กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 68.1 พลทหารไร้ชื่อเสียง
แม้ยังไม่ถึงฤดูร้อนเต็มที่ แต่ฟ้าดินก็ร้อนอบอ้าวราวกับอยู่ในลัง นึ่งแล้ว ราชครูเฉินที่แอบอู้จากงานที่วุ่นวายเอนกายนอนบนเตียง หวาย ในมือถือพัดพับไผ่หยก โบกลมเบาๆ
ศิษย์พี่เหมาพาเฉินฉุนฮว่ามาถึงต้าหลี ได้ส่งจดหมายมาให้ ล่วงหน้าฉบับหนึ่ง บอกเฉินผิงอันว่าไม่จำเป็นต้องมาต้อนรับและมา ส่ง พวกเขาจะเดินดูกันเองก่อน เชื่อว่าเวลานี้ศิษย์พี่เหมากับเฉิน ฉุนฮว่าคงจะได้เจอกับผู้สอนคนใหม่ของสำนักศึกษาชุนซานอย่าง หม่าจานแห่งสายเหวินเซิ่งแล้ว
สถานะของหม่าจาน ภายในเวลาร้อยปีมีการเปลี่ยนแปลงครั้ง แล้วครั้งเล่า ตอนแรกก็ติดตามฉีจิ้งชุนไปสร้างสำนักศึกษาซานหยา ด้วยกัน กลายมาเป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดมรรคภายหลังก็ติดตามฉีจิ้ง ชุนไปอยู่ที่เมืองเล็กของถ ้าสวรรค์หลีจู หลังจากกลายเป็นผี ตอนแรก ก็ถูกศิษย์ผีชุยจัดการให้ไปคอยให้ความช่วยเหลือเฉาเกิงซินขุนนาง ผู้ตรวจการงานเตาเผาอย่างลับๆ ภายหลังมาเป็นคนเฝ้าศาลที่ศาลบุ รพกษัตริย์ของเมืองหลวงต้าหลี รอกระทั่งได้เจอกับเฉินผิงอัน ทุก วันนี้ก็ได้กลายมาเป็นผู้สอนสำนักศึกษาชุนซานแล้ว
หม่าจานที่มีสถานะคล้ายคลึงกับเหมาเสี่ยวตง ต่างก็เป็นลูกศิษย์ ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อของเหวินเซิ่ง วกวนอ้อมค้อม สุดท้ายก็ กลับมาที่สำนักศึกษา มาเป็นคนอบรมสั่งสอนให้ความรู้แก่ผู้อื่น
เฉินผิงอันอยากรู้มากว่าศิษย์พี่สองคนเจอหน้ากันแล้วจะคุยอะไร กัน คาดว่าน่าจะเป็นศิษย์พี่เหมาที่ด่าจนศิษย์พี่หม่าได้แต่นิ่งเป็นนก กระทาเลยกระมัง?
ทว่าความจริงกลับตรงกันข้าม เหมาเสี่ยวตงเจอกับหม่าจาน ฝ่ายหลังก็ชิงลงมือก่อนเพื่อความได้เปรียบ ด่าตัวเองก่อน บอกว่า ตัวเองหลงเดินทางผิดจริงๆ ผิดต่อคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ ละอาย ใจต่อความเชื่อใจของศิษย์พี่ฉี จากนั้นก็ด่าว่าเจ้าเหมาเสี่ยวตงยังสู้ ข้าหม่าจานไม่ได้ด้วยซ ้า เจ้าทรยศอาจารย์หันหลังให้หลักแห่งความ ถูกต้อง เฮอะ รองผู้อำนวยการสถานศึกษาหลี่จี้ ช่างเป็นขุนนางใหญ่ เหลือเกิน! เหมาเสี่ยวตงที่นิสัยแข็งกระด้างมาโดยตลอดกลับอีกๆ อักๆ อย่างที่หาได้ยาก ไม่เถียงคืน ไม่อธิบายและไม่ตอบโต้ บางทีอาจ รู้สึกใจฝ่อจริงๆ หรือบางทีอาจเป็นเพราะเสียใจกับเรื่องที่ศิษย์พี่หม่า ต้องระหกระเหินเร่ร่อนมาตลอดร้อยปี
ซ่งอวิ๋นเจียนที่ยืนอยู่ใต้ต้นท้อตาวาวด้วยความอยากได้ “ช่าง เป็นตัวอักษรที่สวยเหลือเกิน”
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ลายมือของราชครูหนุ่ม
ส่วนตัวอักษรของเฉินผิงอัน พูดไม่ได้ว่าไม่สวย แต่ดูระมัดระวัง อย่างเห็นได้ชัด หากจะให้พูดน่าฟังกว่านี้อีกสักหน่อยก็คือทำตาม กฎระเบียบอย่างเข้มงวด
เฉินผิงอันหัวเราะอย่างลำพองใจ “ลูกศิษย์ของข้ามอบให้”
ปีนั้นอาจารย์และลูกศิษย์มอบของขวัญให้แก่กัน เฉินผิงอันมอบ แผ่นไม้ไผ่แผ่นหนึ่งให้กับชุยตงซาน ชุยตงซานก็มอบพัดพับเล่มนี้ให้ เป็นของขวัญตอบแทนกลับคืน
โดยไม่ทันรู้ตัว ตนก็มีลูกศิษย์เยอะขนาดนี้แล้ว
ชุยตงซานที่เป็นเจ้าสำนัก เผยเฉียนที่ไม่ใช่ถ่านดำน้อยอีกต่อไป เฉาฉิงหล่างที่เหมือนบัณฑิตมากที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ของลูกศิษย์ สายเหวินเซิ่ง จ้าวซู่เซี่ยที่เรียนหมัดได้เหมือนเฉินผิงอันมากที่สุด กวอจู๋จิ่วที่กำลังวาดภาพดวงดาวกับหมอผีใหญ่ เติ้งเจี้ยนผิงที่เคยไป เยือนนครสุยเจี้ยเช่นเดียวกัน และยังมีหนิงจี่ที่เล่าเรียนหลักการ เหตุผลของอริยะปราชญ์จากในตำราอยู่ที่โรงเรียนของหมู่บ้าน หยวนหวงที่สะสางบุญคุณและความแค้นอย่างเด็ดขาดฉับไวเหมือน จอมยุทธ์
ลูกศิษย์ผู้สืบทอดกลุ่มที่ชุยตงซานรับมาใหม่ บวกกับลูกศิษย์ ของเผยเฉียน เจ้าใบ้น้อยที่อยู่ในร้านยาลุ้ย รวมไปถึงลูกศิษย์สองคน ของเติ้งเจี้ยนผิง…ที่แท้แม้กระทั่งลูกศิษย์ของลูกศิษย์ก็มีมากมาย ขนาดนี้แล้ว พวกเขาเจอตนก็ต้องเรียกว่าอาจารย์ปู่
หรงอวี๋นั่งอยู่ที่ราวรั้วใต้ชายคา น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นท่าน ราชครูมีอิสระและผ่อนคลายอย่างเต็มที่เช่นนี้
เฉินผิงอันถาม “ซากปรักพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเซียนทอง บรรพกาลที่ใบถงทวีปแห่งนั้น สรุปแล้วตกเป็นของใคร รู้ผลแล้วหรือ ยัง?”
หลังจากที่บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา ระหว่างฟ้าดินก็มี “ความประหลาดพิลึก” ปรากฏขึ้นมากมาย บ้างก็เป็นสมบัติหนัก ตระกูลเซียนที่เผยกายบนโลกอีกครั้ง บ้างก็เป็นซากปรักเก่าแก่ที่
เหมือนน ้าลดหินผุด กระจัดกระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ หนึ่งในนั้นก็ มีพื้นที่ลับบรรพกาลของใบถงทวีปแห่งนี้ ด้านในมีตราผนึกมากมาย ทั้งยังประหลาดมาก ผู้ฝึกตนใหญ่เข้าไปข้างในเหมือนจมปลักโคลน ถูกจำกัดทำอะไรก็ไม่คล่องตัวไปทุกเรื่อง เหมือนถูกรังเกียจชิงชัง ต้องกลับไปมือเปล่าเสมอหากใครคิดจะใช้วิชาอภินิหารหรือใช้สมบัติ อาคมฝืนแย่งชิงมา ก็จะต้องเจอกับการขับไล่จากค่ายกลใหญ่ที่ยัง หลงเหลืออยู่ ค่อนข้างคล้ายคลึงกับถ ้าสวรรค์หลีจูในอดีต ยิ่งผู้ฝึกตน ขอบเขตสูงเท่าไร กฎระเบียบก็ยิ่งเข้มงวดมากเท่านั้น
หรงอวี๋รายงานว่า “เพิ่งจะได้ข่าวมาว่าหวงถิงแห่งภูเขาไท่ผิง ได้รับโอสถของที่แห่งนั้น สำนักกุยหยกได้สถานที่แห่งนั้นไป ส่วน สมบัตินอกเหนือจากโอสถเซียนขวดนั้น สำนักกุยหยกไม่ได้มองเป็น ของของตน ไม่ได้กวาดรวบมาเป็นของตัวเองทั้งหมด กลับกันยัง ปล่อยให้คนมีวาสนามาช่วงชิงเอาไปด้วยตัวเอง แต่สำนักกุยหยกให้
เวลาจำกัดไว้ที่สามปี หลังจากนั้นสำนักกุยหยกจะปิดประตู สร้าง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง”
ซ่งอวิ๋นเจียนเอ่ย “เห็นได้ชัดว่าสำนักกุยหยกกำลังทำท่าให้ ราชครูของพวกเราดู รู้ว่าจะตะกละตะกลามเกินไปไม่ได้”
หากภูเขาลั่วพั่วไม่ได้สร้างสำนักเบื้องล่างไว้ที่ใบถงทวีป ป่านนี้
สำนักกุยหยกก็เป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียวไปนานแล้ว สำนักใบถงที่ใน อดีตมีหน้ามีตาอย่างถึงที่สุด ไม่มีเวลาพักรักษาตัวหลายร้อยปีก็อย่า หวังว่าจะฟื้นคืนพลังต้นกำเนิดกลับมาได้ หากโชคร้าย จะรักษา อักษรจงไว้ได้หรือไม่ยังบอกได้ยาก ส่วนเรื่องที่สำนักใบถงอยากจะ กลับคืนมาเป็นจวนเซียนผู้นำของทวีปอีกครั้ง นั่นก็คือเรื่องที่แม้แต่ ฝันก็อย่าคิดฝันเลย
ศาลาอยู่ใกล้น ้าได้ยลจันทร์ก่อน สำหรับเรื่องนี้สำนักกุยหยก ย่อมต้องช่วงชิงมาเป็นของตน ไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องอย่างแน่นอน
แล้วนับประสาอะไรกับที่ใบถงทวีปในทุกวันนี้ ขอแค่สำนักกระบี่
ชิงผิงไม่แย่งชิงกับพวกเขา ก็ไม่มีใครมีความกล้าและศักยภาพมาก พอที่จะงัดข้อกับสำนักกุยหยก
ชุยตงซานนั้นมีความคิด แต่เฉินผิงอันไม่มีความคิดเลย ถ้าอย่าง นั้นคนที่เป็นลูกศิษย์ก็ได้แต่เชื่อฟังอาจารย์เท่านั้น
แน่นอนว่าคือการไม่ลงมือทำภายนอกเท่านั้น
ในทางส่วนตัวชุยตงซานยังมีแผนการบางอย่าง เงื่อนไขก็คือหา ผู้ฝึกตน “หุ่นเชิด” ที่แปดอักษรสอดคล้องต้องกัน ชะตาชีวิตสูงศักดิ์
ร ่ารวยมาสักสองสามคน ดูว่าจะสามารถลวงให้ไปเสี่ยงดวงครั้งใหญ่ ได้กำไรกลับมาเป็นกอบเป็นกำหรือไม่ ผลคือรอกระทั่งได้ยินว่า หวงถิงก็ไปที่นั่น นางเองก็ไปเสี่ยงดวงเหมือนกัน
ชุยตงซานก็ถอดใจอย่างสิ้นเชิงแล้ว และความจริงก็พิสูจน์ให้ เห็นแล้วว่าอยู่ในใบถงทวีป ไม่ว่าใครก็อย่าคิดที่จะแข่งเรื่องดวงกับ หวงถิง
ในบางระดับแล้ว หวงถิง ซ่งพิ่น แน่นอนว่ายังมีเฮ้อเสี่ยวเหลียงอีก คน พวกนางถือเป็นคนประเภทเดียวกัน
ได้รับเงื่อนไขที่ดีเป็นพิเศษจากสวรรค์ ท่ามกลางความมืดมิดที่
มองไม่เห็นย่อมต้องมีความโปรดปรานและการให้ความดูแลที่ลี้ลับ มหัศจรรย์มากมายซึ่งไม่มีเหตุผลให้อธิบาย
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “แย่งชิงวาสนากับหวงถิง ก็คือการสร้างความ ลำบากใจให้ตัวเองจริงๆ”
ปีนั้นหวงถิงกลับจากใต้หล้าห้าสีมายังไพศาล กลับไปยังภูเขาไท่ ผิง สายสืบทอดทั้งสายเหลือแค่นางเพียงคนเดียวแล้ว
ภูเขาไท่ผิงที่กว้างใหญ่ไพศาล ควันธูปกระจัดกระจายได้ถึงขั้นนี้ เป็นเหตุให้หนึ่งคน คือหนึ่งภูเขาหนึ่งพื้นที่ประกอบพิธีกรรม อีกทั้งยัง เป็นภูเขาที่พังทลายย่อยยับด้วย
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มเอ่ย “หรือว่าโอสถเซียนขวดนั้น มีประสิทธิผล ที่ว่า “ผู้ที่กินยาได้บินทะยาน’ จริงๆ หรือ?”
หากเป็นเช่นนี้จริง ผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนและเซียนดินที่อยู่ทั้ง ในที่ลับและที่แจ้งจะไม่กันจนน ้าในหัวสมองกระจายเลยหรือ?
สร้างบินทะยานใหม่เอี่ยมคนหนึ่งมาจากความว่างเปล่า พื้นที่
ประกอบพิธีกรรมอักษรแห่งใดบ้างที่จะไม่หวั่นไหว?
หรงอวี๋กล่าว “โอสถเซียนขวดนั้น ว่ากันว่ามียาอยู่เก้าเม็ด หวงถิงได้ไปแล้วก็ไม่ค่อยใส่ใจสักเท่าไร นางยังคงเที่ยวเล่นไปตาม ภูเขาสายน ้าในซากปรักแห่งนั้นต่อไป เวลาผ่านไปแค่ไม่กี่วันนางก็ มอบโอสถให้คนอื่นไปหลายเม็ดแล้ว ก็ไม่รู้ว่าตอนที่หวงถิงกลับไปยัง ภูเขาไท่ผิงจะเหลือยาอยู่อีกกี่เม็ด”
เฉินผิงอันใช้พัดดันหน้าผาก สมกับเป็นหวงถิงอย่างมาก
ซ่งอวิ๋นเจียนรู้สึกแค่ว่าน่าเหลือเชื่อ ยากที่จะจินตนาการได้ว่าใน ฟ้าดินจะมีคนที่เป็นเช่นนี้และมีจิตแห่งมรรคาเช่นนี้
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างคาดเดา “คาดว่านางแค่อยากจะพิสูจน์เรื่อง ดวงของตัวเองเท่านั้น หากได้ยามาครองก็หมายความว่าดวงของนาง ยังอยู่ เรื่องของการสร้างภูเขาไท่ผิงขึ้นมาใหม่จะราบรื่นยิ่งกว่าเดิม และในใจนางก็จะรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ส่วนระดับขั้นของยาขวดนั้นกิน แล้วจะเป็นบินทะยานได้หรือไม่ นางกลับไม่ได้สนใจนัก”
ซ่งอวิ๋นเจียนไม่ค่อยเข้าใจ “กินโอสถเซียนแล้วเห็นผลทันตา ก็ จะบินทะยานได้ในทันทีนางจะไม่ยิ่งช่วยฟื้นคืนควันธูประบบสืบทอด ภูเขาไท่ผิงได้หรอกหรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว “คงเป็นเพราะหวงถิงรอคอยให้ “สวรรค์มาคิด หนี้” อยู่นานแล้ว ดังนั้นนางจึงไม่กล้า “เห็นของดีก็เก็บ” มากเกินไป เมื่อก่อนควันธูปของภูเขาไท่ผิงโชติช่วง หวงถิงยังทำตัวตามสบายได้ บ้าง แต่ทุกวันนี้ควันธูปและระบบสืบทอดผูกอยู่กับตัวนางคนเดียว นางจึงต้องระวังแล้วระวังอีก”
ซ่งอวิ๋นเจียนทอดถอนใจเอ่ยว่า “ก็เป็นสตรีที่มหัศจรรย์คนหนึ่ง”
เฉินผิงอันถาม “ทางฝั่งของหวงหลงซื่อ ยังไม่ยอมเล่าเรื่องบ้าน เกิดของเขาอีกหรือ?”
พูดให้ถูกต้องก็คือสถานที่ที่ถ ้าสวรรค์และพื้นที่มงคลเชื่อมติดกัน แห่งนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นบ้านเกิดที่แท้จริงของหวงหลงซื่ออะไร
หรงอวี๋พยักหน้าเอ่ย “รู้สึกว่าเขากำลังรอให้ราชครูเป็นฝ่ายเปิด ราคา แต่ยังมีรายละเอียดที่ควรค่าแก่การสนใจ เขาทยอยพูดถึงภูเขา ตี้เฝ่ยสามครั้ง บอกว่าที่นั่นมีปราณวิญญาณเข้มข้น คือสถานที่ให้ กำเนิดมังกร ค่อนข้างคล้ายกับใต้หล้าไพศาลของพวกเรา”
ใต้หล้ามืดสลัวก็มีภูเขาตี้เฝ่ยอยู่แห่งหนึ่ง คือพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมของเกากู
เฉินผิงอันครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็เอ่ยว่า “ไม่แน่ว่าข้าไปถึงที่นั่น อาจจะไปพักที่ภูเขาลูกนี้ก่อน”
ตามข้อตกลง เฉินผิงอันต้องให้การปกป้องมรรคาหลวี่เหยียน ครั้งหนึ่งในอนาคตให้หลวี่เหยียนจดจำ “อดีตชาติ” ของตัวเองได้ เฉินผิงอันจะเชื้อเชิญให้หลวี่เหยียนกลับมายังแจกันสมบัติทวีป สร้าง แท่นประกอบพิธีกรรมถ่ายทอดมรรคา สร้างสายสืบทอดของ “ฉุนห ยาง” ขึ้นมา
เมื่อเทียบกับการปิดภูเขาของภูเขาลั่วพั่ว การคัดเลือกคนอย่าง ละเอียดเฉกเช่นที่ผ่านมาของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงแห่งทักษินาตย ทวีปแล้ว ช่วงนี้การรวบรวมกำลังพลของสำนักกระบี่ชิงผิงใบถงทวีป ก็ถือว่าครึกครื้นอย่างมากแล้ว
ผ่านการแนะนำจากเฉินอิ่นกวาน คู่รักเซียนดินอายุน้อยสองคน อย่างเยี่ยนโฮ่วเต้าและเถียนเซียน ผู้ฝึกกระบี่ที่เดิมทีแค่หวังว่าตัวเอง จะได้เป็นเค่อชิงของสำนักกระบี่ชิงผิงกลับได้กระโดดข้ามเค่อชิงไป เป็นผู้ถวายงานโดยตรง
ส่วนหัวชิงกงผู้ฝึกกระบี่หญิงขอบเขตก่อกำเนิดก็กลายไปเป็น เค่อชิงของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง
สถานะเค่อชิงสบายกว่าผู้ถวายงานมาก เชื้อเชิญให้ใครมาแขวน ชื่อไว้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหนึ่งในวิธีการที่พรรคบนภูเขาใช้โอ้อวด ถึงเส้นสายผู้คนของตัวเองมากกว่า
แน่นอนว่าก็มีผู้ฝึกตนบางส่วนที่ใช้เป็นบันไดของความก้าวหน้า เพื่อสร้างชื่อเสียงแอบจ่ายเงินเพื่อสร้างกระแส บนภูเขาก็ถือเป็นเรื่อง ที่พบเห็นได้บ่อย
หัวชิงกงย่อมไม่อยู่ในกลุ่มคนประเภทนี้
จำต้องยอมรับว่าเรื่องราวมากมายที่เดิมทีต้องสิ้นเปลืองทรัพย์สิน เงินทองและความสัมพันธ์ผู้คน อีกทั้งยังไม่แน่เสมอไปว่าจะทำสำเร็จ ก็แค่เรื่องเล็กน้อยที่ต้องให้คนบางคนช่วยนำความไปบอกเท่านั้น
เฉินผิงอันเอ่ยเตือน “หรงอวี๋ เรื่องการเปิดสำนักก่อตั้งพรรคของ สายแผนภูมิดินคือเรื่องเร่งด่วน รอให้หยวนฮว่าจิ้งออกจากด่าน เจ้าก็ ไปเร่งเขาหน่อย”
แล้วฉินผิงอันก็เอ่ยเสริมมาอย่างรวดเร็วว่า “บอกกับซึ่งชวี่และ หยวนฮว่าจิ้งไว้ก่อนว่าให้เหนียนซินเป็นผู้คุมกฏ เรื่องนี้ไม่มีอะไรให้ ต้องปรึกษากันแล้ว”
หรงอวี๋จดจำไว้แล้ว
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “คราวหน้าสามารถถามอวี่สืออู้ได้ว่าอยากเป็น ขุนนางไหม การปลีกตัวระดับเล็กคืออยู่ในป่าเขา ปลีกตัวระดับกลาง คืออยู่ในตลาด ส่วนปลีกตัวระดับใหญ่ต้องกลมกลืนอยู่ในราชสำนัก”
หากอวี่สืออู้ไม่เข้าร่วมการสอบเคอจวี่เข้าเป็นขุนนางโดยตรง ก็ จะถือว่าไม่ได้มาจากเส้นทางที่ถูกต้อง แม้อาจจะเป็นที่ต้องสงสัยว่า เป็น “ขุนนางที่ได้ตำแหน่งมาจากเส้นสาย” แต่รองเจ้ากรมจ้าว จ้าว
เหยาก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ ทุกวันนี้เขาที่อยู่ในวงการขุนนางก็มี ฉายาที่ผิดๆ ว่า “จ้าวแห่งกรมอาญา” แล้วไม่ใช่หรือ
หรงอวี๋ยิ้มอย่างรู้ใจ “ได้เลย จะโน้มน้าวให้เขาตอบตกลง”
ตัวเลือกขุนนางที่จะมาเป็นผู้ดูแลการสอบระดับเมืองหลวงในการ สอบปีเจี่ยเฉินนี้ ราชสำนักยังไม่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจ้าวตวน จิ่นเพิ่งจะออกจากตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการ
เฉินผิงอันยังไม่หน้าหนาพอที่จะเป็นคนออกข้อสอบ เป็นอาจารย์ ผู้คุมสอบและตัดสินข้อสอบ เป็น “อาจารย์” ที่เหล่าจิ้นซื่อผู้สอบใหม่ หลายร้อยคนมีร่วมกัน
พริบตานั้นในใจของเฉินผิงอันก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ขมวด คิ้วน้อยๆ หันหน้าไปมองยังทิศทางของมหาสมุทรบูรพา เนิ่นนานก็ยัง ไม่ถอนสายตากลับมา
ซ่งอวิ๋นเจียนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของจวนราชครู ถามว่า “ราชครู เกิดอะไรขึ้น?”
การรับสัมผัสระหว่างคนฟ้าของผู้ฝึกตนใหญ่ ส่วนใหญ่มักจะ แม่นยำเสมอ
อย่างเช่นเทียนซือผู้เฒ่าของภูเขามังกรพยัคฆ์ที่คุณูปการบุญ กุศลสมบูรณ์ล้น เล่าลือกันว่าเขาอยู่ในขอบเขตที่เมื่อมีความรู้สึก ย่อมเกิดการตอบสนองแล้ว
เฉินผิงอันเอ่ย “มีคนได้ชุดคลุมอาคมตัวหนึ่งไป”
ซ่งอวิ๋นเจียนถามอย่างประหลาดใจ “ชุดไหน?”
ได้ชุดคลุมอาคมระดับขั้นเท่าใดถึงได้ทำให้ราชครูเฉินใส่ใจ ขนาดนี้
เฉินผิงอันไม่อยากจะแพร่งพรายความลับสวรรค์มากนัก เพียง แค่เอ่ยชื่อสองชื่อ “มีความเกี่ยวข้องกับโจวมี่และเซียวสวิ้น”
ซ่งอวิ๋นเจียนสะดุ้งด้วยความตกใจ
หรงอวี๋เอ่ยอย่างระมัดระวัง “ราชครู เรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับ เรื่องไม่น้อย พวกเราต้องส่งคนไปดูสถานการณ์หน่อยหรือไม่?”
เฉินผิงอันส่ายหน้ากล่าว “ช่างเถอะ ของชิ้นนี้ไม่ธรรมดา ยิ่งฝืน จงใจมากเกินจะยิ่งผิดพลาด”
บทพิเศษ ตอนที่ 68.2 พลทหารไร้ชื่อเสียง
ก่อนหน้านี้ลู่เฉินทุ่มเทความคิดอย่างสุดกำลังความสามารถ ตามหา “หนิงจี๋” อย่างอยากลำบาก ก็คือกรณีตัวอย่าง
หาเจอแล้ว จึงจะเป็นความสงบสุขที่เป็นสิริมงคล (หนิงจี๋)
แต่ก่อนที่จะหา “หนิงจี๋” เจอที่เมืองหลวงแคว้นอวี้เซวียน ด้วย ความสามารถและความอดทนของลู่เฉิน ก็ยังคงคลาดกับ “หนึ่ง” นี้
ไปอยู่หลายครั้ง
นี่ก็น่าจะเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘มหามรรคามีห้าสิบ แต่ฟ้าดำเนิน ไปเพียงสี่สิบเก้ามนุษย์หลบเร้นหนึ่งนั้นไว้
หากมีโอกาส ในอนาคตจะต้องไปเยือนด้วยตัวเองสักรอบ
อยู่ดีๆ เฉินผิงอันก็นึกถึงหนึ่งในสองภาพเหตุการณ์ที่หนิงจี๋ฝัน เห็นขึ้นมา มีผู้ฝึกตนเด็กหนุ่มจากเปลี่ยวร้างคนหนึ่งผลัดหลงเข้าไป ใน “เรือนไพศาล” ที่โจวมี่ทิ้งไว้
ส่วนความฝันที่สองของเด็กคนนั้น ก็คือฝันเห็นว่าอาจารย์ของ ตัวเองไปที่สนามรบของเปลี่ยวร้าง จับมือร่วมกับใบถงทวีปไปเอาคืน เปลี่ยวร้าง
การตีความความฝันของชุยตงซาน มีความคิดสร้างสรรค์แปลก ใหม่ไม่เหมือนใคร
เขาบอกว่าความหมายของความฝันนี้ก็คือการหยุดพักรบและ การประนีประนอมระหว่างความเป็นเทพกับความเป็นสัตว์ สุดท้าย มอบโอกาสให้ความเป็นมนุษย์ที่เปราะบางอ่อนแอซึ่งอยู่ตรงกลางได้ พักหายใจหายคอ
มีคนมาเยือน แต่กลับยืนอยู่นอกประตูเมืองของเมืองหลวง ใช้วิธี รวมเสียงให้เป็นเส้นพูดคุยกับเฉินผิงอันที่อยู่ในจวนราชครูโดยตรง
คือผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางของใบถงทวีป อู๋ซู
อู๋ซูพูดเข้าประเด็นโดยตรง “มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งสอนข้าครึ่งหมัด ยังบอกอีกว่าเหลืออีกครึ่งหมัดสามารถมารับจากราชครูเฉินได้”
เฉินผิงอันไม่รู้ว่าการกระทำนี้ของเจียงเซ่อหมายความว่าอย่างไร แต่ให้อู๋ซูยืนอยู่นอกเมืองก็ถือว่าไม่ถูกหลักมารยาท ไม่ใช่วิธีการ รับรองแขกของต้าหลี จึงเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายเข้ามาพูดคุยรำลึก ความหลังกันในจวนราชครู
อู๋ซูเพิ่งเคยมาเยือนแจกันสมบัติทวีปเป็นครั้งแรก หนึ่งเพราะมี เรื่องอยากจะขอร้องคนอื่นจึงเป็นแขกที่ตามใจเจ้าบ้าน อีกอย่างก็คือ อีกฝ่ายอายุน้อย ทว่าขอบเขตวิถีวรยุทธกลับสูงกว่า
หรงอวี๋ไปต้อนรับที่หน้าประตูจวนราชครู
ซ่งอวิ๋นเจียนที่มีฐานะเป็นหุนเจ่อของเมืองหลวงสัมผัสได้ถึงภาพ บรรยากาศที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังอย่างถึงที่สุดของผู้ฝึกยุทธท่านนั้นได้ ในทันที จึงถามว่า “ใครกัน ช่างมีพลังอำนาจยิ่งใหญ่เหลือเกิน”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “คืออู๋ซู อู่เซิ่ง (เทพแห่งการต่อสู้) แห่งใบถง ทวีป”
หากเปลี่ยนคำกล่าวใหม่ก็คือถูกเจียงเซ่อต่อยมาครึ่งหมัด แล้ว ยังถูกเขาสั่งให้มาที่เมืองหลวงต้าหลี มารับหมัดอีกครึ่งหนึ่งจากเฉิน ผิงอัน
เพียงไม่นานหรงอวี๋ก็พาอู๋ซูมาที่เรือนด้านหลัง เฉินผิงอันลุกขึ้น ยืนอยู่นานแล้ว วางพัดพับไว้บนเก้าอี้หวาย เดินลงบันไดมาต้อนรับ
เจอหน้ากันแล้ว ต่างคนต่างกุมหมัด คนหนึ่งเรียกว่าราชครูเฉิน อีกคนเรียกด้วยความเคารพว่าอู๋อู่เซิ่ง
อู๋ซูสีหน้าไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับรู้สึกตะขิดตะขวง
ฉายาว่า “อู่เซิ่ง” นี้ ไม่ใช่อู๋ซูตั้งเอง แต่เป็นคำกล่าวที่บนภูเขา ใบถงทวีปพูดถึงเขา
ในเมื่อในทวีปไร้ผู้ต่อกร อู๋ซูก็เริ่มท่องเที่ยวไปทั่วแปดทวีปของ ไพศาล แล้วจึงไปเยือนเปลี่ยวร้างมารอบหนึ่ง รอกระทั่งพาตัวไปอยู่ ในสนามรบอย่างแท้จริง อู๋ซูถึงเพิ่งค้นพบว่าวิชาหมัดและวิชาหอก ของตัวเองไม่พอให้ใช้ ห่างจากขอบเขตที่ประสบความสำเร็จใหญ่ใน ใจของตนไปอีกไกลมาก รอกระทั่งอยู่ดีไม่ว่าดีก็โดนต่อยครึ่งหมัด นอนอยู่บนพื้นนานเป็นพักใหญ่ก็ยังลุกขึ้นไม่ได้ หลังจากอู๋ซูรู้สถานะ ของอีกฝ่ายแล้วก็รีบเดินทางมาที่แจกันสมบัติทวีปทันที
ไพศาลกับเปลี่ยวร้างสองฝ่ายคุมเชิงกัน เพราะเจิ้งจวีจงสอดขา เข้าแทรก จึงถือเป็นการลั่นกลองรบถอนทัพชั่วคราว สามารถพักตั้ง หลักกันได้เล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เปลี่ยวร้างตั้งขบวนทัพใหญ่โตขนาดนั้น คิดอยากจะ ทำการจับตะพาบในอ่างกับกองทัพฝีมือดีของไพศาล ต้องการให้ทาง ฝั่งของไพศาลกำลังถดถอยซ ้าแล้วซ ้าอีกผลคือถูกอิ่นกวานก่อกวน ได้ยินมาว่าเขาเป็นราชครูของราชสำนักต้าหลีแล้ว กินอิ่มว่างงานไม่ มีอะไรทำ ก็เลยชอบมาขี่มาอึรดหัวเปลี่ยวร้าง?
การที่เฉาจู่สามารถว่างงานจนปลีกตัวออกไปจากเปลี่ยวร้าง ไป ท่องเที่ยวแจกันสมบัติทวีปได้ ก็ถือว่าได้อานิสงส์จากเรื่องนี้ไปด้วย
เฉินผิงอันเอ่ย “เรื่องของครึ่งหมัด สามารถปรึกษากันได้”
อู๋ซูเองก็เข้าใจความนัยได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย “ราชครูเฉินเปิด ราคามาได้เลย”
อันที่จริงเขาไม่มีพื้นที่เหลือให้ต่อรองราคา หวังเพียงว่าเฉินผิง อันจะไม่เป็นสิงโตอ้าปากกว้าง อย่างเช่นบอกให้เขาไปรับงานที่
กองทัพต้าหลี
เฉินผิงอันถาม “ทางฝั่งของศาลบุ๋น?”
อู๋ซูกล่าว “ข้ามีอิสระในตัวเอง รับหมัดครึ่งหมัดแล้ว จะกลับ เปลี่ยวร้างไปเมื่อไหร่เทียบกับผู้ฝึกตนใหญ่เหล่านั้นแล้ว ข้าค่อนข้าง จะทำได้ตามใจ”
ความนัยนอกเหนือจากคำพูดประโยคนี้ก็คือ ต่อให้ศาลบุ๋นไม่ได้ เรียกร้องอย่างชัดเจน อู๋ซูก็ยังเตรียมจะกลับสนามรบของเปลี่ยวร้าง อยู่ดี
เฉินผิงอันเอ่ย “รอให้ข้าเจอกับเฉาจู่แล้วค่อยประมือกับท่าน การ ถามหมัดครั้งนี้ เชื่อว่าคงไม่ให้ท่านรอนานนัก ส่วนค่าตอบแทน ก็ รบกวนให้หลังจากท่านกลับเปลี่ยวร้างไป ให้รับหน้าที่เป็นอาจารย์ สอนวรยุทธสักสี่ห้าปี จะเลือกที่ราชสำนักต้าหลีหรือราชสำนักแคว้น ต้าโซ่วซึ่งเป็นแคว้นใต้อาณัติของพวกเราก็ได้”
อู๋ซูโล่งอก เขาเลือกอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าจะไปที่กองทัพ ชายแดนต้าโซ่วก็แล้วกัน”
เดิมนึกว่าราคาที่เฉินผิงอันเรียกจะทำให้ลำบากใจเสียอีก คิดไม่ ถึงว่าจะเป็นการเอาผลประโยชน์ส่วนตัวไปช่วยส่วนรวม? ไม่เสียแรง ที่เป็นราชครูต้าหลี
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้”
หรงอวี๋มองอู่เซิ่งแห่งใบถงทวีปท่านนี้ หากอู๋ซูไปที่กองทัพ ชายแดนต้าโซ่ว ในนามย่อมต้องสอนวรยุทธ แต่แท้จริงแล้วกลับ กลายมาเป็นพันธมิตรตามธรรมชาติของราชครูหลิวเร่าแน่นอนว่า ปรมาจารย์อู๋ซูที่ใช้ชีวิตดุจนกกระเรียนที่โบยบินอย่างอิสระมาโดย ตลอด ในบางระดับแล้วก็ถูกทวีปต่างๆ ของไพศาลคิดว่าลงเรือของ ราชสำนักต้าหลีไปโดยปริยายแล้วนอกจากนี้ในอนาคตหากอู๋ซู
อยากจะหาใครมาถามหมัดด้วยอีก อยากจะขัดเกลาวรยุทธของ ตัวเอง แสวงหาขอบเขต “เทพมาเยือน” ของขั้นปลายทาง จะไม่ใช่ว่า เป็นเรื่องที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้าอยู่ใกล้เพียงตรงหน้า น ้ามาลำคลอง ก่อกำเนิดหรอกหรือ?
อู๋ซูกุมหมัดบอกลา “ราชครูเฉิน ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะรอฟังข่าวอยู่ ในเมืองหลวงแล้วกัน”
เฉินผิงอันกุมหมัดคารวะกลับคืน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “รักษาอาการ บาดเจ็บให้ดีเสียก่อน”
อู๋ซูหรี่ตาลง “ต่อให้รับหมัดตอนนี้ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะรับไม่ ไหว”
เฉินผิงอันกล่าว “เกรงว่าคงต้องตัดคำว่า “ไม่แน่เสมอไป’ ออกไป”
อู๋ซูเงียบไม่เอ่ยอะไร ยังคงค้างในท่ากุมหมัด สายตาฉายประกาย ร้อนแรง จับจ้องมองหนึ่งในเทพแห่งการต่อสู้ใหม่ที่อายุน้อยมากผู้นี้
เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีเฉาสือที่เป็นคนวัยเดียวกับเขาอีกคน
เฉินผิงอันทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ต้องรีบ ร้อนคือเรื่องจริง”
อู๋ซูจากไปแล้ว ซ่งอวิ๋นเจียนก็อดไม่ไหวเอ่ยสัพยอกว่า “ผู้ฝึก ยุทธอย่างพวกเจ้านี่นะ”
สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยประโยคหลังออกมา แต่ละคนก่อนจะฝึกหมัด ต้องฝึกฝีปากกันมาก่อนแน่ๆ
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “ราชครูเฉิน ข้าเก็บคำถามไว้หลายข้อ สามารถถามรวดเดียวเลยได้ไหม?”
เฉินผิงอันเอนกายนอนบนเก้าอี้หวาย รวบพัดพับเข้าด้วยกัน เอามาตีฝ่ามือเบาๆ เอ่ยว่า “ถามมาได้เลย”
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “ทำไมกวอจู๋จิ่วถึงได้เป็นคู่ปรับของเผยเฉียน?”
เฉินผิงอันหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “ตอนที่พวกนางสองคนยังเด็ก แล้วมาเจอกัน เผยเฉียนไม่เคยชินกับนิสัยการพูดจาของกวอจู๋จิ่ว”
มีแค่เผยเฉียนที่ไหน เซี่ยโก่วเองก็ตามความคิดของกวอจู๋จิ่วไม่ ทันเหมือนกันไม่ใช่หรือ? หนิงเหยานิสัยดีแค่ไหน บางครั้งก็ยังต้องลง มือกับกวอจู๋จิ่ว
ซ่งอวิ๋นเจียนปลุกความกล้าถามว่า “ในช่วงเวลาที่เป็นนักบัญชี อยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยนราชครูเฉินเคยคิดจะฆ่ากู้ช่านไหม?”
เฉินผิงอันตอบอย่างตรงไปตรงมา “ไม่เคย”
หรงอวี๋ขมวดคิ้วมุ่น กำลังจะเปิดปาก เฉินผิงอันกลับโบกพัดพับ บอกเป็นนัยว่าไม่ต้องห้ามสหายอิงหนิงผู้นี้
ซ่งอวิ๋นเจียนถามอีก “ในช่วงเวลาที่อยู่กำแพงเมืองปราณกระบี่
เพียงลำพัง ในใจของเฉินอิ่นกวานเคยรู้สึกเสียใจภายหลังบ้างไหม?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่ลังเล “ไม่เคย”
ซ่งอวิ๋นเจียนถามอีก “หากปีนั้นได้ครอบครองภูเขาทั้งหลาย เป็น เจ้าของที่ดิน ไม่ได้เลือกจะออกไปจากเมืองเล็ก จะยังมีวันนี้ได้ไหม?”
เฉินผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง ใช้เวลาครุ่นคิด ก่อนเอ่ยว่า “ไม่รู้ เหมือนกัน”
ไม่ใช่ว่าเฉินผิงอันคือหนึ่งนั้น ถึงได้เดินมาถึงวันนี้
แต่เป็นเพราะเฉินผิงอันเดินมาถึงวันนี้ ถึงได้กลายเป็นหนึ่งนั้น
คนรุ่นเยาว์ของเมืองเล็กในปีนั้น ทุกคนต่างก็เคยนั่งบนโต๊ะเดิม พันตัวนั้น ใครก็ล้วนมีโอกาสที่จะชนะการเดิมพันทั้งหมด
เงียบกันไปครู่หนึ่ง ลมเย็นพัดโชยมาเป็นระลอกอยู่ในลานบ้าน ดอกท้อดอกหนึ่งร่วงหล่นลงมาช้าๆ พอถูกลมพัดก็พลิ้วไสวไปตาม สายลม
เสียงเปิดหนังสือดังเป็นระลอกอยู่ในห้องทำงานมากมายของจวน ราชครู เสียงแกรกกรากจากปลายพู่กันของเหล่าเลขาธิการฝ่ายบุ๋น เสียงวางเม็ดหมากบนกระดานหมากใต้ต้นสน เสียงถอนหายใจเบาๆ ยามว่างจากงานในห้องครัว เสียงน ้ากระทบกันจากปลาน้อยที่
กระโดดพ้นผิวน ้าแล้วลงไปใต้น ้าอีกครั้งของสระในลานบ้าน เสียง ฝีเท้าก้าวเดินของคนที่ร้อนใจมารอราชครูเรียกพบบริเวณใกล้กับ ผนังบังตา
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “ราชครูเฉินเคยรู้สึกหวั่นไหวสักชั่วครู่ชั่วยาม กับสตรีนอกเหนือจากเซียนกระบี่หนิงบ้างหรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “คำถามผายลมสุนัขอะไรกัน”
หวงหลงซื่อกำลังประลองหมากล้อมกับหลินโส่วอี
เมื่อก่อนกวอจู๋จิ่วมักจะมาร่วมวงความครึกครื้นที่นี่เสมอ แต่ ตอนนี้ยุ่งอยู่กับการช่วยหมอผีใหญ่วาดภาพดวงดาว นางค่อนข้าง ลุ่มหลงก็เลยไม่มาแล้ว
ตอนหวงหลงซื่ออยู่ที่บ้านเกิดที่แท้จริงของเขาเคยท่องจำ “แบบ แผนตายตัว” มากกว่าพันแบบ
ในพื้นที่มงคลที่เขามองเป็นต่างบ้านต่างเมืองแห่งนั้น สามารถ พูดได้ว่าไร้คู่แข่ง ฉีไต้จ้าว ผู้เล่นระดับแคว้นของในท้องถิ่น เมื่อมา เจอกับหวงหลงซื่อก็เรียกได้ว่าไร้เรี่ยวแรงให้วางมาด เล่นหมากล้อม กับคนที่ไร้ชื่อเสียงอย่างเขา แรกเริ่มมักจะพ่นลมออกจากจมูกด้วย ความดูแคลน รู้สึกว่าเจอคนฝีมือห่วยแตกที่หวังสร้างชื่อเสียง จอมปลอม แต่ตอนหลังก็มักจะขมวดคิ้วมุ่น ไม่กล้าประมาท จนถึง ภายหลังที่ยิ่งนานก็ยิ่งลังเลตัดสินใจไม่ได้ ถือหมากไว้ไม่กล้าวาง สุดท้ายพ่ายแพ้อย่างน่าประหลาดใจ ไม่ว่าจะทบทวนกระดานหมาก อย่างไรก็ไร้ประโยชน์
ผลคือรอกระทั่งมาถึงที่ใต้หล้าไพศาลแห่งนี้ เข้ามาในจวน ราชครูแห่งนี้ แม้หวงหลงชื่อจะเล่นหมากล้อมอย่างไม่
กระโตกกระตาก แต่แท้จริงแล้วในใจเหมือนคลื่นถาโถม เพราะเขา ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าการชิงลงมือก่อนของหลินโส่วอี มีทั้ง แบบแผนตายตัวแปลกประหลาดที่ลุ่มลึกและประณีตอย่างยิ่ง แล้วก็มี การวางแผนที่ตอนแรกดูธรรมดา แต่แท้จริงแล้วแฝงพลังมหาศาล หนักแน่นและทรงอำนาจ วิธีแก้สถานการณ์รูปแบบตายตัวของหวง หลงซื่อ ก็ดูเหมือนจะไม่ต้องใช้ความคิดเท่าใดนัก
ดูเหมือนว่ารูปแบบไม่เหมือนกัน แต่หลักในการเล่นหมากล้อม ในส่วนที่ลึกที่สุดกลับเหมือนกัน ทว่าหลินโส่วอียังคงบอกว่าฝีมือการ เล่นหมากล้อมของตัวเองธรรมดา ไม่ถือว่าเป็นยอดฝีมือ
เห็นได้ชัดว่าเฉินผิงอันอยากรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีของพื้นที่
มงคลแห่งนั้นมาก แต่หวงหลงซื่อยึดหลักที่ว่าของหายากควรจะรอ ขายเมื่อได้ราคาดี
เล่นกันไปถึงช่วงกลางกระดาน อันที่จริงหวงหลงซื่อเป็นคนคุย เก่งมาก น่าเสียดายที่หลินโส่วอีคือน ้าเต้าตัน
หวงหลงซื่อถาม “ในบรรดาผู้ฝึกลมปราณของพวกเจ้า กวอจู๋จิ่
วคือตัวประหลาดหรือคนปกติ?”
หลินโส่วอีคืบเม็ดหมากค้างไว้กลางอากาศ มองกระดานหมาก ล้อม เอ่ยว่า “หากเป็นเรื่องขอบเขตหรือโชควาสนา นางไม่ถือเป็น พวกตัวประหลาด”
หวงหลงซื่อยิ้มถาม “นอกจากนั้นล่ะ?”
หลินโส่วอีเอ่ย “ในเรื่องของการคิดคำถาม นางค่อนข้าง คล้ายคลึงกับหลี่เป่าผิง”
หวงหลงซื่อถาม “หลี่เป่าผิงคือใคร?”
หลินโส่วอีเอ่ย “คือสหายร่วมเรียนของข้า”
เห็นหวงหลงซื่อตั้งท่าจะซักไช้ต่อ หลินโส่วอีก็ย้อนถามด้วย รอยยิ้มว่า “ทำไม อาจารย์หวงอยากจะแย่งลูกศิษย์จากเฉินผิงอัน หรือ?”
หวงหลงซื่อเพียงยิ้มรับ “วิถีแห่งการศึกษาเล่าเรียน มีการเรียนรู้ มีการตั้งคำถาม ก็แค่ต้องขัดเกลาเหมือนการแกะสลักและขัดหิน เท่านั้น”
หวงหลงซื่อมักจะเอ่ยคำพูดประหลาดที่พวกซ่งอวิ๋นเจียนและ หลินโส่วอีต่างก็ไม่สนใจ ความรู้บางอย่างเหมือนนกฮูกที่ต้องพ้นยาม สนธยาไปก่อนถึงจะปรากฏตัว แล้วยังพูดถึงภาพและตัวเลขบางอย่าง อธิบายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรกับขอบเขต รวมถึง ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและสิ่งที่อยู่ริมขอบ
มีเพียงกวอจู๋จิ่วคนเดียวที่ค่อนข้างใส่ใจ มีแต่นางที่ฟังแล้วก็พูด ความคิดบางอย่างของตนออกมา และไม่นานก็ใจลอย รอกระทั่งหวง หลงซื่อพูดคุยถึงหัวข้อที่ตัวเองสนใจต่ออีกครั้ง นางก็เอ่ยคล้อย ตามมาอีกสองสามประโยค อย่างเช่นนางจะพูดถึงคำศัพท์และคำพูด บางอย่างที่พวกหลินโส่วฟังแล้วมักจะปล่อยผ่านไป อย่างเช่นว่าวิธี
ลัดเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉลาดแกมโกงก็มีเพียงเท่านั้น การแสวงหา หลักประกันก็เหมือนวิมานลอยฟ้า ทั้งหมดเป็นเพียงการเล่นกับ ถ้อยคำ หากจะไปหาสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นแบบแผนตายตัวและ แม่นยำก็เท่ากับตักน ้าใส่ตะกร้า
หวงหลงซื่อฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นความคิดเฉพาะตัวของกวอจู๋จิ่ว หรือว่าผู้ฝึกตนส่วน
หวงหลงซื่อฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นความคิดเฉพาะตัวของกวอจู๋จิ่ว หรือว่าผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในใต้หล้าไพศาลที่ต่างก็คิดกันแบบนี้เป็น ปกติ
แม้ว่าทุกครั้งจะมีสีหน้าไร้อารมณ์ แต่อันที่จริงหวงหลงซื่อที่ฟังอยู่ แทบจะหลั่งน ้าตา
ร่อนเร่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองมานานหลายปีขนาดนี้ ในที่สุดคนอื่น ก็สามารถพูดคุยเรื่อง “วิชาความรู้” กับเขาได้ ไม่รู้สึกว่าเขาแสร้ง พูดจาให้คนอื่นตกใจกลัว
คนที่ยืนมองหมากล้อมอยู่ใกล้เคียงมีแค่คนเดียวเท่านั้น ก็คือจ้าว จู้เลขาธิการฝ่ายบุ๋นที่ออกจากห้องทำงานมาสูดอากาศบริสุทธิ์เพียง ลำพัง
บทพิเศษ ตอนที่ 68.3 พลทหารไร้ชื่อเสียง
เขาทำท่าหมายมั่นปั้นมือ “อาจารย์หวง ข้าเองก็เคยอ่านตำรามา หลายเล่ม ทั้งของสามลัทธิเก้าสำนัก เมธีร้อยสำนัก ไม่มีอะไรที่ไม่เคย อ่าน ไม่สู้พวกเรามาคุยกันหน่อยดีไหม?”
หวงหลงซื่อมองจ้าวจู้ที่มีท่าทางฮึกเหิมกระตือรือร้น หัวเราะร่วน เอ่ยว่า “นอกจากบ่นแล้ว เกรงว่าพวกเราคงคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก”
จ้าวจู้ถูกพูดแทงใจดำ สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็นหม่นหมอง หน้าตา บูดบึง ถอนหายใจแล้วเดินจากไป
อวี๋สืออู้ที่เพิ่งจะไปเป็นขุนนางจดบันทึกชั่วคราวก็มาชมหมาก ล้อมที่นี่โดยไม่พูดไม่จาเช่นกัน
มองแผ่นหลังของจ้าวจู้ที่เดินกลับห้องทำงานไป เลขาธิการ ฝ่ายบุ๋นที่สามารถเข้ามาอยู่ในจวนราชครูได้ มีใครบ้างที่ไม่ใช่ลูกรัก แห่งสวรรค์ในท้องถิ่น? ใครที่ไม่มีคุณสมบัติจะอวดดีเพราะมี ความสามารถ?
หวงหลงซื่อยิ้มถาม “ยินดีกับสหายอวี่ด้วย”
อวี๋สืออู้ถาม “ยินดีด้วยเรื่องอะไร?”
หวงหลงซื่อกล่าว “ปลีกตัวใหญ่คือการปลีกตัวอยู่ในราชสำนัก อย่างไรล่ะ”
อวี๋สืออู้หลุดหัวเราะพรืด
หมากกระดานนี้วางได้ช้า ต่างคนต่างครุ่นคิดยาวนาน
ก็ไม่ถือว่าแปลกประหลาดสักเท่าไร หมากล้อมที่น่าตื่นตาตื่นใจ บนภูเขาในประวัติศาสตร์ของไพศาล ใช้เวลาเล่นกันหลายปีหรือ แม้กระทั่งร้อยปีก็ยังมี
ถึงขั้นที่ว่ามีสถานการณ์ที่สองฝ่ายเล่นจากขอบเขตหนึ่งไปถึง ขอบเขตเซียนเหรินกระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยังเล่นไม่เสร็จ
คนหนึ่งในนั้นก็คือบินทะยานใหม่ของทักษินาตยทวีป ดูจาก ท่าทางแล้วก็คือรอให้อีกคนพิสูจน์มรรคา
อวี๋สืออู้ไปที่ห้องครัวแล้วยกชามข้าวมาที่นี่เสียเลย กินพลางชม หมากล้อมไปด้วย
เพียงไม่นานพวกเลขาธิการฝ่ายบุ๋นก็พากันเลิกงานแล้วกลับ บ้าน อวี๋สืออู้เอาชามข้าวไปคืนที่ห้องครัว กลับห้องทำงานไปจัดการ งานที่คั่งค้าง พอพวกเชียวสิง โต้วโค่วจากไปไม่มีการพูดจาเหน็บ แนมประชดประชันกัน ไม่มีเสียงทะเลาะที่ตรงไปตรงมา ในห้องจึง ค่อนข้างเงียบสงบ อวี๋สืออู้มองสบตากับสวินชวี่ ผู้ชายตัวโตสองคน เห็นได้ชัดว่าต่างก็คิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ อยู่บ้าง
กลางดึกผู้คนเงียบสงัด หวงหลงซื่อเอาชนะหมากกระดานนี้มา ได้ หลินโส่วอีกลับไปอ่านตำราต่อ
จวนราชครูเหลือแค่แสงสว่างในห้องทำงานไม่กี่ห้องเท่านั้น
จ้าวจู้เลขาธิการฝ่ายบุ๋นที่อยู่ในจวนราชครูมาสิบห้าปีแล้วผู้นี้ ไม่ เหลือปณิธานใดๆ ให้เอ่ยถึงอีกแล้ว
ทุกครั้งที่เลิกงาน จ้าวจู้มักจะเป็นคนสุดท้ายที่ออกไปจากจวน ราชครูเสมอ ยุ่งอยู่กับการทำงาน? ไม่ใช่เลย ไม่ใช่เลย ถึงอย่างไรก็ เป็นชายโสด กลับไปที่พักก็ต้องนอนอย่างเดียวดาย ไม่สู้อ่านตำรา เบ็ดเตล็ดอยู่ในจวนราชครู ยังได้กินอาหารมื้อดึกมื้อหนึ่งด้วย ไยจะ ไม่ยินดีอยู่ต่อเล่า?
รอกระทั่งราชสำนักต้าหลีมีราชครูคนใหม่ สำหรับจ้าวจู้แล้ว การ เปลี่ยนแปลงที่มากที่สุดก็คืออาหารของจวนราชครูถูกปรับปรุงให้ดี ขึ้นไม่น้อย และแม่ครัวคนใหม่ก็อ่อนโยนน่าหลงใหลอย่างมาก
เวลาถึงสิบห้าปีเต็มเชียวนะ ปีนั้นหากไม่เป็นเพราะมาอยู่ที่นี่
เพราะหวังเดินทางลัดหวังก้าวหน้าในวงการขุนนาง แต่เลือกที่จะ ค่อยๆ ป่ายปืนอยู่ในที่ว่าการแห่งเดิม ก็คือต้องนั่งเก้าอี้เย็น ก็คือหัว หมูหัวหนึ่ง แต่ก็ควรจะกลายเป็นขุนนางขั้นหกได้แล้ว
จ้าวจู้ภาคภูมิใจว่าชีวิตนี้ตนจะไม่อ่านหนังสือระดับรองเด็ดขาด ผลคือพอถึงท้ายที่สุดก็ได้แต่บ่นว่า “ไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
อันที่จริงไม่โทษหนังสือดีๆ พวกนี้ ต้องโทษที่ตนตาสูงแต่ฝีมือต ่า สุดท้ายก็ผิดต่อ“เหล่าสาวงาม” ที่คลายเสื้อผ้าปลดเข็มขัดพาตัวเอง มานอนร่วมเรียงเคียงหมอน
จ้าวจู้ยกขานั่งไขว่ห้าง บนโต๊ะมีถั่วลิสงหนึ่งจาน ถือหนังสือด้วย มือข้างเดียว โยนถั่วลิสงเข้าปากแล้วเคี้ยว โคลงศีรษะ พูดพึมพำกับ ตัวเอง
เสมียนเฒ่าที่คุ้นชินกับเอกสารราชการ แม้ว่าอายุจะไม่มาก เท่าไร แต่ต้องอัดอั้นไม่อาจทำตามปณิธานอยู่นานหลายปี บวกกับที่
ใบหน้าค่อนข้างแก่ จึงดูเหมือนคนมีอายุสามารถทำหน้าหนาอยู่ใน จวนราชครูไม่ย้ายรังไปไหนได้หลายปี ก็ถือว่าเป็นความสามารถ อย่างหนึ่ง คนใหม่ของจวนราชครูอย่างพวกจางติ้งและเหยียนอี้มักจะ ประหลาดใจมากว่า ทำไมจ้าวจู้ถึงได้ใจกล้าขนาดนี้ ต่อให้พูดถึงขุน นางตำแหน่งสูงของต้าหลีที่มาถึงขีดสุดของคนเป็นขุนนางแล้วอย่าง ทูตผู้ตรวจการเผย ก็ยังพูดได้ตามแต่ใจต้องการ
ไม่มีหวังจะเลื่อนขั้นขุนนาง ไร้ความปรารถนาจิตใจก็แข็งแกร่ง เรียบง่ายแค่นี้เอง
ไม่เพียงแต่ห้องทำงานของจวนราชครูเท่านั้น ยังมีที่ว่าการของ หกกรม ยามค ่าคืนต่างก็ไม่จำเป็นต้องจุดเทียนให้แสงไฟสว่างไสว ย่อมมีคาถาตระกูลเซียนหลากหลายประเภทซึ่งเอามาใช้ได้ เวลานานวันเข้าก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดอีกต่อไป
จ้าวจู้ถือหนังสือมือเดียว อีกมือหนึ่งตบเข่าเบาๆ โคลงศีรษะ คลอ เพลงงิ้วของบ้านเกิดเบาๆ “อย่าได้ยืนพิงราวระเบียงเพียงลำพัง ไม่ ควรชมทิวทัศน์งดงาม เพราะยิ่งเห็นก็ยิ่งสะเทือนใจ นับแต่อดีตกาล ความโศกเศร้าของผู้มีพรสวรรค์ที่ตกต ่า ความแค้นของชาวบ้าน
เร่ร่อนจากแผ่นดินที่ล่มสลาย ความอาลัยอาวรณ์ของสตรีในห้องหอ ไม่ว่าฐานะสูงหรือต ่า สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงดินเหลือง คนดีหรือคน โง่ ทั้งโบราณและปัจจุบัน ล้วนจบลงในหลุมเดียวกัน…”
ได้ยินเสียงเปิดตำราดังสวบสาบ
จ้าวจู้เลิกเปลือกตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน แล้วพลันกระโดดพรวด ออกจากเก้าอี้ราวกับไฟลนก้น โยนหนังสือทิ้ง ประสานมือคารวะ “คารวะท่านราชครู”
ในมือของเฉินผิงอันถือหนังสือเล่มหนึ่ง พยักหน้า “เห็นห้องนี้ยัง สว่างอยู่ก็เลยแวะมาดู”
จ้าวจู้ยืนอึ้งอยู่ที่เดิม
เฉินผิงอันเปิดหนังสือสองสามหน้า มีการวาดวงกลมไว้ไม่น้อย หยิบตราประทับชิ้นหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมา ริมขอบก็คือประโยคว่า “รสชาติขมขื่นของโลก รับรู้ได้จากผมหงอกสองข้างขมับ คนเรา ครั้นถึงวัยกลางคน เรื่องราวทั้งหลายก็ดูเหมือนจะสิ้นแรงลง” ตัวอักษรด้านล่างคือ “คนขี้บ่น
เฉินผิงอันหมุนตราประทับ ถามว่า “ตราประทับตำราชิ้นนี้
จ่ายเงินจ้างคนให้แกะสลักให้ หรือว่าแกะสลักเอง?”
จ้าวจู้พลันหัวโตกว่าเดิมเป็นสองเท่าตัว กองกำลังแคว้นต้าหลี โชติช่วงมานานมากแล้ว วิถีทางโลกได้มีช่วงวันเวลาแห่งความสงบ
สุขที่ล ้าค่าหาได้ยากยิ่ง ทุกวันนี้ยังมีราชครูคนใหม่แล้วด้วย ผลคือ ตนกลับทำตัวเป็น “คนขี้บ่น” อยู่ที่นี่ หมายความว่าอย่างไร?!
จ้าวจู้ตอบไปตามสัตย์จริง “ข้าแกะสลักเอง”
หาคนแกะสลักให้ หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จ้าวจู้ก็ไม่ถูกใจ ปัญหา คือคนที่เขาถูกใจราคาก็แพงหูฉี่ เขาได้เงินเดือนแค่กี่แดงกันเอง?
เพียงไม่นานจ้าวจู้ก็เข้าใจจุดเชื่อมโยงที่สำคัญ เขาพูดด้วย น ้าเสียงแหบพร่า สีหน้าหม่นหมองว่า “ราชครูจะให้ข้ากลับไปอยู่ที่ว่า การเดิมหรือ?”
ตนควรจะรู้จักกาลเทศะ เป็นฝ่ายม้วนเสื่อไสหัวไปเอง กลับไปที่
ไท่ฉางชื่อ พวกเขาเคยเรียกตนอย่างเกรงใจว่าจ้าวทั่นฮวา ทุกวันนี้ก็ ควรถึงคราวที่ตนต้องฝืนยิ้มเรียกคนอื่นเขาว่าเส้าชิงอะไรบ้างแล้ว กระมัง
โชคชะตาเล่นตลก
ดูเหมือนว่าชีวิตของคนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตในนาวาแห่ง การเป็นขุนนาง มักจะมีความหวังน้อยนิดแล้วต้องผิดหวังเช่นนี้เสมอ
คราวก่อนพูดคุยกับ “ราชครูต้าหลี” จำได้ว่าเป็นช่วงฤดูร้อน อากาศร้อนระอุของเมื่อหลายสิบปีก่อน แล้วก็เป็นยามที่ม่านราตรี หนาหนักเฉกเช่นเวลานี้ ตอนนั้นจ้าวจู้ที่ยังเป็นหนุ่มเพิ่งจะออกจาก ไท่ฉางซื่อมาอยู่จวนราชครู เป็นช่วงที่กำลังมีแรงฮึดในการทำงาน พอดีมักจะทำงานหามรุ่งหามค ่า ปูเบาะรองนอนบนพื้นในห้องทำงาน
จากนั้นก็ไปเจอกับราชครูชุยที่บังเอิญผ่านทางมา เขาพูดคุยกับจ้าว จู้ไม่กี่คำ บ้านเกิดอยู่ที่ไหน หัวข้อในการสอบเคออวี่คืออะไร
ดังนั้นเพียงไม่นานในจวนราชครูก็มีข่าวเล็กๆ บอกว่าจ้าวจู้มีหวัง ที่จะได้ไปรับตำแหน่ นายอำเภอที่ว่างอยู่ของอำเภอเหวินสุ่ยเขตหลิน เฝิน บริเวณใกล้เคียงก็คือตำหนักฉางชุนเป็นงานที่ดียิ่งนัก นั่นคือ ขุนนางไท่ผิงผู้ว่างงานที่แค่ต้องคอยทำหน้าที่ต้อนรับขับสู้ผู้อื่น เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใด หลังจากเล่าลือเรื่องนี้กันเป็นคุ้งเป็นแคว สุดท้ายก็ไม่มีข่าวอีกตำแหน่งนายอำเภอเหวินสุ่ยที่กำลังจะได้มาอยู่ ในมือจ้าวจู้ลอยหายไปกับสายน ้า
สำหรับคำถามนั้น จ้าวจู้แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เฉินผิงอันวาง ตำราและตราประทับลงยิ้มเอ่ยว่า “ได้ยินมาว่าเจ้าคือเกร็ดพงศาวดาร มีชีวิตในวงการขุนนางเมืองหลวง ชอบวิจารณ์ผู้คน ไหนลองบอกมา สิว่ามีขุนนางตำแหน่งเล็กที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งราชสำนักเป็น ผู้นำของวงการประพันธ์และบัณฑิตผู้เร้นกายอยู่นอกราชสำนัก ซึ่ง ผู้คนทั่วหล้าล้วนเคยเอามาใช้งาน หรือบุคคลโดดเด่นที่ผู้คนตำหนิติ เตียนมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยความขุ่นเคืองเคยเอามาใช้งาน หรือบุคคล โดดเด่นที่ผู้คนตำหนิติเตียนมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยความขุ่นเคืองคือ วัตถุดิบที่ดีที่ตกหล่นอยู่ในหมู่ชาวบ้านอยู่บ้างหรือไม่?”
หากจ้าวจู้ถูกน ้ามันหมูบดบังจิตใจ เขาก็อยากจะเอ่ยประโยค หนึ่งว่า ก็ข้าไงล่ะ
แต่เขาย่อมไม่มีความกล้านี้ จึงได้แต่บากหน้าเอ่ยว่า “ราชครู ข้า ดีแต่บ่นไปอย่างนั้นเอง ไม่มีความคิดเห็นที่ลึกซึ้งถูกต้องอย่างชัดเจน หรอก”
จ้าวจู้ก้มหน้าลงมองตราประทับอีกอันที่วางอยู่ติดกับตราประทับ “คนขี้บ่น” ในใจขมขืนเศร้าระทมอย่างถึงที่สุด
ไฉนราชครูเฉินถึงได้หยิบอันนี้ขึ้นมานะ? เลือกหนึ่งจากสองหรือ ชะตาของตนเป็นไปได้แค่ขุนนางเล็กๆ เท่านั้นจริงๆ ไม่มีโชคจะได้ เป็นขุนนางใหญ่สินะ
นั่นคือตราประทับที่จ้าวจู้ตั้งใจขอให้ผู้เชี่ยวชาญแกะสลักให้ แต่ กลับไม่มีโอกาสได้มอบออกไปเสียที
ลำพังแค่วัตถุดิบของตราประทับก็ต้องจ่ายด้วยเงินเดือนของเขา เกือบครึ่งเดือนแล้ว
ตัวอักษรนั้นยืมมาจากคนโบราณ ตัวอักษรตราประทับขอให้คน อื่นช่วยแกะสลักให้เงิน ตนเป็นคนออกเอง
ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านหินและทองที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งเมือง หลวงผู้นั้น ก็ขึ้นชื่อว่า “ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน” ดูแค่เงิน เท่านั้น หากไม่เป็นเพราะรู้ว่าเขาคือเลขาธิการฝ่ายบุ๋นที่มี “ประสบการณ์โชกโชน” ของจวนราชครู หาไม่แล้วด้วยระดับขุนนาง ของเขา เกรงว่ารอไปสามปีห้าปีก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะนัดหมายได้ ตอนนั้นผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยแกะสลักให้พูดคุยยิ้มแย้มกับแขกผู้มี
เกียรติสองคนพลางเหล่ตามองจ้าวจู้ไปด้วย บอกว่ารอไปก่อนแล้วกัน จากนั้นก็โบกมือ ไม่ต้องเอ่ยคำสั่งไล่แขกด้วยซ ้า แต่สีหน้าแววตา กลับชัดเจน จ้าวจู้ก็แค่เอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายอย่างเกรงใจพลางด่า มารดาอีกฝ่ายด้วยความโกรธเคืองในใจไปด้วย
ออกจากเรือนแห่งนั้นมา จ้าวจู้เดือดดาลสุดขีด ปีนั้นผู้อาวุโสก็ เคยเป็นทันฮวาหลางเหมือนกันนะ!
ในเมื่อเป็นทั่นฮวา ขั้นแรกในวงการขุนนางก็คือเปียนซิวขั้นเจ็ด
นี่แสดงให้เห็นว่า หากจ้าวจู้เปรียบเทียบกับคนอื่นในวงการขุน นางต้าหลีเรื่องการเลื่อนขั้นช้าแล้วล่ะก็ เขาอยู่ในตำแหน่งมิพ่ายถึง เพียงใด
เฉินผิงอันถามจ้าวจู้ถึงเรื่องของบ้านเกิด
บางทีจ้าวจู้อาจพอจะรู้ “อนาคต” ของตัวเอง จึงยอมรับชะตา กรรม ถึงอย่างไรก็ยังพอมีความสง่างามอยู่บ้าง ยามที่พูดคุยกับ ราชครูเฉินจึงคล่องแคล่วขึ้นหลายส่วน เหมือนเหยียบเปลือกแตงโม ที่ลื่นไปทางไหนก็ไถลไปทางนั้น คิดอะไรได้ก็เล่าถึงเรื่องนั้น เพราะถึง อย่างไรคืนนี้ออกไปจากจวนราชครู ชีวิตนี้ก็ไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว
“ตระกูลผู้ดีมีชาติกำเนิดสูงส่งต่างก็คาดหวังให้สืบทอดเกียรติยศ กันต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นส่วนชาวบ้านในชนบทก็หวังจะสร้างเนื้อสร้างตัว จากศูนย์ เรื่องเช่นนี้ ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันก็เป็นเช่นเดียวกัน ที่บ้าน
เกิดของข้า หากคนคนหนึ่งอยากจะสร้างตัวให้รุ่งเรือง ก็มีอยู่เพียง สามทางให้เลือก เรียนหนังสือ เข้ารับราชการทหาร หรือทำการค้า”
ส่วนเรื่องของการเป็นเซียน? นั่นก็ต้องเป็นวัตถุดิบเทพเซียนก่อน ถึงจะได้
“ที่บ้านเกิดเคยประสบภัยอดอยาก เด็ก คนแก่ ผู้หญิง ชายหนุ่ม ล้มตายต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย ศพเกลื่อนทุ่งหญ้า กระดูกทับซ้อนกัน ระเกะระกะกลายเป็นภาพสะเทือนใจในประวัติศาสตร์ ข้าเองก็เคย ประสบกับมันด้วยตนเองในวัยเยาว์ จึงยิ่งมุ่งมั่นตั้งใจเล่าเรียนและ นับว่าโชคดี ตอนที่ข้าสอบเคอจวี่ บ้านเกิดของข้าก็ได้กลายเป็นหนึ่ง ในแคว้นใต้อาณัติของต้าหลีแล้ว”
“อาศัยการเล่าเรียนเป็นขุนนางอยู่ในที่ว่าการ ขึ้นเขาฝึกตนเป็น เทพเซียน ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องพิถีพิถันใน “คุณสมบัติ’ และ ‘ความสามารถ’ อย่างยิ่ง ปัญญาชนบอกว่าเมื่อเข้าสู่ประตูวังก็ลึกล ้า ดุจมหาสมุทร การทำงานราชการก็เหมือนกัน ทุกอย่างล้วนเป็น ความรู้ในการวางตัวเป็นคน ในการทำเรื่องต่างๆ หากไม่มีใครคอยให้ คำชี้แนะ ก็มีทางที่คดเคี้ยวอีกกี่มากน้อยที่รอตนอยู่…”
ฟังจ้าวจู้พูดคุย เฉินผิงอันรวบตำราที่อยู่ในมือวางกลับลงไปที่
เดิม ยิ้มเอ่ยว่า “คนมีความสามารถแต่ไม่ได้รับโอกาสนั้น เดิมทีก็เป็น หัวข้อดั้งเดิมของงานเขียนมาทุกยุคทุกสมัยสามารถขยายความ เซียนได้มากมาย ดังคำว่า ‘ถอนใจต่อฟ้าดินอันยิ่งใหญ่ ไฉนมนุษย์ผู้ นี้จึงมีจิตวิญญาณเฉพาะตนเพียงลำพัง” เพราะฉะนั้นบทกวีของผู้ที่
สอบได้ แม้จะเขียนได้ดีเพียงใด ก็มักจะสู้บทกวีของผู้สอบตกไม่ได้ ในแง่ของเสียงจากส่วนลึกของหัวใจ อารมณ์ที่อัดอั้นปะทุและพรั่งพรู ออกมาอย่างเต็มที่ พวกนักปราชญ์ปัญญาชนจะมีการบ่นระบายบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”
จ้าวจู้ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่
ราชครูเฉิน ข้ายังอยากเป็นขุนนางต่อนะ ไม่อยากเป็นพวก นักปราชญ์นอกกระแส
จ้าวจู้มีวลีติดปากประโยคหนึ่งที่ถูกเล่าลือกลายเป็นเรื่องตลก “ข้าเป็นขุนนางเก่งมาก
เลขาธิการฝ่ายบุ๋นของจวนราชครู ถือเป็นการ โยกย้ายตัวมาใช้ งาน” จากที่ว่าการของฝ่ายต่างๆ ในเมืองหลวง หลังจากหวนกลับไป ยังที่ว่าการเดิม ก็มักจะเลื่อนขั้นได้ครึ่งขั้นตามลำดับ อย่างเช่น เปลี่ยนจากขั้นหกชั้นโทเป็นขั้นหกชั้นเอก
หากจะบอกว่าสำนักฮั่นหลินถูกเรียกขานเป็นสถานที่ของเหล่า อัครเสนาบดี คือถ้อยคำที่ชมอย่างเกินจริง ถ้าอย่างนั้นคนที่เดิน ออกไปจากจวนราชครู ทุกวันนี้คนที่เป็นขุนนางใหญ่ที่สุดก็ยังเป็นได้ แค่รองเจ้ากรม อีกทั้งยังต้องอยู่ที่เมืองหลวงสำรอง ความจริงข้อนี้ทำ ให้คนทั้งราชสำนักประหลาดใจเป็นทบทวี
แรกเริ่มวงการขุนนางต้าหลีคิดว่าราชครูชุยกำลัง “คัดเลือกแต่ สิ่งที่ดีที่สุด” แต่เพียงไม่นานก็ค้นพบว่าที่แท้ซิ่วหู่เลือกเฉพาะคนมี ฝีมือระดับกลางๆ เท่านั้น?
ดังนั้นสุดท้ายคนหนุ่มมากความสามารถที่ถูกตระกูลใหญ่ ทั้งหลายให้ความสำคัญที่สุดอย่างเฉาเกิงซิน กวนอี้หราน จึงไม่เคย เข้ามาอยู่ในจวนราชครูกันมาก่อน
แล้วก็คงเป็นเพราะไม่อาจไม่แสดงท่าทีใดๆ เลย ตระกูลขุนนางผู้ มีอำนาจจึงส่งลูกหลานที่มีความสามารถในระดับรองมา ถือเป็นการ ทำให้เห็นพอเป็นพิธี
บทพิเศษ ตอนที่ 68.4 พลทหารไร้ชื่อเสียง
จ้าวจู้ที่ฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าแม่นางหรงอวี๋ก็ อยู่ในห้องด้วย
แต่หรงอวี๋กลับรู้ว่าทำไมคืนนี้ราชครูถึงได้เข้ามาในห้องนี้ เหตุผล เป็นเพราะความคิดเห็นที่จ้าวจู้มีต่อการที่หวงหลงซื่อคุยเล่นกับผู้อื่น ตอนเล่นหมากล้อม คนผู้นี้บอกว่าที่ว่าการแห่งอื่นไม่ต้องเรียนรู้เอา อย่าง เพราะเรียนรู้ไปก็ทำไม่ได้อยู่ดี มีเพียงในบรรดาห้องทำงาน ทั้งหลายของจวนราชครูเราเท่านั้นที่เหมาะจะอบรมปลูกฝัง ‘คนเก่ง รอบด้าน” กลุ่มใหญ่มากที่สุด เวลาไปรับหน้าที่ข้างนอก ไปเป็น นายอำเภอก็กำลังดีเลย พึงรู้ไว้ว่าการปกครองแคว้นหนึ่งนั้นอยู่ที่
คุณภาพของนายอำเภอ หากนายอำเภอคุณภาพดี แคว้นก็แข็งแกร่ง …
เฉินผิงอันรู้สึกว่านี่ก็คือกระดาษคำตอบฉบับหนึ่งที่ศิษย์พี่ชุยทิ้ง ไว้ให้ ตนอาจจะคิดแล้วไม่เข้าใจ แต่จ้าวจู้กลับให้คำตอบออกมาโดย บังเอิญ
เฉินผิงอันยิ้มถาม “ในเวลาสิบห้าปี เผชิญกับความขึ้นลงของ น ้าใจคนมาอย่างเต็มอิ่มรู้สึกอย่างไร คิดเห็นเช่นไร”
จ้าวจู้พึมพำ “แค่เต็มอิ่มเสียที่ไหน ต้องบอกว่าอิ่มจนท้องใกล้ แตกแล้วต่างหาก”
มีชื่อติดกระดานทองคำ ไม่ได้มีอะไรยาก เป็นขุนนางแล้วได้ เลื่อนขั้น กลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้นจริงๆ
การสอบระดับท้องถิ่น การสอบระดับมณฑล การสอบระดับเมือง หลวง สอบได้อันดับหนึ่งติดกันสามครั้ง น่าเสียดายที่การสอบหน้า พระที่นั่งครั้งสุดท้าย ได้แค่” ทั่นฮวา
หาไม่แล้วเขาก็จะเป็นคนที่สอบได้ที่หนึ่งติดกันสี่ครั้งอย่างที่ไม่ เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของราชสำนักต้าหลี ถ้าอย่างนั้นทุก วันนี้เขาจ้าวจู้จะไม่ได้เป็นขุนนางระดับรองเจ้ากรมแล้วหรอกหรือ
คิดไปคิดมา จ้าวจู้ก็รู้สึกว่าตัวเองขาดผู้สูงศักดิ์ในวงการขุนนาง ไปคนหนึ่ง
เฉินผิงอันเอ่ย “เจ้าไม่ได้ขาดผู้สูงศักดิ์ที่โปรดปรานเจ้า แล้วก็ ไม่ได้ขาดความสามารถและไหวพริบ แต่เจ้าขาดความมุ่งมั่นแน่วแน่ ที่จะทำให้ตนเองกลายเป็นผู้เกื้อหนุนของผู้อื่น”
จ้าวจู้ไม่กล้าเถียงราชครูเฉิน และดูเหมือนว่าก็ยากมากที่จะเถียง หลักการเหตุผลยิ่งใหญ่ที่เลื่อนลอยประเภทนี้ด้วย แต่ก็เห็นได้ชัดว่า เขาไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าใดนัก
เฉินผิงอันหันไปพยักหน้าให้หรงอวี๋
หรงอวี๋เอ่ยเนิบช้า น่าประหลาดมาก นางบอกวันที่มาก่อนสามวัน คือวันเดือนปีที่แม่นยำ
“กวนอิ๋งเช่อแห่งกรมขุนนางเดินผ่านลานบ้าน ใต้ร่มเงาต้นสนมี กระดานหมากล้อม จึงยืนปักหลักฟังจ้าวจู้พูดคุยถึงผลได้ผลเสียจาก การประเมินขุนนางในเมืองหลวงอย่างอาจหาญ วิเคราะห์ลึกซึ้งยืด ยาวจนวางหมากไปได้ถึงสิบห้าตา กวนอิ๋งเช่อยิ้มรับแล้วจากไป”
“กลางดึกเสิ่นเฉินแห่งกรมกลาโหมไปที่ห้องทำงานอักษรหรง ยัง ไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปก็ได้ยินจ้าวจู้คุยโม้โอ้อวด พูดพร ่า ยืดยาวอย่างออกรสเกี่ยวกับเรื่องการศึกการสงคราม เสิ่นเฉินให้ ความสนใจ แต่กลับได้ยินแค่ว่าจ้าวจู้บ่นต่ออีกร้อยกว่าคำ เสิ่นเฉินจึง ส่ายหน้า”
“หยวนฉงแห่งสำนักตรวจการมาประชุมที่จวนราชครู จ้าวจู้เป็น ฝ่ายมาชวนคุยตีสนิทด้วยสีหน้าประจบประแจง หยวนฉงไม่เอ่ยอะไร สักคำ เพียงมองเขาด้วยสายตาเย็นชา จ้าวจู้ที่หาเรื่องใส่ตัวก็ได้แต่ ถอยออกไปอย่างขลาดกลัว”
เรื่องราวทั้งหลาย “วีรกรรม” แต่ละเรื่อง ทำเอาจ้าวจู้ที่ได้ฟังปาก อ้าตาค้าง
เรื่องพวกนี้ บุคคลยิ่งใหญ่เหล่านี้ ตนกลับไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย
หรงอวี๋เอ่ย “เจ้าเกลียดข่าวลือเล็กๆ ที่มารู้ภายหลังในปีนั้น เรื่อง ที่ราชครุขุยจงใจลดระดับขั้นเจ้าจากจ้วงหยวนเป็นทั่นฮวา ทั้งทำให้ ราชสำนักต้าหลีต้องสูญเสียคนที่สอบได้อันดับหนึ่งติดกันสี่ครั้งซึ่ง ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้องทิ้งชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ แล้วก็ทำให้เจ้า
ต้องสูญเสียความเจริญก้าวหน้าในวงการขุนนางที่แค่เอื้อมมือคว้าก็ ได้มาครองไป หมวกขุนนางชั้นสาม ขุนนางตราประทับของที่ว่าการ เก้ามนตรี ก็ไม่ใช่ความอยากเกินตัว”
“เจ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวเองเกิดมาในราชสำนักต้าหลี หาก จ้าวจ้อยู่ในราชสำนักแห่งอื่นที่ไม่ใช่ต้าหลี อาศัยความสามารถที่
แท้จริงสอบได้อันดับหนึ่งติดกันสามครั้ง เข้าร่วมการสอบหน้าพระที่
นั่ง ระหว่างคนที่ควรเลือกกับคนที่ไม่ควรเลือก ไม่ว่าฮ่องเต้พระองค์ ใดก็ต้องเลือกจ้าวจู้เป็นจ้วงหยวน เพราะเรื่องประเภทนี้หมายความถึง โชคชะตาบุ๋นที่โชติช่วงเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองบ้านเมือง ด้วยหลักบุ๋น ไยจะไม่ยินดีทำเล่า? เจ้าจะเกลียดก็ต้องเกลียดที่ราชครู ชุยจงใจสร้างความลำบากใจให้เจ้า ดันไม่ยอมให้จ้าวจู้ได้สมใจ ปรารถนา”
จ้าวจู้ที่มีสีหน้าเศร้าหมองพลันเงยหน้าขึ้น เอ่ยด้วยใบหน้าดุดัน “ต่อให้ข้ากล้าเกลียดราชครูชุย ข้าก็ไม่มีทางเกลียดแค้นต้าหลี! ไม่ เกลียดต้าหลีเลยสักนิด!”
พูดต่อหน้าราชครูเฉินว่าตัวเองเกลียดชุยฉานศิษย์พี่ของเขา? เอ่ยคำพูดที่ล่วงเกินผู้มีอำนาจเช่นนี้ ดูเหมือนว่าทั้งหมวกขุนนางและ ศีรษะจะต้องร่วงหลุดไปพร้อมกัน
แต่หากจ้าวจู้ไม่ได้พูดออกมาจะรู้สึกอึดอัดใจ คงเป็นเพราะ ราชครูเฉินพูดถูกแล้ว จะต้องมีเสียงในใจที่อัดอั้นพุ่งพล่านอยู่เสมอ พออารมณ์ขึ้นก็ยากจะกดไว้ ไม่อาจห้ามได้
เฉินผิงอันยิ้มถาม “นี่เพราะอะไรอีกล่ะ?”
จ้าวจู้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำว่า “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็ แค่ความในใจไม่กี่ประโยคที่หลุดปากออกมา ไม่ผ่านสมอง ขอท่าน ราชครูโปรดอภัย”
พึมพำเสียงเบา จ้าวจ้น ้าตานองเต็มใบหน้า “ทำไมปีนั้นราชครู ชุยถึงต้องจงใจสร้างความลำบากใจให้ข้า ทำไมกัน มีความหมายว่า อย่างไรกันแน่…”
เรื่องเล็กน้อยที่ราชครูชุยสามารถทำได้ ถึงขั้นที่ว่าเป็นการปักบุ ปผาลงบนผ้าแพร ก็คือเกียรติยศและความอัปยศ ความตกต ่าและ ความรุ่งเรืองทั้งชีวิตของเขาเลยนะ
เฉินผิงอันเอ่ยด้วยน ้าเสียงเฉยเมยว่า “เจ้าเป็นคนพูดเองว่า วิญญูชนไม่ยึดติดกับความตกต ่าและความรุ่งเรือง”
จ้าวจ้อึ้งตะลึง เค้นสมองตั้งใจคิดอยู่พักหนึ่งถึงนึกขึ้นได้ว่าปีนั้น ตนเคยพูดทำนองนี้จริง แล้วก็พลันรู้สึกใจฝ่อ เอ่ยอย่างขลาดๆ ว่า “ชีวิตในตอนนั้นราบรื่นเกินไป รู้สึกว่าวันนี้เป็นขุนนางขั้นเจ็ด พรุ่งนี้
ก็เลื่อนขั้นเป็นขั้นหกได้แล้ว ผ่านไปแค่ไม่กี่ปีก็สามารถเป็นรอง เจ้ากรมหรือชื่อชิงในหกกรมเก้ามนตรีได้แล้ว…”
เฉินผิงอันหัวเราะร่วนถามว่า “จ้วงหยวนและทั่นฮวาแคว้นต่างๆ ของแจกันสมบัติทวีปในประวัติศาสตร์ แต่ละคนเป็นขุนนางกันได้ ใหญ่แค่ไหน เจ้าไม่เคยสรุปรวบรวมสถิติมาก่อนหรือ?”
จ้าวจู้ตอบอย่างระมัดระวัง “เรียนราชครู เคยสรุปรวบรวมของ ราชสำนักต้าหลี ราชสำนักสกุลหลูและต้าสุยมาก่อน…”
หรงอวี๋สังเกตเห็นว่าราชครูก็มีสีหน้าจนคำพูดเหมือนกัน
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้านี่มันช่างกินอิ่มว่างงานไม่ มีอะไรทำจริงๆ”
จ้าวจู้หดคอ หากเป็นเมื่อก่อน ใต้เท้าราชครูท่านหนึ่งยินดีคุย เล่นกับขุนนางที่ตำแหน่งเล็กเท่าเมล็ดงา? กำลังจะรวยแล้ว!
แล้วนับประสาอะไรกับที่หลักเตือนใจขุนนางที่ท่องกันจนปาก เปียกปากแฉะต่างก็พูดกันว่าคนที่มีระดับสูงค ้าฟ้าเหล่านี้ หากยอม ด่ากันเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่คนที่สนิทกันแล้วจะเรียกว่าอะไร
เฉินผิงอันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ เอ่ยว่า “จ้าวจู้ หมวกขุนนางของ นายอำเภอเหวินสุ่ยเป็นเจ้าที่ทำให้หายไปเอง พรุ่งนี้เจ้าจงไปที่ที่ว่า การอำเภอหลงโส่วหยวน ไปรักษาการตำแหน่งนายอำเภออยู่ที่นั่น และนี่ก็เป็นสิ่งที่เจ้าช่วงชิงมาได้ด้วยความสามารถของตัวเองส่วนจะ ตัดคำว่ารักษาการออกไปได้หรือไม่ เจ้าก็ตัดสินใจเอาเอง”
จ้าวจู้เงยหน้าขึ้น อีกๆ อักๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความคลางแคลง ไม่กล้าเชื่อ
หงหลิ่นนายอำเภอหลงโส่วหยวนคนเก่าได้ย้ายไปเป็น นายอำเภอของเหวินสุยเขตหลินเฝินแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มตาหยี “หากเจ้าเป็นรักษาการนายอำเภอได้ไม่ดี ยัง ไม่ทันได้บรรจุเป็นตัวจริงก็ไปทำลายสถานการณ์ที่นายอำเภอคน ก่อนอุตส่าห์สร้างไว้จนพังยับ สุดท้ายก็เหลือแต่กองปัญหาเละเทะ ระวังเถอะ หงหลิ่นคงไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
หงหลิ่นมีนิสัยการกระทำอย่างไร คาดว่าในจวนราชครู ก็คงเป็น จ้าวจู้ที่รู้ดีที่สุดแล้ว
จ้าวจู้รับคำอีกๆ อักๆ ราชสำนักน่าจะทำทุกอย่างไปตามลำดับ ขั้นตอน อย่างมากก็แค่ลดขั้นขุนนางของเขา แต่เจ้าบ้าหงหลิ่นผู้นั้น ต้องเล่นงานเขาแน่….
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “มีความมั่นใจไหม?”
จ้าวจู้ลองต่อรอง “มีความมั่นใจอยู่แล้ว แต่ถ้าหาก ผู้น้อยแค่บอก ว่าถ้าหาก ถ้าหากไม่อาจปกครองหลงโส่วหยวนให้ได้ดี วันที่หงหลิ่น หาคนมาจัดการข้า ราชครูพอจะช่วยข้าบ้างได้หรือไม่?”
เฉินผิงอันหน้ายิ้มใจไม่ยิ้ม “หากหงหลิ่นจะลงมือจริงๆ ข้ามีแต่จะ บอกเป็นนัยแก่เขาว่าทางที่ดีที่สุดอย่าให้มีคนตาย”
หรงอวี๋รู้สึกสนใจอย่างยิ่ง ราชครูแห่งต้าหลีที่ดูแลเขตและอำเภอ หลายพันแห่งปรึกษากับรักษาการนายอำเภอคนหนึ่งที่กำลังจะไปรับ ตำแหน่งว่าหากฝ่ายหลังถูกเพื่อนร่วมงานในวงการขุนนาง “แอบเล่น งานอย่างลับๆ ควรจะทำอย่างไร?
จ้าวจู้เกิดความคิดดีๆ เหมือนสติปัญญาจะเปิดออกในทันใด เอ่ย อย่างกระจ่างแจ้งว่า “อันที่จริงราชครูชุยค่อนข้างถูกใจข้ามาโดย ตลอด จึงใส่ใจข้าค่อนข้างมาก ราชครูเฉิน ถูกหรือไม่?!”
เฉินผิงอันยันฝ่ามือไว้บนโต๊ะ กระตุกมุมปากเอ่ยว่า “หากไม่เป็น เพราะเห็นคำอธิบายพวกนั้นของศิษย์พี่ชุย ข้าแม่งก็ไม่สนหรอกว่า เจ้าจ้าวจู้จะอยู่หรือไปในวงการขุนนาง”
คราวนี้ราชครูด่าคนจริงๆ แล้ว
จ้าวจู้ไม่กลัว กลับกันยังหัวเราะชอบใจ ถูกราชครูสองรุ่นของต้า หลีพวกเราให้ความสำคัญเช่นนี้ นั่งเก้าอี้เย็นมาสิบห้าปีก็ไม่ถือว่าอ ยุติธรรม ไม่ขาดทุน ได้กำไรแล้ว!
ดวงตาจ้าวจู้ฉายประกายระยิบระยับ “ราชครูเฉิน ช่วยพูดเรื่อง หนึ่งกับผู้ตรวจการหยวนหน่อยได้ไหม ช่วยจองตำแหน่งหนึ่งใน สำนักตรวจการไว้ให้กับข้า…”
หรงอวี๋ขมวดคิ้วน้อยๆ จ้าวจู้ผู้นี้ ล ้าเส้นแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ขอร้องให้คนอื่นช่วยก็ควรต้องมีเหตุผลที่ชอบ ธรรม”
จ้าวจู้หัวเราะหึหึ “การประจบผู้มีอำนาจไม่ใช่สิ่งที่ข้าถนัด ตำแหน่งสูงเงินเดือนมากก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้าปรารถนา ดังนั้นข้าไม่หวังให้ ชีวิตนี้ได้เป็นขุนนางใหญ่ ทำให้คนอื่นอิจฉาในโชคการเป็นขุนนาง ของข้าอะไร…”
จ้าวจู้ที่เพิ่งจะได้เป็นรักษาการนายอำเภอก็อยากจะไปเป็นขุน นางในสำนักตรวจการแล้วหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “ข้าหวังเพียงว่า หมวกขุนนางไม่ต้องใหญ่ก็ได้ แค่ขั้นห้าก็พอ ขั้นหกก็ได้ แต่กลับ ต้องให้คนมากมายกลัวข้า เกรงข้า!”
กระทั่งบัดนี้ หรงอวี๋ถึงได้รู้สึกว่าต้องมองจ้าวจู้เสียใหม่อย่าง แท้จริง
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ “ข้อเรียกร้องนี้ไม่เกินกว่าเหตุ”
เหงื่อเปียกเต็มแผ่นหลังของจ้าวจู้นานแล้ว
เฉินผิงอันหยิบตราประทับอีกชิ้นหนึ่งขึ้นมา ไม่มีตัวอักษรริมขอบ ทว่าตัวอักษรด้านใต้ตราประทับกลับมีอยู่ไม่น้อย
ภูเขาสายน ้าไร้ที่สิ้นสุด กระทั่งห้ามหาบรรพตก็คล้ายกับถูก แกะสลักขึ้นมา วัฒนธรรมของมนุษย์ไร้ขอบเขต อาจารย์ผู้เป็น ปราชญ์จึงถือกำเนิด
จ้าวจู้เอ่ยอย่างเขินอายว่า “เดิมทีคิดว่าวันใดที่ต้องม้วนเสื่อไสหัว ออกไปจากจวนราชครู จะทำหน้าหนามอบให้เป็นของขวัญจากลา แก่ราชครูชุย”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ แล้วเก็บใส่ไว้ในชายแขนเสื้อเงียบๆ
จ้าวจู้ยิ้มเอ่ย “วันนี้มอบให้ราชครูเฉินแทนก็เหมาะสมที่สุดแล้ว”
เฉินผิงอันชี้หน้าจ้าวจู้ “เรื่องของการบ่นและประจบสอพลอ เจ้า อยู่ในจวนราชครูก็มีชื่อติดอันดับแรกๆ เลยล่ะ”
จ้าวจู้มีสีหน้ากระอักกระอ่วน ปลุกความกล้า ถูมือถามว่า “อีก เดี๋ยวผู้น้อยก็จะต้องออกไปจากเมืองหลวงแล้ว จะขอเทียบอักษร เทียบหนึ่งจากราชครูได้หรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “รอให้เจ้าเป็นขุนนางที่ดีก่อนค่อยว่ากัน”
จ้าวจู้ประสานมือคารวะ อำลาราชครู
ออกมาจากห้องทำงาน เดินไปที่กระดานหมาก ยื่นมือไปลูบรอย เส้นแกะสลักบนผิวโต๊ะ หยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งก็กลับไปที่เรือนด้านหลัง ยืนอยู่ใต้ชายคามองดวงจันทร์
ดวงจันทร์กระจ่างดวงหนึ่ง ส่องสว่างให้เห็นทั้งคนยุคโบราณและ คนยุคปัจจุบัน ทั้งยังสาดส่องให้คนยุคปัจจุบันกลายมาเป็นคน โบราณคนในอดีต
หลังจากผ่านไปร้อยปีพันปีหมื่นปี มนุษย์ธรรมดา วีรบุรุษผู้ห้าว หาญ อริยะปราชญ์และเทพเซียน ใครบ้างที่ไม่เคยเป็นคนตัวเล็กไร้ ชื่อเสียงมาก่อน?
หญ้าวสันต์ผลิบานในปีนี้ วันนี้มีเหล้าก็เมาวันนี้ ค ่าคืนนี้จันทร์ กระจ่างเต็มดวงสมบูรณ์
ซ่งอวิ๋นเจียนที่อยู่ใต้ต้นไม้ถามว่า “ราชครูกำลังวางแผนอะไรอยู่ หรือ?”
เดิมทีก็แค่ถามชวนคุยไปอย่างนั้นเอง ไม่คาดหวังให้ราชครูหนุ่ม ต้องบอกความจริง
คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะตอบว่า “กำลังหาจุดยึดและสถานที่”
ซ่งอวิ๋นเจียนไม่เข้าใจ “หมายความว่าอย่างไร?”
เฉินผิงอันเอ่ย “มีเรื่องสองเรื่องก่อนหลัง จุดยึดของบินทะยาน สถานที่สำหรับการปล่อยกระบี่”
จุดยึดยิ่งมีมากก็ยิ่งมีประโยชน์ ส่วนสถานที่ก็ต้องเลือกอย่าง ตั้งใจ
ซ่งอวิ๋นเจียนสับสนเหมือนอยู่ท่ามกลางดงหมอก “ขอถามท่าน ราชครู จุดยึดหมายถึงอะไร?”
เฉินผิงอันกล่าว “จ้าวจู้ใช่ พวกหยวนฉง ชิวหล่งก็ใช่ ส่วนเจ้า ก็ ยิ่งใช่ สรุปก็คือทั้งในราชสำนักและในยุทธภพ บนภูเขาล่างภูเขา จวนคนรวยตรอกยากจน เหนือใต้ของลำน ้าใหญ่ แต่ละฝ่ายล้วนต้อง มีอยู่สามสี่จุด”
แน่นอนว่าซ่งอวิ๋นเจียนยังอยากถามเรื่องสถานที่ปล่อยกระบี่ต่อ แต่กลับถูกหรงอวี๋ใช้สายตาห้ามปรามเอาไว้
ราชครูหนุ่มยืนอยู่ใต้ชายคา สอดมือสองข้างไว้ในชายแขนเสื้อ ตามความเคยชิน
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มถาม “หากการกระทำนี้เกิดจากความเคยชิน แล้วเป็นความเคยชินที่ไปเรียนรู้มาจากใคร?”
ได้ยินมาว่าคนที่ทำท่านี้น่ามองที่สุด เหมือนจะเป็นซุยตงซานลูก ศิษย์ของเขา เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้มีใฝกลางหว่างคิ้วทำท่า ประสานมือเข้าด้วยกัน ชายแขนเสื้อสองข้างลากระลงพื้นราวกับ น ้าตกสีขาว
เฉินผิงอันให้คำตอบที่คลุมเครือว่า “ห่านบินผ่านทิ้งร่องรอย คน ผ่านทางทิ้งชื่อเสียงนานวันเข้าย่อมมีการสะท้อนตอบรับ”
ในชายแขนเสื้อที่ซ่อนไว้ สองนิ้วของเฉินผิงอันบิดหมุนด้ายแดง บนข้อมือเส้นนั้น ไม่เคยคิดอยากจะขอให้ใครช่วยปล่อยกระบี่ฟันให้ ขาด รอให้ตนกลายเป็นเซียนกระบี่ก็ไม่เคยฟันขาดด้วยตัวเอง ถึงขั้น ที่ว่าต่อให้ฟ้าดินเชื่อมโยงครั้งนั้นผ่านไปแล้ว เฉินผิงอันก็ยังพยายาม รักษาของสิ่งนี้ไว้อย่างสุดความสามารถ ในสถานที่แห่งอื่นและที่แห่ง นี้ เดือนปีผ่านพ้น ผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้ เก็บซ่อนอำพราง ทุก ครั้งเฉินผิงอันจะท่องชื่อหนึ่งอยู่ระหว่างพันภูเขาหมื่นสายน ้าในใจ เงียบๆ