The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.641 ผู้ทำลายภูเขา
EP.641 ผู้ทำลายภูเขา
“ตู้ม ตู้ม ตู้ม!”
สายฟ้าสีม่วงพุ่งทะลุชั้นฟ้าจนเกิดควันลอยโขมงไปทั่วสารทิศ ทหารหลายนายที่อยู่ในค่ายปืนใหญ่ผลึกอสูรของกองทัพมังกรผงาดหายวับไปกับแรงระเบิดโดยไม่ทันส่งเสียงกรีดร้องเสียด้วยซ้ำ ปืนใหญ่ผลึกอสูรเกิดการระเบิดอย่างต่อเนื่องกว่าร้อยครั้ง!
ฉินอี้ หลงเซียนหลิน ติงซี่ และคนอื่นๆ ยืนอยู่เหนือเมืองชางหยางขณะทอดสายตามองริ้วแสงสีม่วงที่พวยพุ่งจากระยะไกล ฉินอี้หัวเราะอย่างพอใจขณะที่หลงเซียนหลินขมวดคิ้วเป็นปม หากกำแพงเมืองชางหยางถูกแรงระเบิดเหล่านี้โจมตี เมืองแห่งนี้คงกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์
ติงซี่ผู้มีท่าทีตึงเครียดนิ่งเงียบไม่กล่าวคำใด แม้ว่าแผนของหลงเซียนหลินจะประสบความสำเร็จ ทว่า…มันจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้? หากปล่อยให้เวลาล่วงไปอีกสองสามเดือน เมื่อเมืองหลันเยี่ยนส่งปืนใหญ่ผลึกอสูรมาให้กองทหารจักรวรรดิ เมืองชางหยางก็คงถูกทำลายจนสิ้นซากอยู่ดี
“หากมีปืนใหญ่ผลึกอสูรอยู่ในมือ ข้าคงไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดบนโลก!” ฉินอี้ถอนหายใจ
หม่านหนิงที่อยู่ด้านข้างกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม “หากอยากได้ปืนใหญ่ผลึกอสูรมาครอบครอง ราชาผู้พิชิตเพียงต้องซื้อใจคนให้ได้ ว่ากันว่าปืนใหญ่ชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นโดยฉินจื่อหลิงผู้อยู่ในเมืองหลวงของจักรวรรดิ เมื่อใดที่ได้พบเขา ท่านก็เพียงต้องจ่ายค่าปืนใหญ่ผลึกอสูรให้เขาอย่างสมราคาเท่านั้นเองขอรับ”
“อืม…”
ฉินอี้ยกยิ้ม “จริงอย่างที่ราชาซีหยางกล่าว ทว่า…สงครามกำลังดุเดือด เราคงไม่มีเวลาไปยังเมืองหลันเยี่ยนเพื่อซื้อตัวฉินจื่อหลิงมาในขณะนี้ เราจะหารือกันอีกครั้งเมื่อสงครามสิ้นสุดลง”
“ขอรับ!”
…
กองทัพจักรวรรดิตกอยู่ในความโกลาหล เว่ยโฉวควบม้านำทหารรักษาการณ์ไปยังค่ายปืนใหญ่ผลึกอสูรทันที ทว่ากลับเห็นเพียงเปลวไฟลุกโชติช่วงตั้งแต่ระยะไกล หัวใจของเขาเจ็บปวดจนไม่อาจพรรณนาได้ ปืนใหญ่ผลึกอสูรทั้งหมดถูกทำลาย!
ไม่นานผู้คนก็รวมตัวกันที่กระโจมหลักของกองทัพ
เฟิงจี้สิงผู้อยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดจ้องมองทุกคนอย่างเฉยชาก่อนกล่าว “จากเสียงนี้…ปืนใหญ่ผลึกอสูรของเราคงระเบิดจนหมดแล้วใช่หรือไม่?”
“ขอรับ”
เว่ยโฉวประสานหมัดพลางกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งเครียด “ข้าน้อยดูแลกองทัพไม่ทั่วถึงเองขอรับ จึงทำให้ทหารนายหนึ่งสามารถลอบวางระเบิดปืนใหญ่ผลึกอสูรจนปืนทั้งหมดระเบิดตามไปด้วย”
“โอ้…”
เฟิงจี้สิงกล่าว “นั่นไม่ใช่ความผิดของเจ้า เราต้องสืบหาให้ได้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใดและวางแผนใหม่ทั้งหมด มาหารือกันเถิด ในเมื่อปืนใหญ่ผลึกอสูรเสียหายเช่นนี้ เราจะโจมตีเมืองชางหยางได้อย่างไรบ้าง?”
ซูอวี่กล่าว “กำแพงเมืองชางหยางสูงยี่สิบเมตรและมีความแข็งแรงยิ่ง อีกทั้งประตูเมืองยังหล่อขึ้นจากเหล็กบริสุทธิ์ซึ่งหนากว่าหนึ่งเมตร การโจมตีด้วยรถม้าศึกคงไม่มีประโยชน์อันใดแน่ นอกจากนี้เมืองชางหยางยังมีมณฑลและเมืองมั่งคั่งนับร้อยแห่งที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง การโจมตีพวกเขาด้วยกำลังคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก”
“ถึงจะยากลำบากเพียงใดเราก็ต้องทำ”
เซี่ยงอวี้ขมวดคิ้ว “ข้าแนะนำให้เริ่มโจมตีเมืองในวันพรุ่งนี้ โดยให้กองทัพแต่ละกองผลัดกันโจมตีเมืองเป็นเวลาสามวัน ในที่สุดทหารแห่งเมืองชางหยางจะอ่อนล้าจนไม่สามารถต้านทานได้ จากนั้นเราจึงส่งกองกำลังกลุ่มเล็กบุกเข้าไปในเมืองผ่านทางภูเขาทั้งสองฟากและกระจายข่าวลือว่าฉินอี้กำลังวางแผนทอดทิ้งเมืองแห่งนี้ เมื่อทหารขาดความเชื่อมั่นและแตกคอกับผู้นำ เมืองชางหยางจะทำลายตนเองโดยที่เราไม่ต้องออกแรงโจมตีแม้แต่น้อย”
“อืม ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น”
เฟิงจี้สิงหันไปมองเว่ยโฉวพลางเอ่ยถาม “ปืนใหญ่ผลึกอสูรชุดต่อไปจะมาถึงเมื่อใด?”
“อีกหนึ่งเดือนขอรับ”
“จงนำกองทหารไปคุ้มกันอย่างแน่นหนาและอย่าให้มีข้อผิดพลาดใดอีก”
“ท่านผู้บัญชาการโปรดวางใจ ข้าน้อยจะดูแลเรื่องนี้ด้วยตนเองขอรับ”
“อืม เช่นนั้นก็ดี”
เฟิงจี้สิงมองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวภายนอกกระโจมหลักก่อนถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ “หากอาอวี่อยู่ที่นี่ด้วยก็คงดี…”
ขณะนั้นซูอวี่ เว่ยโฉว ซือตู่เซิน ซือตู่เฉว่ และจางเหว่ยก็ทยอยออกไป
หากหลินมู่อวี่อยู่ที่นี่ เจ้าตัวคงมีแผนการอันชาญฉลาดมาเสนอและเขาคงไม่ต้องปิดล้อมตีเมืองอย่างไร้หนทางเช่นนี้
การบุกโจมตีครั้งนี้คือการแลกเลือดเนื้อของเหล่าทหารจักรวรรดิเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ในการปกครองดินแดน
แม้จะไม่รู้ว่าผู้ใดจะได้นั่งบนบัลลังก์นั้นก็ตาม
เฟิงจี้สิงนอนถือตำรายุทธวิธีสงครามและไม่สามารถข่มตาหลับได้แม้เวลาจะล่วงไปถึงกลางดึก
ขณะนั้นเสียงของทหารองครักษ์ดังขึ้นจากภายนอก “ท่านผู้บัญชาการ ท่านเจิ้งอี้ฝาน ซูอวี่ เว่ยโฉว ฉินเหยียน เซี่ยงอวี้ และหลัวซินมาขอเข้าพบขอรับ!”
ตั้งแต่การตายของถังหลานและซูมู่หยุน และการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของถังเสี่ยวซี คนเหล่านี้ก็ถือเป็นเสาหลักของกองทัพแห่งจักรวรรดิอย่างแท้จริง
“เข้ามาได้” การมาเยือนดึกดื่นเช่นนี้ต้องเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย
เมื่อทุกคนเดินเข้ามาในกระโจมหลัก เฟิงจี้สิงพลันวางตำรายุทธวิธีสงครามในมือก่อนลุกขึ้นยืนพร้อมประสานหมัด “ทุกคนมาที่นี่กลางดึกเช่นนี้ เกิดเหตุอันใดขึ้นหรือ?”
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาหากแต่ไม่มีใครกล้ากล่าวคำใด ในที่สุดซูอวี่จึงก้าวมาเบื้องหน้าพลางประสานหมัด “ท่านผู้บัญชาการเฟิง ขณะนี้ท่านเป็นผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพจักรวรรดิ พระราชโองการฉบับสุดท้ายขององค์จักรพรรดินีระบุให้ท่านดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ ขณะนี้…อาอวี่ถูกผนึกอยู่ในขุมนรกโลหิตและท่านเป็นผู้ที่มีอำนาจทหารสูงสุดในจักรวรรดิ พวกเราจึงอยากทราบว่าท่านวางแผนอนาคตของจักรวรรดิไว้อย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“ขะ…ข้า…” เฟิงจี้สิงรู้สึกปวดศีรษะทันใด คำพูดของซูอวี่สื่อความหมายชัดเจน เมื่อฉินอินเสียชีวิต แน่นอนว่าจักรวรรดิก็ต้องการจักรพรรดิองค์ใหม่ บ้านเมืองจะดำรงต่อไปไม่ได้หากขาดผู้นำ
เซี่ยงอวี้ประสานหมัดพร้อมกล่าว “หลังจากกองทัพจักรวรรดิเข้าสู่มณฑลหลิงหนาน เราจำเป็นต้องมีผู้ปกครองที่จะรวบรวมดินแดนทั้งหมดให้เป็นปึกแผ่น ในเมื่อองค์จักรพรรดินีสวรรคตแล้ว จักรวรรดิแห่งนี้ก็ต้องการจักรพรรดิองค์ใหม่ขอรับ”
“จักรพรรดิรึ?” เฟิงจี้สิงกล่าวตอบอย่างงุนงง
ซูอวี่กล่าว “ผู้บัญชาการเฟิง ข้าและคนอื่นๆ ล้วนเป็นขุนนางแห่งจักรวรรดิ แม้เสี่ยวอินจะไม่ได้ฝากฝังสิ่งใดก่อนจากไป แต่ข้ามั่นใจว่านางคงไม่ต้องการเห็นจักรวรรดิล่มสลาย”
“ทุกท่านคิดเห็นอย่างไร?” เฟิงจี้สิงเอ่ยคำเบา เขารู้ดีว่าจักรพรรดิองค์ต่อไปจะเป็นใครก็ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของคนเหล่านี้
เซี่ยงอวี้ขมวดคิ้วพลางกล่าว “เราต้องการผู้ที่มีสายเลือดของราชวงศ์ ทว่าขณะนี้…สายเลือดตระกูลฉินนั้นมีไม่มากนัก อ๋องน้อยฉินเหยียนคือผู้ที่มีสายเลือดใกล้เคียงกับฝ่าบาทมากที่สุด ส่วนอีกคนคือองค์ชายฉินยงและคนอื่นๆ จากจวนจงหวัง ข้าคิดว่าเราควรสนับสนุนฉินเหยียนให้เป็นผู้นำคนต่อไปของจักรวรรดิ ท่านผู้บัญชาการเฟิงคิดว่าอย่างไร?”
เฟิงจี้สิงไม่กล่าวตอบ หากแต่มองไปยังฉินเหยียนและเอ่ยถาม “อาเหยียน เจ้าเต็มใจที่จะเป็นผู้นำแห่งจักรวรรดิฉินหรือไม่?”
ฉินเหยียนผงะ “ข้าไม่ต้องการขโมยบ้านเมืองของลูกพี่ลูกน้องมาเป็นของตน… อีกทั้งข้ายังไม่มีความรู้ใดเกี่ยวกับการเป็นจักรพรรดิหรือแม้แต่การเข้าหาเหล่าราชวงศ์ หากข้าต้องเป็นจักรพรรดิคงดีแต่จะทำให้ชาติบ้านเมืองล่มจมกว่าเดิม ท่านผู้บัญชาการเฟิงโปรดไตร่ตรองอีกครั้งเถอะขอรับ!”
เฟิงจี้สิงถอนหายใจ “มีผู้อื่นอีกหรือไม่?”
“มีสิ”
เจิ้งอี้ฝานลูบเคราของตน “หลินมู่อวี่ผู้ฝังตนเองอยู่ในขุมนรกโลหิตเป็นราชบุตรบุญธรรมของจักรพรรดิองค์ก่อนและเป็นพระเชษฐาขององค์จักรพรรดินีฉินอิน เขามีความสามารถอันโดดเด่นทั้งในด้านการทหารและการฝึกตน ข้าคิดว่าไม่มีผู้ใดเหมาะสมที่จะเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งจักรวรรดิฉินไปกว่าเขาอีกแล้ว”
เจิ้งอี้ฝานเป็นทหารผ่านศึกอาวุโสคนเดียวในการหารือ คำพูดของเขาจึงมีน้ำหนักยิ่ง
เฟิงจี้สิงพยักหน้าพลางกล่าว “เพียงแต่ว่าอาอวี่…ฝังตนเองอยู่ในขุมนรกโลหิต แม้ข้าจะยังไม่ได้ถาม แต่ท่านก็คงทราบดีว่าอาอวี่จะปฏิเสธ การที่ฝ่าบาทฉินอินเดินทางไปยังเมืองไป๋หลิงด้วยพระองค์เองและถูกปลงพระชนม์ทำให้หลินมู่อวี่โทษตนเองมากว่าครึ่งปีแล้ว หากได้รับเลือกให้เป็นจักรพรรดิในยามนี้ ท่านคิดว่าอาอวี่จะยอมตกลงหรือ?”
เจิ้งอี้ฝานขมวดคิ้ว “คงเป็นไปได้ยากนัก ปัญหาอยู่ที่หลินมู่อวี่ทุ่มเทให้กับความรักเกินไป…”
เฟิงจี้สิงจ้องมองทุกคนด้วยแววตาลุกโชน “พวกเราทุกคนล้วนเป็นผู้บัญชาการแห่งจักรวรรดิที่จงรักภักดีต่อฝ่าบาทฉินอิน ขณะนี้…อาอวี่ยังคงรอการกลับมาขององค์จักรพรรดินีอยู่ในขุมนรกโลหิตอย่างทุกข์ทรมาน แล้วพวกท่านไม่คิดว่าเราควรรอพระองค์อย่างนั้นหรือ? ข้าคิดว่า…จักรวรรดิไม่จำเป็นต้องมีจักรพรรดิองค์ใหม่อีกแล้ว เพียงต้องแต่งตั้งองค์ชายขึ้นมาเท่านั้น ข้าจะปกป้องดินแดนนับหมื่นลี้แห่งนี้เพื่อรอวันที่ฝ่าบาทฉินอินจะเสด็จกลับมายังโลกนี้! ทุกคนคิดว่าอย่างไร?”
“เราเห็นด้วยขอรับ!”
ทุกคนต่างประสานหมัดอย่างพร้อมเพรียง
ไม่นานซูอวี่ก็กล่าวออก “เช่นนั้น…เราก็ต้องแต่งตั้งผู้ที่มีอำนาจสูงสุดใช่หรือไม่?”
“ใช่” เฟิงจี้สิงพยักหน้า “เมื่อเราบุกเข้าไปในเมืองชางหยางและจัดการฉินอี้ หลงเซียนหลิน และศัตรูทั้งหมดได้สำเร็จ ข้าจะเดินทางไปยังขุมนรกโลหิตและขอให้อาอวี่เป็นราชา ทว่าหากเขาปฏิเสธ เราก็คงไม่มีทางเลือกนอกจากให้อาเหยียนรับตำแหน่งนี้แทน”
ฉินเหยียนชะงัก “ขะ…ข้า…”
เฟิงจี้สิงเอื้อมไปบีบไหล่ของฉินเหยียนพลางกล่าว “นี่เป็นความรับผิดชอบที่เจ้าไม่อาจปฏิเสธได้ ในที่นี้ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ในตำแหน่งนี้ไปมากกว่าเจ้าแล้ว เราทุกคนต่างต้องรอวันที่จักรพรรดินีฉินอินจะเสด็จกลับมา… ”
“ขอรับ!”
…
ณ เมืองไป๋หลิง เหล่าจอมยุทธ์ที่ประดับตราแห่งจวนเจ็ดแคว้นควบม้าเข้ามาในขุมนรกโลหิตซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก ขณะนั้นชายชราคนหนึ่งก้าวเดินไปบนก้อนเมฆ เขาคือลั่วหลานผู้ฝึกตนจนทะลวงสู่ขอบเขตเทวะขั้นสูงสุด
ในฐานะเทพแห่งจักรวรรดิอี้เหอ ลั่วหลานไม่สามารถทำสิ่งใดกับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ได้เลย เขารู้ดีว่าคนเราไม่สามารถฝืนโชคชะตาได้ จักรวรรดิอี้เหอพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวช…
“ที่นี่คือขุมนรกโลหิตรึ?”
ลั่วหลานยิ้มอย่างเย็นชาขณะจ้องมองขุมนรกเบื้องหน้า
เหล่าสาวกซึ่งส่วนมากมีฐานการฝึกตนอยู่ในขอบเขตปราชญ์กระโดดลงไปในขุมนรกทีละคน พวกเขาถืออาวุธขณะเดินสำรวจโดยรอบอย่างระมัดระวัง ขณะนั้นภูเขาหินที่อยู่ไม่ไกลปรากฏแก่สายตา
สาวกคนหนึ่งกล่าวออกทันใด “ท่านเซียนขอรับ นั่นคือภูเขาหินที่หลินมู่อวี่ผนึกตนเองไว้แน่ ร่างของเขาอยู่ในนั้น!”
“โอ้? ตามข้ามา”
“ขอรับ!”
กลุ่มคนควบม้าเข้าไปทันใด เมื่อมาถึงพวกเขาจึงพบว่าภูเขาหินนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก ทว่ากลับสูงตระหง่านและมีริ้วแสงสีเขียวปรากฏขึ้นเป็นหย่อมๆ
“เดิมทีขุมนรกโลหิตแห่งนี้เต็มไปด้วยเศษเสี้ยวเทพเจ้าของฉินอิน ทว่าหลินมู่อวี่น่าจะเก็บมันไปหมดแล้ว เหอะ!” สาวกกล่าวด้วยโทสะ “เขาเอาแต่กล่าวว่าจะรออยู่ที่นี่จนกว่าฉินอินจะกลับมา!”
“กลับมารึ?”
ลั่วหลานกล่าวเย้ยหยัน “ข้าเกรงว่าหลินมู่อวี่คงไม่มีโอกาสนั้นแล้วล่ะ เพราะลั่วหลานจะทำลายขุมนรกแห่งนี้และฆ่าเขาซะ! พวกเจ้าหลบไปให้พ้น วันนี้ข้าจะส่งหลินมู่อวี่และฉินอินไปลงนรกด้วยตนเอง!”
“ขอรับ!”
เหล่าสาวกต่างถอยออกไปทีละคน ลั่วหลานทะยานขึ้นสูงฟากฟ้า ทันใดนั้นแสงสีทองส่องสว่างรอบแขน เมื่อชายชราผายฝ่ามือ พลังศักดิ์สิทธิ์พลันควบแน่นกลายเป็นดาบ มันคือวิญญาณยุทธ์ดาบโลหิตอสูร!
“ตู้ม!”
ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือน ภูเขาหินส่วนบนถูกลั่วหลานโจมตีจนแหลกเป็นผุยผง!
“ย้าก!”
ลั่วหลานคำรามพลางเปิดการโจมตีอีกครั้ง!
“ตู้ม!”
ก้อนหินกระเด็นไปทั่วสารทิศ พลังอันแกร่งกล้าพุ่งเข้าไปในภูเขาหินที่เริ่มแตกออกทันใด
……….……….……….……….