The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.639 สวรรค์และโลกผันแปร แต่ความเชื่อมั่นไม่แปรผัน
- Home
- The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา
- EP.639 สวรรค์และโลกผันแปร แต่ความเชื่อมั่นไม่แปรผัน
EP.639 สวรรค์และโลกผันแปร แต่ความเชื่อมั่นไม่แปรผัน
วันที่สิบห้ามีนาคม อุณหภูมิที่แผดเผาในขุมนรกโลหิตเริ่มเย็นลง แต่ยังคงมีกลุ่มควันที่ลอยขึ้นสูง ท่ามกลางหมู่เมฆ พลังสีทองรวมตัวกันอย่างเชื่องช้าราวกับถูกเรียกให้โบยบินขึ้นไป ขณะเดียวกันร่างของหลินมู่อวี่ถูกขี้เถ้าเกาะหนาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของหิน ความโศกเศร้าจากการสูญเสียนั้นเจ็บปวดยิ่ง ทำให้เขาเลิกล้มการฝึกตนทั้งหมดและคิดเพียงพยายามรวบรวมทุกสิ่งอย่างที่ฉินอินเหลือไว้ในขุมนรกโลหิตแห่งนี้
อย่างไรก็ตามเขาทำได้เพียงเก็บเศษเสี้ยวของผลึกมังกรนภา อีกทั้งมีบางสิ่งที่ทำให้เขากลัวมากที่สุดตั้งแต่มาถึง…ปราณของฉินอินในขุมนรกโลหิตอ่อนลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ในไม่ช้าเขาคงไม่สามารถสัมผัสถึงนางได้อีก
“ตุบ...”
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มควัน พวกเขาคือเฟิงจี้สิง ฉินเหยียน เว่ยโฉว ฉู่เหยา และคนอื่นๆ ต่างมาอยู่ที่นี่ทั้งหมด
เมื่อมองเห็นร่างของหลินมู่อวี่ที่โผล่ออกมาครึ่งตัว ฉู่เหยาก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้อีกต่อไป นางก้าวออกไปเพื่อโอบกอดร่างที่แข็งดั่งหินของหลินมู่อวี่และร้องไห้เสียงดัง “อาอวี่…อาอวี่อย่าเป็นเช่นนี้เลย ขะ…ข้า…อาอวี่…”
เฟิงจี้สิงถือดาบสะบั้นวาโยเข้ามาด้วยท่าทางเคร่งขรึมขณะที่ขมวดคิ้วแน่น “อาอวี่ ฝ่าบาททรงจากไปแล้ว เหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนี้? จักรวรรดิยังคงอยู่และเผ่าปีศาจยังไม่ถูกทำลาย อีกทั้งจักรวรรดิอี้เหอก็เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น ฝ่าบาททรงต้องการใครสักคนเพื่ออยู่ดูแลจักรวรรดิต่อไป แม้อาเหยียนจะเป็นสายเลือดราชวงศ์ฉิน แต่เขายังเด็กและไม่มีประสบการณ์มากพอ ส่วนเจ้าเป็นราชบุตรบุญธรรมของจักรพรรดิองค์ก่อน เป็นพระเชษฐาขององค์จักรพรรดินีฉินอิน หากเจ้ายังคงฝังตัวเองอยู่ที่นี่ อนาคตของจักรวรรดิจะตกอยู่ในอันตราย และแผ่นดินจะเข้าสู่ยุคโกลาหลที่แท้จริง!”
หลินมู่อวี่เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาว่างเปล่า เขากล่าวตอบอย่างหมดอาลัยตายอยาก “พี่เฟิง สะ…เสี่ยวอินถูกเสี่ยวซีฆ่าตาย ข้าต้องอยู่ที่นี่เพื่อรวบรวมจิตวิญญาณของเสี่ยวอินให้มากที่สุด…”
“แต่ว่า…”
เฟิงจี้สิงขมวดคิ้ว “หากฝ่าบาททรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์คงไม่ต้องการให้เจ้าทำเช่นนี้ อาอวี่…เจ้าเป็นผู้ปกครองจักรวรรดิในภายภาคหน้า แล้วมาจมปลักและเสียเวลาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“พี่เฟิง ท่านไม่เข้าใจ” หลินมู่อวี่สูดลมหายใจพร้อมปลดปล่อยเพลิงราชันบนผิวกายเพื่อปกป้องพลังตนเอง เขาหันมองเฟิงจี้สิงและฉู่เหยา “ตั้งแต่วันที่ข้าได้พบเสี่ยวอิน ข้ารู้ทันทีว่ามันคือโชคชะตาที่ไม่สามารถหลบหนีหรือซ่อนตัวได้ จักรวรรดิจะถูกทิ้งไว้ให้พี่เฟิงและอาเหยียน ขะ…ข้าต้องการตามหาเสี่ยวอินและพานางกลับมา”
“พี่ใหญ่…”
ฉินเหยียนร่ำไห้พร้อมคุกเข่าลงตรงหน้าหลินมู่อวี่และกล่าวว่า “พี่ใหญ่…เมื่อไหร่ท่านจะกลับมา เพียงผู้บัญชาการเฟิงและข้าจะสามารถรักษาจักรวรรดินี้ได้อย่างไร?”
“รอข้า หลังจากพาเสี่ยวอินกลับมาได้ ข้าจะกลับไปอย่างแน่นอน” หลินมู่อวี่ค่อยๆ หลับตาลง “ก๊าซพิษในขุมนรกโลหิตรุนแรงยิ่ง โปรดกลับไปเถิด มันไม่ดีต่อร่างกายทุกคน”
ฉู่เหยาเป็นผู้นำสมาพันธ์โอสถ นางสามารถรับรู้ได้ว่ากลุ่มควันในขุมนรกโลหิตมีพิษร้ายแรง มันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผิวของหลินมู่อวี่กลายเป็นสีดำและค่อยๆ กลายเป็นหิน กระนั้นนางไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ตามที่หลินมู่อวี่กล่าว นี่เป็นโชคชะตาที่ไม่สามารถหลบหนีได้ เขาจึงต้องอยู่ที่นี่เพื่อมองหาการกลับมาของฉินอิน
เว่ยโฉวเตะเศษหินก้อนหนึ่งด้วยความเคืองโกรธ แต่เขาไม่กล้าแสดงออกมามากนักขณะเอ่ยคำเบา “นายท่าน ผู้บัญชาการเฟิงนำทหารสามแสนนายของมณฑลชีไห่เข้าโจมตีเมืองสายัณห์ในมณฑลชุนไป๋ ข้าน้อยจะนำกองทัพมังกรผงาดที่เหลือเข้าโจมตีมณฑลหลิงคง ส่วนท่านอ๋องน้อยฉินเหยียนจะนำกองทัพองครักษ์อวี้หลินไปยังมณฑลเทียนชู่เพื่อต่อต้านเผ่าปีศาจ ข้าหวังว่านายท่านจะกลับมาโดยเร็ว”
“อืม”
หลินมู่อวี่ลืมตาขึ้นอีกครั้งและมองไปทางเฟิงจี้สิง “พี่เฟิง ไม่มีปราณของเสี่ยวซีหลงเหลืออยู่ในขุมนรกโลหิตเลย ข้าสงสัยว่านางจะยังมีชีวิตอยู่ โปรดช่วยข้าตามหาด้วยเถิด ข้าต้องการถามเสี่ยวซีว่าเหตุใดนางจึงฆ่าเสี่ยวอิน เหตุใดนางจึงละทิ้งคำสาบานที่ให้ไว้…”
“อืม ข้าจะช่วยเจ้าเอง!”
เฟิงจี้สิงสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลินมู่อวี่พร้อมประสานหมัดกล่าว “เนื่องจากพระองค์ทรงไม่ประสงค์ที่จะจากไปในขณะนี้ เฟิงจี้สิงและฉินเหยียนจะนำกองทัพเข้าโจมตีมณฑลหลิงหนานเพื่อกอบกู้แผ่นดินที่สูญหายไปกลับมาทั้งหมด กระหม่อมหวังว่าฝ่าบาทหลินจะกลับมาโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ!”
“อืม ทุกคนไปเถิด”
หลินมู่อวี่ค่อยๆ หลับตาลงอีกครั้งในขุมนรกโลหิต กลุ่มหมอกควันตกลงบนใบหน้าและขนตาของเขาพร้อมหลอมละลายเกาะติดร่างกายเขาทันที
ฉู่เหยายืนขึ้นพร้อมปาดน้ำตา “อาอวี่ ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่เมืองหลันเยี่ยนเสมอ”
จากนั้นทุกคนเดินทางกลับไป
หลินมู่อวี่ยังคงอยู่ในท่าคุกเข่าข้างหนึ่งและถือกระบี่ในมือ เสื้อคลุมขาดรุ่ยด้านหลังที่เคยสะบัดไหวตามสายลม ตอนนี้มันถูกหลอมรวมเป็นหินและคงรักษาไว้ซึ่งลักษณะที่เคยพลิ้วไหวเท่านั้น ขณะเดียวกันบนอากาศโดยรอบมีดวงดาวสีทองเลือนรางบินไปมาในขุมนรกโลหิต ก่อนที่มันจะพุ่งตรงมายังกระบี่เล่มยาวในมือหลินมู่อวี่และค่อยๆ ซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา
…
เวลาผันผ่านไปราวสามวัน ฟ้าร้องคำรามอยู่บนท้องนภาขณะที่มีแสงสีทองสว่างไสวเหนือเมืองไป๋หลิงเสมือนคำพยากรณ์! แต่มันก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด นี่เป็นรัศมีของทวยเทพจากสรวงสวรรค์เมื่อลงมายังโลกมนุษย์ แม้ภายในเมืองจะร้างผู้คนเนื่องจากพวกเขาละทิ้งบ้านเกิดกันไปเกือบหมดแล้ว กระนั้นก็ยังมีคนเก็บขยะที่มองขึ้นไปบนฟากฟ้าด้วยความตะลึงงันกับปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต!
ท่ามกลางเมฆหมอกสีทอง ร่างสง่างามเหยียบเมฆก้อนหนึ่งลงจากท้องฟ้าเหนือขุมนรกโลหิต นางเป็นเทพธิดาผู้มีใบหน้างดงามไร้ที่ติ ขณะที่รูปร่างโค้งมนดูสง่าผ่าเผย แต่มันถูกปกปิดด้วยเกราะอ่อน ขณะที่ดาบในมือของนางดูคมมากจนไม่มีมนุษย์ใดกล้าเข้าใกล้
นางก็คือจื่อเหยา เทพธิดาผู้อยู่ใต้บัลลังก์ของเทพจักรพรรดิองค์แรกราชาปีศาจเจ็ดประทีป
จื่อเหยามองไปยังหลินมู่อวี่ที่ค่อยๆ กลายเป็นหินในขุมนรกโลหิตด้วยสายตาเศร้าสร้อย นางลอยลงมาที่พื้นและเดินเข้าไปหาเขาขณะที่มีรัศมีสีทองรายล้อมกาย เสียงรองเท้าที่เหยียบลงบนหินปลุกให้หลินมู่อวี่ตื่นจากภวังค์
“ท่านเป็นใคร?” หลินมู่อวี่เอ่ยถามคำเบาอย่างไม่เกรงกลัวต่อพลังเทพจักรพรรดิของจื่อเหยา
จื่อเหยาถือดาบยาวเดินไปด้านหน้าทีละก้าวขณะที่ก๊าซพิษรอบด้านแหวกออกราวกับเกรงกลัว นางจ้องมองร่างกายส่วนล่างของหลินมู่อวี่ที่กลายเป็นหินพร้อมกล่าวว่า “อาอวี่ เจ้าต้องการปล่อยให้ร่างกายตนเองกลายเป็นหินจริงๆ หรือ?”
“ข้าไม่ต้องการ”
หลินมู่อวี่ค่อยๆ ผายฝ่ามือที่มีพลังงานสีทองลอยอ้อยอิ่งขณะพึมพำ “พลังของเสี่ยวอินจะนำทางข้าไปหานางอย่างแน่นอน...”
จื่อเหยาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกจุกอกและกล่าวว่า “เด็กโง่ เจ้าคิดว่าผลึกมังกรนภาจะสามารถนำทางเจ้าไปหาเสี่ยวอินได้จริงหรือ?”
“ทะ…ท่านเป็นใครกัน?”
จื่อเหยาทำความเคารพและกล่าวตอบ “ดินแดนหมื่นจักรวรรดิ หนึ่งในเทพจักรพรรดิผู้อยู่ใต้บัลลังก์ของราชาปีศาจเจ็ดประทีป…เทพธิดาจื่อเหยา”
“จื่อเหยา…”
หลินมู่อวี่เงยหน้ามองพร้อมกล่าวว่า “ทะ…ท่านเป็นเทพจักรพรรดิ เช่นนั้นต้องรู้ว่าเสี่ยวอินอยู่ที่ไหนและจะฟื้นคืนชีวิตนางได้อย่างไรใช่หรือไม่? ท่านจื่อเหยา โปรดบอกข้าที!”
“เป็นไปไม่ได้” จื่อเหยาส่ายศีรษะแผ่วเบาพร้อมกล่าวว่า “การเกิดและการตายเป็นวัฏจักรของชีวิต นี่คือกฎนิรันดร์ที่แม้แต่มหาเทพราชันก็ไม่สามารถควบคุมได้ ราชาปีศาจเจ็ดประทีปฟื้นคืนชีพให้เจ้าสำเร็จในครานั้นเป็นเพราะเขาใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ทำให้สามจิตและเจ็ดวิญญาณของเจ้าสงบลงเพื่อไม่ให้จิตวิญญาณล่องลอยออกไป นั่นจึงทำให้เจ้าสามารถสร้างกายเนื้อใหม่ได้ แต่ครานี้…แม้เจ้าจะยังสัมผัสได้ถึงปราณของฉินอินในขุมนรกโลหิต แต่สามจิตและเจ็ดวิญญาณของนางสลายไปแล้ว อาอวี่ยอมแพ้เสียเถิด แม้นางจะเป็นเทพเจ้า แต่นางไม่สามารถควบคุมหรือหลุดพ้นจากวัฏจักรชีวิตไปได้ เหตุใดเจ้าจึงต้องไล่ตามอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้?”
“ไม่…มันต้องไม่เป็นเช่นนั้น…”
หลินมู่อวี่พลันกำเศษเสี้ยวของผลึกมังกรนภาไว้ในมือและกล่าวว่า “พลังของผลึกมังกรนภาจะนำทางข้าไปหานาง ขะ…ข้าจะต้องตามหาเสี่ยวอินให้เจอ นางคงอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างแน่นอน ข้า…”
สิ้นเสียง หยาดเลือดสีขุ่นไหลออกจากหัวตาของหลินมู่อวี่ เขาไม่สามารถหลั่งน้ำตาได้อีกต่อไป…มีเพียงสายเลือดและเศษหินที่ไหลออกมาเท่านั้น
ร่างกายอันงดงามของจื่อเหยาสั่นสะท้านขณะที่นางกัดริมฝีปากแน่นก่อนกล่าวว่า “อาอวี่ เจ้าต้องการจะอยู่เช่นนี้จริงหรือ?”
“เทพธิดาจื่อเหยา” หลินมู่อวี่จับจ้องไปที่นาง “ข้าได้ยินมาว่า เมื่อเทพเจ้าจากสรวงสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ครั้งหนึ่งจะสูญเสียพลังการฝึกฝนไปหนึ่งพันปี ท่านลงมาที่นี่เพียงเพื่อบอกให้ข้ายอมแพ้งั้นหรือ?”
“อืม”
จื่อเหยาพยักหน้า “ใช่ สามจิตและเจ็ดวิญญาณของฉินอินหายไปและวัฏจักรครั้งใหม่ของนางอาจเริ่มขึ้นแล้ว เจ้าจะไม่มีทางพบนางที่นี่ได้อีกต่อไป อาอวี่ ยอมแพ้เสียเถิด ด้วยความสามารถและสติปัญญาอันดับหนึ่ง เจ้าคงไม่ต้องการทำลายระดับพลังยุทธ์ของตนเองที่นี่หรอกใช่ไหม?”
“ราชาปีศาจฝากสิ่งใดถึงข้า?”
“สวรรค์และโลกผันแปร แต่ความเชื่อมั่นไม่แปรผัน”
“สวรรค์และโลกผันแปร แต่ความเชื่อมั่นไม่แปรผัน…สวรรค์และโลกผันแปร แต่ความเชื่อมั่นไม่แปรผัน…” หลินมู่อวี่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะด้วยความสังเวช “ข้าคิดว่าตนเองเข้าใจสิ่งที่เขาหมายถึง ขอบคุณท่านจื่อเหยาที่ลงมา โปรดช่วยกลับไปบอกราชาปีศาจด้วยว่า รอข้าอยู่บนสวรรค์ วันหนึ่งข้าจะตามขึ้นไปยืนเคียงข้างเขาในดินแดนหมื่นจักรวรรดิแน่นอน”
“ตกลง”
จื่อเหยาทำความเคารพอีกครั้งพร้อมกล่าวว่า “เช่นนั้น…หญิงสาวผู้นี้คงต้องขอลา อาอวี่ โปรดรักษาตนเองด้วย”
“อื้ม”
จื่อเหยากระโดดขึ้นไปบนฟ้าก่อนที่รัศมีวงแหวนสีทองจะส่องสว่างรอบวิถีการบิน นางพลันเร่งความเร็วขึ้นในชั่วพริบตาและทะลุผ่านการควบคุมของมิติหายเข้าไปในรอยแยกมิติแห่งสวรรค์!
…
“กลับมาแล้วหรือ? คงลำบากเจ้ามาก”
ณ สระมายา ราชาปีศาจเจ็ดประทีปยืนกอดอกอยู่เพียงลำพังขณะที่จ้องมองภาพมายาของหลินมู่อวี่ เขาขมวดคิ้วและกล่าวว่า “เส้นทางของเจ้าเด็กผู้โง่เขลานี้จะเป็นเช่นไร…”
จื่อเหยากล่าวคำเบา “ท่านราชาปีศาจเพิ่งกล่าวเองไม่ใช่หรือ? สวรรค์และโลกผันแปร แต่ความเชื่อมั่นไม่แปรผัน ข้าคิดว่ามันเป็นประโยคที่เหมาะสมกับหลินมู่อวี่ โลกนี้เปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ความรุ่งโรจน์ในชีวิตและเส้นทางแห่งความสุขก็ไม่อาจผันแปรความเชื่อมั่นของเขา…ช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์คู่ควรที่จะเป็นน้องชายของท่านยิ่งนัก”
“ฮ่าๆๆๆ ใช่ ถูกต้องแล้ว”
ราชาปีศาจเจ็ดประทีปกำหมัดแน่นพร้อมกล่าวว่า “ข้าจะอยู่บนสวรรค์เพื่อรอให้เขามาเคียงข้างในสักวัน!”
……….……….……….……….