The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.649 ท่านเซียน
ЕР.649 ท่านเซียน
เวลาผันผ่านกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ค่ำคืนหลังฝนตกบนภูเขาหนาวเหน็บยิ่ง แต่หลี่เมิ่งเย่กลับสวมเสื้อบางๆ เท่านั้น นางไม่รู้ว่าหน้าตาของหญ้าหลิงฉีเป็นเช่นไรและรู้เพียงว่ามันส่งกลิ่นหอมสดชื่น ดังนั้นหลี่เมิ่งเย่จึงเดินผ่านป่ามืดมิดก่อนจะเอนหลังพิงต้นไม้และสูดกลิ่นรอบตัว
ร่างกายของหลี่เมิ่งเย่สั่นเทาด้วยความหนาวเย็น นางหยิบเล่าปิ่งที่เกือบจะขึ้นราออกมากินและเด็ดใบไม้ขนาดใหญ่เพื่อรองน้ำฝนไว้ดื่ม
“บรู๊ว…”
ด้วยเสียงหอนของหมาป่าที่ดังลอยมาตามสายลม เด็กสาวกำไม้ไผ่แน่นขณะที่หันมองรอบบริเวณด้วยดวงตากลมโตอย่าระมัดระวัง ครู่หนึ่งก็มีกระต่ายป่าวิ่งผ่านไป
“ช่างเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกไปตามหาแล้วกัน”
หลี่เมิ่งเย่ทรุดตัวนั่งกอดเข่าลงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางเหนื่อยจนแทบสิ้นสติก่อนจะผล็อยหลับไปในพริบตา
ไม่รู้ว่าหลับไปนานเพียงใด จู่ๆ ก็มีกลิ่นหอมลอยเตะจมูก นั่นมัน…กลิ่นเนื้อย่างหรือ? หลี่เมิ่งเย่ตื่นขึ้นมาและหันมองรอบบริเวณทันที นางมองเห็นเปลวไฟริบหรี่จากหุบเขาที่ห่างออกไปไม่ไกล ดูเหมือนว่าจะมีบางคนอยู่ที่นั่น อย่างไรก็ตามหลี่เมิ่งเย่รู้ดีว่าคนที่อยู่ในขุมนรกโลหิตยามค่ำคืนเช่นนี้คงไม่ใช่คนดีเป็นแน่
ทันใดนั้นเสียงท้องร้องก็ดังขึ้น หลี่เมิ่งเย่คว้าเล่าปิ่งแผ่นเล็กออกมาซึ่งเป็นอาหารมื้อสุดท้ายแล้ว นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแย่จนเกือบร้องไห้ ขณะที่กลิ่นเนื้อย่างทวีความหอมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดเด็กสาวก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางยืนขึ้นและเดินไปยังทิศทางของหุบเขา รองเท้าที่ใส่สึกหรอจนเกือบหมดทำให้ฝ่าเท้าของนางเจ็บมากเมื่อต้องเดินผ่านหินมีคม กระนั้นนางก็พยายามอดทน เนื่องจากความหิวโหยรุนแรงจนทำให้นางแทบคลั่ง ทันทีที่ปีนขึ้นไปบนเนินเขาก็เห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและกำลังย่างกระต่ายป่า เนื้อกระต่ายเริ่มสุกจนมีน้ำมันไหลเยิ้มเคลือบผิวพร้อมส่งกลิ่นหอมเย้ายวน
“อึก...”
หลี่เมิ่งเย่กลืนน้ำลายขณะที่จ้องมองกระต่ายในมือชายหนุ่มด้วยดวงตากลมโต
แต่ในขณะนั้นนางไม่ทันสังเกตเห็นถึงนัยน์ตาสีแดงสองคู่ปรากฏอยู่ในป่าด้านหลัง พวกมันเป็นหมาป่าโตเต็มวัยที่แวะเวียนมายังป่าแห่งนี้ยามค่ำคืนและกำลังย่องเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
“โฮก...”
ในที่สุดหลี่เมิ่งเย่ก็รู้สึกตัวเมื่อหมาป่าวาโยส่งเสียงขึ้น นางหันกลับไปด้วยความตกใจกลัวพร้อมกรีดร้องเสียงดัง ฉับพลันมือเล็กๆ ก็คว้าท่อนไม้ไผ่เผชิญหน้ากับหมาป่าสองตัวที่กำลังเข้ามาจากระยะไกล นางเดินถอยหลังอย่างเชื่องช้าขณะที่ร่างกายที่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“โฮก!!”
หมาป่าวาโยอ้าปากกว้างพร้อมน้ำลายที่กระเซ็นออกมา พวกมันไม่ได้พบเจออาหารอันโอชะเช่นนี้เป็นเวลานานแล้ว ทันใดนั้นหมาป่าตัวหนึ่งก็พุ่งออกไปหาหลี่เมิ่งเย่และอ้าปากหวังกัดกินนาง
“กร๊วม!”
ท่อนไม้ไผ่หักทันที ขณะที่ร่างของเด็กสาวกลิ้งลงจากเนินเขาราวกับลูกบอลด้วยแรงกระแทกของหมาป่าวาโย
“โฮก!!”
หมาป่าวาโยอีกตัวพุ่งเข้าไปหวังขย้ำคอหลี่เมิ่งเย่อย่างรวดเร็ว
“กรี๊ด!”
เด็กสาวส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว แต่ในพริบตาร่างหนึ่งก็มายืนอยู่เบื้องหน้าของนางราวกับสายฟ้า เขาคือชายผู้ย่างเนื้อกระต่ายในหุบเขา ทันใดนั้นเขาก็ยกมือไขว้แขนก่อนที่ปราณแท้จะพวยพุ่งออกมาลอยอ้อยอิ่งรอบกายและกวาดออกไป!
“เปรี้ยง!”
หัวของหมาป่าวาโยถูกบดขยี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยพร้อมเลือดสาดกระเซ็นทั่วบริเวณ!
ร่างของหลินมู่อวี่พุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมปล่อยหมัดเหล็กกระแทกหมาป่าวาโยอีกตัวจนเลือดสาดกระเซ็นเต็มร่างกาย เขาขมวดคิ้วและเช็ดเลือดออกก่อนจะเหลือบมองฝ่ามือที่อาบเลือด เมื่อหันกลับไปก็พบเด็กสาวที่มองมายังเขาด้วยดวงตากลมโต
“โอ้…”
ดวงตาหลี่เมิ่งเย่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นขณะที่เอ่ยถาม “ท่านเป็นใครและมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?”
“ข้าไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร”
หลินมู่อวี่นั่งลงและฉีกขากระต่ายใส่เข้าปากก่อนจะกล่าวว่า “และข้าไม่ได้มาจากที่แห่งใด เพราะข้าอาศัยอยู่บนภูเขานี้”
“อาศัยอยู่บนภูเขา?”
หลี่เมิ่งเย่คุกเข่าลงเบื้องหน้าหลินมู่อวี่ด้วยความสนใจขณะที่ดวงตาเปล่งประกาย “เซียน…ท่านเป็นเซียนใช่หรือไม่? ท่านปู่บอกข้าว่าป่าแห่งนี้เรียกว่าขุมนรกโลหิต เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีพระเจ้านามว่าหลินมู่อวี่หลับใหลอยู่ในขุมนรกแห่งนี้ ท่านคือเซียนผู้นั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
หลินมู่อวี่ขมวดคิ้ว เมื่อเข้าสู่ดินแดนที่ถูกลืมเลือน เขาก็จดจำสิ่งใดไม่ได้อีกเลย รวมถึงเซียนหรือพระเจ้าคือด้วย มันคือสิ่งใดเขาเองก็ไม่ทราบแม้แต่น้อย เขากล่าวตอบอย่างหมดความอดทน “ข้าไม่รู้ว่าหลินมู่อวี่คือใครและข้าไม่ใช่เซียน เจ้ากลับไปได้แล้ว ที่นี่อันตรายเกินไป”
“เซียน…ท่านเซียน!”
หลี่เมิ่งเย่ส่งเสียงร้องยินดี “ขะ…ข้าเจอท่านเซียน! ท่านสามารถควบคุมธรรมชาติอย่างกลืนเมฆคายหมอกได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ได้!” หลินมู่อวี่กล่าวตอบอย่างเย็นชา
“ท่านเซียนสามารถเสกหินเป็นทองได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ได้!” หลินมู่อวี่เริ่มหงุดหงิด
“ท่านเซียน ท่านเซียน!” หลี่เมิ่งเย่จ้องมองด้วยดวงตากลมโตพร้อมเอ่ยถาม “ท่านรู้จักหญ้าหลิงฉีไหมเจ้าคะ?”
“ไม่รู้จัก!”
สิ้นเสียงพลันมีร่องรอยความทรงจำเกี่ยวกับหญ้าหลิงฉีฉายผ่านหัวของเขาก่อนเอ่ยถาม “เหตุใดเจ้าจึงเอ่ยถามถึงมัน?”
“ท่านปู่ถูกคนเลวทำร้ายจนขาหัก ข้าต้องการหญ้าหลิงฉีไปรักษาท่านปู่เจ้าค่ะ”
“หึ เจ้าตัวเล็กนิดเดียว แล้วยังหวังช่วยผู้อื่นอีกงั้นหรือ” หลินมู่อวี่ยิ้มเยาะ
หลี่เมิ่งเย่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดขณะที่จ้องมองเนื้อกระต่ายในมือของหลินมู่อวี่ด้วยตาเป็นมันพร้อมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หลินมู่อวี่เงยขึ้นมองด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะฉีกขาหลังของกระต่ายอีกตัวและยื่นให้ “กินแล้วพักค้างคืนในถ้ำด้านหลังซะ พรุ่งนี้ยามรุ่งสางค่อยเดินทางออกไป สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรมา”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านเซียน!”
หลี่เมิ่งเย่รับขากระต่ายมาด้วยความยินดีและกินหมดในพริบตา
หลินมู่อวี่แอบร้องไห้อยู่ในใจ เด็กตัวเล็กนิดเดียวแต่กินเก่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร จากนั้นเขาจึงฉีกเนื้อกระต่ายชิ้นใหญ่และยื่นให้นางอีกครั้ง “เอ้านี่ ข้าให้เจ้า”
ใบหน้าหลี่เมิ่งเย่เต็มไปด้วยความสุข “ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านเป็นเซียนจริงๆ ท่านปู่บอกว่าเทพเจ้าในจักรวรรดิล้วนเป็นคนดี มีเมตตา และเห็นอกเห็นใจ พวกเขาช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากและสูญหาย”
“งั้นหรือ? หึ!”
หลินมู่อวี่หัวเราะเยาะ แต่ตัวเขาเองกลับไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด
...
กลางดึกหลินมู่อวี่นำหญ้าแห้งมาเพื่อที่หลี่เมิ่งเย่จะได้นอนหลับสบาย ขณะเดียวกันเขานั่งพิงกำแพงเสาะหาพลังในร่างกายตนเอง แต่ดูเหมือนว่าพลังทั้งหมดจะถูกปิดกั้นและสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์บางเบาในทะเลจิต กระนั้นก็ไม่สามารถปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นได้ราวกับเขาหลงลืมวิธีใช้ไปหมดแล้ว นั่นจึงทำให้เขาใช้ได้เพียงปราณแท้อันน้อยนิดเท่านั้น
“เฮ้อ…”
เขาถอนหายใจพร้อมเหม่อมองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวขณะพึมพำกับตัวเอง “ข้าเป็นใครกันและมาทำสิ่งใดในที่แห่งนี้ ข้าเป็นใครกันแน่…”
“ท่านเซียน….
หลี่เมิ่งเย่ด้านข้างยังคงนอนหลับขณะพลิกตัวมากอดแขนของหลินมู่อวี่พร้อมรอยยิ้มหวาน “ข้าเจอท่านเซียน ข้าเจอท่านเซียนตัวจริง…”
“เซียน?” หลินมู่อวี่อดไม่ได้ที่จะยิ้ม “ข้าน่ะหรือเซียน? มันช่าง…ตลกสิ้นดี”
เช้าวันรุ่งขึ้นหลินมู่อวี่ย่างกระต่ายอีกตัว หลังจากแบ่งกับเด็กสาว เขาพลันกล่าวว่า “เอาล่ะ เราจะแยกย้ายไปตามทางตนเอง เจ้าไปหาหญ้าหลิงฉี ส่วนข้าจะไปหาหญ้าที่ต้องการ...”
“ท่านเซียนกำลังตามหาสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ?” เด็กสาวเอ่ยถามด้วยดวงตามที่เบิกกว้าง
“เจ้าอย่าใส่ใจเลย!”
หลินมู่อวี่เกือบลืมไปแล้วว่านางเป็นคนแปลกหน้า เขาจึงกล่าวด้วยความหงุดหงิด “อย่ามารบกวนข้าอีก!”
หลี่เมิ่งเย่ดูเศร้าสร้อยพร้อมกล่าวว่า “ขะ…ข้าเพียงอยากช่วยท่าน”
“ช่วยข้างั้นหรือ?” หลินมู่อวี่หัวเราะเยาะ “เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าข้าเป็นเซียน? เซียนมีอำนาจเหนือทุกสิ่งอย่าง แล้วเจ้ายังอยากจะช่วยข้าอีกรึ?”
“ใช่แล้ว ท่านเซียนมีพลังอำนาจเหนือทุกสิ่งอย่าง!”
หลี่เมิ่งเย่ปรบมือพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นท่านเซียนช่วยบอกข้าทีว่าหญ้าหลิงฉีอยู่ที่ใด?”
“ข้าไม่ทราบ!”
หลินมู่อวี่ยื่นมือชี้ออกไปด้านหน้าและกล่าวว่า “เจ้าไปทางตะวันออก ส่วนข้าจะไปทางตะวันตก อย่ามารบกวนข้าอีก!”
“แต่ท่านเซียน…ทางที่ท่านชี้คือทิศใต้”
ความอดทนของหลินมู่อวี่พังทลายลงทันทีก่อนจะกระโดดข้ามเนินเขาอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ในพริบตาเขาก็อยู่ห่างจากจุดเดิมออกไปหลายไมล์ ทิ้งเด็กสาวไว้ด้านหลังเพียงตัวคนเดียว
“เซียนมีอำนาจเหนือทุกสิ่งอย่างงั้นหรือ?” หลินมู่อวี่ยิ้มอย่างเย็นชา “หากข้ามีอำนาจถึงเพียงนั้น แล้วเหตุใดจึงไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร”
...
“ท่านเซียน! ท่านเซียน!”
เสียงของหลี่เมิ่งเย่ดังก้องป่าครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็เลิกล้มการตามหาเซียนผู้นั้นและพบท่อนไม้ไผ่ที่หักเป็นสองส่วน แม้มันจะหักไปแล้ว แต่ก็เป็นอาวุธเดียวที่นางมี ท่านปู่บอกว่ามีงูมากมายบนภูเขา เช่นนั้นจึงต้องพึ่งพาท่อนไม้ไผ่นี้สู้กับงู!
รองเท้าแตะที่ทำจากฟางหมดสภาพการใช้งาน นางจึงถอดออกและปีนขึ้นไปบนยอดหินด้วยเท้าเปล่า กล่าวกันว่าหญ้าหลิงฉีเป็นสมุนไพรที่เติบโตตามซอกหินซึ่งดูดซับพลังวิญญาณของสวรรค์และโลก มีผู้คนมากมายขึ้นภูเขามาเพื่อเก็บสมุนไพร และหากต้องการตามหาหญ้าหลิงฉี นางต้องขึ้นไปบนยอดเขาที่สูงกว่านี้
กระทั่งเที่ยงวัน เด็กสาวก็ปีนขึ้นภูเขาจนได้ครึ่งทาง
“เอ๊ะ?”
หลี่เมิ่งเย่อุทานออกมาเมื่อเห็นงูยักษ์ลำตัวยาวเกือบสองเมตรนอนขวางทางอยู่ใกล้กับต้นสนด้านหน้า
“ไปให้พ้นเจ้างูยักษ์!”
นางแกว่งท่อนไม้ไผ่ออกไปอย่างดุเดือดใส่งูไม่มีพิษตัวนั้น เมื่อเจอผู้รุกราน มันจึงตกใจกลัวและเลื้อยหายไป
“หึ!”
เด็กสาวเท้าสะเอวอย่างมีชัยก่อนจะก้าวออกไปด้านหน้าพร้อมเขี่ยใบสนด้วยไม้ไผ่ ทันใดนั้นนางพบสมุนไพรสีแดงเพลิงเติบโตอยู่ในรอยแยกของหินใต้ต้นสน สมุนไพรต้นนี้ออกผลขนาดเล็กสีแดงรูปร่างคล้ายหัวใจ
“นี่มันพืชอะไรกัน? บางทีมันอาจจะมีค่ามาก!”
เด็กสาวถอนสมุนไพรอย่างมีความสุขและนำใส่ผ้าพันรอบเอว จากนั้นจึงออกเดินหาหญ้าหลิงฉีต่อ
...
กระทั่งวันรุ่งขึ้น หลี่เมิ่งเย่ลงจากภูเขา นางไม่พบหญ้าหลิงฉีที่ต้องการ มีเพียงสมุนไพรสีแดงเพลิงเป็นประกายในผ้าที่ผูกรอบเอวเท่านั้น สมุนไพรชนิดนี้อยู่เก็บไว้ได้นาน เนื่องจากคุณค่าทางยาจะระเหยจนหมด นางจึงต้องเร่งฝีเท้าเดินทางกลับ เพื่อนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูว่ามันมีค่ามากเพียงใด
……….……….……….……….