กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 7.2 ออกจากภูเขา
บทพิเศษ ตอนที่ 7.2 ออกจากภูเขา
เจียงซ่างเจินยิ่งนับถือในความเปิดเผยของพี่หลิวคนนี้ มิน่าเล่า ถึงเป็ นราชครูได้
หลิวเร่าถึงกับเดินน าออกไปจากต าหนักใหญ่ก่อน บอกว่าจะไป ดูเรือนเก่าของราชครูที่ถูกทิ้งร ้างมานานหลายปีแห่งนั้นสักหน่อย ทิ้ง พวกคนนอกทั้งหลายไว้ที่นี่ ประเด็นสาคัญคือ “เด็กหนุ่ม” คนนั้นโบก มือยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่งว่า ราชครูหลิวไม่กลัวจริงๆ หรือว่าการประชุม ในท้องพระโรงวันพรุ่งนี้ ฝ้ าเพดานทรงกลมกับบัลลังก ์มังกรจะหายไป ทั้งคู่? หลิวเร่าก้าวเดินด้วยฝีเท้ารีบร ้อน ไม่ต่อปากต่อค าด้วย
ชุยตงซานกระโดดลงมาจากบัลลังก ์มังกร เอ่ยเสียงเบาว่า “อาจารย์?”
เฉินผิงอันพยักหน้า รวมเสียงให้เป็ นเส้นพูดคุยอย่างลับๆ ว่า “เจิ้งต้าเฟิ งใช้ภาษาลับเตือนข้าไว้ก่อนแล้ว ผิดปกติอย่างมากจริงๆ เพียงแต่ว่าตอนนี้สถานการณ์ยังไม่แน่ชัด ควรอยู่นิ่งๆ ไม่ควร เคลื่อนไหว อย่าได้บีบให้นางเป็ นหมาจนตรอก”
เหมือนจะมีการหลบเลี่ยงมาตั้งแต่ต้น บวกกับเรื่องของจินหลีลูก ศิษย์ของหลิวเร่าและปลาจินหลีทะเลบูรพาที่ชุยตงซานเอ่ยถึง
ชุยตงซานกล่าว “ข้าเดาว่าตลอดทั้งเมืองหลวงล้วนถูกอินหนี สร้างเป็ นกรงนกโดยใช้วิชาเซียนครอบคลุมเอาไว้ เอาไว้ใช้จับเสียง
ในใจของผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ แล้วน ามาหลอมเป็ นควันธูปที่บริสุทธิ์ ด้วยสายของจังหวะทานอง เป็ นความคิดที่บรรเจิดเลิศล้า ค่อนข้างมี นัยชวนให้ขบคิด”
เขาคิดว่าจะอยู่ที่นี่หลายวันหน่อย
เจียงซ่างเจินได้ยินแล้วก็มึนงง ชุยตงซานจึงอธิบายให้ฟังคร่าวๆ ว่า “ความเป็ นมาของนางไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ไม่แน่ว่าแม้กระทั่งหลิว เร่าก็ยังถูกหลอกด้วย ตอนนี้ข้าเองก็ยังไม่รู ้รากฐานที่แน่ชัดของนาง แต่นครใต้ชายกระโปรงแห่งนี้ และยังมีมหาบรรพตลูกนั้น ล้วนมีความ ลี้ลับซุกซ่อนอยู่”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ทาให้นึกถึงภูเขาเหอฮวาน”
เมื่อเป็ นเช่นนี้ก็ไพล่นึกไปถึงลู่เฉินโดยอัตโนมัติ
เท้าหน้าของหลิวเร่าเพิ่งจากไปก็มีบัณฑิตตามความหมายที่ แท้จริงกลุ่มหนึ่งพร ้อมใจกันเดินข้ามธรณีประตูของต าหนักใหญ่แห่ง นี้เข้ามา
ชุยตงซานยุให้รองเจ้าขุนเขาเจียงออกไปทางประตูข้างด้วยกัน ไปดูทัศนียภาพของที่อื่นบ้าง
เฉินผิงอันรู ้สึกประหลาดใจระคนยินดี ก้าวเร็วๆ ไปข้างหน้า ยิ้ม ถามว่า “พี่ฉวินอวี้พวกท่านตามอาจารย์หันมาหรือ?”
วิญญูชนกู้ค่วง นามฉวินอวี้ เป็ นผู้ฝึ กกระบี่คนหนึ่งเหมือนกัน เขาเคยไปเยือนก าแพงเมืองปราณกระบี่ คือภูเขาลูกเล็กลูกเดียวกับ พวกหนิงเหยา เฉินซานชิว สนิทสนมกันอย่างมาก
กระบี่ยาวที่อยู่ในป๋ ายอวี้จิงจาลองของต้าหลีซึ่งในอดีตถูกอาเหลี ยงโยนไปไว้ที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ หนึ่งในนั้นก็มี “ฮ่าวหรันชี่” ที่ ถูกกู้ค่วง “ยืมไปใช ้ชั่วคราว”
นอกจากนี้แล้วกู้ค่วงยังเป็ นบุรุษที่อยู่ในใจของเตี๋ยจ้างด้วย
กู้ค่วงโค้งกายลงต่าสุด คารวะด้วยพิธีการใหญ่ของบัณฑิตเงียบๆ เฉินผิงอันรู้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ต้องคารวะกลับคืน
คิดไม่ถึงว่ากู้ค่วงจะยึดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เปิดโอกาสให้เฉิน ผิงอันคารวะกลับ ยิ้มเอ่ยว่า “เดี๋ยวข้าจะแนะนาให้รู ้จัก”
ข้างกายกู้ค่วงยังมีฉินเจิ้งซิว เฉินซื่อที่ปีนั้นเคยเดินทางไปเยือน ก าแพงเมืองปราณกระบี่
นอกจากนี้ยังมีสตรีอีกสองคน ล้วนเป็ นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เดิน ออกมาจากตระกูลปัญญาชนอันดับหนึ่งของใต้หล้าไพศาลทั้งคู่
เฉินตุ้ยคือพี่สาวแท้ๆ ของเฉินซื่อ เหวินชูจวินคืออาจารย์ผู้สอน สตรีของเรือนฝ่ ายในที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งทักษินาตยทวีป สามี ของนางคือบุรุษมากความสามารถของตระกูลเซียนจากต้าหรางสุ่ย หลงใหลอยู่กับการตกปลา
กู้ค่วงมาจากส านักศึกษาเหอซ่าง ฉินเจิ้งซิวมาจากส านักศึกษา ซานลู่ทักษินาตยทวีปเฉินซื่อคือลูกหลานสกุลเฉินผู้รอบรู ้
วิญญูชนลัทธิขงจื๊อทั้งสามท่านต่างก็เคยไปเยือนกาแพงเมือง ปราณกระบี่
ฉินเจิ้งซิวเอ่ยอย่างเสียดายว่า “ท าไมอาจารย์เฉินถึงไม่รับค า เชิญของหลี่เซิ่ง รับหน้าที่เป็ นขุนนางผู้ก ากับดูแลการศึกของศาลบุ๋ นอยู่ที่สนามรบเปลี่ยวร ้าง? ข้ากับพวกหวังไข่ต่างก็รู ้สึกว่าหากท่าน ยินดี พวกเราก็จะ “ขอลาหยุด” กับทางส านักศึกษาสักห้าหกปี เดินทางไปเยือนเปลี่ยวร ้างพร ้อมกับอาจารย์เฉิน คราวก่อนที่ทา สงครามกันค่อนข้างอึดอัดอยู่บ้าง”
กู้ค่วงกระแอมเบาๆ สองสามที เตือนสหายรักว่าเรื่องไหนไม่พูด ดันมาพูดเรื่องนี้ ทุกวันนี้อาจารย์เฉินคือราชครูของต้าหลีแล้ว อีกทั้ง ยังเพิ่งจะชัดให้โจวมี่ร่วงจากสรวงสวรรค์ใหม่ลงมาโลกมนุษย์…ขนาด ลาที่ลากโม่ยังต้องพักหายใจหายคอเลยนะ
คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะเอ่ยว่า “ต้องไปแน่”
ฉินเจิ้งซิวซักถามว่า “จะไปเมื่อไหร่?”
คิดถึงหนี้ก้อนที่ตัวเองยังติดค้างอยู่ที่สานักศึกษาสู่เหยา เฉินผิง อันก็เอ่ยสัพยอกว่า “วิญญูชนผู้เที่ยงตรงอย่างพวกเจ้า พูดจาเหมือน โขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกันเลยนะ?”
ในบรรดาวิญญูชนลัทธิขงจื๊อที่เป็ นคนรุ่นเยาว์ของศาลบุ๋น เฉิน ผิงอันเป็ นที่ชื่นชอบของผู้คนอย่างมาก
นอกจากกู้ค่วงและฉินเจิ้งซิวแห่งส านักศึกษาชานลู่ทักษินาตย ทวีปแล้ว ยังมีหวังไจ่แห่งส านักศึกษาอู่ซี เวินอวี้แห่งสานักศึกษาเทียน มู่ ฯลฯ
ก่อนหน้านี้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในห้องหนังสือ ก่อนจะสร ้างคุณ ความชอบไว้บนสนามรบพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนไปรับหน้าที่เป็ นรอง เจ้าขุนเขาส านักศึกษากันหมดแล้ว
ฉินเจิ้งซิวเองก็รู ้สึกได้ว่าตัวเองใจร ้อนไปหน่อย จึงยิ้มเอ่ยว่า “ก่อนอาจารย์เฉินจะออกเดินทางอย่าลืมแจ้งพวกเราด้วย”
เฉินผิงอันพยักหน้า ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังถามว่า “พี่ฉวินอวี้ ขอ ถามเรื่องส่วนตัวหน่อยได้หรือไม่?”
คราวก่อนที่เจอหน้ากัน กู้ค่วงก็อยากจะมอบกระบี่พกกลับคืนไป ให้แล้ว ไม่ว่าจะมอบให้นครบินทะยานหรือสกุลซ่งต้าหลีก็ได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าตอนนั้นเฉินผิงอันไม่ได้ตอบตกลงแค่ใช ้คาพูดกลบเกลื่อน ให้ผ่านไป
นครบินทะยานที่กลายเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอันดับหนึ่งของ ใต้หล้าห้าสีได้อย่างมั่นคงแล้วก็ไม่ขาดกระบี่ดีๆ เล่มนี้ ส่วนราช สานักต้าหลี ตอนนั้นยังไม่ได้คิดบัญชีกันอย่างชัดเจน เฉินผิงอันจึง ไม่คิดว่าตัวเองต้องเป็ นฝ่ ายแสดงความเป็ นมิตรก่อน ด้วยนิสัยของไท
เฮาหนันจาน หากเฉินผิงอันทาเช่นนี้จริงก็มีแต่จะยิ่งทาให้นางไม่รู ้ว่า ตัวเองแซ่อะไร
แล้วนับประสาอะไรกับที่ส่วนลึกในใจ เฉินผิงอันหวังยิ่งกว่าว่าจะ เป็ นนครบินทะยานหรือไม่ก็ศาลบุ๋น ความสัมพันธ ์ควันธูปหากมีเพิ่ม ได้ส่วนหนึ่งก็ให้มีเพิ่มส่วนหนึ่ง
กู้ค่วงเดาออกว่าเฉินผิงอันจะถามเรื่องอะไร จึงคลี่ยิ้มอย่างสง่า งาม “ข้าย่อมต้องชอบแม่นางเตี๋ยจ้างอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าปี นั้น สถานการณ์ชับซ ้อน ไม่มีเวลาให้สนใจเรื่องความรักชายหญิง หาก ไม่ชอบ ทาไมข้าจะต้องเป็ นฝ่ ายขอติดตามอาจารย์เฉินไปรับหน้าที่ เป็ นขุนนางผู้บันทึกเหตุการณ์ที่ใต้หล้าห้าสีซึ่งเพิ่งถูกบุกเบิกใหม่ ด้วย นั่นก็เพราะคิดว่านางจะติดตามนครบินทะยานไปลงหลักปักฐาน อยู่ที่ใต้หล้าใหม่เอี่ยมด้วยกัน ถึงเวลานั้นช ้าก็จะได้ไปดื่มเหล้าที่ร ้าน แสร ้งท าเป็ นว่าเมาเหล้า ใช ้สุราปลุกความกล้า ก็จะได้บอกความใน ใจกับแม่นางเตี้ยจ้าง แต่หลังจากนั้นก็มีเรื่องสร ้างสานักศึกษาขึ้นมา ใหม่ ต้องลาดตระเวนตรวจตราไปตามแคว้นต่างๆ ของแผ่นดินกลาง วางแผนรับมือเรื่องการศึกของเปลี่ยวร ้าง ฯลฯ มีกิจธุระรัดพันตัว ปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆ…ช่างเถอะ คาพูดเหล่านี้ล้วนเป็ นข้ออ้าง แท้จริง แล้วยังคงเป็ นเพราะข้าขี้ขลาด กลัวว่าคนที่เตี๋ยจ้างชอบอย่างแท้จริง หากไม่ใช่เจ้าที่เป็ นเถ้าแก่รองก็คือเฉินซานชิวที่จับคู่ออกเดินทางไป ด้วยกัน”
ปีนั้นใต้หล้าห้าสี ฟ้ าดินถูกบุกเบิก มีอริยะลัทธิขงจื๊อสองท่านนั่ง บัญชาการณ์ม่านฟ้ าพื้นที่ใจกลางของฟ้ าดิน อริยะปราชญ์ที่มีเทวรู ปตั้งอยู่ในศาลบุ๋นสองท่านนี้มาจากสถานศึกษาหลี่จี้สายของหลี่เซิ่ง และสานักศึกษาเหอช่างสายของหย่าเซิ่ง กู้ค่วงก็คือหนึ่งในขุนนางผู้ บันทึกเหตุการณ์สองคนที่มียศวิญญูชน
เฉินผิงอันโล่งอก “ก่อนหน้านี้ยังกลัวว่าพวกเจ้าสองคนจะมีบุพ เพแต่ไร ้วาสนา”
เฉินผิงอันกุมหมัดคารวะเฉินตุ้ยโดยเฉพาะ “ไม่ได้เจอกันนาน เลยนะ”
เฉินตุ้ยยิ้มกุมหมัดคารวะกลับคืน “เฉินผิงอัน ไม่ได้เจอกันนาน เลย”
อีกฝ่ ายมีสถานะเยอะเกินไป ค าเรียกขานด้วยความเคารพมีเยอะ เกินไป แต่เฉินตุ้ยเป็ นคนที่คิดอะไรเรียบง่ายมาโดยตลอด แทนที่จะ มามัวครุ่นคิดว่าคาเรียกขานอย่างไร เหมาะสมกว่าก็ไม่สู้เรียกชื่ออีก ฝ่ายตรงๆ ไปเลย
ต้องรู ้ว่าปีนั้นครั้งแรกที่เจอกัน คนหนุ่มชุดเขียวที่สร ้างคุณูปการ สร ้างชื่อเสียงได้สาเร็จแล้วตรงหน้าผู้นี้ยังเป็ นเด็กหนุ่มสวมรองเท้า สานผอมแห้งตัวด า เคยช่วยน าทางพาพวกเขาขึ้นเขาไปด้วยกัน
คนที่เดินทางไปด้วยยังมีหนิงเหยา หลิวป้ าเฉียว และบัณฑิตผู้ สุภาพอ่อนโยนอีกคนหนึ่งของสกุลเฉินลาธารหลงเหว่ย
ตอนเฉินผิงอันอยู่ที่ทะเลสาบเหล่าอิง เดินเล่นกับซ่งจี๋ซินไป ภายใต้ร่มเงาของต้นหลิวริมทะเลสาบ พอดีกับที่ได้ยินซ่งจี๋ชินพูดถึง เรื่องเก่าหนึ่งหนึ่ง บอกว่าปีนั้นในเมืองเล็ก สตรีอย่างเฉินตุ้ยผู้นี้กาเริบ เสิบสานอย่างยิ่ง รับหมัดหนึ่งจากซ่งจ่างจิ้งอย่างโง่งม และนางเองก็ แกร่งไม่น้อย ดึงตัวเองออกมาจากผนังโดยที่ไม่พูดอะไรสักคา ภาย หลังซ่งจ่างจิ้งก็ให้คาประเมินนางเป็ นการส่วนตัวที่ไม่ต่าเลย
เหวินซูจวินย่อมต้องสงสัยใคร่รู ้ในตัวเฉินผิงอันอย่างมาก
อายุไม่มาก แต่กลับกลายมาเป็ นเหมือนบุคคที่มีชีวิตอยู่ในตารา ในภาพเหมือนแล้ว
หากอีกฝ่ ายเป็ นแค่อิ่นกวานคนสุดท้ายของก าแพงเมืองปราณ กระบี่ หรือเป็ นราชครูคนใหม่ของต้าหลี เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอีก ฝ่ าย ไม่แน่ว่านางอาจจะตื่นเต้นอย่างมาก กลัวว่าค าพูดหรือการ วางตัวของตัวเองจะไม่เหมาะสม
แต่พอ “เมื่อวาน” ผ่านพ้นไป นางก็รู ้สึกว่ามีอะไรให้ต้องกลัว มี อะไรให้ต้องตื่นเต้นกันเล่า ทัศนียภาพยิ่งใหญ่งดงามแบบใด บุคคล ประหลาดมหัศจรรย์แบบไหนที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน?
อันที่จริงหลังจากที่กู้ค่วงแนะนาชื่อและสถานะของเหวินซูจวิน แล้ว เฉินผิงอันก็รู ้แล้วว่าสามีของนางคือใคร ก่อนหน้านี้ตอนที่ขี่ กระบี่ข้ามทะเลของฝูเหยาทวีป สองฝ่ายเคยเจอหน้ากันมาก่อน
กู้ค่วงยิ้มถาม “เจ้าฉินเจิ้งซิวผู้นี้ อีกเดี๋ยวก็จะต้องย้ายไปเป็ นขุน นางในท้องถิ่นแล้ว เฉินอิ่นกวาน ลองเดาดูสิว่าเขาจะไปสร ้าง ความสาเร็จอยู่ที่ไหน?”
เฉินผิงอันเอ่ย “คงไม่ใช่ว่าไปเป็ นรองเจ้าขุนเขาอยู่ที่ทะเลาบก วานหูหรอกนะ?”
กู้ค่วงยิ้มเอ่ย “อันที่จริงฉินเจิ้งซิวอยากไปอยู่ที่สานักศึกษาชุน ซานที่เลื่อนติดอันดับเจ็ดสิบสองส านักศึกษามากกว่า แต่กลับถูก ศาลบุ๋นปฏิเสธ บอกว่าความเข้าใจที่เขามีต่อความรู ้สายเหวินเซิ่งยัง ไม่มากพอ”
เฉินผิงอันเอ่ย “เป็ นความเห็นของศิษย์พี่เหมากระมัง?”
กู้ค่วงหัวเราะดังลั่น
ฉินเจิ้งซิวเอ่ยอย่างอ่อนใจ “รองผู้อ านวยการเหมายังด่าด้วยว่า ความรู ้ของข้าตื้นเขิน และเป็ นพวกชอบประจบสอพลอผู้มีอ านาจ ข้า ก็เลยไม่กล้าพูดเรื่องนี้กับพวกฉวินอวี้ รองผู้อ านวยการเหมาออกจะ เข้มงวดไปสักหน่อย”
เฉินผิงอันกลั้นขา “คราวหน้าข้าจะช่วยพูดถึงเจ้าดีๆ ให้ศิษย์พี่ เหมาฟังก็แล้วกัน อย่างเช่นว่าความรู ้ลึกล้าหรือไม่ ข้าไม่แน่ใจ แต่ ต้องไม่ใช่พวกชอบประจบสอพลอผู้มีอ านาจอย่างแน่นอน”
เฉินซื่อพูดกลั้วหัวเราะเบาๆ “เซียนกระบี่เฉิน คราวก่อนอยู่ที่ กาแพงเมืองปราณกระบี่ไม่กล้าพูดคุยกับท่านมากนัก ในอดีตตอนที่
ไปขอศึกษาต่อ ข้าคือสหายร่วมห้องเรียนของหลิวเสี้ยนหยาง เขายัง เคยคุยโวกับข้าเป็ นการส่วนตัว บอกว่าในอนาคตท่านจะต้องเป็ นช่าง เตาเผาที่เผาเครื่องกระเบื้องเก่งที่สุดในใต้หล้าอย่างแน่นอน”
ปี นั้นเฉินผิงอันร่วมมือกับลู่จือ เฉินฉุนอัน วางแผนซุ่มโจมตี ล้อมสังหารปีศาจใหญ่ขอบเขตบินทะยาน ตนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใน ไพศาลมานานหลายปีบนมหาสมุทร
ดังนั้นเฉินฉุนอันจึงเคยพูดกับสหายรักว่า ได้ทาความปรารถนา ในใจเรื่องหนึ่งให้เป็ นจริงได้แล้ว
เฉินผิงอันหัวเราะฮ่าๆ “แต่ไหนแต่ไรมาหลิวเสี้ยนหยางก็เป็ นคน ที่คุยโวโดยไม่ต้องร่างค าพูดไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว”
สกุลเฉินผู้รอบรู ้ถูกขนานนามว่าเป็ นผู้ที่รวบรวมคุณความดีอัน คู่ควรแก่การตั้งซุ้มเกียรติยศจากทั่วหล้า ถ้าอย่างนั้นหลิวเสี้ยนหยาง ที่รักศักดิ์ศรีหน้าตาอย่างมาก พอไปถึงสานักศึกษาของทวีปอื่นซึ่ง เป็ นสถานที่ที่ตัวเองไม่คุ้นเคย คิดดูแล้วการปรากฏตัวของเฉินซื่อ การที่สองคนกลายมาเป็ นสหายกันก็คงทาให้หลิวเสี้ยนหยางปรับตัว ได้เร็วกว่าเดิมและผ่อนคลายมากกว่าเดิม
เฉินผิงอันท าท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด
เฉินซื่อเอ่ย “งานแต่งงานของหลิวเสี้ยนหยาง เขาได้ส่งเทียบ เชิญมาให้ข้านานแล้ว แต่แค่บอกให้ข้าใส่ของไปให้ เจ้าตะพาบผู้นี้ ย้าข้าอย่างลับๆ ซ้าไปซ้ามาบนจดหมายว่าตัวคนไม่ต้องมาแล้ว
ความหมายคร่าวๆ ก็คืองานแต่งครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย บ้านเขา ยากจนไปขอยืมโต๊ะและตะเกียบจานชามมาเพิ่มไม่ได้แล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เขาไม่ทาตัวห่างเหินกับเจ้าจริงๆ”
เฉินซื่อเอ่ยอย่างน้อยใจว่า “หลิวเสี้ยนหยางกับข้าเป็ นเพื่อนรัก กัน แต่กับเจ้ากลับเป็ นพี่น้องที่รักกัน ยังคงเป็ นความใกล้ชิดความ ห่างเหินที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “สนิทหรือไม่สนิทก็ต้องดูจานวนครั้งในการ ยืมเงิน”
เฉินซื่ออารมณ์ดีขึ้นมาทันใด “ช่วงแรกที่ไปขอศึกษาต่อที่สานัก ศึกษา ข้าปิดบังสถานะและตระกูลของตัวเอง แสร ้งท าเป็ นคนจน ล้วน เป็ นหลิวเสี้ยนหยางที่ช่วยเหลือเกื้อกูลข้าในยามขัดสน”
ในที่สุดเหวินซูจวินก็หาโอกาสพูดได้แล้ว “เฉินซื่อ คนอาศัย เสื้อผ้า ม้าอาศัยอาน ราศีของคนรวยสูงศักดิ์อาจยังจะพอเสแสร ้ง แกล้งท ากันได้ แต่คนจนกลับเสแสร ้งเป็ นกันได้ไม่ง่ายหรอกนะ แล้วก็ ต้องแกล้งท าได้ไม่เหมือนแน่นอน เจ้าส านักหลิวต้องมองออกมา ตั้งแต่แรกแล้วแน่ๆ”
เฉินผิงอันพยักหน้าเห็นด้วยกับคากล่าวนี้
เฉินซื่อเอ่ย “มิน่าเล่าข้าถึงไม่เคยเข้าใจว่าไฉนปีนั้นหลิวเสียนห ยางถึงเอาแต่คิดไม่ตกในเรื่องหนึ่งมาโดยตลอด ก็คือเรื่องที่ว่าใน
อนาคตพอกลับมาถึงบ้านเกิดแล้วจะท าให้เจ้ารู ้สึกว่าไม่มีเรื่องจะพูด กับเขาหรือไม่”
เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่ง นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็ถามว่า “รองเจ้า ลัทธิหันอยู่ที่ไหน?”
กู้ค่วงเอ่ย “อยู่ที่ตาหนักอวี้เขียวบนยอดเขา บอกว่าต้องการจะ ร าลึกความหลังกับคนรู ้จักเก่าคนหนึ่งเสียหน่อย”
นอกต าหนักจินหลวนของฮ่องเต้ตามค าเรียกขานของชาวบ้าน และในบทละครงิ้ว เชิงบันไดสีชาดมีผู้เฒ่าคนหนึ่งกับเด็กหนุ่มคน หนึ่งที่เพิ่งจะรู ้จักกันวันนี้นั่งอยู่ อีกเดี๋ยวพวกเขาก็จะกลายเป็ น อาจารย์และศิษย์กันแล้ว
ก่อนหน้านี้เฒ่าหูหนวกเดินเล่นอยู่ในตลาดของนครที่ไม่มีวัน หลับใหลแห่งนี้ เขาเจอตัวอ่อนด้านการฝึกตนที่คุณสมบัติไม่เลวคน หนึ่งจริงๆ คือเด็กหนุ่มจากตระกูลใหญ่ที่ชีวิตการกินอยู่สุขสบาย ข้าง กายมีพวก “รองเท้าบัณฑิตผู้ใสสะอาด” ที่คอยประจบสอพลอเลีย แข้งเลียขาผู้อื่นติดตามอยู่
เด็กหนุ่มเพิ่งจะออกมาจากหอโคมเขียว บนใบหน้ายังมีรอยผง ชาดที่ไม่ได้เช็ดให้สะอาดติดอยู่ แล้วก็ถูกผู้เฒ่าหลังค่อมสวมรองเท้า ผ้าคนหนึ่งมาขวางทางไป
เฒ่าหูหนวกพูดโน้มน้าวด้วยความหวังดีอยู่พักใหญ่ อีกฝ่ ายถึง ได้ไม่ไปแจ้งความ
คาว่าคุณสมบัติไม่เลว อันที่จริงก็คือมีหวังจะสร ้างโอสถ ทว่าแค่ นี้เฒ่าหูหนวกก็รู ้สึกว่าไม่เลวแล้ว ก่อนที่ฝนใหญ่สองครั้งจะตกลงมา พูดถึงแค่พื้นที่ในหนึ่งทวีป มีบินทะยานอยู่สักกี่คนกันเชียว? ทวีปแห่ง หนึ่งก็เหมือนประตูหน้าด่านบานหนึ่ง สะสมทรัพย์สมบัติมานานหลาย ร ้อยหรือเป็ นพันปี ห้าขอบเขตบนนอกจากบินทะยานก็มีน้อยจนนับ ได้ ผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่ตบะลึกล้าต่อให้ออกไปหาประสบการณ์ข้าง นอก มีใจอยากจะช่วยชี้ทางให้ผู้อื่นได้พ้นทุกข์ เดินทางไปทั่วเก้า ทวีปครั้งหนึ่งใช ้เวลานานหลายปี แต่จะสามารถนาพาคนขึ้นเขาได้ สักกี่คน?
เฒ่าหูหนวกคิดว่าแค่เดินเล่นอยู่ในเมืองหลวงรอบเดียวก็หาตัว เด็กหนุ่มที่มีโอกาสจะสร ้างโอสถทองคนหนึ่งเจอแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย
| เลย | แน่นอนว่าเฒ่าหูหนวกบอกไปแค่ว่าตัวเองคือเซียนดินที่บุกเบิก |
ถ้าสถิตไว้ในแจกันสมบัติทวีป เด็กหนุ่มถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ถ้า อย่างนั้นท่านเคยเข้าร่วมงานเลี้ยงท่องราตรีที่ภูเขาพีอวิ๋นไหม?