The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.637 เด็ดขาด
EP.637 เด็ดขาด
ดินแดนทางเหนือของเมืองไป๋หลิงถล่มลงอย่างต่อเนื่อง หินหนืดจากใต้พิภพพุ่งสู่ฟากฟ้าขณะที่ริ้วแสงสีทองส่องประกายไปทั่วบริเวณ แผ่นดินทลายลงเป็นระยะทางกว่ายี่สิบลี้ทำให้ทางตอนเหนือของเมืองไป๋หลิงกลายเป็นนรกบนดินโดยสมบูรณ์ ถังเสี่ยวซีกุมศีรษะของตนพลางกรีดร้องจนแทบขาดใจ หญิงสาวชอกช้ำใจยิ่งที่ฉินอินต้องตายตกด้วยน้ำมือของนางจนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
“ฟึ่บ!”
ริ้วแสงสีโลหิตพวยพุ่งออกจากทะเลจิตของถังเสี่ยวซีก่อนควบแน่นเป็นร่างของมนุษย์ที่กำลังจะเดินจากไปหน้าตาเฉย ถังเสี่ยวซีที่นั่งอยู่บนพื้นจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาแผ่จิตสังหารอันแรงกล้า “เจ้าสัตว์เดรัจฉาน คิดว่าจะหนีไปได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”
หญิงสาวผายฝ่ามือออก กรงเล็บจิ้งจอกอัคนีจับตัวเหยาจีที่กำลังจะหนีไปไว้ทันใด
“โอ๊ย…”
เหยาจีเป็นเพียงวิญญาณร้าย พลังของมนุษย์ทั่วไปจึงไม่สามารถกักขังนางได้ แต่ขณะนี้นิ้วมือของถังเสี่ยวซีเต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีทองอร่ามแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถจับต้องทุกสรรพสิ่งบนโลก ไม่เว้นแม้แต่ร่างของเหล่าวิญญาณ เหยาจีกรีดร้องออกมาอย่างต่อเนื่อง ร่างของนางขดตัวอยู่ในฝ่ามือของถังเสี่ยวซีอย่างรวดเร็ว
“องค์จักรพรรดิทรงโปรดช่วยข้าด้วย…ท่านนักปราชญ์ช่วยข้าที…”
เหยาจีร้องตะโกนจนเสียงแหบแห้ง
“แผละ!”
เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ถังเสี่ยวซีกลายร่างเป็นเทพธิดาจิ้งจอกเก้าหางก่อนใช้มือข้างหนึ่งบีบร่างของเหยาจีจนแหลกเป็นชิ้นเนื้อ เมื่อเงยหน้าขึ้น หญิงสาวจึงพบชายสองคนที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ พวกเขาคือนักปราชญ์และจักรพรรดิปีศาจที่มีพลังปราชญ์แห่งปีศาจพวยพุ่งอยู่รอบกาย
ถังเสี่ยวซีเข้าใจทุกอย่างทันที นางก้มศีรษะลงพลางปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมา “เจ้า…จงใจให้ข้าสังหารเสี่ยวอินโดยใช้วิญญาณอันน่ารังเกียจนี้ครอบงำจิตใจของข้า ฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่?”
ดวงตาคมดุจอินทรีของจักรพรรดิปีศาจจ้องมองถังเสี่ยวซีขณะกล่าว “ใช่ แต่เจ้าต้องเห็นใจในความอุตสาหะของพวกข้าด้วย จิ้งจอกเก้าหาง เจ้าเป็นสัตว์ประหลาด เผ่าเทพของเราก็ถูกพวกมนุษย์เรียกว่าปีศาจเช่นกัน พวกเราต่างมีความเป็นปีศาจอยู่ในตัว เจ้าและข้าเป็นครอบครัวเดียวกัน ขณะนี้พลังของมนุษย์แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เผ่าเทพต้องการพลังของเจ้า ในขณะที่เจ้าก็ต้องการพรจากเรา เจ้าไม่มีทางเลือกนักหรอก ยอมรับซะเถอะถังเสี่ยวซี เจ้าควรมาเป็นหนึ่งในเผ่าเทพของเรา”
“ฝันไปเถอะ!”
ถังเสี่ยวซีเงยหน้าขึ้นจ้องมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาสีทองอันไร้ซึ่งความปรานี เปลวเพลิงแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์ระเบิดออกมาราวกับดวงอาทิตย์ที่พร้อมแผดเผาทุกสรรพสิ่ง!
จักรพรรดิปีศาจและนักปราชญ์ต่างถูกพลังศักดิ์สิทธิ์เล่นงานจนส่งเสียงร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว เมื่อพวกเขาลืมตาขึ้น ถังเสี่ยวซีก็อยู่เบื้องหน้านักปราชญ์และตวัดกรงเล็บโจมตีทันใด
“ฟิ้ว!”
เงาปีศาจบินผ่านไปก่อนควบแน่นบนฝ่ามือของนักปราชญ์ราวกับแผ่นจานสีโลหิต เขาตะโกนอย่างขุ่นเคือง “ผสานวิญญาณห้าปีศาจ! กงล้อโลหิต!”
“ตู้ม!”
กรงเล็บทั้งเก้าเจาะทะลุกงล้อโลหิตจนแทงเข้าหน้าท้องของนักปราชญ์อย่างรุนแรง ขณะเดียวกันกงล้อโลหิตก็ปั่นแขนข้างหนึ่งของถังเสี่ยวซีจนเลือดอาบ หญิงสาวรู้สึกสิ้นหวังยิ่ง!
“ฝ่าบาท…”
นักปราชญ์ส่งเสียงร้องโหยหวนพลางจับหน้าท้องของตนและถอยหลังไป เขาตะโกนลั่น “นางเสียสติไปแล้ว! รีบจัดการเถอะพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิปีศาจประสานมือเข้าหากันขณะที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้า ผนึกแห่งพลังปีศาจพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ “ผนึกปีศาจ!”
ผนึกปีศาจสีแดงโลหิตที่เต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์หมุนวนรอบกายของถังเสี่ยวซีก่อนบีบแน่นเข้ามาเรื่อยๆ จนนางไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่พลังของเทพธิดาจิ้งจอกเก้าหางแข็งแกร่งยิ่ง จอมยุทธ์ขอบเขตเทวะทั้งสองต้องรวมพลังกันเพื่อเอาชนะนาง!
“ย้าก!”
ถังเสี่ยวซีคำรามอย่างบ้าคลั่ง เปลวเพลิงลุกโชนจนกลายเป็นดั่งศรอันแหลมคม นักปราชญ์และจักรพรรดิปีศาจต่างได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ถังเสี่ยวซีผู้เลอโฉมเบื้องหน้าของพวกเขากลายร่างเป็นสัตว์ร้ายที่บ้าคลั่งไปแล้ว หากอยากจับตัวนางให้ได้ก็ต้องจ่ายด้วยเลือดเท่านั้น!
“นักปราชญ์!”
แขนและหน้าท้องของจักรพรรดิปีศาจได้รับบาดเจ็บจากเปลวเพลิงจนต้องตะโกนออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ท่านรออะไรอยู่?! ผสานหกวิญญาณปีศาจซะ มิเช่นนั้นเราได้ตายตกอยู่ที่นี่แน่!”
นักปราชญ์กัดฟันกรอด จริงที่การผสานวิญญาณหกปีศาจนั้นมีพลังเหนือกว่าการผสานห้าวิญญาณปีศาจ ทว่าทุกครั้งที่ผสานวิญญาณปีศาจถึงหกตน อายุขัยของบุคคลนั้นก็จะลดลงถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แม้เซียนขอบเขตเทวะจะมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ แต่อายุขัยของพวกเขาก็แสดงถึงพละกำลัง ราคาที่ต้องจ่ายในการผสานวิญญาณหกปีศาจเพียงครั้งเดียวคือฐานการฝึกตนที่ต่ำลงอย่างมาก!
“เข้ามา!”
นักปราชญ์คำรามอย่างบ้าคลั่ง เงาปีศาจนับไม่ถ้วนบินออกจากร่างของเขาก่อนควบแน่นบนฝ่ามือและพุ่งไปโจมตีแผ่นหลังของถังเสี่ยวซีทันใด!
“ตู้ม!”
หลังของถังเสี่ยวซีผู้น่าสงสารเต็มไปด้วยเลือด ฝ่ามือของนักปราชญ์กระแทกลงบนศีรษะด้านหลังของหญิงสาวอย่างกะหันทัน ทั่วทั้งทะเลจิตพลันพร่ามัวจนนางหมดสติไปในที่สุด อันที่จริงถังเสี่ยวซีก็ไม่ได้อยากดิ้นรนเอาชีวิตรอดมากนัก นางอยากหลับฝันถึงอดีตเพื่อหนีจากความจริงอันแสนโหดร้ายที่นางสังหารฉินอินโดยไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย
“เฮือก…”
นักปราชญ์หอบอย่างรุนแรง เขี้ยวอันแหลมคมงอกออกมาจากปากเนื่องจากกระตุ้นพลังปีศาจมากเกินไป เขาหันมองจักรพรรดิปีศาจพลางกล่าวด้วยแววตาเย็นชา “ฝ่าบาท กระหม่อมจัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิปีศาจพยักหน้าก่อนยกฝ่ามือขึ้นอย่างเชื่องช้า รอยแยกมิติปรากฏขึ้นด้านหลังของเขาทันใด เขาเหลือบมองถังเสี่ยวซีก่อนกล่าว “ปีศาจถังเสี่ยวซีคือราชินีแห่งเผ่าเทพของเรา พานางกลับไปด้วย!”
ริ้วแสงหายวับไปในพริบตาราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นที่นี่มาก่อน
…
กองทัพของเซี่ยงอวี้ หลัวซิน และถังเจิ้นที่อยู่ห่างออกไปราวยี่สิบลี้กำลังตกอยู่ในความวุ่นวาย พวกเขาไม่ทันได้ถอยทัพออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัตินี้ ทหารเกือบหมื่นนายเสียชีวิตในขุมนรกโลหิตแต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น
“เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?” ถังเจิ้นกระชับบังเหียนม้าพลางกล่าวด้วยใบหน้าเปรอะเปื้อนขี้เถ้า
หลัวซินสั่นสะท้านไปทั้งตัว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดขณะกล่าว “ปะ…ปราณของฝ่าบาทหายไปแล้ว…”
“เป็นไปได้อย่างไร?”
ถังเจิ้นเข้ามาประชิดตัวเขาพลางคำราม “ฝะ…ฝ่าบาททะลวงสู่ขอบเขตเทวะแล้วไม่ใช่หรือ? จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร…”
เซี่ยงอวี้ใกล้ทะลวงสู่ขอบเขตเทวะแล้วจึงสัมผัสได้ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ที่แพร่กระจายอยู่รอบตัวมากที่สุด เขากล่าวออกด้วยแววตาเย็นชา “ข้าเกรงว่า…จักรวรรดิกำลังจะเปลี่ยนไป นอกจากการสวรรคตของหยุนกงและหลานกง เหมือนว่าครานี้องค์จักรพรรดินีจะทรงเคราะห์ร้ายไม่น้อย… ปราณของฝ่าบาทหายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างเดียวคือพลังแห่งเทพของพระองค์ถูกทำลาย…”
“พลังแห่งเทพถูกทำลาย…ท่านหมายความว่าอย่างไร?” ถังเจิ้นพึมพำ
หลัวซินกำหมัดแน่นพร้อมกล่าวด้วยความเจ็บปวด “ฝ่าบาททรง...สวรรคตแล้ว…”
ถังเจิ้นแทบหายใจไม่ออกขณะที่น้ำใสเอ่อล้นดวงตา “ทำอย่างไรดี…เราควรทำอย่างไร…องค์หญิงซีล่ะ? องค์หญิงซีอยู่ที่ใด?”
“ปราณขององค์หญิงซีก็หายไปเช่นกัน ข้า…”
เซี่ยงอวี้ทอดสายตาออกไปไกลพลางกล่าวด้วยแววตาลึกล้ำ “ข้าคิดว่า…ทุกคนน่าจะเห็นแล้ว องค์หญิงซีคือผู้ที่…ปลงพระชนม์ฝ่าบาท”
“เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้แน่…” ถังเจิ้นส่ายศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนทรุดตัวลงกับพื้น
หลัวซินกระชับหอกเหล็กพลางกล่าว “ตอนนี้…เราต้องอย่าให้ข่าวนี้แพร่ออกไป ห้ามผู้ใดกล่าวถึงเรื่องนี้เด็ดขาด ฝะ…ฝ่าบาทยังไม่สวรรคต มิเช่นนั้นจักรวรรดิต้องตกอยู่ในความโกลาหลแน่!”
เซี่ยงอวี้พยักหน้า “ใช่ เหล่าเจ้าชายแห่งจักรวรรดิรอจังหวะเคลื่อนไหวมานานแล้ว หากข่าวนี้แพร่ออกไป จักรวรรดิคงตกอยู่ในความวุ่นวายจริงๆ แน่”
หลัวซินกล่าว “เช่นนี้ข้าจะเขียนสารถึงหลินมู่อวี่เพื่อรายงานเรื่องนี้ให้เขาทราบ”
“อืม…”
สายลมอันหนาวเหน็บพัดผ่าน หัวใจของทุกคนต่างก็สั่นไหว
…
ณ เวลาอาหารค่ำในจวนชีไห่
เฟิงจี้สิงนำดาบสะบั้นวาโยและทหารเพียงไม่กี่สิบนายจากกองทัพจักรวรรดิติดตามเข้าไปในโถง แม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเขาไม่มีทางได้ทานอาหารค่ำมื้อนี้อย่างสงบสุข
“ท่านผู้บัญชาการเฟิง ไม่พบกันซะนาน!”
ถังลู่เดินนำถังซื่อและเหล่าแม่ทัพแห่งตระกูลถังเข้ามา รอยไหม้บนใบหน้าของชายหนุ่มหายเป็นปกติแล้ว เขาประสานหมัดพร้อมกล่าวอย่างเป็นมิตร “ไม่คิดเลยว่าท่านผู้บัญชาการเฟิงจะมาเยือนจวนชีไห่แห่งนี้ ช่างเป็นเกียรตินัก!”
เฟิงจี้สิงยิ้มจาง “ข้าไม่ทราบว่านายน้อยถังลู่ได้รับข่าวที่ท่านหลานกงเสียชีวิตในเมืองไป๋หลิงหรือไม่? ขณะนี้องค์หญิงซีกำลังเสด็จเข้าไปยังเมืองไป๋หลิง พระองค์กำลังตกอยู่ในอันตราย”
ถังลู่กล่าวตอบด้วยใบหน้าสงบนิ่ง “ข้าทราบแล้ว”
“หลานกงถูกสังหารโดยพวกคนทรยศแห่งจักรวรรดิอี้เหอ แต่นายน้อยกลับยังอยู่ที่นี่ มันหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดท่านจึงไม่ไปมณฑลหลิงหนานเพื่อกอบกู้ดินแดนของจักรวรรดิกับข้าล่ะ?”
“หึ งั้นรึ?”
ถังลู่กล่าวออกอย่างเย้ยหยัน “เฟิงจี้สิง ท่านมีวาจาคมคาย แต่ที่ท่านปู่ต้องตายก็ไม่ใช่เพราะองค์จักรพรรดินีฉินอินหรอกรึ? พระองค์ทรงตั้งพระทัยให้ท่านปู่ตายตกด้วยน้ำมือของจักรวรรดิอี้เหอท่านเองก็รู้ดี! เอาล่ะ ปิดประตู!”
“ตึง!”
ประตูเหล็กปิดลงพร้อมกับโซ่เหล็กที่มัดกลอนไว้อย่างแน่นหนา
ถังลู่เอียงศีรษะมองเฟิงจี้สิงก่อนยกยิ้ม “การตายของท่านปู่จะนำมาซึ่งความสำเร็จอันล้นพ้นของตระกูลถัง ว่าแต่ท่านเถอะเฟิงจี้สิง คิดว่าวาระสุดท้ายของตนจะมาถึงเมื่อใดรึ?”
“ไม่รู้สิ”
เฟิงจี้สิงหัวเราะ “หากนายน้อยถังลู่กล่าวเช่นนี้ ข้าก็คงไม่ต้องละอายใจต่อองค์หญิงซีนักไม่ว่าจะตัดสินใจเช่นไร”
“ชิ้ง!” เฟิงจี้สิงชักดาบสะบั้นวาโยออกจากฝักก่อนพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ดาบสะบั้นวาโยอันแหลมคมตวัดออกไปพร้อมกับศีรษะของถังลู่ที่หลุดออกจากบ่า
“ฉัวะ!”
เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศ ทุกคนได้แต่ยืนตกตะลึง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเฟิงจี้สิงจะกล้าสังหารนายน้อยถังลู่ในจวน!
“เฟิงจี้สิง เจ้า!”
เฟิงจี้สิงตวัดดาบสะบั้นวาโยที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงราชันออกไปโจมตีถังซื่อขณะที่เขากำลังจะกล่าวบางสิ่ง ถังซื่อชักกระบี่ออกมาป้องกันตนเองทันที ทว่าก็ไม่อาจต้านทานความแข็งแกร่งเหนือชั้นของเฟิงจี้สิงได้ ชายหนุ่มคำรามดังก้องพลางกระโดดฟันร่างของถังซื่อและแม่ทัพหลายคนที่อยู่ด้านหลังในคราเดียว!
เฟิงจี้สิงก้าวเดินไปบนอากาศด้วยพลังลึกลับแห่งธาตุลมก่อนหยุดลงที่เก้าอี้ของเจ้าภาพอาหารค่ำในวันนี้ เขามองเหล่าพลดาบของตระกูลถังพลางกล่าว “องค์จักรพรรดินีทรงมีพระราชโองการให้กองทหารแห่งมณฑลชีไห่ทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจของเฟิงจี้สิง มิเช่นนั้นจะถูกสังหารอย่างไร้ความปรานี! พวกเจ้าสามารถเลือกได้ว่าจะอยู่ฝั่งใด ข้าจะไว้ชีวิตทหารที่เชื่อฟังคำสั่งของข้าและสังหารผู้ที่คิดก่อกบฏเช่นถังลู่!”
ทุกคนต่างตกตะลึง
เสียงหนึ่งดังขึ้นหลังจากที่ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ
“ฆ่ามัน!”
…
“แอ๊ด…” ประตูจวนเปิดออกในที่สุด ชุดคลุมสีขาวของเฟิงจี้สิงแปดเปื้อนไปด้วยเลือดขณะที่ดาบสะบั้นวาโยลากไปตามพื้น พรมสีน้ำตาลชุ่มเลือดจนแปรเปลี่ยนสีแดง เหล่าทหารแห่งตระกูลถังผู้เย่อหยิ่งกลายเป็นซากศพกองอยู่บนพื้น ส่วนทหารที่เหลือเดินตามเฟิงจี้สิงออกมาด้วยท่าทีนอบน้อม
เฟิงจี้สิงกล่าวด้วยท่าทีเฉยชา “จงฟังคำสั่งให้ดี ทรัพย์สมบัติและอาวุธของทหารทั้งหมดที่ข้าสังหารจะตกเป็นของพวกเจ้าทุกคน จากนี้ไปพวกเจ้าคือทหารคนสำคัญขององค์จักรพรรดินีและจักรวรรดิแห่งนี้ ในตอนรุ่งเช้าเราจะนำกองทัพไปโจมตีเมืองสายัณห์และจัดการพวกจักรวรรดิอี้เหอให้สิ้นซาก!”
“ขอรับท่านผู้บัญชาการเฟิง!”