กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 8.2 เด็กหนุ่ม
บทพิเศษ ตอนที่ 8.2 เด็กหนุ่ม
หลิวชากระตุกมุมปาก ไม่ถือสาเด็กหนุ่มชุดขาวที่ปากเต็มไป ด้วยอาจมผู้นี้ แน่จริงทาไมไม่นั่งโต๊ะตัวเดียวกับกู้ชิงชงล่ะ?
จินหลี่เองก็ไม่ถือสาการพูดเหน็บแนมพาดพิงของ “ซิ่วหู่” เพียง แค่เอ่ยอย่างปลงอนิจจังมาประโยคหนึ่งว่า “หากเจ้าเกิดเร็วกว่านี้สัก สามพันปี ปีนั้นก่อกบฏไปพร ้อมกับข้า จะสาเร็จหรือไม่ก็บอกได้ยาก จริงๆ”
หวังจูเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “ในสมองมีแต่ค าว่า ‘ก่อกบฏ’ หรือ ไร?”
จินหลี่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ดูท่าข้าควรจะเป็ นวิญญูชนที่พึง ทบทวนตรวจสอบตนเองวันละสามครั้งแล้วล่ะ”
ชุยตงซานเอ่ยอย่างตกตะลึง “เมืองหลวงต้าโซ่วคือสถานที่ฮวง จุ้ยดีเยี่ยมจริงๆ ทุกหนทุกแห่งมีแต่เมล็ดพันธ์บัณฑิต!”
จินหลี่คิดขึ้นได้ว่าเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถือเป็ นชุยฉาน ครึ่งตัว นางจึงได้แต่อดทนกับการท้าทายของชุยตงซาน นางแค่ถาม อย่างใคร่รู้ว่า “ตาเฒ่าหันวางใจให้ข้าไปอยู่จวนวารีขององค์หญิงจริง หรือ?”
นั่นคืออาณาเขตของมหาสมุทรบูรพาสถานที่ตั้งรกรากของนาง เชียวนะ! ไม่ใช่ว่านางโอ้อวดคุณความชอบและชื่อเสียงของตัวเอง ทว่าควันธูปของสายห้าทะเลสาบสี่มหาสมุทรเมื่อเทียบกับพรรคจวน เซียนของบนบกแล้วก็มั่นคงกว่ามาก ตอนนั้นมีตาหนักใต้ทะเลกี่มาก น้อย มีพรรคที่เผ่าพันธ ์น้าเป็ นผู้ครองอานาจกี่มากน้อยที่ทุกวันนี้ยัง แอบแขวนภาพเหมือนของบรรพบุรุษอย่างนางไว้ในห้องลับ?
เฉินผิงอันเอ่ย “แน่นอนว่าไม่วางใจ”
จินหลี่ยิ่งสงสัยมากกว่าเดิม ปรายตามองชายฉกรรจ์เคราดกผู้ นั้น นางถามหยั่งเชิงว่า “ศาลบุ๋นจะมาตกปลาใหญ่ที่นี่หรือไร?”
หลิวชาหัวเราะ ชุยตงซานปรบมือร ้องชอบใจ “ในกางเกงมีแต่ดิน เหลือง ไม่ใช่ขี้ก็เหมือนขี้แล้วนะ”
เฉินผิงอันยกชามเหล้าขึ้น เอ่ยว่า “ขอแค่พวกเจ้าไม่ล้าเส้น ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางก็ไม่มีทางมาหาเรื่อง ไม่มีทางใช ้แผนการชั่วร ้าย เพื่อกาจัดภัยแฝงที่อาจตามมาภายหลัง หลักการเดียวกัน ขอแค่ ศาลบุ๋นไม่ได้ไปหาเรื่องพวกเจ้า พวกเจ้าก็อย่าได้กระเหี้ยนกระหือรือ คิดลงมือท าอะไร เห็นศาลบุ๋นเป็ นคนโง่ สหายจินหลี่ คือสุราคารวะ หรือสุราลงทัณฑ์ ล้วนอยู่ที่ความคิดของเจ้าเท่านั้น”
จินหลี่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพลันคลี่ยิ้มราวบุปผาผลิบาน ยกชาม เหล้าขึ้น “มา ขอบังอาจให้อาจารย์เฉินดื่มสุราคารวะข้า”
เฉินผิงอันยิ้ม ยื่นชามเหล้าชนกับชามของอีกฝ่ ายเบาๆ ต่างคน ต่างดื่มจนหมด แล้วจินหลี่ก็รินให้ตัวเองเต็มชามอีกครั้ง “ใครคารวะ ข้า ข้าก็จะคารวะคนผู้นั้นมากยิ่งกว่า เฉินผิงอันข้าจะดื่มสามชาม ติด”
หวังจูพูดด้วยสายตาไม่พอใจ “เห็นข้าเป็ นหัวหลักหัวตอ คิดว่า ข้ามีแต่จะถูกจินหลี่ยุยงปลุกปั่น ปั่นหัวจนหัวหมุนอย่างนั้นหรือ?”
จินหลี่มีสีหน้าตื่นตระหนก “องค์หญิง คาพูดนี้ทาร ้ายจิตใจกัน แล้ว บ่าวหรือจะกล้าท าเกินฐานะของตัวเอง”
เฉินผิงอันพูดด้วยน้าเสียงเฉยเมย “สหายจินหลี่ การที่ศาลบุ๋นย อมปล่อยเจ้ากลับไปยังน่านน้ามหาสมุทรบูรพาที่มีรากฐานแน่นหนา ไม่ได้วางใจเจ้า แต่เพียงแค่เพราะวางใจข้าพูดง่ายๆ ก็คือข้าคือคน รับประกันจวนวารีมหาสมุทรบูรพาต่อศาลบุ๋น หากมีวันหนึ่งเจ้าไม่ดื่ม สุราคารวะ แต่จะดื่มสุราลงทัณฑ์ ทาให้ข้ายากจะปฏิเสธความผิดให้ พ้นตัว จ าต้องแบกพุ่มหนามไปขอขมาต่อศาลบุ๋น ถ้าอย่างนั้นข้าก็ จะต้องผูกหัวหนึ่งไว้บนเส้นหนามก่อน”
จินหลี่ยกฝ่ ามือขึ้น เฉินผิงอันอึ้งตะลึง นางหัวเราะดังลั่น “มัวอึ้ง อยู่ท าไม ตีมือกันเป็ นค าสาบานสิ!”
เฉินผิงอันจึงได้แต่ยกมือขึ้นตีมืออีกฝ่ าย คาดไม่ถึงว่าจินหลี่จะ รวบมือเขากาไว้ หัวเราะฮ่าๆ “ขอแต๊ะอั๋งหน่อย”
ชุยตงซานตามองจมูก จมูกมองใจ แสร ้งท าเป็ นมองไม่เห็นอะไร ทั้งนั้น สตรีผู้นี้คือวัตถุดิบที่ดีในการทาเรื่องขบถจริงๆ เห็นว่าอาจารย์เหมือนจะครุ่นคิดอะไรอยู่ ชุยตงซานก็ถามว่า “อาจารย์ คิดอะไรอยู่หรือ” เฉินผิงอันเอ่ย “ตัวเลือกของราชครูต้าหลีคนถัดไป” ชุยตงซานรู ้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
ตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจของเฉินผิงอันย่อมต้องเป็ นชุยตงซาน
ชุยตงซานพูดอย่างคนที่ทาความดีชดใช ้ความผิด “อาจารย์คิด ว่าเฉาฉิงหล่างเป็ นอย่างไร?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า ไม่ใช่ว่าจะต้องให้เฉาฉิงหล่างรับหน้าที่เป็ น เจ้าส านักคนถัดไปของส านักกระบี่ชิงผิงเสมอไป เพียงแค่เพราะลูก ศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจของตนผู้นี้มีหวังที่จะเป็ น ผู้รอบรู ้อันดับหนึ่ง มากที่สุด
ชุยตงซานบอกชื่อออกมาอีกสองชื่อ “เฉาเกิงซิน หรือไม่ก็หยวน เจิ้งติ้ง?”
ศัตรูทั้งในทางตระกูลและในวงการขุนนางคู่นี้ เดิมทีก็ถูกอบรม ปลูกฝังให้เป็ นผู้สืบทอดตาแหน่งเสนาบดีอยู่แล้ว อันที่จริงยังมีคนรุ่น เยาว์อีกบางส่วนที่ต่างก็ถูกคัดออกไปอย่างเงียบเชียบแล้ว
เฉินผิงอันกล่าว “มีขุนนางหนุ่มที่ไม่ใช่คนของต้าหลี อายุอยู่ ประมาณสามสิบห้าปีบ้างหรือไม่”
ชุยตงซานถาม “หรงอวี่มีเอกสารที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้างไหม?” เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่มี”
ชุยตงซานเอ่ย “คราวหน้าข้าจะไปวางแผนร่วมกับผู้บัญชาการ ใหญ่ท่านนั้นเอง เขามีความสัมพันธ ์ที่ไม่เลวกับหลิ่วชิงเพิ่งมาโดย ตลอด ไม่แน่ว่าอาจจะมีความรู้ความเข้าใจอะไรบางอย่าง”
เฒ่าหูหนวกพาจางอิงลูกศิษย์ที่เพิ่งรับตัวมาใหม่ตอนนี้ยังไม่ได้ บันทึกชื่อชั่วคราวมาที่นี่ ใช ้เสียงในใจบอกกับเจ้าขุนเขาบ้านตน ผู้ ฝึกกระบี่กลุ่มของลู่จือได้ย้อนกลับไปที่สานักกระบี่หลงเซี่ยงของทักษิ นาตยทวีปแล้ว
ฉีถิงจี้นาไปที่ท่าเรือกุยซวีก่อน รอให้หมี่อวี้ไปรวมตัวกันที่นั่น เพื่อเดินทางไปเยือนเปลี่ยวร ้างด้วยกัน
จากเบาะแสที่นักพรตโช่วซุนแห่งตาหนักเสียเพิ่งเสนอมาให้ ช่วง นี้หวงหลิงกับเซวียนหยางจึงคิดจะไปที่ภูเขาหมางซานซึ่งเป็ นซาก ปรักโบราณของเกราะทองทวีปด้วยกัน ไปตาม หาผีเซียนหญิงที่มี ฉายาว่าชิงเมี่ยว มีชื่อว่าโจวซึ่งอย่างลับๆ หากสามารถถือโอกาสนี้ หลอก “เซียนกระบี่สวีจวิน” ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือท่านนั้นไปอยู่ที่สานัก กระบี่หลงเซี่ยงได้ย่อมดีที่สุด
หวังจูลุกขึ้นเอ่ย “ไปแล้ว”
จินหลี่ลุกตาม ยืดแขนบิดขี้เกียจ ฟ้ าดินกว้างใหญ่ คลื่นมรกต หมื่นลี้ ตนจะต้องช่วยองค์หญิงท าให้จวนวารีแห่งมหาสมุทรบูรพา กลายเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอันดับหนึ่งแห่งเวทวารีให้จงได้
เฉินผิงอันพยักหน้า “บัณฑิตพึงมีใจที่ยิ่งใหญ่และความมุ่งมั่น หนักแน่น เพราะภาระที่แบกรับนั้นหนักหนาและหนทางก็ยังยาวไกล”
จินหลี่ดวงตาสดใสฟันขาวงดงาม เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งสตรี นางยอบกายคารวะอย่างแช่มช ้อย คลี่ยิ้มหวานเอ่ยว่า “คุณชายเฉิน โปรดถนอมตัวด้วย จ าไว้ว่าแวะไปเป็ นแขกที่จวนวารีบ่อยๆ นะ บ่าวจะ รอคอยท่าน”
เฉินผิงอันหน้าด าทะมึน แสร ้งท าเป็ นไม่ได้ยิน
หลิวชาดื่มเหล้าชมเรื่องสนุกโดยไม่ต้องจ่ายเงิน รู ้สึกว่าน่าสนใจ ยิ่งนัก มีช่วงเวลาที่เจ้าเฉินอื่นกวานสะอึกอึ้งด้วยหรือ
ข้างโต๊ะสุรา
เด็กหนุ่มตระกูลสูงที่ในหัวมีแต่กลอุบาย คิดมาตลอดทางว่าควร จะเรียนวิชาพรางตัวตระกูลเซียนก่อน แล้วค่อยเรียนวิชาลอดทะลุ ก าแพงของบนภูเขาอย่างไรดี พอได้เจอกับสาวงามที่แท้จริงกลับเกิด ขลาดกลัวเสียอย่างนั้น
ผู้เฒ่าคนหนึ่งลักษณะคล้ายผู้ดูแลเดินมาที่นี่ พาคนงานในบ้าน ที่เป็ นชายฉกรรจ์เปี่ยมไปด้วยก าลังวังชามาด้วยหลายคน พอเห็น เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะก็เดินก้าวเร็วๆ ขยับเข้ามาใกล้ “อิงกวาน
เอ๋อร ์ หาตัวเจ้าเจอเสียที รีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้ นายท่านร ้อนใจจนไฟ โทสะพุ่งสูงสามจั้งแล้ว เขาบอกกับพวกเราไว้แล้วว่าหากภายในหนึ่ง ชั่วยามพาเจ้ากลับบ้านไม่ได้จะตัดขาที่สามของเจ้าเสีย”
จางอิงกลับรู ้ว่าเป็ นราชครูหลิวเร่าผู้เสียสติที่ไม่ต้องการให้เมือง หลวงต้าโซ่วสิบกว่าปี หรืออาจถึงขั้นหลายสิบปีข้างหน้าได้มีค่าคืน อันงดงามชวนเคลิบเคลิ้มท่ามกลางหมู่ดอกไม้และแสงจันทร ์อีกต่อไป
เด็กหนุ่มเดาสถานะของคนประหลาดที่นั่งกันอยู่ที่โต๊ะเหล้าพวก นั้นไม่ออก เพียงอธิบายกับผู้ดูแลของตระกูลว่า “ข้าเพิ่งจะรับอาจารย์ คนหนึ่งมา จะติดตามเขาขึ้นเขาไปฝึกวิชาเซียน”
ผู้ดูแลเฒ่าไม่แม้แต่จะฟังคาพูดไร ้สาระพวกนี้ เพียงแค่เร่งรัดว่า “อิงกวานเอ๋อร ์รับอาจารย์ของเจ้าแล้วได้เรียนวิชาเซียนย่อมเป็ นเรื่อง ดี แต่เจ้าต้องกลับจวนไปกับพวกเราก่อน”
เฒ่าหูหนวกมองเจ้าขุนเขาของตน เฉินผิงอันจึงยิ้มเอ่ยว่า “เจ้า กลับบ้านไปพร ้อมกับหนุ่มน้อยก่อน บอกให้คนในครอบครัวของเขา วางใจ เชื่อว่าออกจากบ้านขึ้นเขาไปแล้วก็ถือว่ามีจุดหมายมีที่ไป อย่างชัดเจน หากอีกฝ่ ายไม่เชื่อเจ้าจริงๆ กลัวว่าเด็กหนุ่มจะหลง เดินทางผิด ไม่เพียงแต่ถ่วงรั้งอนาคตของการสอบเคอจวี่ แล้วยังเป็ น ภัยต่อชีวิตของเขาด้วย เจ้าก็สามารถแสดงสถานะผู้ถวายงานอันดับ รองออกไปได้”
เหล่าขุนนางชนชั้นสูงของราชสานักต้าโซ่ว ไม่ต้องสนว่า พื้นฐานของทางตระกูลจะลึกล้าหรือไม่ แต่ละคนล้วนมีวิสัยทัศน์ที่ไม่ ต่า เฒ่าหูหนวกพยักหน้า “ดูจากนิสัยการกระทาของจางอิงก็พอจะรู ้ ขนบธรรมเนียมในตระกูลแล้ว คาดว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็ นคนฉลาดที่ หากไม่เห็นกระต่ายก็ไม่ปล่อยอินทรี ไม่ยกสถานะในชั้นนี้ออกมา ย่อมไม่อาจพาเขาออกจากต้าโซ่วไปได้แน่นอน”
จางอิงประหลาดใจอย่างล้นเหลือ ผู้ถวายงานอันดับรองของ พรรคใดพื้นที่ประกอบพิธีกรรมใดกันนะ? เพียงแต่ในใจของเด็กหนุ่ม อดจะผิดหวังไม่ได้ เซียนดินคนหนึ่งก็สามารถรับหน้าที่เป็ นผู้ถวาย งานอันดับรองได้ ภูเขาลูกนั้น คิดดูแล้วก็คงไม่สูงกระมัง?
ไม่สู้ไม่ต้องไปดีกว่า ได้ยินมาว่าการฝึ กเซียนบนภูเขานั้นสุข สบาย แต่กลับอุดอู้ น่าเบื่ออย่างมาก ไหนเลยจะมีความสุขได้เท่าการ ยอมให้พวกพี่สาวล่างภูเขาแทะโลม? เด็กหนุ่มที่ทางบ้านพอมีอันจะ กินมีงานอดิเรกที่พิเศษอย่างหนึ่ง เวลาไปหอโคมเขียวจะต้องเรียก พี่สาวที่การค้าซบเซาที่สุดมา จ่ายเงินหาความทุกข์ให้ตัวเอง ดังนั้น อายุน้อยๆ ก็ได้รับค าเรียกขานที่ไพเราะว่า “ฝนที่มาทันเวลาของหอ โคมเขียว ผู้ผดุงความยุติธรรมในสถานเริงรมย์แล้ว
ผู้ดูแลเฒ่าที่เคยชินกับการต้อนรับขับสู้ผู้คนตาแหลม เขาได้ ฝึกปรือดวงตาอันเฉียบคมมานานแล้ว เมื่อครู่นี้แค่กวาดตามองรอบ เดียวก็มองออกว่าบุรุษชุดเขียวที่ท่าทางสุภาพอ่อนโยนก็คือคนที่มี สิทธิ์ตัดสินใจของโต๊ะสุราตัวนี้ เขาคิดว่าควรจะไปสานสัมพันธ ์กับ
ที่ว่าการกองทหารม้าลาดตระเวนพระนครเพื่อตรวจสอบเอกสารผ่าน ด่านของเซียนซือกลุ่มนี้ เพื่อให้แน่ใจในสถานะและภูมิลาเนาของอีก ฝ่ ายอย่างไรดี พลางกุมมือคารวะ เอ่ยอย่างนอบน้อมไปด้วย “เซียนซื อทุกท่านโปรดให้อภัยด้วยที่รับรองพวกท่านได้ไม่ดีพอ วันพรุ่งนี้ จะต้องจัดงานเลี้ยงที่จวนเพื่อรับรองแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอย่าง แน่นอน เรื่องที่อิงกวานเอ๋อร ์โชคดีได้กราบอาจารย์ ถึงอย่างไรก็เป็ น เรื่องใหญ่ เจ้าประมุขย่อมไม่กล้าเพิกเฉย แต่ก็ต้องวางแผนกันใน ระยะยาวด้วย”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยิ้มเอ่ย “จัดงานเลี้ยงต้อนรับนั้นคงไม่ต้องแล้ว ข้าต้องเดินทางกลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในคืนนี้เลย ก็ให้ผู้ ถวายงานรองกานกลับจวนไปเป็ นเพื่อนอิงกวานอ๋อร ์ของพวกเจ้าก็ แล้วกัน ส่วนพวกเขาจะกลายเป็ นอาจารย์และศิษย์กันได้หรือไม่ จะ เล่าเรียนวิชาขึ้นเขาเมื่อไหร่ ล้วนต้องดูที่วาสนาระหว่างทั้งสองฝ่าย”
หลิวชาลุกขึ้นยืน ต่อจากนี้จะต้องคอยเตร็ดเตร่อยู่ข้างกายเฉิน ผิงอันแล้ว
ผู้ดูแลเฒ่าส่งสายตา ผู้ติดตามคนหนึ่งของทางตระกูลก็ไป จ่ายเงินที่โต๊ะคิดเงิน แต่เจ้าของร ้านกลับบอกว่ามีคนช่วยจ่ายเงิน แทนให้แล้ว
เด็กหนุ่มพลันตัดสินใจได้แล้วว่าจะไม่ขึ้นเขาไปเป็ นเทพเซียน แล้ว
เมื่อกลียุคมาถึง สตรีที่เดิมทีก็ชาติกาเนิดน่าสงสารอยู่แล้วพวก นั้นจะทาอย่างไร? หากเขาดูแลได้คนหนึ่งก็จะดูแลคนหนึ่ง เพียงแต่ ว่าเด็กหนุ่มก็พึมพ าอยู่ในใจตัวเองด้วยว่าแสงดาบเงากระบี่ เสื้อเกราะ เหล็กกระทบกันดังกังวาน กีบเท้าม้าดังเป็ นระลอก กรอบป้ ายของ ตระกูลชนชั้นสูงจานวนนับไม่ถ้วนอาจจะถูกรื้อทิ้งทุบทาลายจน แหลกเละ ขนาดลูกหลานคนรวยยังไม่มีพื้นที่ให้หยัดยืน เขาจะ สามารถดูแลพวกนางได้จริงหรือ? ด้วยรูปโฉมอันหล่อเหลาฟันขาว ริมฝีปากแดงอย่างตน ขออย่าให้ต้องไปขายกันเลย…ไม่สู้ติดตามอา จาร ์ครึ่งทางผู้นี้ขึ้นเขาไปหลบกลียุคดีกว่าไหม? ในใจของเด็กหนุ่ม คิดไม่ตกอย่างถึงที่สุด เดินไปรินเหล้าที่โต๊ะมาชามหนึ่ง รินเหล้าต้มที่ ปกติไม่ค่อยดื่มจนเต็มชาม เขาอยากจะดื่มให้เมาจริงๆ รอกระทั่งลืม ตาสร่างเมาก็จะได้เห็นโลกอันสงบสุขที่เต็มไปด้วยเสียงร ้องราทา เพลงอีกครั้งแล้ว
ชุยตงซานยิ้มเอ่ย “เฒ่าหูหนวกโชคดีรับลูกศิษย์ที่ดีมา”
เฒ่าหูหนวกหัวเราะร่วนไม่เอ่ยอะไร ดูท่านอกจากจะถ่ายทอด วิชาอยู่ในภูเขาแล้ว ตนก็ควรลงจากภูเขามาบ่อยๆ แล้ว
เฉินผิงอันเอ่ย “จางอิง เจ้าไปอยู่กับหลิวเร่าก่อนสักสี่ห้าปี จะ ติดตามกานถางขึ้นเขาเมื่อไหร่ก็ควรต้องวางแผนในระยะยาวจริงๆ” ผู้ดูแลเฒ่าได้ยินแล้วก็อึ้งตะลึง พวกต้มตุ๋นในยุทธภพทุกวันนี้ไม่รู ้จัก จัดฉากหลอกให้แนบเนียนบ้างเลย แต่จางอิงกลับถามว่า “หลิวเร่า ไหน?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ก็คือหลิวเร่าที่เจ้าคิดว่าเป็ นบ้าไปแล้วนั่น แหละ เขาเพิ่งจะกลับไปจวนราชครู ตอนนี้เจ้าไปพึ่งพาเขาจะมี ประโยชน์ต่อทั้งตระกูลของตัวเองและต่อทั้งต้าโซ่ว”
จางอิงเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เจ้าคนนี้ยืนพูดไม่ปวดเอวจริงๆ จวน ราชครูธรณีประตูสูงขนาดนั้น ใช่สถานที่ที่คนเสเพลปลายแถวอย่าง ข้าจะข้ามผ่านไปได้หรือ? ถูกระบองฟาดไล่ออกมา ใครจะจ่ายค่ายา ให้?”
เฉินผิงอันไม่ได้อธิบายอะไร เรียกยันต์สามภูเขาออกมาพาหลิว ชาออกไปจากเมืองหลวงต้าโซ่วโดยตรง ชุยตงซานกับเฒ่าหูหนวก ต้องอยู่ต่อก่อนอีกเล็กน้อย จะกลับไปถึงภูเขาลั่วพั่วช้าหน่อย
สายตาของเฒ่าหูหนวกยิ่งฉายความปราณี ลูกศิษย์คนนี้พูดจา ตรงไปตรงมา เหมือนอาจารย์ ไม่ใช่คนบ้านเดียวกันก็ไม่เดินเข้า ประตูบานเดียวกันจริงเสียด้วย
ชุยตงซานกุมท้องหัวเราะก๊าก ชี้ไปทางจวนราชครู “ธรณีประตู ของหลิวเร่าสูงขนาดนั้น ตัวเขาเองยังไม่รู ้เลยนะ หลิวเร่า หลิวเร่า อย่ามัวแสร ้งหูหนวกเป็ นใบ้อีกเลย รีบมาที่นี่เพื่อพบผู้ที่มีความกล้า หาญและไหวพริบเป็ นเลิศอันดับหนึ่งของราชสานักต้าโซ่วพวกเจ้า เร็วเข้า เก็บสมบัติได้แล้ว อย่าปล่อยให้คนนอกเก็บตกไปได้…”
เมื่อหลิวเร่าที่หน้าตึงมาปรากฏตัวที่นี่จริงๆ เด็กหนุ่มผู้ฉลาด เฉลียวก็กระจ่างแจ้งโดยพลัน นักดื่มชุดเขียวที่ท่วงท่าสุภาพอ่อนโยน
ผู้นั้นก็คือเฉินผิงอันราชครูต้าหลีที่ก่อนหน้านี้อยู่ในต าหนัก จินหลวน!