The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.640 แผนการของหลงเซียนหลิน
EP.640 แผนการของหลงเซียนหลิน
ควันในขุมนรกโลหิตเลือนหายเมื่อเวลาล่วงไป อุณหภูมิของผืนแผ่นดินค่อยๆ ลดลงทำให้หินหนืดเริ่มแข็งตัว เหลือเพียงร่องรอยของชั้นหินที่คอยย้ำเตือนผู้คนว่ามันเคยเป็นขุมนรกโลหิตที่ทำลายเมืองไป๋หลิงจนพังพินาศ ตำนานมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขุมนรกแห่งนี้ถูกเล่าขานต่อไป
บ้างกล่าวว่าจักรพรรดินีฉินอินและองค์หญิงถังเสี่ยวซีถูกฝังอยู่ในขุมนรกสีโลหิต
บางคนก็กล่าวว่าฉินอินยังไม่ตายเพียงแต่ขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ เฟิงจี้สิง ฉินเหยียนและคนอื่นๆ ต่างก็กล่าวเช่นนี้ มิเช่นนั้นหากข่าวการเสียชีวิตของฉินอินแพร่ออกไป จักรวรรดิต้องตกอยู่ในความโกลาหลแน่
แต่บ้างก็กล่าวว่ามีจอมยุทธ์หนุ่มผู้ไร้เทียมทานอยู่ในขุมนรกซึ่งเขาได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้ไปตลอดกาล ผู้คนทราบเพียงว่าชายผู้นั้นมีนามว่าหลินมู่อวี่ หากแต่ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ใดในขุมนรก
บางคนกล่าวว่าหลินมู่อวี่ฝังตนเองอยู่ในภูเขาหินเพื่อรอการกลับมาของหญิงสาวผู้เป็นที่รัก
ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงตำนานที่หลายคนแต่งขึ้นเพื่อพูดคุยกันหลังมื้ออาหาร
เมฆหมอกลอยปกคลุมภูเขาหินสูงตระหง่านในขุมนรกสีโลหิตราวกับปรากฏการณ์มหัศจรรย์ ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเหตุใดฝุ่นในขุมนรกแห่งนี้จึงตกตะกอนรวมกันจนเป็นภูเขา
ร่างของชายหนุ่มยังคงคุกเข่าอยู่ในส่วนลึกของภูเขาหิน กระบี่ดวงดาราในมือของเขาสูญเสียความแวววาวของมันไปแล้ว เวลากว่าครึ่งปีล่วงไปในชั่วพริบตา หลินมู่อวี่แลดูจะรวมเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาอย่างแท้จริง
…
ณ วันที่เจ็ดกรกฎาคมปีเจ็ดพันเจ็ดร้อยสามสิบหกตามปฏิทินจักรวรรดิ เฟิงจี้สิงเลือกแก้ปัญหาที่ต้นตอโดยการล้อมเมืองสายัณห์และยึดยุ้งฉางทางตอนใต้ของเมืองทั้งหมด เหล่าทหารแห่งจักรวรรดิล้อมเมืองเป็นเวลากว่าสี่เดือนจนติงซี่พ่ายแพ้เนื่องจากขาดแคลนอาวุธและกองทหารทั้งสามแสนของเมืองสายัณห์ตายตกไปกว่าครึ่ง ติงซี่นำกองทหารที่เหลือล่าถอยไปยังมณฑลชุนไป๋และมุ่งหน้าสู่มณฑลหมิงซานซึ่งอยู่ทางใต้สุดของพิภพซุ่ยติง
ในเดือนเดียวกันเว่ยโฉวได้นำกองทหารมังกรผงาดไปโจมตีมณฑลหลิงคงโดยมีกองกำลังของเซี่ยงอวี้จากเมืองไป๋หลิงไปเสริมทัพ กองทัพจักรวรรดิได้ยึดครองมณฑลหลิงหนาน มณฑลหลิงคง และมณฑลชุนไป๋ ซึ่งรวมเป็นพื้นที่กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของจักรวรรดิอี้เหอกลับคืนมาได้สำเร็จในที่สุด
ติงซี่และหลงเซียนหลินต้องถอยทัพทหารกว่าสองแสนนายไปอย่างต่อเนื่อง จักรวรรดิแข็งแกร่งยิ่งจนพวกเขาต้องล่าถอยไปถึงมณฑลหมิงซาน และพึ่งพาเสบียงอาหารและความแข็งแกร่งของเมืองชางหยางเพื่อต่อสู้กับกองทัพจักรวรรดิต่อไป
…
ณ วันที่สิบสองสิงหาคม กองทัพจักรวรรดิอันแกร่งกล้ารวมพลทหารกว่าหกแสนที่พื้นที่ราบทางตอนเหนือของมณฑลหมิงซาน
อาทิตย์ถูกเมฆบนบังจนสิ้นขณะกองทัพเคลื่อนผ่านยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ทอดยาวไปอย่างเชื่องช้า ยอดเขาแห่งนี้เป็นที่ตั้งของจวนเจ็ดแคว้นของลั่วหลาน เมฆหมอกที่ปกคลุมระหว่างยอดเขาทำให้บรรยากาศโดยรอบสมกับเป็นที่อยู่อาศัยของทวยเทพอย่างแท้จริง
เว่ยโฉวมองไปยังทิศที่ตั้งของจวนเจ็ดแคว้นพลางกล่าวเสียงนิ่ง “ไอ้สุนัขเฒ่าลั่วหลานช่วยจักรวรรดิอี้เหอยึดครองเมืองหลันเยี่ยน เขาคงไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึง หึ… เราน่าจะล้อมจวนเจ็ดแคว้นและสังหารลั่วหลานด้วยกองทหารนับล้าน”
“ไม่จำเป็น”
เฟิงจี้สิงปัดมือแผ่วเบาพร้อมกล่าว “ลั่วหลานกระทำชั่วมานับครั้งไม่ถ้วน เขาจะต้องได้รับผลกรรมของตนเข้าสักวันแน่ เราเดินทางมาหลายวันแล้ว เหล่าทหารก็ต่างเหนื่อยล้า อีกทั้งภูมิประเทศของยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการสู้รบของกองทัพแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นจอมยุทธ์ของจวนเจ็ดแคว้นยังได้เปรียบกว่าเรามาก การเปิดศึกบนยอดเขาแห่งนี้คงไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก หึ…หากอยากรนหาที่ตาย ลั่วหลานจะลงไปจัดการกับเราเอง ฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องยั่วยุเขา”
“ขอรับ” เว่ยโฉวพยักหน้า
“มีข่าวใหม่จากขุมนรกโลหิตบ้างหรือไม่?” เฟิงจี้สิงเอ่ยถาม
“ไม่ขอรับ” เว่ยโฉวกล่าวตอบทันใด “ภูเขาหินเพียงหนาขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มคนที่เราส่งไปหาผู้บัญชาการหลินไม่พบแล้วขอรับ หลายเดือนที่ผ่านมาผู้บัญชาการหลินไม่กินอาหารหรือดื่มน้ำเลยแม้แต่น้อย ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าต้องทำอย่างไร…”
เฟิงจี้สิงถอนหายใจขณะควบม้าไปอย่างเชื่องช้า “ฟ้าย่อมคุ้มครองคนดี ข้าเชื่อว่าอาอวี่จะไม่เป็นไร! นอกจากนี้เขายังมีพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งฝูซี ยิ่งกลายเป็นหินเช่นนี้แล้ว เขาไม่มีทางอดตายเพราะความหิวโหยแน่ เพียงแต่ข้าไม่คิดเลยว่า…แม่ทัพผู้แกร่งกล้าของจักรวรรดิจะกักขังตนเองอยู่ในขุมนรกโลหิตเช่นนี้…”
เว่ยโฉวพึมพำ “ความรักของผู้บัญชาการหลินต่อฝ่าบาทคงไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะเข้าใจได้…”
“อืม…”
เฟิงจี้สิงทอดสายตามองกองทัพทอดยาวไร้จุดจบพลางเอ่ยคำเบา “ผู้ส่งสารอยู่ที่ใด?”
ผู้ส่งสารควบม้าเข้ามาก่อนกล่าวอย่างนอบน้อม “ขอรับท่านผู้บัญชาการ”
“ส่งคำสั่งไปยังกองทัพของเซี่ยงอวี้ เมื่อเข้าสู่มณฑลหมิงซานแล้วให้ค้นหาแหล่งน้ำทันที และแจ้งซูอวี่เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรามีเสบียงอาหารเพียงพอ เมืองชางหยางแข็งแกร่งยิ่ง ครานี้โจรเฒ่าฉินอี้ไม่มีทางยอมแพ้โดยง่ายแน่ เราจำเป็นต้องเตรียมการให้พร้อมที่สุดสำหรับศึกอันยืดเยื้อในเมืองชางหยาง”
“ขอรับ!”
เฟิงจี้สิงมองเว่ยโฉวพร้อมเอ่ยถาม “การเตรียมการปืนใหญ่ผลึกอสูรเป็นอย่างไรบ้าง?”
เว่ยโฉวขมวดคิ้วพลางกล่าวตอบ “เราต้องเดินทางไกลแถมยังผ่านพื้นที่สูงชัน ผนวกกับปืนใหญ่ผลึกอสูรนั้นมีน้ำหนักมาก ต่อให้แยกชิ้นส่วนก็ไม่สามารถลำเลียงไปได้มากนัก ขณะนี้กองทัพจึงมีปืนใหญ่เพียงสิบกระบอกเท่านั้นขอรับ เราควรใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุด”
“ข้ารู้”
เฟิงจี้สิงสูดหายใจลึก “เราจะสามารถทำลายประตูเหล็กของเมืองชางหยางได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปืนใหญ่ผลึกอสูรเหล่านี้ และยามที่หลินมู่อวี่ไม่อยู่เช่นนี้ ชัยชนะของกองทัพมังกรผงาดก็อยู่ในมือของเจ้าและซือตู่เซิน”
“ท่านผู้บัญชาการโปรดวางใจเถอะขอรับ!”
…
ณ เมืองชางหยาง แสงระเรื่อของอาทิตย์อัสดงสาดส่องเมืองโบราณแห่งนี้ให้ดูงดงามยิ่ง กิ่งก้านของต้นแพร์พลิ้วไหวตามสายลมโชยอ่อน ฉินอี้นั่งก้มศีรษะอยู่ในตำหนักด้วยใบหน้าตึงเครียด หลงเซียนหลิน ติงซี่ หม่านหนิง และขุนนางคนอื่นๆ ต่างอยู่ที่นี่ ทว่าไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใด ทุกคนต่างรู้ดีว่าสงครามครั้งนี้ทำให้จักรวรรดิอี้เหอใกล้หมดอำนาจลงเต็มที
“หาก...เราไม่สามารถปกป้องเมืองชางหยางได้จะทำอย่างไร?” ฉินอี้กล่าวเสียงนิ่ง
ทุกคนต่างมองหน้ากันแต่กลับไม่มีผู้ใดกล่าวตอบ ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่หม่านหนิงจะประสานหมัดพร้อมกล่าว “ราชาผู้พิชิต ขณะนี้เรายังมีกำลังพลกว่าสามแสนนาย ผนวกกับทหารรักษาการณ์ของมณฑลหมิงซานอีกหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย กองกำลังกว่าครึ่งล้านยังสามารถต้านทานจักรวรรดิได้ นอกจากนี้พลเรือนยังจงรักภักดีต่อจักรวรรดิอี้เหอ เราสามารถระดมกองกำลังจากพลเรือนเพื่อช่วยทำสงครามครั้งนี้ได้ เฟิงจี้สิงเป็นแม่ทัพผู้มีเมตตา ข้าเชื่อว่าเขาไม่มีทางทำร้ายประชาชนแน่ขอรับ”
“งั้นรึ?” ฉินอี้หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
ติงซี่กล่าว “ราชาผู้พิชิต กองทหารทั้งสามแสนนายของเราต่างเหนื่อยล้ายิ่ง ส่วนกองทหารรักษาการณ์หนึ่งแสนห้าหมื่นของมณฑลหมิงซานล้วนเป็นทหารเกณฑ์ใหม่และไม่มีประสบการณ์ในสนามรบแม้แต่น้อยซึ่งแตกต่างกับกองทัพจักรวรรดิอย่างสิ้นเชิง กองทหารสามแสนนายแห่งเมืองชีไห่ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเฟิงจี้สิงล้วนเป็นทหารชำนาญการ ส่วนกองทัพมังกรผงาดก็ฟื้นฟูกองกำลังจนมีทหารถึงห้าหมื่นนาย นอกจากนี้ยังมีกองกำลังของแม่ทัพเซี่ยงอวี้ ซูอวี่ หลัวซิน และคนอื่นๆ อีกมากมาย กำลังพลทั้งหกแสนของพวกเขาล้วนเป็นทหารชั้นยอด เมื่อใดที่เริ่มเปิดศึกเราต้องพ่ายแพ้แน่!”
หัวใจของฉินอี้ชาวาบ “แม่ทัพหลงคิดว่าอย่างไร? เราจะสามารถปกป้องเมืองชางหยางไว้ได้หรือไม่?”
“ข้าเกรงว่าคงไปเป็นได้ยาก...”
หลงเซียนหลินลุกขึ้นก่อนประสานหมัด “ทุกท่านต่างรู้ดีว่ากำแพงเหล็กนั้นแข็งแกร่งเพียงใด ทว่ากำแพงหนาหลายสิบเมตรกลับถูกปืนใหญ่ผลึกอสูรของกองทัพมังกรผงาดเจาะทะลุอย่างง่ายดาย เช่นนี้แล้วกำแพงเมืองชางหยางจะต้านทานได้สักเท่าใด ข้าเกรงว่าปืนใหญ่ผลึกอสูรคงทำให้มันกลายเป็นเพียงกองขยะ”
ฉินอี้ผงะ “เช่นนั้นแม่ทัพหลงคิดว่าควรทำอย่างไร?”
“เราคงต้องชิงไหวชิงพริบกันสักหน่อยขอรับ”
“อย่างไรรึ?”
หลงเซียนหลินยิ้มจาง “ท่านจำได้หรือไม่ว่าหลินมู่อวี่สังหารเหล่ยฉงในหุบเขาพิฆาตอสูรอย่างไร?”
“แรงระเบิดของปืนใหญ่รึ?”
“ขอรับ”
หลงเซียนหลินกล่าว “จากการคาดเดาของข้า กระสุนของปืนใหญ่ผลึกอสูรสามารถจุดชนวนซึ่งกันและกันได้ เมื่อปืนใหญ่ผลึกอสูรกระบอกหนึ่งระเบิด ปืนกระบอกอื่นๆ ก็จะระเบิดไปด้วย เราควรฉวยโอกาสนี้ลักลอบเข้าไปในกองทัพมังกรผงาดและวางระเบิดปืนใหญ่ผลึกอสูร เช่นนี้เราก็จะสามารถทำลายปืนใหญ่ผลึกอสูรทั้งหมดของกองทัพมังกรผงาดได้ในคราเดียว”
หลงเซียนหลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เราอาจต้องรอเวลาสักหน่อย กองทัพจักรวรรดิเพิ่งมาถึงมณฑลหลิงหนานไม่กี่เดือนก่อน แต่พวกเขามีเสบียงอาหารและหญ้าไม่เพียงพอ มณฑลหลิงหนานและมณฑลชุนไป๋เพิ่งผ่านสงครามมาได้ไม่นาน อีกทั้งผลการเก็บเกี่ยวปีนี้ยังไม่ค่อยดีนัก กองทหารจักรวรรดิกว่าหกแสนนายจะต้องกินอาหารมากมายเพียงใดต่อวัน? เสบียงอาหารส่วนใหญ่จึงต้องส่งมาจากมณฑลหลิงเป่ย เราเพียงต้องรอเวลาให้ผ่านไปสักสองเดือนจนเสบียงอาหารของเฟิงจี้สิงขาดแคลน จากนั้นจึงค่อยสั่งให้ฉินหวนนำกองทหารราวหนึ่งแสนไปโจมตี เมื่อถึงเวลานั้นกองทัพจักรวรรดิกว่าหกแสนก็คงแตกพ่ายได้ไม่ยากขอรับ”
“เจ้า…” ฉินอี้กล่าวออกด้วยความปีติ “เจ้าคือแม่ทัพที่สวรรค์ส่งมาโปรดจักรวรรดิอี้เหอ! เช่นนั้น…จากที่แม่ทัพหลงกล่าว เราจะทำลายปืนใหญ่ผลึกอสูรของกองทัพมังกรผงาดได้อย่างไรหรือ?”
หลงเซียนหลินกล่าวคำออก “ข้าจำได้ว่า…ท่านซีหยางโหวมีหลานชายห่างๆ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองพันของกองทัพมังกรผงาด เขาอาจยอมร่วมมือหากเราติดสินบนด้วยเงินและอำนาจมหาศาล อย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงผู้บัญชาการกองพัน หากเรายื่นตำแหน่งหนึ่งในเจ็ดแม่ทัพแห่งจักรวรรดิอี้เหอให้ ข้าเชื่อว่าเขาไม่มีทางปฏิเสธแน่ แต่ภารกิจนี้ข้าเกรงว่าคงต้องรบกวนท่านซีหยางโหวไม่น้อย”
ฉินอี้มองหม่านหนิงก่อนกล่าว “ซีหยางโหวคิดว่าอย่างไรบ้าง?”
ร่างอ้วนของหม่านหนิงสั่นสะท้านขณะลุกขึ้นพร้อมประสานหมัด “การรับใช้จักรวรรดิอี้เหอในครั้งนี้ถือเป็นเกียรติแก่ชายชราผู้นี้ยิ่ง”
ฉินอี้ยกยิ้ม “อย่าได้กังวลไป หากภารกิจนี้เสร็จสิ้น ซีหยางโหวจะไม่ได้เป็นเพียงซีหยางโหวอีกต่อไป ข้าจะแต่งตั้งให้ท่านเป็นราชาซีหยาง!”
หม่านหนิงปลื้มใจอย่างออกหน้าออกตา “ขอรับ ขอบคุณราชาผู้พิชิตยิ่ง ข้าจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้!”
“ไปเถอะ!”
“ขอรับ!”
ร่างอ้วนเผละของหม่านหนิงเดินออกจากตำหนักไปอย่างเชื่องช้าโดยมีองครักษ์สองนายคอยให้ความช่วยเหลือ ไม่นานหม่านหนิงก็ปลอมตัวเป็นพ่อค้าสัญจรและนั่งรถม้าออกจากเมืองชางหยางมุ่งไปยังกองทัพจักรวรรดิที่ไกลออกไป
…
แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนผืนแผ่นดินให้เป็นสีแดงฉานราวกับโลหิต ศึกชี้เป็นชี้ตายระหว่างจักรวรรดิฉินและจักรวรรดิอี้เหอในครั้งนี้ มีเพียงผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้ปกครองดินแดน แน่นอนว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีทางยอมแพ้โดยง่ายและจะต่อสู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่!
……….……….……….……….