The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - Ep.650 หญ้าหัวใจนภา
Ер.650 หญ้าหัวใจนภา
เมื่อถึงเวลาใกล้เที่ยง พระอาทิตย์ลอยสูงแผดเผาเหนือขุมนรกโลหิต
บนภูเขามีกลุ่มคนสวมชุดเกราะและหมวกเหล็ก ขณะที่แต่ละคนต่างมีม้าศึกเป็นของตนเอง ตั้งแต่จักรวรรดิเกิดศึกสงครามมาเกือบสิบปี ม้าศึกก็กลายเป็นสิ่งหายาก โดยเฉพาะม้าที่มีลักษณะสง่างามเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาจำนวนกว่ายี่สิบคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนมีฐานะ
ท่ามกลางฝูงชน นักรบผู้มีกระบี่ส่องแสงศักดิ์สิทธิ์ห้อยอยู่ที่เอวยกมือลูบเคราตนเอง ดวงตาของเขาเป็นประกายแวววาวและเขามีฐานพลังยุทธ์ที่ไม่ต่ำมาก นามของชายผู้นี้คือเป่ยฉีหง หนึ่งในผู้บัญชาการตระกูลเป่ยฉีแห่งเมืองไป๋หลิง เขามีฐานพลังยุทธ์ขอบเขตนภาชั้นแรก อีกทั้งยุทธภัณฑ์อักขระวิเศษที่เอวเป็นเครื่องมือพิสูจน์ตัวตนเขาได้อย่างดี
ด้านข้างเป่ยฉีหงมีชายชราอายุราวเจ็ดสิบปี แม้ว่าเขาจะอายุมาก แต่ใบหน้ากลับเปล่งปลั่งบ่งบอกถึงการดูแลรักษาอย่างดี หวงหยวนเป็นนักปรุงโอสถคนแรกของมณฑลหลิงหนานและได้รับฉายาราชาโอสถจากการปรุงโอสถระดับเก้าเมื่อไม่นานมานี้ ครานี้ตระกูลเป่ยฉีได้ส่งกลุ่มคนคอยคุ้มกันเขาในการเดินทางมาเยือนขุมนรกโลหิตเพื่อค้นหาสมุนไพร
“ท่านราชาโอสถ”
เป่ยฉีหงกล่าวด้วยความเคารพ “หากเราสามารถเสาะหาสมุนไพรเพื่อใช้ในการปรุงโอสถที่ทำให้อายุยืนได้ในครานี้ มันจะกลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ บางทีผู้อาวุโสเป่ยฉียิงอาจรู้สึกยินดีจนมอบตำแหน่งเจ้าเมืองเขตให้ท่าน!”
หวงหยวนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เราจะได้พบมันหรือไม่ขึ้นอยู่กับที่โอกาส แต่ท่านอาวุโสเป่ยฉียิงเป็นผู้มีคุณธรรม ข้าต้องการค้นหามันให้เจอเพื่อช่วยเขา”
เป่ยฉีหงพยักหน้า “หากเป็นเช่นนั้น ท่านอาวุโสคงไม่จำเป็นต้องใช้อักขระวิเศษหมวดชีวิตเพื่อยืดอายุของเขาอีกต่อไป เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎแห่งธรรมชาติ!”
“อืม”
ตระกูลเป่ยฉีปล่อยให้ถังหลานต้องตายตกในเมืองไป๋หลิง แต่เหตุการณ์นี้ถูกซ่อนจากโลกภายนอก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ที่ได้เห็นหายนะครั้งนั้นได้เสียชีวิตภายใต้กรงเล็บอาบเลือดของถังเสี่ยวซีแล้ว หลังจากนั้นจักรวรรดิก็ถูกกอบกู้ขึ้นใหม่ ตระกูลเป่ยฉีเลือกที่จะให้ความจงรักภักดีต่อเฟิงจี้สิงทันที และขณะนั้นเฟิงจี้สิงก็ต้องการใครสักคนรับตำแหน่งในมณฑลหลิงหนาน ดังนั้นเป่ยฉียิงจึงได้รับตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลและสั่งให้สร้างเมืองไป๋หลิงขึ้นมาใหม่ หากไม่ใช่เพราะตระกูลเป่ยฉี เมืองไป๋หลิงอาจไม่ได้กลับมารุ่งเรืองเหมือนอย่างปัจจุบันและกลายเป็นเมืองที่ตายไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เฟิงจี้สิงอนุญาตตระกูลเป่ยฉีปกครองเมืองไป๋หลิงซึ่งทำให้ตระกูลเริ่มทระนงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจัดตั้งสมาพันธ์เทียนชู่เพื่อกุมอำนาจการซื้อขายยุทธภัณฑ์อักขระและหลอกลวงเหล่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงไปจนถึงระดับต่ำ พระผู้เป็นเจ้ารู้ดีว่าพวกเขาทำเรื่องไร้ศีลธรรมมากมายอย่างลับๆ และไม่ใช่ว่าเฟิงจี้สิงไม่รับรู้เรื่องเหล่านี้ แต่เป็นเพราะมีการก่อกบฏอยู่ทั่วทุกสารทิศ ทำให้เขายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของตระกูลเป่ยฉีได้
...
ขณะที่กำลังเดินบนถนนขรุขระของภูเขา ทันใดนั้นพวกเขาเห็นเด็กสาวเดินกะเผลกอยู่บนภูเขาจากระยะไกล เท้าของนางเปื้อนเลือดเกรอะกรัง นางพยายามเดินลงเขาทีละก้าวขณะที่ในมือถือท่อนไม้ไผ่หักครึ่ง บนใบหน้าที่เปรอะเปื้อนมีคราบน้ำตาไหลอาบแก้ม ดูเหมือนว่านางจะล้มกลิ้งลงมาจนต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด
“มีเด็กผู้หญิงอยู่บนภูเขาด้วยหรือ?” เป่ยฉีหงขมวดคิ้วขณะที่ทอดสายตามองออกไประยะไกล
ดวงตาเย็นชาของหวงหยวนจับจ้องไปยังถังผ้าที่ห้อยลงมาจากเอวของเด็กสาวก่อนกล่าวว่า “ท่านฉีเป่ยหง ดูเหมือนว่าข้าจะเห็นสมุนไพรหายากห้อยอยู่ที่เอวของเด็กสาวนางนั้น”
“โอ้ สมุนไพรใดกัน?”
“มันคือหญ้าหัวใจนภา สมุนไพรระดับสิบ!”
“อะไรนะ?!” เป่ยฉีหงตกตะลึง “เด็กสาวตัวเล็กๆ จะไปมีหญ้าหัวใจนภาได้อย่างไร?”
“ใครจะทราบได้ พลังศักดิ์สิทธิ์ของฉินอินยังคงวนเวียนอยู่ในขุมนรกโลหิต บางทีมันอาจหล่อเลี้ยงสมุนไพรหายากมากมาย ไม่เช่นนั้นจะมีคนจำนวนมากแห่มายังขุมนรกโลหิตเพื่อสิ่งใดกัน?”
“แล้วจะทำเช่นไร ต้องไปชิงหญ้าหัวใจนภาจากเด็กสาวนางนั้นหรือไม่?” เป่ยฉีหงกล่าวอย่างเย็นชา
ใบหน้าของหวงหยวนเต็มไปด้วยความโลภ “หญ้าหัวใจนภาเป็นดั่งสมบัติของแผ่นดิน หากเราไม่ชิงมา คนอื่นๆ ก็คงเอาไป เด็กสาวผู้นี้เป็นเด็กสาวชนบทธรรมดา นางไม่คู่ควรกับหญ้าหัวใจนภาแม้แต่น้อย อีกทั้งหญ้าหัวใจนภาเติบโตในขุมนรกโลหิตซึ่งเป็นอาณาเขตเมืองไป๋หลิง เมืองแห่งนี้เป็นสมบัติของตระกูลเป่ยฉี เช่นนั้นหญ้าหัวใจนภาก็ต้องเป็นของตระกูลเป่ยฉีเช่นกัน เราเพียงไปทวงคืนของของเรากลับคืนมาเท่านั้น”
“ฮ่าๆ ยอดเยี่ยม!”
เป่ยฉีหวงรีบควบม้าไปด้านหน้าพร้อมชี้นิ้ว “นี่ แม่หนูนางผู้นั้นหยุดก่อน”
หลี่เมิ่งเย่อยู่ท่ามกลางขวากหนาม แต่ก็ยังไม่สามารถซ่อนเร้นจากสายตาของคนกลุ่มนี้ได้ นางพลันยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมมองตราจักรวรรดิสองดาวที่คอเสื้อเป่ยฉีหง ซึ่งมันไม่ใช่ของปลอมอย่างแน่นอน นางจึงกล่าวด้วยความเคารพ “ทะ…ท่านทหาร เรียกข้าเพราะสิ่งใดหรือ?”
“นามของเจ้าคือ?”
“หลี่เมิ่งเย่เจ้าค่ะ”
“เจ้าไปขโมยสมุนไพรนั้นจากที่ใด?”
“ข้าไม่ได้ขโมยนะเจ้าคะ!” หลี่เมิ่งเย่โต้เถียง “ข้าเพียงเก็บมันมาจากภูเขา ข้าไม่ได้ขโมย!”
“กล้าพูดว่าไม่ได้ขโมยอีกรึ!” เป่ยฉีหงจ้องมองนางพร้อมกล่าวว่า “ภูเขาแห่งนี้เป็นอาณาเขตเมืองไป๋หลิงและข้าเป็นผู้บัญชาการประจำเมือง ภูเขานี้เป็นของข้า เจ้ามาเก็บสมุนไพรบนภูเขาแล้วยังกล้าบอกว่าไม่ได้ขโมยอีกรึ เอามันมาให้ข้า!”
“ไม่นะ…” แม้หลี่เมิ่งเย่จะยังเด็ก แต่นางรู้ว่าสมุนไพรนี้ต้องมีค่ามากแน่ ฉับพลันมือเล็กๆ กำหญ้าหัวใจนภาไว้แน่นพร้อมกล่าวว่า “นี่สำหรับใช้รักษาอาการป่วยของท่านปู่และท่านแม่ ท่านจะเอาไปไม่ได้!”
“บังอาจ!”
เป่ยฉีหงตวัดแส้ออกไปอย่างรวดเร็ว!
“เพี๊ยะ!”
รอยแดงปรากฏขึ้นที่คอของหลี่เมิ่งเย่ทันทีก่อนจะมีเลือดไหลซึมออกมา กระนั้นนางยังคงอดทนต่อความเจ็บปวดโดยไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย ฉับพลันนางพุ่งตัวไปยังป่าด้านข้างขณะที่ปกป้องหญ้าหัวใจมังกรในมือ
“คิดจะหนีงั้นรึ?!”
เป่ยฉีหงชักดาบเหล็กออกมาขณะที่เต็มไปด้วยจิตรสังหาร เขาพลันควบม้าไล่ตามหลี่เมิ่งเย่ที่วิ่งหนีด้วยเท้าเปล่า แน่นอนว่าหากเป็นสถานที่ที่ม้าเข้าถึง นางจะต้องถูกตามทันในชั่วพริบตา
“ตายซะ!”
ดาบเหล็กร่วงหล่นลงจากท้องฟ้าตรงไปยังแผ่นหลังของหลี่เมิ่งเย่ เมื่อใดที่คมดาบฟาดฟันลงมาถึง นางจะต้องตายตกอย่างแน่นอน
แต่ทันใดนั้น! เงาสีดำก็พุ่งออกมาจากระยะไกล!
“เคร้ง!”
ดาบเหล็กถูกสกัดจนกระเด็นออกไป ก่อนที่เงาสีดำจะจ้วงแทงบางสิ่งทะลุหินด้านหลังเป่ยฉีหง มันคือกระบี่เล่มยาวที่ยังอยู่ในฝัก กระนั้นอีกฝ่ายกลับไม่ดึงมันกลับหรืออาจเป็นเพราะเขาไม่สามารถดึงมันได้
“อึก...”
หลี่เมิ่งเย่หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ แต่เมื่อหันมองก็พบร่างที่ดูคุ้นเคยของหลินมู่อวี่ภายใต้เสื้อคลุมหนังสัตว์ที่มาแทนที่ชุดเกราะขึ้นสนิม
“ท่านเซียน! ท่านเซียนช่วยข้าด้วย…” เด็กสาวร้องขอความช่วยเหลือ
“ท่านเซียน?” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เป่ยฉีหงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เซียนอะไรกัน ช่างเป็นเด็กสาวชนบทที่เขลายิ่งนัก!”
เขาควบม้าเข้ามาพร้อมพลังพวยพุ่งอย่างน่าตกตะลึง
หลินมู่อวี่เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายโดยตรงขณะที่ปลดปล่อยปราณแท้อย่างท่วมท้นบนแขนทั้งสองข้าง เมื่อดาบของเป่ยฉีหงร่วงหล่นลงมา ร่างของหลินมู่อวี่ก็หลบหลีกการโจมตีอย่างรวดเร็วพร้อมเหวี่ยงแขนอันทรงพลังเข้าที่แผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างหนักหน่วง!
“ผัวะ!”
เป่ยฉีหงส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดเล็กน้อย ปราณแท้ของหลินมู่อวี่ขณะนี้แข็งแกร่งเทียบเทียมได้กับขอบเขตปฐพีชั้นที่สามเท่านั้น ซึ่งแทบจะไม่สามารถทำร้ายจอมยุทธ์ขอบเขตนภาอย่างเป่ยฉีหงได้เลย
ฉับพลันหลินมู่อวี่พุ่งตัวออกไปราวกับสายลมคว้ากระบี่ดวงดาราไว้ในมือข้างหนึ่งและออกแรงดึงออกจากก้อนหิน ทันใดนั้นเขากระโจนออกไปยังเป่ยฉีหงที่กำลังจะหันหลังกลับและฟาดฟันฝักกระบี่กระทบเกราะไหล่ของอีกฝ่ายเต็มแรง!
“เปรี้ยง!”
พลังดวงดารากระจายออกไปทั่วทุกสารทิศ แม้หลินมู่อวี่จะลืมวิธีใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ แต่พลังกลยุทธ์ดวงดารายังคงอยู่ ทำให้พลังอันแข็งแกร่งส่งผ่านกระบี่ในฝักกระแทกเป่ยฉีหงรุนแรงจนกระอักเลือด
“เจ้าเป็นใคร?!”
เป่ยฉีหงกระตุ้นม้าหันกลับมาพร้อมคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร บังอาจโจมตีข้างั้นรึ?!”
...
หลินมู่อวี่ไม่สนใจอีกฝ่ายก่อนจะหันมองหลี่เมิ่งเย่และเอ่ยถาม “เกิดสิ่งใดขึ้น?”
หลี่เมิ่งเย่กล่าวตอบอย่างไม่พอใจ “พวกเขาต้องการชิงสมุนไพรที่ข้าเก็บได้…”
ร่างกายของหลินมู่อวี่สั่นสะท้าน สมุนไพรนั้นดูคุ้นตามาก มันคือหญ้าหัวใจนภาในตำนาน ไม่แปลกใจเลยที่เหตุใดคนเหล่านี้ตามไล่ล่าหลี่เมิ่งเย่ เนื่องจากมันเป็นสมุนไพรที่ล้ำค่ายิ่ง!
“ท่านเซียนรู้หรือไม่ว่ามันคือสมุนไพรชนิดใด?”
“มันคือหญ้าหัวใจนภา” หลินมู่อวี่เอ่ยคำเบา “มันเป็นสมุนไพรที่สามารถฟื้นคืนชีพผู้คนและเป็นสมุนไพรที่ข้ากำลังตามหา”
“หือ?” หลี่เมิ่งเย่ยิ้ม “ท่านเซียนเสาะหาหญ้าหัวใจนภาเพื่อนำไปช่วยชีวิตคนหรือเจ้าคะ?”
“ใช่”
“ใครหรือ?”
“สหายที่สำคัญยิ่ง”
“คนผู้นั้นคือใครกัน?”
“ขะ…ข้าไม่ทราบ…” หลินมู่อิวี่ตกอยู่ในอาการสับสนอีกครั้ง
“เช่นนั้น ข้ามอบหญ้าหัวใจนภาให้ท่าน” ใบหน้าเล็กๆ ของหลี่เมิ่งเย่เต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใสและดูไร้เดียงสา นางคงไม่ได้นึกถึงมูลค่าของหญ้าหัวใจนภานี้เลยว่ามันสามารถเลี้ยงดูครอบครัวนางไปได้หลายพันปี!
...
“พวกเจ้าสนทนากันจบหรือยัง?” เป่ยฉีหงจับจ้องด้วยความเคืองโกรธ “ข้าควรจะทำอย่างไรกับพวกเจ้าดี?”
ทันใดนั้นทหารองครักษ์ตระกูลเป่ยฉีมากกว่าสิบนายปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง ก่อนที่เป่ยฉีหงจะกล่าวอย่างเย้ยหยัน “ช่างกล้าเรียกตนเองว่าเซียน น่าสนใจจริงๆ แม่นางน้อย…เดี๋ยวข้าจะส่งเจ้าและท่านเซียนของเจ้าลงนรกไปด้วยกันเอง ทหาร! ยิงลูกศร!!”
ฉับพลันลูกศรนับสิบพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หลินมู่อวี่รีบคว้าหลี่เมิ่งเย่ให้หลบอยู่ด้านหลัง ขณะที่กวัดแกว่งฝักกระบี่ดวงดาราปัดป้องลูกศรแหลม “รีบไปซะ! จะรอให้ถูกยิงตายไปพร้อมกันหรืออย่างไร?!”
หลี่เมิ่งเย่ตื่นตระหนก “เจ้าค่ะ!”
นางกอดหญ้าหัวใจนภาไว้ในอ้อมแขนพร้อมวิ่งตรงไปยังทุ่งนาที่มีภูเขาและก้อนหินอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ม้าศึกเข้าไม่ถึง นางเป็นเด็กสาวที่ชาญฉลาดยิ่ง
หลินมู่อวี่ถอยหลังกลับและกระโจนออกไปเพียงไม่กี่ครั้งก็หายลับเข้าไปในภูเขาอย่างรวดเร็ว
...
“บัดซบ!! ไอ้สารเลวเอ๊ย!!”
เมื่อเห็นว่าหญ้าหัวใจนภาหลุดมือไป เป่ยฉีหงก็บันดาลโทสะพร้อมตะโกนดัง “ทหาร เขียนสารขนนกส่งกลับไปยังเมืองไป๋หลิงเพื่อขอท่านฝานอวิ๋นให้ช่วยเราไล่ล่าเจ้าเด็กเหลือขอนั่น!”
“ขอรับ!”
หวงหยวนค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาจากด้านหลังขณะที่กล่าวด้วยดวงตาเปล่งประกาย “ช้าก่อนท่านเป่ยฉีหง…ไม่คิดว่าเจ้าเด็กนั่นดูแปลกบ้างหรือ?”
“แปลกอย่างไร”
“กระบี่ของเขาไม่ได้หลุดออกจากฝักเลย แต่กลับมีพลังที่แข็งแกร่งยิ่ง อีกทั้งรูปร่างลักษณะยังเหมือนกับบุคคลในตำนาน ที่สำคัญกว่านั้น รองเท้าของเขา…มันเป็นของบุคคลระดับผู้บัญชาการของจักรวรรดิเมื่อห้าปีก่อน ซึ่งข้าจำมันได้อย่างชัดเจน”
“ท่านราชาโอสถกำลังจะบอกว่า…เด็กคนนั้นคือหลินมู่อวี่ที่หลับใหลอยู่ในขุมนรกโลหิตงั้นหรือ?” เป่ยฉีหงตกตะลึงและอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน หลินมู่อวี่เคยแสดงพลังศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่จะหลับใหลไป เขาเป็นพระเจ้าโดยแท้จริง หากนั่นเป็นหลินมู่อวี่ ข้าคงถูกฆ่าไปตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว”
“ใช่ ด้วยเหตุนี้…” ดวงตาของหวงหยวนเต็มไปด้วยความชั่วช้า “มันเป็นข้อพิสูจน์ว่าพลังของหลินมู่อวี่ถูกผนึก หากไม่ฆ่าเสียตั้งแต่ตอนนี้ แล้วจะรอถึงเมื่อไหร่?”
“แต่…หลินมู่อวี่เป็นน้องชายของเฟิงจี้สิง หากเราสังหารหลินมู่อวี่ เฟิงจี้สิงคงจะ…”
“หากเราไม่พูด แล้วผู้ใดจะล่วงรู้ว่าเราเป็นคนสังหารหลินมู่อวี่?”
“ตกลง เราจะเชิญท่านฝานอวิ๋นมาที่นี่ทันที!”
“อืม!”
……….……….……….……….