กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 7.3 ออกจากภูเขา
เฒ่าหูหนวกพลันไม่รู ้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี
เด็กหนุ่มตระกูลสูงที่มีชีวิตเป็ นอยู่สุขสบาย เขามีชื่อว่าจางอิง เขาเองก็ไม่ใช่คนหลอกง่ายขนาดนั้น
เฒ่าหูหนวกก็ไม่มัวพูดไร ้สาระกับเขา บอกว่าสามารถพาเขาไป วังหลวง ไปเข้าร่วมการประชุมที่ครึกครื้นครั้งนั้นได้ ถึงเวลานั้นก็จะรู ้ แล้วว่าเซียนดินแห่งแจกันสมบัติทวีปอย่างเขาไม่ใช่คาพูดที่เอาไว้ใช ้ หลอกลวงคนอื่น
พวกเขายืนอยู่ข้างกายขันที่ผู้เฆี่ยนแส้ส่งสัญญาณนาขบวน ทว่าขุนนางทุกคนที่เข้าร่วมการประชุมกลับท าเหมือนมองไม่เห็น พวกเขาสองคน เด็กหนุ่มตกตะลึงอย่างมาก หากตนเรียนวิชาเซียน บทนี้เป็ นจะไม่ใช่ว่าไม่ว่าจะไปที่ใดก็เหมือนเข้าไปในดินแดนที่ไร ้ผู้คน เลยหรอกหรือ ห้องหอส่วนตัวของพี่สาวหลายคนที่ถูกใจ บนเตียง ของสตรีโตเต็มวัยที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ก็ไม่ใช่ว่าแอบไปได้เหมือนกัน ไปยืนชมพวกนางวาดขนคิ้วตรงคันฉ่อง อาบน้าเปลี่ยนเสื้อผ้า…อะไร ที่มากกว่านั้น เด็กหนุ่มไม่กล้ามีความคิดที่ไม่ถูกไม่ควรแล้ว ตนคือ ปัญญาชนผู้สุภาพที่อ่านตาราอริยะปราชญ์มาจนเต็มอิ่มนะ วิญญู ชนขยับแต่ตาไม่ขยับมือ
เด็กหนุ่มพึมพ าเสียงเบา “สวีเร่าบ้าไปแล้ว”
พกกระบี่มาที่ท้องพระโรง ได้รับเครื่องยศเก้าอย่าง ฮ่องเต้คิดว่า ตัวเองคุณธรรมไม่สมกับตาแหน่ง เพื่อประชาราษฎร ์และแผ่นดินจึง ทาการสละราชบัลลังก ์มอบอานาจแก่ผู้อื่นตามธรรมเนียม…เพียงแต่ ว่าสวีเร่ามีลูกหลานหรือ?
เฒ่าหูหนวกยิ้มเอ่ย “ใจกล้าไม่น้อย ถึงกับเรียกชื่อตรงๆ”
จางอิงหันไปมองตรงบันไดหยกขาวสูงชัน ในต าหนักใหญ่มี บัลลังก ์มังกรในตานานตั้งอยู่ แนวแกนกลางของนครหลวงสายนี้ทอด ยาวไปจนถึงต าหนักอวี้เซียวบนยอดเขาของภูเขาบรรพบุรุษมหา บรรพตกลางต้าโซ่ว
ซานจวินหญิงท่านนั้นเหมือนสตรีที่ว่าราชการหลังม่านมาทุกยุค ทุกสมัย
จางอิงถอนหายใจ ขยี้ใบหน้าแรงๆ “เป็ นเทพเซียนแล้วมีอะไรดี กันนะ”
เฒ่าหูหนวกเอ่ย “สามารถทาให้เจ้ามีความมั่นใจมากขึ้นที่จะพูด ค าว่า “ไม่” กับคนมากมาย”
จางอิงก าลังจะเปิ ดปากพูดก็พลันรู ้สึกตาลาย มองเห็น…เทพ หญิงชุดขาวล่องลอยคนหนึ่ง?
สตรีคนนั้นยิ้มเอ่ย “สหายเหมาะจะเป็ นนักพรตผู้ทาหน้าที่ ถ่ายทอดวิชาและดูแลกิจวัตรการศึกษาในส านัก”
เฒ่าหูหนวกโบกมือ “ชมเกินไปแล้ว”
ชีวิตนี้ไม่ชอบและไม่ถนัดจะพูดจาเกรงใจตามมารยาทหรือเส แสร ้งแกล้งท าใส่ใครมากที่สุด ปากพูดเรื่องไร ้สาระแก่นสาร นั่น เรียกว่าใจคนไม่เหมือนในอดีต ขนบธรรมเนียมไม่เที่ยงตรง
ผู้ที่เล่าเรียนศึกษามรรคาอย่างเราๆ ฝึกกระบี่ก็ดี ฝึกบาเพ็ญตนก็ ช่าง มีหรือจะปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามกระแสคลื่น ไม่มีความคิด เป็ นของตัวเองเลยสักนิด? อยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นก็ควรต้องมีพลังตบะ อันหนักแน่น
เซียนกระบี่หญิงท่านนี้ นางคือผี ก็คือหุนเจ่อของนครจักรพรรดิ ขาว เจิ้งตั้น มาจากสายของเซียนกระบี่เยว่หนวี่
นางกวาดตามองไปรอบด้าน เอ่ยว่า “อาจารย์เจิ้งสั่งความไว้ว่า อินหนีมีสถานะมากมาย วิธีการก็ไม่ธรรมดา อย่าได้แตะต้องนางส่ง เดช ระวังว่าเมืองหลวงต้าโซ่วจะกลายเป็ นนครแห่งความตายในชั่ว เสี้ยววินาที”
เฒ่าหูหนวกขมวดคิ้ว “คือทางหนีทีไล่ที่โจวมี่ทิ้งไว้จากการเล่น งานเจ้าขุนเขาบ้านข้าหรือ?”
เจิ้งตั้นส่ายหน้า “ก็แค่หนี้เก่าก้อนหนึ่งที่ใต้หล้าไพศาลต้องใช ้คืน เท่านั้น ราชครูเฉินก็แค่บังเอิญผ่านทางมาพอดี ก็แค่ต้องเป็ นน้าบ่อที่ ไม่ยุ่งกับน้าคลอง ไม่มีความจาเป็ นต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
เฒ่าหูหนวกถาม “เจ้ามาที่นี่เพื่อมาเตือนหรือ?”
เจิ้งตั้นยิ้มเอ่ย “ถือว่าเป็ นหนึ่งในสาเหตุที่มา มีอีกเรื่องก็คือ อาจารย์เจิ้งบอกให้ข้าช่วยเป็ นคนกลาง โน้มน้าว “อินหนี” ให้ไปพบ หน้าอาจารย์เจิ้งในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของเปลี่ยวร ้างอย่างลับๆ”
จวนราชครูที่ไม่มีใครพูดถึงมานาน ทางราชสานักแค่ส่งนาง ก านัลในวังมาเก็บกวาดทาความสะอาดทุกๆ ช่วงระยะเวลาที่กาหนด เท่านั้น
หลิวเร่านั่งอยู่บนขั้นบันไดเพียงลาพัง ในใจมีเรื่องมากมายให้ ต้องคิด ทุกสิ่งที่เขาทาไปหากสรุปรวมกันแล้วก็น่าจะไม่พ้นประโยค ที่ว่า แคว้นจะล่มสลายแล้ว ทุกท่านตื่นเถอะ ยังจะนอนหลับเพ้อฝัน กันอีกหรือไร!?
ควันกลิ้งตลบพลันลอยขึ้นมาจากในเรือนของเมืองหลวงที่บอก ว่ามีผีอาละวาด แต่กลับไม่มีกลิ่นอายแห่งความชั่วร ้ายเลยแม้แต่น้อย พริบตาเดียวก็พุ่งมาถึงจวนราชครูแห่งนี้เรือนกายหนึ่งเผยขึ้นมา ท่ามกลางควันดา ถึงกับเป็ นผีที่เป็ นวิญญาณบริสุทธิ์โปร่งเบาและ ศักดิ์สิทธิ์ เรือนกายกายา สวมเสื้อเกราะพกดาบ รูปร่างคล้ายเทพ ทวารบาลตนหนึ่ง สีหน้าของเขาซับซ ้อน จ้องเขม็งไปยังหลิวเร่าที่ หวนกลับมายังจวนราชครูอีกครั้ง เอ่ยประโยคหนึ่งที่เหมือนกับอินหนี อย่างไม่มีผิดเพี้ยน “ไยต้องลาบากเช่นนี้ด้วย”
ตอนนั้นที่นั่นเกิดเรื่องครึกโครม นักพรตที่ตั้งปะราพิธีจับปีศาจก็ ไปทาพิธีในเรือนที่บอกว่ามีผีอาละวาดหลังนั้น จนใจที่ฝี มือของ นักพรตไม่ได้เรื่อง กลับกลายเป็ นว่าถูก “ผีร ้ายที่ตบะลึกล้าปั่นหัว
แทน ถูกแกล้งให้อับอายขายหน้า ถูกจับโยนไปไว้นอกเรือน นักพรต บากหน้ากลับไปในเรือน บอกกับครอบครัวนั้นว่าขอแค่กลับไปถึง ภูเขาจะเชิญศิษย์พี่ทั้งหลายให้มาช่วยกัน อันที่จริงความนัยของ นักพรตเฒ่าก็คือจะต้องเก็บเงินมัดจ ากลับไปแน่
แต่ว่าคนที่หยอกเย้านักพรตเล่นกลับไม่ใช่ผีตนนี้ แต่เป็ นภูตเกเร ตนหนึ่งที่ถูกเขาการาบไว้เมื่อหลายปีก่อน
หลิวเร่ายิ้มเอ่ย “แม่ทัพใหญ่ไฉ ในที่สุดก็ยอมปรากฏตัวแล้ว หรือ”
ผีตนนั้นเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ทุกวันนี้ตาเฒ่าหลิวเจอกับอินฮู หยิน พูดจาไม่อึกอักแล้วหรือ?”
หลิวเร่าพยักหน้า “อย่าว่าแต่พูดจาคล่องแคล่วเลย ทุกวันนี้มอง นางตรงๆ ข้าก็ยังมองได้อย่างผึ่งผาย สายตาฉายประกายเจิดจ้า กลับ เป็ นนางที่ต้องลาบากใจเสียเอง”
ผีกิ่งเชื่อกิ่งกังขา “หลังจากเลิกประชุมแอบไปดื่มฉี่ม้ามาสอง ต าลึงหรือ?”
หลิวเร่าหลุดหัวเราะพรืด “หากเจ้าไม่เชื่อก็ไปถามเฉินอิ่นกวาน ได้เลย เขาสามารถเป็ นพยานให้ได้”
ซื่อสัตย์สุจริตมาตลอดชีวิต สร ้างคุณความชอบอันยิ่งใหญ่ หลัง ถอดเสื้อเกราะลาออกจากวงการขุนนาง หน้าประตูเรือนเงียบเหงาจน สามารถกางตาข่ายจับนกได้ หลังตายไปก็ไม่มีบริวาร ในเรือนไร้
นางบาเรอ ทรัพย์สมบัติก็มิได้สะสมไว้ คงความบริสุทธิ์ผ่องใสได้ อย่างหมดจด
ผีหัวเราะหยัน “บุรุษที่กลัวภรรยามักจะลาเอียงเข้าข้างคน ประเภทเดียวกัน ข้าเชื่อเขาก็ไม่เท่ากับเชื่อคาพูดเพ้อเจ้อของเจ้า หรือ?”
ตาหนักอวี้เซียวบนยอดเขา
อาจารย์ผู้เฒ่าหันยืนเอาสองมือไพล่หลังอยู่ในตาหนักที่มีม่านมุ่ง หนาชั้น มองเทวรูปลงสีองค์นั้น เอ่ยว่า “เป็ นเจ้าจริงเสียด้วย”
ร่างทองร่างหนึ่งเดินออกมาจากเทวรูป อินหนีขมวดคิ้ว “รองเจ้า ลัทธิหัน คาพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?”
อาจารย์ผู้เฒ่าหันเอ่ยด้วยน้าเสียงเฉยเมยว่า “ออกมาพูดคุยกัน”
อินหนีอับอายขุ่นเคืองสุดขีด พวกเจ้าแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็ นรอง เจ้าลัทธิศาลบุ๋น ราช ครูต้าหลี เซียนกระบี่ของกาแพงเมืองปราณ กระบี่ วิญญูชนผู้เที่ยงตรงของสานักศึกษา และยังมีเจ้าคนแซ่เจิ้งผู้ นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กหนุ่มชุดขาวที่สมองมีปัญหาผู้นั้น…ไม่จบ ไม่สิ้นสักทีหรือ?!
และเวลานี้เอง อินหนีพลันยกมือขึ้นกุมขมับ นาทีถัดมาก็เหมือน มีวัตถุอย่างหนึ่ง ควบคุมสองมือของนาง ผิวหนังตรงหน้าผากฉีก ถูก ฉีกทิ้งร่างอาคมลงทองชั้นหนึ่งออกกลายเป็ นสตรีไร ้ผิวหนังที่เลือด เนื้อปะปนกันคนหนึ่ง “เดินออกมา” สองเท้าพลิ้วลงบนพื้นแล้วนางก็
สร ้างอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าขึ้นมาใหม่ ผิวพรรณขาวนวลผุดงอก ขึ้นมา นางคือสตรีคนหนึ่งที่งดงามยิ่งกว่าอินหนี ความบกพร่องใน ความสมบูรณ์แบบก็คือบนใบหน้าของนางเหมือนมีเกล็ดสีทองเล็กๆ ทับซ ้อนกันอยู่หลายชั้น ทาให้นางเปลี่ยนจากความงามล้าไปเป็ น แปลกประหลาด ไม่เหมือนมนุษย์
ก็เหมือนอย่างที่เจิ้งต้าเฟิ งพูดไว้ เมื่อคืนวานไม่ว่าจะเป็ นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้า ตนใดที่พบเห็นเฉินผิงอันก็จะเกิดใจรัก และแค้นอย่างรุนแรง ทว่าอินหนีกลับไม่มีความรู ้สึกใดๆ เลย
เวลานี้นางเหลือบมองไปยังวังหลวงที่ตั้งอยู่ตรงตีนเขา หัวเราะ หยันเอ่ยว่า “หากไม่เป็ นเพราะบนร่างของเขามีกลิ่นอายของเผ่าพันธุ์ น้าเจือปนอยู่มาก ข้าก็จะต้องทาให้เขาแบกรับผลที่ตามมาให้จงได้! สรรพชีวิตนับล้านในเมืองหลวงมีความเกี่ยวพันกับมหามรรคาของ ข้าอย่างแนบแน่น เอาเป็ นว่าหากข้ามีชีวิตอยู่ พวกมันก็รอด แต่หาก ข้าตาย พวกมันก็ตายทั้งหมด ทาให้ข้าโมโหขึ้นมาก็อย่าว่าแต่เขา เฉินผิงอันที่ต้องเจอหายนะซ้าซ ้อนเลย เจ้าที่เป็ นรองเจ้าลัทธิของ ศาลบุ๋นก็ต้องพลอยเดือดร ้อนไปด้วย ท าให้เมืองหลวงของราชวงศ์ แห่งหนึ่งต้องกลายเป็ นดินแดนแห่งผี บัณฑิตอย่างพวกเจ้าสองคน ล้วนเป็ นตัวการร ้าย…”
นางจ้องมองอาจารย์ผู้เฒ่าหันด้วยสายตาเป็ นศัตรู ด้านหนึ่งก็ แบ่งสมาธิไปพูดกับเจิ้งตั้นที่อยู่ตรงเชิงบันไดสีชาดของวังหลวงไป ด้วย “ช่วยปฏิเสธการเชื้อเชิญด้วยความหวังดีของอาจารย์เจิ้งแทน
ข้าที บอกไปว่าข้าไม่มีความคิดจะไปเปลี่ยวร ้าง ต่อให้ถูกศาลบุ๋น แผ่นดินกลางมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ข้าก็อยากจะเห็นนักว่าพวก เขาจะท าอะไรข้าได้….”
ขณะที่นางกาลังพูด ตรงธรณีประตูของตาหนักใหญ่ก็มีชาย ฉกรรจ์เคราดกพกกระบี่คนหนึ่งเดินข้ามธรณีประตูเข้ามา
นางเพ่งสายตามองไปก็หลุดปากเรียกชื่อของคนผู้นั้นออกมา โดยตรง “หลิวชา!”
จอมยุทธเคราดกที่สวมชุดผ้าป่ านรองเท้าสาน ขมวดคิ้วเอ่ย “อาจารย์หัน จะฆ่าจะแกงอย่างไรก็ตามใจ แต่ปัญหาคือก่อนจะฆ่า นาง เมืองหลวงแห่งนี้จะทาอย่างไร?”
ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน
คนชุดเขียวหดย่อพื้นที่มาถึงบนยอดเขา ริ้วกระเพื่อมแห่งวิถีวร ยุทธก็แผ่ออกมาตามธรรมชาติ เฉินผิงอันเอ่ย “มีอะไรก็พูดจากันดีๆ ก่อน หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่อาจปรึกษาหารือกันได้ก็ค่อยตัดสินใจ ว่าจะฉีกหน้าแตกหักกันหรือไม่”
นางตวาดกร้าว “ข้าจะไม่ปรึกษาอะไรกับพวกเจ้าแม้แต่ประโยค เดียว แล้วจะท าไม?!”
เฉินผิงอันยกเท้าขึ้น ไม่ได้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป แต่ยืนอยู่ ด้านบนธรณีประตู แค่นี้ก็ทาให้ร่างของนางแข็งที่อ รู ้สึกหนักอึ้งมาก กว่าเดิมเป็ นทบทวีแล้ว
นางเอ่ยอย่างตกตะลึง “ทาไมเจ้าถึงรู ้ศาสตร ์ฟันยอดเขาเขียวที่ หายสาบสูญไปนานบทนี้?”
และเวลานี้เองก็มีแขกไม่ได้รับเชิญอีกคนมาเยือนที่แห่งนี้ เขาเอง ก็ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ไม่คิดจะปรึกษากันจริงๆ หรือ? ระวังว่าข้าจะเตะเจ้าจนหัวหลุดกระเด็นล่ะ”
นางเจอกับเฉินผิงอันยังดี อันที่จริงท่าทางที่แสดงออกก็คือแข็ง นอกอ่อนใจ อีกทั้งยังไม่ยินดีจะผูกปมแค้นกับเขาอย่างแท้จริงด้วย แต่รอกระทั่งนางได้จเอคนผู้นี้ จิตสังหารกลับเพิ่มขึ้นพรวดพราดแล้ว
พริบตานั้นใบหน้าของนางพลันนองไปด้วยน้าตา เหม่อมองเรือน กายเล็กบางที่อยู่นอกประตู “องค์หญิง คือท่านจริงหรือ?”
ปีนั้นนางยกทัพก่อกบฏ ก็ไม่ใช่เพื่อองค์หญิงที่เคยมีพระคุณต่อ ตนเองผู้นี้หรอกหรือ?
ที่แท้ก็คือหวังจูที่ติดตามเฉินชิงหลิวมาเยือนตาหนักอวี้เซียว นาง ถลึงตาเอ่ย “ผ่านไปตั้งสามพันปีแล้ว ทาไมถึงยังทาอะไรสนแต่หัวไม่ สนบั้นท้ายเช่นนี้อยู่อีก อย่าหวังว่าจะทาตัวเหลวไหลได้ คืนเนื้อ หนังมังสากลับไปให้เจ้าของร่างเดิมซะ ร่างจริงรีบตามข้ากลับจวน วารีเดี๋ยวนี้!”
สตรียิ้มได้ทั้งที่น้าตานองหน้า “ได้!”
นางเดินก้าวหนึ่งมาอยู่ข้างกายหวังจู โอบกอดนางไว้เบาๆ พึมพ าว่า “องค์หญิงได้รับความอยุติธรรมแล้ว”
หวังจูร่างแข็งที่อ ลังเลอยู่พักหนึ่งก็ยังยกมือขึ้นตบไหล่ของนาง
อาจารย์หันหัวเราะ เอ่ยกับหลิวชาว่า “วิญญูชนลั่นวาจาแล้วไม่ คืนค า”
หลิวชาตีหน้าเคร่งเอ่ย “ดีเลย”
อาจารย์หันมาที่หัวกาแพงของเมืองหลวง มาอยู่ข้างกายเด็ก หนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่สะบัดชายแขนเสื้อสีขาวหิมะสองข้าง
เด็กหนุ่มชุดขาวเหมือนพึมพากับตัวเอง “ในอดีตศิษย์พี่ศิษย์น้อง ร่วมสานักทั้งหลายของสายเหวินเซิ่งมารวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์ บทความของอริยะปราชญ์ ต่างคนต่างก็มีความชื่นชอบของตัวเอง”
“เด็กหนุ่มที่วาดฝันต่อยุทธภพบอกว่าถ้อยคาของอาจารย์หัน ร ้อยเรียงได้เปี่ยมพลังฉายประกายคมกริบ มีความองอาจยิ่งใหญ่มิ อาจหาผู้ใดเทียบเทียม ประหนึ่งสายฟ้ าฟาดฟันผ่าอากาศ ราวกับ ปรมาจารย์วิถีวรยุทธปล่อยหมัดใส่วงการการประพันธ์ ดังแม่ทัพผู้ เหี้ยมหาญบุกสังหารไปในแวดวงบัณฑิตและนักปราชญ์ พลังอ านาจ ย่อมต้องเหมือนผ่าล าไม้ไผ่ บุกไปที่ไหนที่นั่นก็พังราบเป็ นหน้ากลอง ง่ายดายประหนึ่งเรื่องเด็กเล่น”
“นักบัญชีขี้เหนียวบอกว่า หากให้ข้าวิจารณ์ผลงานของตัวเอง แทนอาจารย์หัน ก็น่าจะเป็ นคาว่า “เรื่องของบทความ ถึงอย่างไรก็ยัง เป็ นแค่วิถีเล็กๆ คนที่อ่านตาราประวัติศาสตร ์คนที่เปิดหนังสือของ โลกยุคหลัง อย่าได้ปล่อยให้เรื่องลี้ลับอัศจรรย์ทั้งหลายมาบดบัง
สายตาจนทาให้ความตั้งใจอันเปี่ยมด้วยความปรารถนาดีต้องสูญ เปล่า”
“เจ้าโง่ตัวโตบอกว่ามีคุณความชอบในการสืบทอดและจัด ระเบียบระบบของลัทธิขงจื๊อ เป็ นรองเจ้าลัทธิของศาลบุ๋นได้อย่าง เหลือเฟือ เพียงแต่ว่าค่อนข้างมีความเห็นที่เอนเอียงไปทางลัทธิพุทธ น่าเสียดายที่มิอาจได้พบเห็นผู้ยิ่งใหญ่ดุจมังกรและคชสารนั้นด้วยตา ตนเอง”
“สิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยก็คือใจข้าแสวงหามหามรรคามาเนิ่นนาน มรรคาอยู่ที่การพูดอย่างตรงไปตรงมา อยู่ที่การเลือกวัตถุดิบ ไม่ได้ อยู่ที่ความเจิดจ้าของงานประพันธ ์ อยู่ที่การปกครองบ้านเมืองและ ผลงานทางการทหาร มิใช่อยู่ที่การรักษาตัวให้ดีอยู่ลาพัง อยู่ที่ความ จริงใจ อยู่ในยุคสมัยปัจจุบันและอีกพันปีข้างหน้า”
“หลายปีให้หลัง ศิษย์น้องเล็กพูดกับลูกศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจว่า เป็ นก าพร้าตอนสามขวบ เชื่อว่าเส้นทางการศึกษาเล่าเรียนต้อง ยากล าบากมากอย่างแน่นอน”
ฟังมาถึงตรงนี้ อาจารย์ผู้เฒ่าหันปรบมือยิ้มเอ่ย “แม่งพูดได้ดี จริงๆ!”
บนยอดเขา นอกตาหนักอวี้เซียว อินหนีที่กลับคืนมาเป็ นอิสระ อีกครั้งมองส่งพวกเขาลงจากภูเขา ข้างกายของนางยังมีเฉินชิงหลิว ที่ท่วงท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์อยู่ด้วย
บนเส้นทางภูเขา หลิวชาถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผ่านพ้นมัน มาได้อย่างไร?”
เฉินผิงอันตอบอย่างไม่ปิดบัง “นอกจากเฉินชิงหลิวปล่อยกระบี่ ถามมรรคาแล้ว ยังมีหลี่เซิ่งกับหลิวเสี่ยงร่วมมือกันเปิดหอพิทักษ์เมือง เก้าแห่งของใต้หล้าไพศาล”
หลิวชาพยักหน้า “คู่ควรแล้ว”
เฉินผิงอันเองก็ไม่ถามว่าท าไมหลิวชาถึงออกมาจากศาลบุ๋นได้ หรือเพราะหลิวชามีสัญญาวิญญูชนอะไรกับอาจารย์ผู้เฒ่าหัน เพียง แค่เอ่ยว่า “ข้ารู ้จักสถานที่ตกปลาดีๆ หลายแห่ง”
หลิวชาก าลังจะพยักหน้าตกลง แต่กลับได้ยินอีกฝ่ ายเอ่ยประโยค ที่เกินความจาเป็ นเสริมมาอย่างรวดเร็ว “รับรองว่าต่อให้ฝีมือการตก ปลาจะแย่แค่ไหนก็ต้องได้ปลาแน่นอน”
แสงจันทร ์เหมือนสายน้า การลงจากภูเขาจึงเหมือนเดินลุยน้า หวังจูได้แต่เอ่ยปลอบ ใจนางอย่างเก้ๆ กังๆ นางเดี๋ยวก็หัวเราะเดี๋ยวก็ ร ้องไห้ พูดพึมพาอยู่กับตัวเอง หวังจูจึงเริ่มร าคาญนางแล้ว แต่นางก็ ยังตอแยถามโน่นถามนี่จากหวังจู ทาเอาหวังจูหงุดหงิดจนบอกให้ นางกลับไปที่ตาหนักอวี้เซียว แต่นางกลับเสนอว่าไม่สู้ทุกคนไปดื่ม เหล้าด้วยกันสักมื้อ นางเลี้ยงเอง หวังจูเหลือบมองบุรุษที่เอาสองมือ สอดไว้ในชายแขนเสื้อ แต่เขากลับถามหลิวชาว่าคิดว่าอย่างไร หลิว ชาบอกว่าหาร้านเหล้าข้างทางง่ายๆ สักร้านก็พอ หวังจูจึงบอกให้เจ้า
บ้านอย่างนางนาทาง ถามนางว่ามีเงินไหม นางกลับบอกว่าเลี้ยงก็ ส่วนเลี้ยง คนละเรื่องกับจ่ายเงินไม่จ่ายเงิน อย่างมากก็จะคิดลงใน บัญชีของอินหนี หลิวชาถึงกับพยักหน้าตกลงบอกว่าดื่มเหล้าแบบนี้ ถึงจะมีรสชาติ เฉินผิงอันบอกว่าตัวเองใช ้นามแฝงว่าเฉาโม่ ไม่กลัว ว่าจะขายหน้า หวงลูกลอกตามองบน บอกว่านางเลี้ยงข้าจ่ายเงิน นางบอกว่าองค์หญิงช่างดีเหลือเกิน ยังคงเหมือนในอดีต ท าเอาหวังจู โมโหจนบอกให้นางรีบขยับไปห่างๆ…
ภูเขาเขียวนับหมื่นลูกในโลกมนุษย์ พืชหญ้าบนทุ่งกว้าง เจริญเติบโตอย่างงอกงาม นทีร ้อยสายยิ่งใหญ่ไหลลงสู่มหาสมุทร ดื่ม เหล้าแค่ชามเดียวไม่อาจพูดเรื่องหมื่นปีได้หมดสิ้น ก็จงวางชามเหล้า ไว้บนโต๊ะเหลือรอไว้ให้คนใหม่มานั่ง