The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.648 โอสถเก้าชีวิต
EP.648 โอสถเก้าชีวิต
เผ่าปีศาจส่งกองกำลังมาโจมตีกำแพงเหล็กทางเหนือของมณฑลหลงติงถึงเจ็ดในครั้งในระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ทว่าพวกมันก็พ่ายแพ้ต่อพลังอันไร้เทียมทานของปืนใหญ่ผลึกอสูรทุกครั้งไป กองทหารของเว่ยโฉวสามารถจัดการกับเผ่าปีศาจได้อย่างน่าเหลือเชื่อทำให้มณฑลต่างๆ ปลอดภัยและไม่มีปีศาจตนใดสามารถบุกเข้ามาใกล้ได้แม้แต่ตนเดียว
สายลมแห่งเดือนพฤษภาคมยังคงพัดพาความร้อนผ่านทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ เหล่าผู้บัญชาการในชุดเกราะทหารอาวุโสแห่งจักรวรรดิยืนอยู่เหนือกำแพงเหล็กซึ่งทอดยาวสุดลูกหูลูกตาขณะจ้องมองไปยังทิศทางของมณฑลทงเทียนทางเหนือ
ใบหน้าอันหล่อเหลาของเว่ยโฉวที่แลดูกร้านโลกราวกับผ่านพ้นมรสุมมามากมายกล่าวออกด้วยแววตาสับสน “การโจมตีครั้งนี้กินเวลากว่าหนึ่งเดือน ข้าไม่รู้เลยว่าเฉียนเฟิงจะโจมตีกำแพงเหล็กอีกเมื่อใดและเราจะหยุดเขาได้หรือไม่ เฮ้อ…”
ซือตู่เซินที่อยู่ด้านข้างยังคงแลดูอ่อนเยาว์เช่นเดิมเนื่องจากเขาได้ทะลวงสู่ขอบเขตปราชญ์เมื่อสามปีที่แล้ว ชายหนุ่มกระชับด้ามกระบี่พลางกล่าว “ไม่ว่าเฉียนเฟิงจะบุกโจมตีอีกกี่ครั้ง เราก็ต้องต้านทานเขาไว้ให้ได้ จักรวรรดิกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟู มณฑลต่างๆ ล้วนอยู่ในความวุ่นวาย ในเวลานี้คงไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเราได้นอกจากตัวเราเองขอรับ”
“ใช่” เว่ยโฉวพยักหน้าก่อนเอ่ยถามขึ้น “สถานการณ์ในขุมนรกโลหิตเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ยังไม่มีผู้ใดพบฝ่าบาทหลินเลยขอรับ ตอนนี้ขุมนรกโลหิตได้กลายเป็นภูเขาและป่าดงดิบที่แผ่กว้างไปหลายสิบลี้อย่างต่อเนื่อง พรานป่าและนักปรุงยามากมายหลั่งไหลเข้าไปที่นั่นจนเราไม่อาจควบคุมได้ ข้าจึงส่งกองทหารหนึ่งพันนายไปสำรวจขุมนรกโลหิตทุกๆ หนึ่งเดือน”
“เช่นนั้นข้าก็หวังว่าพระองค์จะตื่นบรรทมโดยเร็ว” แววตาของเว่ยโฉวทอประกายอย่างมีความหวังขณะกล่าว “ข้ารู้สึกว่าการโจมตีของเฉียนเฟิงที่ผ่านมาเป็นเพียงการตบตา คนเจ้าเล่ห์เจ้ากลอย่างเขาต้องมีแผนอื่นอีกแน่ เราต้องเตรียมตั้งรับให้ดีกว่านี้”
“ขอรับ”
“มีสารจากเมืองหลันเยี่ยนบ้างหรือไม่?”
“ไม่มีขอรับ เราได้รับเสบียงอาหาร ยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์อื่นๆ ตรงเวลาทุกเดือน ท่านเว่ยกั๋วกงอย่าได้กังวลไป ฝ่าบาทฉินเหยียนทรงจัดการเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง ไม่มีปัญหาใดแน่ขอรับ”
“เช่นนั้นก็ดี”
เว่ยโฉวหันกลับไปมองเมืองตงฉวงที่อยู่ไม่ไกลออกไปก่อนกล่าว “เมืองตงฉวงเปรียบดั่งเสาหลักของมณฑลหลิงตง จงเสริมกำแพงและป้อมปราการของเมืองตงฉวงให้แข็งแรงขึ้น เมื่อกำแพงเหล็กไม่สามารถต้านทานเผ่าปีศาจได้ เราคงต้องฝากความหวังไว้ที่เมืองตงฉวงเท่านั้น”
“ขอรับ!”
ชุดคลุมของเหล่าผู้บัญชาการกองทัพมังกรผงาดปลิวไสวตามสายลมอันอบอุ่นที่พัดผ่าน ขณะที่กองทหารในชุดเกราะเต็มยศยืนเรียงแถวอย่างสง่างาม ในวันนี้กองทัพมังกรผงาดขยายใหญ่จนมีทหารกว่าสองแสนนายและกลายเป็นกองทัพที่แกร่งกล้าที่สุดในจักรวรรดิ ตอนที่ก่อตั้งกองทัพนี้ขึ้น หลินมู่อวี่คงไม่คาดคิดมาก่อนกว่ากองทัพมังกรผงาดจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!
…
ณ วิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองหลันเยี่ยน
“ดัชนีเด็ดดาราสามารถเป็นทั้งการโจมตีและการป้องกัน นิ้วหนึ่งใช้โจมตี ในขณะที่อีกนิ้วตั้งรับ แสงดวงดาราจะคอยปกป้องและอำพรางร่างกายจากศัตรู”
ฉู่เหยาในชุดคลุมของผู้นำแห่งสมาพันธ์โอสถกล่าวอธิบายความหมายของดัชนีดาวตกในลานฝึกของวิหารด้วยเสียงดังฟังชัด ขณะนี้หญิงสาวมีอายุสามสิบสามปีแล้ว เมื่อสามปีที่แล้วนางได้ฝึกฝนวิญญาณยุทธ์ดัชนีเด็ดดาราไปจนถึงขั้นที่เจ็ดและทะลวงสู่ขอบเขตปราชญ์ในที่สุด ความงามของนางจึงจะคงอยู่ตลอดกาลหลังจากนี้
เหล่าครูฝึกระดับดาวสีทองและดาวสีเงินต่างพยักหน้าเมื่อได้ฟังคำอธิบายอันชัดเจนของฉู่เหยา
เฒ่าเกอหยางที่อยู่ด้านข้างถือม้วนหนังสือด้วยมืออันสั่นเทาขณะกล่าว “เอาล่ะ อาเหยามาดื่มชากับข้าสักถ้วยเถิด ขอบใจเจ้ายิ่งที่ทำงานหนักมาตลอด หากไม่มีเจ้าข้าก็ไม่รู้เลยว่าจะมีผู้ใดในวิหารที่สามารถทำสิ่งนี้ได้”
ฉู่เหยายิ้มจาง “ท่านปู่เกอหยางก็กล่าวเกินไปเจ้าค่ะ สมาพันธ์โอสถและวิหารศักดิ์สิทธิ์ต่างเป็นหนึ่งในสามหน่วยแรกของจักรวรรดิ ในเมื่อสมาชิกของวิหารต้องการเรียนรู้ดัชนีเด็ดดารา แน่นอนว่าข้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพียงแต่ข้ากลัวว่าจะสอนพวกเขาได้ไม่ดีพอจนเสียชื่อท่านปู่เกอหยางเท่านั้น”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร…”
เกอหยางถอนหายใจก่อนกล่าว “ตั้งแต่ท่านผู้นำซวนหยวนหงขึ้นไปยังสรวงสวรรค์เมื่อสี่ปีก่อน วิหารศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เหลือจอมยุทธ์ขอบเขตปราญ์อีกเลย ขอบคุณอาเหยาที่คอยมาสอนวิญญาณยุทธ์ของเจ้าที่นี่ มิเช่นนั้นวิหารศักดิ์สิทธิ์คงเสื่อมถอยไปทุกวัน เฮ้อ…น่าเศร้านักที่อาอวี่ยังไม่ยอมตื่นเสียที ด้วยฐานการฝึกตนอันแกร่งกล้า เขาคงเป็นผู้นำแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ดียิ่ง หากเขาอยู่ที่นี่ ตาแก่อย่างข้าคงไม่ต้องรับตำแหน่งนี้อีกครั้ง อนิจจา…”
ใบหน้างดงามของฉู่เหยาเผยความโศกทันใดเมื่อได้ยินชื่อของหลินมู่อวี่ หญิงสาวกล่าวออกด้วยความเชื่อมั่น “ข้าเชื่อว่าอาอวี่จะตื่นขึ้นสักวัน… และเมื่อถึงเวลานั้นบางทีอาอวี่อาจฟื้นคืนชีพแก่ฝ่าบาทฉินอินได้ ทั้งสอง…ไม่ใช่ผู้ไร้ความรับผิดชอบ พวกเขาไม่มีทางทิ้งภาระทั้งหมดไว้ให้เราแน่เจ้าค่ะ…”
“อืม…”
เป็นเวลากว่าสี่ปีแล้วที่ฉินอินถูกถังเสี่ยวซีสังหารในขุมนรกโลหิต ในฐานะผู้นำแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ ซวนหยวนหงไม่สามารถปกป้องนางได้ ชายชรารู้สึกผิดและโทษตนเองเป็นเวลากว่าครึ่งปีจนท้ายที่สุดจึงตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นผู้นำแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์และหนีขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ ส่วนชวีฉู่ผู้อาวุโสอีกคนของจักรวรรดิก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดทราบว่าเขาอยู่ที่ใด มีเพียงข่าวลือว่าชวีฉู่ฝึกฝนวิถีแห่งสวรรค์อยู่บนภูเขา บ้างก็กล่าวว่ามีพรานป่าเห็นเขาขี่นกกระเรียนอย่างมีความสุขกับชีวิตอันเป็นนิรันดร์ของตน ทว่าเฟิ้งจี้สิงและฉินเหยียนคิดว่าคำกล่าวเหล่านี้ไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย ชวีฉู่ไม่ใช่ผู้ที่หลงใหลในยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีผู้ใดสามารถติเตียนชายชราในเรื่องนี้ได้
เกอหยางถือม้วนหนังสือในมือขณะจ้องมองฉู่เหยาอย่างประหม่าอาย “อาเหยา…”
ชายชรากล่าวเรียกอีกฝ่ายก่อนชะงักไป ฉู่เหยาที่ยืนอยู่ในลานฝึกหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ขณะที่กำลังกระตุ้นพลังบนปลายนิ้วของตน “ท่านปู่เกอหยางมีอะไรหรือเจ้าคะ? กล่าวมาเถิด ท่านไม่จำเป็นต้องอายข้า”
เกอหยางกล่าว “ดูเอาเถิด ปู่ก็แก่ถึงเพียงนี้แล้ว อีกไม่นานร่างชราของข้าก็คงไม่สามารถเดินเหินได้ ฉะนั้น…ข้าจึงจะขออนุญาตฝ่าบาทฉินเหยียนถอนตัวออกจากตำแหน่งผู้นำวิหารศักดิ์สิทธิ์และให้เจ้าทำหน้าที่ผู้นำแห่งสมาพันธ์โอสถและวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อมๆ กัน อาเหยาคิดว่าอย่างไร?”
“เอ่อ…” ฉู่เหยากล่าวออกอย่างไม่มีทางเลือก “ข้าเกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้เนื่องจากไม่มีเคยมีกฎเช่นนี้มาก่อน ทว่า…หากท่านปู่ต้องการให้ข้าช่วยจริงๆ เช่นนั้นให้ฉู่เหยารับตำแหน่งใต้เท้าแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“เยี่ยมยอด!” เกอหยางกล่าวด้วยความดีใจ “หากมีเจ้าอยู่ในตำหนักคงไม่มีผู้ใดกล้าระรานวิหารศักดิ์สิทธิ์ของข้าอีก อาเหยาเป็นน้องสาวของฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนหนึ่งในสี่วีรบุรุษแห่งเมืองหลันเยี่ยน วิญญาณยุทธ์ดัชนีเด็ดดาราระดับดีเลิศของเจ้าคงเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนเชื่อมั่นในวิหารแห่งนี้อีกครั้ง”
ฉู่เหยาหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “ท่านปู่เกอหยางกังวลเรื่องนี้เองหรือเจ้าคะ?”
“ใช่สิ! ข้าหวังว่าเจ้าเด็กอาอวี่จะกลับมาโดยเร็ว เช่นนั้นตาแก่ผู้นี้จะได้กลับไปเป็นใต้เท้าคอยรับใช้เขาและไม่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้เองเช่นนี้”
“อื้ม ไม่ว่าผู้ใดก็อยากให้เจ้าเด็กนั่นตื่นขึ้นมาเสียที…”
…
ณ ป่าทึบในขุมนรกโลหิต สายฝนต้นฤดูร้อนโปรยปรายลงบนต้นไม้ใบหญ้าและแทรกซึมเข้าไปในผืนดินที่เคยถูกเรียกว่าดินแดนต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง
“แครก!”
ชายหนุ่มในสภาพมอมแมมเจาะชั้นหินในถ้ำจนเกิดรูกว้างก่อนปีนออกมาอย่างเชื่องช้า แสงสว่างจากภายนอกเจิดจ้ายิ่งเนื่องจากเขาอยู่ในที่มืดมาเป็นเวลานาน ขณะที่กำลังปีนออกจากถ้ำบางสิ่งที่ห้อยอยู่ด้านหลังของเขาพลันติดเข้ากับหินบริเวณปากหลุม
ฝักกระบี่ที่เต็มไปด้วยสนิมหลุดออกมาทันทีเมื่อเขาออกแรงกระชาก ชายหนุ่มผู้นี้คือหลินมู่อวี่อย่างไม่ต้องสงสัย ทว่ายามนี้เขากลับไม่รู้ว่าตนเองเป็นใครและไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากระบี่เล่มนี้เรียกว่าอะไร
“วุ่นวายเสียจริง”
เขาหยิบกระบี่ดวงดาราขึ้นพินิจอย่างระมัดระวังก่อนดึงมันออกจากฝักและพบว่าใบมีดถูกสนิมกัดกินจนสิ้น
“เป็นแค่เศษเหล็กงั้นหรือ?” หลินมู่อวี่ขมวดคิ้วแต่ก็ตัดสินใจเก็บกระบี่เข้าฝักและมัดมันไว้ด้านหลังเช่นเดิม ขณะนั้นเกิดเสียงดังโครกครากจากท้องของเขา ชายหนุ่มหิวโหยมาเป็นเวลากว่าสี่ปีเพียงแต่ไม่รู้ตัว
ผลไม้ป่ามากมายออกผลบนภูเขาแห่งนี้ เขากระโดดไปเบื้องหน้าสองสามเมตรก่อนปีนขึ้นไปบนต้นแอปเปิ้ลราวกับวานร ชายหนุ่มเด็ดลูกแอปเปิ้ลมากัดเข้าไปคำโต รสเปรี้ยวของมันไม่ได้แย่นักและพอประทังความหิวได้
ไม่นานเศษซากผลไม้นับสิบก็ตกลงบนพื้นดิน หลินมู่อวี่กินจนพออิ่มท้องและนั่งพักอยู่บนต้นไม้ครู่หนึ่ง
“วิ้ง!”
ฉับพลันเปลวไฟลุกโชนในทะเลจิตของเขาพร้อมกับใบหน้าอันงดงามที่ปรากฏขึ้นในความคิด นางคือใคร?
หลินมู่อวี่ไม่รู้ว่าหญิงสาวคือใคร แต่รู้เพียงว่าต้องช่วยนางไว้ให้ได้
“โอสถเก้าชีวิต...โอสถเก้าชีวิต...”
ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังกล่าวคำนี้อยู่ในจิตใจของเขา ชายหนุ่มจึงเริ่มนึกถึงความทรงจำบางส่วนขึ้นมาได้ ใช่แล้ว โอสถเก้าชีวิตที่สกัดจากหญ้าหัวใจนภาและหญ้าชุบวิญญาณด้วยอัตราส่วนเก้าต่อหนึ่งจะสามารถฟื้นคืนชีพให้คนตายได้!
“หญ้าหัวใจนภา…หญ้าหัวใจนภา…”
ชายหนุ่มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นใครและกำลังพยายามช่วยผู้ใด แต่เขารู้เพียงว่าหากตามหาหญ้าหัวใจนภาเพื่อสกัดโอสถเก้าชีวิต เขาจะได้พบคำตอบที่ตามหา!
หลินมู่อวี่กระโดดลงจากต้นไม้ก่อนเริ่มออกเดินทาง เขาสำรวจป่าโดยรอบเพื่อตามหาหญ้าหัวใจนภาในตำนานซึ่งเป็นสมุนไพรระดับสิบที่หายากยิ่ง
…
นักเดินทางมือใหม่มาถึงป่าอันกว้างใหญ่ยามที่สายฝนใกล้จะหยุดลง เด็กหญิงสวมเพียงรองเท้าแตะฟางเข้ามาในป่าลึกพร้อมด้ามไม้ไผ่ในมือ นิ้วเท้าของนางเต็มไปด้วยบาดแผล แม้เลือดจะไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่นางไม่ได้สนใจมากนัก หัวใจดวงน้อยเต็มไปด้วยภาพของปู่ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส นางต้องตามหาหญ้าหลิงฉีเพื่อรักษากระดูกของปู่ให้ได้!
………..………..………..………..