใช้ร่างแยกมาเยือนแจกันสมบัติทวีปด้วยตัวเอง ปิดบังชื่อแซ่อยู่ในสกุลเฉินลำธารหลงเหว่ย แล้วยังเคยเป็นลูกศิษย์ ใหญ่ของหร่วนฉง ก็เพื่อติดต่อกับหร่วนซิ่วที่เป็นเทพอัคคีองค์เทพ สูงสุดกลับชาติมาเกิดใหม่
ฟู่หล่งรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง มองไปยังราชครูหนุ่ม นางนึกว่าความลับ ที่ไม่เจ็บไม่คันพวกนี้ ชิวหูจะต้องบอกกับศิษย์น้องเล็กของตัวเองมา นานแล้วเป็นแน่
เกาสุ้ยตกใจจนหน้าเผือดสี บรรพจารย์บ้านตนคนนี้ บุคคลที่
ความสามารถน่าตะลึงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักสู่หลี ไฉนถึง กลายเป็นเผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างที่ใครเห็นก็อยากสังหารได้เล่า?!
เฉินผิงอันกล่าว “ข้าถามเจ้าอยู่นะ”
ฟู่หล่งรีบตอบ “นักรบพลีชีพทั้งหมดสามคน นอกจากข้า คน อื่นๆ ล้วนถูกราชครูชุยจัดการไปหมดแล้ว การที่ไว้ชีวิตข้าเพราะ ราชครูได้สร้างด่านทางใจให้ข้าด่านหนึ่ง ตอนนั้นสิ่งที่ข้าเห็นอยู่ใน สายตาก็คือภาพลวงตาทั้งหมดตลอดเวลาหนึ่งเดือนกว่า เผ่าปีศาจ แห่งเปลี่ยวร้างบุกตะลุยได้ดุจผ่าลำไม้ไผ่ ยึดครองเมืองลั่วจิงเมืองหลู วงสำรองได้ ต้าหลีจำเป็นต้องย้ายเมืองไปอยู่ทวีปอื่น….ราชครูชุย ต้องการดูว่าข้าจะเลือกอย่างไร สุดท้าย…”
ฟู่หล่งพรูลมหายใจยาวเหยียด เอ่ยว่า “ข้าเลือกที่จะดูดายอยู่ เฉยๆ ไม่ได้พาตำหนักสู่หลีไปสวามิภักดิ์กับโจวมี่ ร่วมมือกับเปลี่ยว ร้างสร้างความวุ่นวายให้กับยุทธภพ แต่ติดตามเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊และ กองทัพชายแดนต้าหลีเดินข้ามสะพานใหญ่ที่ทอดยาวผ่าน มหาสมุทรแห่งนั้นไปยังอุตรกุรุทวีป”
เกาสุ้ยยิ่งหายใจยาวเหยียดยิ่งกว่า โชคดีที่บรรพจารย์ไม่เคย เปลี่ยนใจทรยศ…ดูเหมือนว่า ด้วยรากฐานของบรรพจารย์แล้ว นี่
ต่างหากถึงจะเรียกว่าทรยศหักหลังกระมัง?
เฉินผิงอันกึ่งยิ้มกิ่งบึง “ฟู่หล่ง มอบโอกาสให้เจ้าแล้วนะ”
ดวงตาของฟู่หล่งพร่าลาย กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกจากช่อง โพรงไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ยื่นมือออกไปคว้า กระบี่ที่เกาสุ่ยสะพาย อยู่พุ่งออกจากฝักดังเครั้ง กำลังจะถูกฟู่หล่งกุมไว้ในมือ
คล้ายกับว่าฟ้าดินได้หยุดนิ่ง
แม่น ้ายาวแห่งกาลเวลาก็ยังต้องอ้อมเส้นทางไป
มือขวาของเฉินผิงอันกดหัวฟู่หล่ง มือซ้ายประกบสองนิ้วคีบ กระบี่บินเล็กจิ๋วลักษณะคล้ายงูเขียวเล่มนั้นเอาไว้
เกาสุ่ยเวียนหัวตาลาย ร่างกายขยับเขยื้อนไม่ได้ สิ่งที่มองเห็นก็ แค่ตรอกเล็กที่เต็มไปด้วยแสงแก้วใสเจ็ดสี
หลังจากความตกตะลึงผ่านพ้นไป ฟู่หล่งก็คล้ายยอมรับชะตา กรรม ยื่นคอรอให้ตัดปล่อยให้อิ่นกวานคนสุดท้ายใช้ฝ่ามือตบหัว ตัวเองให้แหลูก
เฉินผิงอันถาม “โจวมี่บอกให้เจ้าไปพบคนที่ชื่อหวงเจิ้นหรือไม่?”
สายตาฟู่หล่งเลื่อนลอย
อาจจะไม่เคยเจอมาก่อน ต่อให้หาตัวเจอแล้ว จะจำได้อย่างไร? ด้วยนิสัยการกระทำของโจวมี่ย่อมไม่มีทางทิ้งเบาะแสอะไรเอาไว้ เด็ดขาด
เฉินผิงอันปัดมือเบาๆ ร่างทั้งร่างของฟู่หล่งก็คล้ายกระดูกแยก ออกจากกัน เมื่อไม่มีกระดูกก็ทรุดอ่อนยวบลงไปอยู่กับพื้น ยกสอง นิ้วขึ้นพินิจดูกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนั้น
ฟู่หล่งเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพเหตุการณ์ประหลูาดห้า แสงหกสีระหว่างฟ้าดิน วงโคจรของมหามรรคาเหมือนน ้าขึ้นน ้าลง
ระลอกแล้วระลอกเล่า ขับดันให้ใบหน้าของบุรุษชุดเขียวเดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่าง
เฉินผิงอันมองวิชาอภินิหารของกระบี่บินเล่มนี้ออกแล้ว จึงเอ่ยว่า “ว่ามาเถอะ ด่านทางใจด่านที่สองที่ศิษย์พี่ข้าสร้างให้เจ้าคืออะไร?”
ฟู่หล่งตกตะลึงอย่างหนัก กระทั่งบัดนี้ ในที่สุดนางก็ยอมรับนับ ถือจากใจจริง คิดอยากจะดิ้นรนลุกขึ้นยืนแต่กลับทำไม่ได้ ขยับตัวไป ที่มุมกำแพง เอนกายพิงกำแพงอย่างไร้เรี่ยวแรง กำลังจะเปิดปากพูด เสียงปังดังขึ้น ใบหน้าก็มีไอเลือดเข้มข้นกลุ่มหนึ่งระเบิดกระจาย ออกมา ฟู่หล่งยื่นมือมาปิดปาก เลือดสดไหลูซึมออกมาจากร่องนิ้ว ศีรษะของนางผงะหงายไปด้านหลัง แนบติดกำแพง เปิดปากพูดด้วย น ้าเสียงแหบพร่าว่า “ชุยฉานลบความทรงจำของข้าทิ้งไปก่อน แล้ว จึงสร้างภาพลวงตาที่สองขึ้นมา เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างและกองทัพ ม้าเหล็กต้าหลีอยู่ที่ลำน ้าใหญ่ คุมเชิงกันนานหลูายสิบปี มีแค่เส้น บางๆ กั้นขวางระหว่างแพ้กับชนะ”
“สกุลชิวแห่งตรอกอี้ฉือออกจากภูเขา ฮ่องเต้ซ่งเหอไปเจอชิวห ล่งด้วยตัวเอง ข้า…ออกกระบี่”
“ชุยฉานไม่เพียงแต่ไม่ฆ่าข้า กลับกันยังลบภาพลวงตาทิ้ง ให้ข้า ได้ฟื้นคืนความทรงจำทั้งหมดกลับมา ให้อยู่ข้างกายชิวหล่งต่อไป”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของฟู่หล่งก็เต็มไปด้วยความสงสัย ไม่ เคยเข้าใจความคิดของซิ่วหผู้นั้นเลย
ฟังมาถึงตรงนี้ เกาสุยยิ่งรู้สึกสับสน ขนาดนี้แล้วราชครูชุยยังไม่ ฆ่าบรรพจารย์ที่กล้าลอบฆ่าฮ่องเต้ต้าหลีผู้นี้อีกหรือ?
เวลานี้ฟู่หล่งที่เจ็บปวดปานจะขาดใจเค้นรอยยิ้มออกมา จ้อง เขม็งไปที่คนหนุ่มผู้นั้นเอ่ยเสียงสั่นว่า “ข้าไม่เชื่อว่าโลกใบนี้จะยังมี ใครที่ใช้กลอุบายได้ทัดเทียมกับวีรบุรุษผู้ห้าวหาญอย่างโจวมี่และซิ่ว หู่!”
“ดังนั้นต่อให้จนถึงวันนี้ สถานการณ์ใหญ่มั่นคงแล้ว ข้าก็ยัง อยากจะพิสูจน์ด้วยตัวเองสักครั้งว่าอิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพง เมืองปราณกระบี่ สรุปแล้วเป็นผู้กอบกู้สถานการณ์ที่กำลังจะพังถล่ม ลงมาอย่างแท้จริง หรือเป็นแค่คนโชคดีที่ถูกสถานการณ์สร้างขึ้นมา กันแน่”
ฟู่หล่งเอนกายพิงผนัง “เจ้าคนแซ่เฉิน ลงมือเถอะ”
เกาสุ้ยบังเกิดความคิดดีๆ ซิ่วหูจะยังทิ้งด่านที่สามไว้บนร่างของ บรรพจารย์อีกหรือไม่?
เฉินผิงอันปรายตามองนาง เอ่ยว่า “บรรพจารย์บ้านเจ้า เซียน กระบี่ขอบเขตก่อกำเนิดผู้ยิ่งใหญ่ ปรมาจารย์ใหญ่ขอบเขตเดิน ทางไกล มีค่าพอให้ตั้งด่านสามด่านเลยหรือ?”
ขาดก็แค่ไม่ได้พูดตรงๆ ว่าคู่ควรหรือไม่คู่ควรเท่านั้น
เกาสู้ยอับอายเดือดดาล แต่แค่สบตากับอีกฝ่าย เพียงไม่นาน นางก็ถูกความหวาดกลัวอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้กลบทับ ประหนึ่งน ้า ท่วมสูงเทียมฟ้า แล้วนางก็ต้องจมน ้าตายอยู่ในนั้น
ฟู่หล่งถามว่า “เฉินผิงอัน! ไม่ใช่ว่าขุยฉานแพร่งพรายความลับ ให้เจ้ารู้มาตั้งนานแล้วหรอกหรือ? แค่รอให้ข้าพาตัวมาติดกับ เท่านั้น?”
เฉินผิงอันปล่อยสองนิ้ว ดีดกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเบาๆ เหมือน ลูกธนูจิ๋วที่ปักตรึงเข้าไปในช่องโพรงของฟู่หล่ง เจ็บจนจิตวิญญาณ ของฟู่หล่งสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
แล้วสะบัดชายแขนเสื้อง่ายๆ ครั้งหนึ่ง โบกให้กระบี่ยาวที่ออก จากฝักแล้วถูกทำให้หยุดลอยนิ่งอยู่กลางอากาศวาดวงโค้งกลับไปยัง ฝักกระบี่ที่เกาสุ้ยสะพายไว้ด้านหลัง
แม้ว่าเฉินผิงอันจะไม่ได้ตอบคำถาม แต่ฟู่หล่งกลับมองเห็น “กลิ่นอาย” อย่างหนึ่งที่เหมือนกับซุยฉานอย่างไม่มีผิดเพี้ยนบนร่าง ของคนหนุ่ม
เป็นมายาล่องลอย ลี้ลับมหัศจรรย์ยิ่งนัก ยากที่จะใช้คำพูดมา บรรยายถึงความหมายที่ลึกล ้า
หากจะให้สรุปอย่างง่ายจริงๆ บางทีอาจจะแค่ประโยคเดียว
“ต่อให้ความอดทนของข้าจะดีแค่ไหนก็คร้านจะเปลืองน ้าลาย พูดกับเจ้าแม้แต่ครึ่งคำ”
บทพิเศษ ตอนที่ 67.7 โปรดปล่อยใจให้เป็นอิสระ
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฉินผิงอันก็เปลี่ยนใจ เอ่ยว่า “เจ้าไปแขวนชื่อ บันทึกชื่อเอาไว้ที่จวนวารีมหาสมุทรบูรพาก่อน ไปหาผู้ฝึกตนหญิงที่
มีฉายาว่าจินหลี่ บอกไปว่าข้าเป็นคนบอกให้เจ้าไปที่นั่น แต่ก่อนจะ เข้าไปตั้งใจฝึกตนอยู่ในจวนสุ่ยจวิน เจ้าต้องไปที่ราชวงศ์สกุลหงอวิ๋น เซียวที่อยู่ทางทิศใต้ก่อนรอบหนึ่ง ไปหาสวีฟู่ที่มีฉายาว่าเถี่ยจั๋ว ใน อนาคตภายในสามสิบปีร่วมมือกับสวีฟู่ พยายามให้ความช่วยเหลือ สตรีที่ชื่อว่าฝูชิ่งอย่างสุดกำลัง”
ฟู่หล่งพยักหน้า
คนเราเมื่อต้องไปพักอาศัยอยู่ใต้ชายคาของคนอื่นก็จำต้องก้ม หัว ซิ่วหู่จากไปก็มีอิ่นกวานมาเยือน
เฉินผิงอันให้คำวิจารณ์ว่า “กระบี่บินไม่เลว”
ทุกครั้งที่ผู้ฝึกกระบี่พูดถึงกระบี่บิน แน่นอนว่าต้องตรงไปตรงมา ฟู่หล่งจึงหลุดปากพูดออกไปว่า “หากข้าไม่ได้ถูกส่งตัวให้มาเป็น นักรบพลีชีพ ก็จะต้องได้ติดอันดับร้อยเซียนกระบี่ของเปลี่ยวร้าง อย่างแน่นอน อีกทั้งลำดับยังอยู่ช่วงต้นๆ ไม่ด้อยกว่าผู้ฝึกกระบี่รุ่น เยาว์กลุ่มของกระโจมเจี่ยเซินแน่ บรรพบุรุษบุกเบิกภูเขาของบ้านข้า เคยฟันธงไว้ว่า หากข้าคือผู้ฝึกกระบี่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนี้มีหวังจะติดอันดับหนึ่งของคฤหาสน์หลบ ร้อน”
เกาสุ้ยอึ้งค้างไปทันที บรรพจารย์ฟู่หนอ เรื่องตั้งมากมายไม่พูด ดันมาพูดเรื่องนี้ ท่านจะมาคุยเรื่องนี้กับราชครูเฉินทำไม? คนเขา ไม่ใช่อดีตเจ้าของคฤหาสน์หลบร้อนคนก่อนหรอกหรือ?
แล้วก็จริงดังคาด เฉินผิงอันปรายตามองฟู่หล่ง พูดกลั้วหัวเราะ ว่า “ร้ายกาจ ร้ายกาจ”
ฟู่หล่งสีหน้าหม่นหมอง พยายามดิ้นรนลุกขึ้นยืนโดยใช้แผ่นหลัง ดันกำแพง “ไม่ว่าจะสกุลหงอวิ๋นเซียว หรือว่าจวนวารีมหาสมุทร บูรพา ข้าก็ไม่ค่อยอยากไป”
เฉินผิงอันขมวดคิ้วน้อยๆ ยังคงเอ่ยว่า “ไหนลองบอกเหตุผลมาสิ ข้าจะลองฟังดู”
เส้นเอ็นหัวใจของเกาสุ้ยพลันขมวดตึง กลัวว่าคำพูดของบรรพ จารย์ฟู่จะไปแตะเกล็ดย้อนของราชครูเฉินอีกครั้ง
ฟู่หล่งมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ทำท่าจะพูดไม่พูด หลุบเปลือกตา ลงแล้วก็เลิกเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง ยังคงลังเลตัดสินใจไม่ได้ ราวกับว่า หากพูดประโยคนั้นออกมายังยากกว่าสังหารเฉินผิงอันเสียอีก
เฉินผิงอันกล่าว “เหตุผล”
ฟู่หล่งเอ่ยเสียงเบา “ข้ายังอยากเป็นผู้ติดตามของชิวหล่ง”
หากไม่ผิดไปจากที่คาด ชิวหล่งที่ทุกวันนี้ถือว่าเป็นคนแก่แล้ว เขาน่าจะเหลืออายุขัยอีกแค่สามสิบปีเท่านั้น
ฟู่หล่งเอ่ย “สามสิบปีให้หลัง ผู้ฝึกกระบี่ฟู่หล่งยินดีให้ต้าหลีใช้ งานได้ตามสบาย”
หากราชครูเฉินไม่ตอบตกลง ยืนกรานจะให้นางไปหาจินหลี่แห่ง มหาสมุทรบูรพา ไป “ขานชื่อ” กับฝูชิ่ง นางจะยังทำอะไรได้อีก นาง ทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่ทำตามคำสั่งแต่โดยดีเพราะเมื่อนางเอ่ย ประโยคนี้ออกมาก็เท่ากับว่าฟู่หล่งได้มอบสิ่งที่สำคัญยิ่งว่ากระบี่บิน แห่งชะตาชีวิตของนางออกไปแล้ว
ผู้ฝึกกระบี่เผ่าปีศาจที่มีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตพิเศษอย่างมาก ดังนั้นถึงได้ถูกเผ่าปีศาจส่งตัวให้มาเป็นนักรบพลีชีพที่แจกันสมบัติ ทวีป
คงเป็นเพราะเหมือนมนุษย์อย่างมากแล้ว ศิษย์พี่ชุยฉานถึงได้ ยอมไว้ชีวิต
คิดไม่ถึงว่าที่แท้พอถึงท้ายที่สุด นางเองก็เป็นสตรีที่มีคนในหัวใจ มีคนให้เป็นห่วง
เฉินผิงอันกล่าว “ได้”
ฟู่หล่งไม่กล้าเชื่อ “อะไรนะ?”
เฉินผิงอันกล่าว “อยู่ข้างกายชิวหล่ง เมื่อไหร่ที่จิตแห่งกระบี่ของ เจ้าฟู่หล่งใสกระจ่างและไม่เหลือความละอายใจแล้ว ค่อยไปรายงาน ตัวที่จวนราชครู”
ฟู่หล่งเอ่ยอย่างตกตะลึง “จริงหรือ?”
เฉินผิงอันปรายตามอง
เอาอีกแล้ว
ฟู่หล่งเองก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจจึงรีบเอ่ย “ตกลงตามนี้!”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เจ้าตำหนักเกา อย่าลืมทำความสะอาดตรอก ให้ดี”
เดินทางมาเยือนตรอกเล็กครั้งหนึ่ง เกาสุ้ยนั้นเรียกได้ว่าอกสั่น ขวัญผวาอย่างยิ่ง โชคดีเหลือเกิน โชคดีเหลือเกิน ผลลัพธ์ที่ออกมา ยังถือว่าดีอยู่
เฉินผิงอันพลันเอ่ยว่า “ไม่คิดจะบอกชิวหล่งหรือ?”
ฟู่หล่งหน้าแดงน้อยๆ ส่ายหน้า
เฉินผิงอันพูดด้วยน ้าเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวังดี “ต้องบอก นะ”
ฟู่หล่งอับอายจนพานเป็นโกรธ “ท่านจะมายุ่งอะไรกับข้าด้วย?!”
เมื่อเกี่ยวพันกับความรักของชายหญิงในโลกมนุษย์ ใครบ้างที่ไม่ มีจุดอ่อน
เฟยชุ่ยแห่งสำนักซานไห่ อยากพบเขาแต่กลับไม่กล้าพบ ถูกรัก แรกพบในปีนั้นทำให้พลาดมหามรรคา แต่นางกลับไม่เสียใจภายหลัง และไม่มีความเจ็บแค้นใดๆ
เว่ยจิ้นแห่งหอเทพเซียนเป็นคอขวดขอบเขตเซียนเหรินแล้ว แต่ ทุกครั้งที่กลับมายังแจกันสมบัติทวีปก็มักจะอยากดื่มเหล้า บ้านเกิดก็ คือถิ่นแห่งความเมามาย
และยังมีภูเขาลั่วพั่วบ้านตน หยวนไหลที่แสร้งนั่งอ่านหนังสืออยู่ ตรงตีนเขาเพื่อแอบมองเฉินยวนจีที่เดินนิ่งขึ้นเขาลงเขาไปกลับ
เฉินผิงอันบ่น “เห็นความหวังดีเป็นประสงค์ร้าย ทำไมต้องเดือด จัดด้วยเล่า”
ฟู่หล่งมีแววว่าจะอับอายจนพานเป็นโกรธแล้ว
เฉินผิงอันโบกมือ “ตัวเจ้าเองไม่รู้สึกเสียดายก็พอแล้ว”
ฟู่หล่งถาม “หวงเจิ้นผู้นั้นเป็นใครกันแน่? ในเมื่ออาจจะมีความ เกี่ยวข้องกับโจวมี่ก็ไม่ทางเป็นเรื่องเล็กแน่อน ทำไมท่านถึงเลือกที่
ยอมฆ่าผิดตัว แต่ไม่ยอมปล่อยผิดตัว?”
คำตอบที่ราชครูหนุ่มให้มา คล้ายตอบไม่ตรงคำถาม อีกทั้งยัง ค่อนข้างจะขัดแย้งกันเอง ยากที่จะทำความเข้าใจได้
“หนึ่งเพราะโจวมี่ตายไปแล้ว”
“นอกจากนี้กับพวกชิวหล่ง เกาสุ้ย เจ้าคือผู้แข็งแกร่งอย่างจริง แท้แน่นอน แต่กับศิษย์พี่ของข้าและโจวมี่ เจ้าคือคนอ่อนแออย่างไม่ ต้องสงสัย”
เห็นได้ชัดว่าฟู่หล่งอยากให้อีกฝ่ายตอบคำถามตรงไปตรงมา มากกว่านี้ คาดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะหันหน้ามายิ้มเอ่ย “หากเจ้า ลำบากใจ ข้าสามารถใช้วิธีที่ค่อนข้างคลุมเครือเปิดเผยเรื่องนี้ให้ ชิวหล่งรู้”
ฟู่หล่งเช่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพูด “ไม่ต้อง!”
บุรุษผู้นั้นจากไป ตรอกเล็กกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ฟู่หล่งและ เกาสุ้ยพลันรู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกมีอิสระเสรี
ฟู่หล่งหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากชายเสื้อ แล้วเริ่มทำความ สะอาดคราบสกปรกในตรอกเล็ก ทว่าคราบเลือดเหล่านั้นล้วนถูกฟู่ห ล่งเก็บรวบรวมมาอย่างละเอียด ไม่ยอมปล่อยให้ตกหล่นไปแม้แต่หยด เดียว
เกาสุ้ยเอ่ย “บรรพจารย์ฟู่ ไม่กลับไปดูที่ตำหนักสู่หลีหน่อยหรือ? หลายปีมานี้อาจารย์คิดถึงท่านมาก”
ฟู่หล่งยิ้มซีดเซียว “แม่หนู เจ้ายังยินดีจะเรียกข้าว่าบรรพจารย์อยู่ หรือ?”
เกาสุ้ยพยักหน้า “ยินดี”
ฟู่หล่งบีบใบหน้าของเกาสุ้ย “เจ้ามีโหงวเฮ้งของสตรีที่ได้ออก เรือน วันหน้าจะต้องพบบุรุษผู้มีความสามารถที่ใจตรงกันกับเจ้าได้ แน่นอน”
เกาสุ้ยส่ายหน้า สายตำหนักสู่หลีของพวกนางห้ามมีความรัก
ฟู่หล่งเก็บกวาดตรอกเล็กแล้วก็เก็บยันต์แผ่นนั้นใส่ไว้ในช่อง โพรงแห่งชะตาชีวิตช่องหนึ่งอย่างระมัดระวัง ถามว่า “เจ้าเคยเจอเขา สองครั้งแล้ว รู้สึกอย่างไร?”
เกาสุ้ยคิดแล้วก็เอ่ยว่า “ครั้งแรกที่เจอ รู้สึกว่าชื่อเสียงของเขา เลื่องลือ ฐานะสูงส่งน่าเคารพ คุณความชอบก็โดดเด่น วางแผน บัญชาการณ์อยู่เบื้องหลัง”
“ได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งในตรอกเล็กนี้ กลับไม่เหมือนเดิม แล้ว มีทั้งชื่อเสียงและผลงาน สูงส่งดั่งเทพเจ้า ประหนึ่งองค์เทพที่ยืน ตระหง่านอยู่บนแท่นบูชาซึ่งมีชื่อว่าฟ้าดิน สายตาเย็นชา หลุบตามอง สรรพชีวิตที่ต่างคนต่างยุ่งวุ่นวายกับเรื่องตัวเองอยู่ในโลกมนุษย์อย่าง พวกเรา”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ในใจของเกาสุ้ยก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
ฟู่หล่งเอ่ย “ข้ากลับรู้สึกว่าเขาก็แค่คนตัวเป็นๆ คนหนึ่ง”
เกาสุ้ยคืนสติกลับมา ยิ้มเอ่ยว่า “ท่านบรรพจารย์มีความเห็นอัน ลึกซึ้ง”
อ้อมผ่านพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยของเด็กหนุ่ม เดิน ผ่านตรอกเล็ก เฉินผิงอันควักกุญแจเปิดประตูเรือน มองหอเก็บตำรา ที่มีชื่อว่าหอเหรินอวิ๋นอื้อวิ๋น
จ่างซุนเม่าให้หรงอวี๋นำความประโยคหนึ่งมาบอกราชครูเฉิน ผู้ เฒ่าบอกว่าก่อนหน้าที่ตอนอยู่ในห้องโถงใหญ่ลืมพูดประโยคนี้ไป
“ทุกคนล้วนมีความปรารถนา มีความเห็นแก่ตัว ราชครูต้อง เข้าใจพวกเรา แต่ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องอนุโลมให้พวกเรา
เฉินผิงอันเงยหน้าขึ้น เส้นสายตามองข้ามผ่านหอสูงไปถึงบนฟ้า พูดพึมพำกับตัวเองว่า “ตกลง”
……
จวนสุ่ยจวินมหาสมุทรบูรพา
สุ่ยจวินหวังจูที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากศาลบุ๋น เดิมทีก็ ไม่ค่อยสนใจเรื่องอะไรอยู่แล้ว ทุกวันนี้ยังมี ‘จินหลี่ต้าหวัง” มาให้ ความช่วยเหลือ นางก็สามารถสงบใจพักรักษาบาดแผลได้แล้ว
ด้านบนสุดของบันไดตานปี้ (ขั้นบันไดหรือลานพื้นที่หน้าพระที่
นั่ง) ของตำหนักโอ่อ่าโอฬาร จินหลี่สวมเสื้อเกราะไว้ด้านนอกชุด คลุมอาคม สองมือเท้าเอว สีหน้าค่อนข้างลำพองใจ
ทุกวันนี้กองทัพของจวนวารีตนแข็งแกร่ง ลูกน้องเก่ากลับคืนสู่ สังกัด ตามหลักแล้วก็คือช่วงเวลายิ่งใหญ่อันดีงามไม่ใช่หรือ
คำว่า “รายงาน” ที่ถูกลากเสียงให้ยาว ดังตลอดทางจากนอก ประตูตำหนักจนมาถึงที่นี่
คือชายหนุ่มสวมชุดดำที่ตรงหน้าผากมีรอยแผลเป็นคนหนึ่ง เพิ่ง จะถูกจินหลี่ต้าหวังแต่งตั้งตำแหน่งขุนนางให้ ยศของเขาก็คือแม่ทัพ ผู้ปกป้องธงบัญชาการณ์
ถึงอย่างไรก็ไม่ต้องรายงานไปถึงศาลบุ๋น ถือเป็นแม่ทัพตำแหน่ง พิเศษที่จวนวารีแต่งตั้งกันเอง ส่วนคนหนุ่มผู้นั้นก็ยิ่งไม่อยากจะมี ความเกี่ยวข้องกับศาลบุ๋นเลยสักนิด
คนหนุ่มชุดดำลอยมาจากด้านล่างของตานปี้ พอหยุดยืนนิ่งแล้ว ก็พูดด้วยสีหน้านอบน้อมว่า “จินหลี่ต้าหวัง มีคนบุกเข้ามาที่จวนวารี โดยพลการ”
ก็คือตะพาบเฒ่าแบกศิลาที่ก่อนหน้านี้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมอยู่ ในทะเลสาบร้อยบุปผา ขอร้องลู่เฉินถึงได้กลับคืนสู่ร่างจริง ทุกวันนี้
ใช้นามแฝงว่าหยวนหยวน ภายหลังได้ไปเยือนเมืองหลวงต้าหลีมา รอบหนึ่ง ได้คำมั่นสัญญาจากราชครูหนุ่มผู้นั้นจึงแยกย้ายกับชิงอิง ออกมาจากแผ่นดินบนบกของแจกันสมบัติทวีป นักพรตหยวนร่าย วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิต ตรงดิ่งไปที่จวนวารีมหาสมุทรบูรพา ไป สวามิภักดิ์ต่อจินหลี่ต้าหวัง
จินหลีถลึงตาใส่ “จะลนลานทำไม?!”
หยวนหยวนเอ่ยอย่างคนได้รับความอยุติธรรมว่า “จินหลี่ต้าหวัง ข้าไม่ได้ลนลานนะแค่รอคำสั่งแล้วข้าก็จะไปพบเขาทันที”
จินหลี่ถาม “อีกฝ่ายมีความเป็นมาอย่างไร ชื่อแซ่อะไร ได้ถามมา หมดแล้วหรือยัง?”
หยวนหยวนหดคอ เอ่ยเสียงเบา “เขาพูดจาใหญ่โต ข้านิสัยใจ ร้อน ก็เลยไม่ได้ถามอย่างละเอียด”
จินหลี่สูดลมหายใจเข้าลึก ดีๆๆ คนมีความสามารถ คนมี ความสามารถ! บอกตัวเองในใจเงียบๆ ว่าใช่ว่าตนจะไม่รู้นิสัยของเจ้า หมอนี่สักหน่อย ไยต้องโกรธเขาด้วย ตะพาบน้อยผู้นี้ปีนั้นก็ขอบเขต ต ่าแต่เสียงดัง นางชูธงก่อกบฏ ต้องการต่อต้านศาลบุ๋น บุกโจมตีไป ยังทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
ก็เลยแยกตัวเขาออกไป หลอกเขาบอกว่าที่จวนองค์หญิงมีอาวุธ เซียนชิ้นหนึ่งซ่อนไว้ อยู่ในทะเลสาบร้อยบุปผาที่เป็นหนึ่งในคฤหาสน์ พักร้อนบนพื้นดินแห่งนั้น ให้เขารีบๆ ไปเอามา…คนหนึ่งกล้าหลอก อีกคนก็กล้าเชื่อ
จินหลี่ถาม “พูดจาใหญ่โตอย่างไร”
หยวนหยวนเอ่ยเนิบช้าว่า “ไอ้หมอนี่ขวัญกล้าเทียมฟ้า ถึงกับ บอกว่าอยากจะพบองค์หญิง ก็ประหลาดนัก ผู้บังคับกองและทหาร คนอื่นๆ ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตำหนักล้วนอึ้งงันเป็นไก่ไม้กันไปหมด ข้า เห็นสถานการณ์แล้วก็ร้อนใจราวกับไฟลน ก็เลยมารายงานที่นี่ ขอ
จินหลี่ต้าหวังเรียกระดมพลทหาร ให้ข้าเป็นทัพหน้า โอบล้อมเขาแล้ว จับตัวมา มอบให้องค์หญิงจัดการ…”
จินหลี่ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ ด้วยขอบเขตและพลังจิตของตน ทำไมถึงสัมผัสไม่ได้ถึงความเคลื่อนไหวผิดปกติที่ห่างออกไปแค่นอก ประตูวังเลย?
ไม่ต้องเดาแล้ว
อีกฝ่ายเผยตัวที่นี่แล้ว
จิตแห่งมรรคาของจินหลี่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กลัวอะไรก็เจอ อย่างนั้น ก้มหน้าลงเปิดปากพูดอย่างยากลำบากว่า “จินหลี่แห่ง มหาสมุทรบูรพาคารวะสหายชิงจู่
จะให้เรียกอีกฝ่ายว่าผู้อาวุโสอะไรนั่น นางเรียกไม่ออกจริงๆ เพราะถึงอย่างไรหากนับกันแค่อายุในการฝึกตน อีกฝ่ายก็ห่างจาก ตนตั้งกี่พันปี?
หยวนหยวนชี้ไปยังผู้เฒ่าชุดเขียวที่รูปลักษณ์สะอาดตาเรียบง่าย ผู้นั้น หันหน้าไปพูดกับจินหลี่ต้าหวัง “ก็คือคนผู้นี้ คน…ผู้นี้…”
แต่กลับเห็นว่าจินหลี่ต้าหวังขยิบตาให้เขา หยวนหยวนสงสัย อย่างหนัก คงไม่ได้บอกเป็นนัยให้ตนลอบโจมตีคนผู้นี้หรอกนะ? การ กระทำนี้จะผิดต่อหลักคุณธรรมหรือไม่? ดูเหมือนว่ายิ่งไม่เหมือนนิสัย การกระทำของจินหลี่ต้าหวัง นั่นคือ? เดี๋ยวนะ สหายชิงจู่? หยวน หยวนเก็บนิ้วมาช้าๆ เบี่ยงกายเงียบๆ
เฉินชิงหลิวไม่ได้ถือสาคำเรียกขานว่า “สหาย” นี้ แค่ยิ้มเอ่ยว่า “นางจะลงโทษข้าหรือ?”
เขายิ่งไม่ถือสากับการกระทำบุ่มบ่ามของนักพรตหยวน วิถีทาง โลกในทุกวันนี้ คนโง่มีไม่เยอะแล้ว ต้องรู้จักทะนุถนอมเห็นค่าสัก หน่อย
เฉินชิงหลิวเอาสองมือไหล่พลัง เดินขึ้นบันไดไป ทุกก้าวที่เดิน ข้ามขั้นบันได จินหลี่ก็รู้สึกราวกับว่ามีทัณฑ์สวรรค์ชั้นหนึ่งหล่นลงมา เหนือหัว จิตแห่งมรรคาและกายเนื้อล้วนไม่อาจแบกรับน ้าหนักนั้นได้
นี่ไม่เกี่ยวกับวิชาคาถาใดๆ
เป็นแค่การสยบกำราบตามธรรมชาติเท่านั้น
เฉินชิงหลิวหมุนตัวนั่งลงบนขั้นบันได จินหลี่ไม่สะดวกจะยืน ต้อนรับแขกจึงนั่งลง แต่ห่างมาไกลมาก
เฉินชิงหลิวชี้ไปที่หยวนหยวน ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าดูเขา ขอบเขตไม่ สูง แต่รู้สึกว่าทัณฑ์สวรรค์กดลงมาเหนือหัวไหม? กลัวข้าบ้างไหม?”
คิดไม่ถึงว่าหยวนหยวนจะเอ่ยเสียงสั่น “กลัวสิ ข้ากลัวแทบตาย อยู่แล้ว”
เมื่อครู่นี้ก็เพราะว่าไม่รู้ว่าเขาคือเทพเซียนจากที่ใดต่างหากเล่า
หากรู้แต่แรกต้องโขกหัวให้หลายๆ ทีโดยไม่พูดพร ่าทำเพลง จากนั้นขอร้องเขาว่าอย่าได้เข้าไปในจวนวารี อย่าได้…เปิดฉาก สังหารครั้งใหญ่เด็ดขาดเลย
จินหลี่ตวาด “หุบปาก!”
ไม่กลัวว่าจะถูกกระบี่ตัดหัวจริงๆ หรือไร
สำหรับเผ่าน ้าของใต้หล้าแล้ว บุคคที่ไร้เหตุผลที่สุด นิสัยแปลก ประหลาดมากที่สุดก็คือแขกไม่ได้รับเชิญของจวนวารีในวันนี้!
หยวนหยวนร้องอ้อ หดคอลงแต่โดยดี หันหลังให้กับผู้พิฆาต มังกรและจินหลี่ต้าหวัง
จินหลีกำสองมือเป็นหมัดวางลงบนหัวเข่า “หากวันนี้สหายชิงจู่ มาเพื่อเอาผิด ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องข้ามศพของข้าไปก่อน”
นางยิ้มเจื่อน “แน่นอนว่าเรื่องประเภทนี้สำหรับสหายชิงจู่แล้วก็ เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่แค่ต้องโบกมือ ยกเท้าเท่านั้น”
เฉินชิงหลิวยิ้มเอ่ย “ผู้ที่ศึกษาวิชาความรู้ไม่มีอะไรอื่น แค่ต้อง ปล่อยใจให้เป็นอิสระเท่านั้น เป็นคน ฝึกบำเพ็ญตน คิดดูแล้วก็น่าจะ มีหลักการเหตุผลที่ไม่ต่างจากนี้สักเท่าไร”
จินหลิ่มุมปากกระตุก
หลักการเหตุผลประโยคแรก เป็นหย่าเซิ่งของศาลบุ๋นลัทธิขงจื๊อ ที่เป็นผู้พูด
เจ้าก็แค่ชั้นวางหนังสือสองขา ยกเอาคำพูดของอริยะปราชญ์มา เอ่ยอ้าง คิดจะโอ้อวดอะไรกับข้า
แน่นอนว่านางต้องกลัวคนที่มีฉายาว่าชิงจู่ผู้นี้ที่สุด แต่ก็รำคาญ เหตุผลผายลมสุนัขพวกนี้ที่สุดเหมือนกัน
จินหลี่ถาม “ไม่ทราบว่าครั้งนี้สหายชิงจู่มาเยือนจวนวารี มีอะไร จะชี้แนะหรือ?”
เฉินชิงหลิวยกชายแขนเสื้อขึ้น เอ่ยว่า “เดิมทีก็อยู่ว่างไม่มีอะไร ทำ แต่เจ้าก็พูดขนาดนี้แล้ว ก็จะให้เจ้าสมดังใจปรารถนา จะชี้แนะเจ้า สักคำสองคำ?”
จินหลี่หน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง เห็นเฉินชิงหลิวยกนิ้วขึ้น เห็นได้ ชัดว่าต้องการ ‘ชี้” มาที่หัวของตน
จินหลี่เดือดดาลอย่างหนัก มารดามันเถอะ รังแกกันเกินไปแล้ว ข้าขอสู้ตายกับเจ้า! จะดีจะชั่วก็ประมือกันสักกระบวนท่าก่อนแล้ว ค่อยมาพูดเรื่องไปเกิดใหม่ชาติหน้า…
โชคดีที่เจ้าของจวนวารีที่แท้จริงยังคงเป็นหวังจู ไม่ใช่จินหลี่
เฉินชิงหลิวประกบนิ้วแล้วหมุน จวนวารีทั้งแห่งก็หมุนจนเกิดเป็น น ้าวนขนาดใหญ่ยักษ์
หวังจูที่หน้าซีดขาวเล็กน้อยไม่แกล้งทำเป็นปิดด่านอีกต่อไป เดิน มาที่นี่ มานั่งลงข้างจินหลี่
เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งตารอดู ดูฟ้าดินเชื่อมโยง ใหม่เอี่ยมอีกครั้ง”
ถ ้าสวรรค์หลีจูในอดีต เมืองไหวหวงเขตหลงเฉวียนในทุกวันนี้ เรือนด้านหลังของร้านยาตระกูลหยาง หลังคาทรงเหลี่ยมเปิดอ้าซึ่ง เคยมีควันธูปมารวมกลุ่มกันเหมือนเปลวเพลิงลูกใหญ่ที่เผาไหม้