The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.651 การแก้แค้นของตระกูลเป่ยฉี
ЕР.651 การแก้แค้นของตระกูลเป่ยฉี
“ปึง!”
ณ จวนเป่ยฉีในเมืองไป๋หลิงแห่งใหม่ เป่ยฉียิงกระแทกสารขนนกลงบนโต๊ะอย่างรุนแรงขณะกล่าวออกด้วยแววตาแผ่จิตสังหารอันแรงกล้า “ตาแก่ผู้นี้รอเวลานี้มานานยิ่ง ในที่สุดหลินมู่อวี่ก็ปรากฏตัวเสียที!”
เป่ยฉีหน่านบุตรชายคนโตที่อยู่ด้านข้างกล่าวคำออก “ท่านพ่อ ในเมื่อหลินมู่อวี่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งและสูญเสียพลังทั้งหมดไปเช่นนี้… เราก็น่าจะฉวยโอกาสอันหายากนี้กำจัดเขาซะ”
เป่ยฉียิงกล่าวคำเบา “หากไม่ใช่เพราะหลินมู่อวี่ เป่ยฉีหวนน้องชายของเจ้าคงไม่ตายตกอยู่ในป่าวิสุทธิ์… หึ แค้นนี้ต้องชำระ งานนี้คงต้องพึ่งท่านฝานอวิ๋นแล้วล่ะ”
จอมยุทธ์อายุราวสี่สิบปีประสานหมัดพลางกล่าวด้วยใบหน้าเคียดแค้น “หากฐานการฝึกตนของหลินมู่อวี่ลดลงไปกว่าครึ่งอย่างที่สารขนนกกล่าวจริง ข้าน้อยสัญญาว่าจะนำศีรษะของเขากลับมาให้จงได้ขอรับ หึ เมื่อสี่ปีก่อนหลินมู่อวี่ทะลวงสู่ขอบเขตเทวะในขุมนรกโลหิต เขาสังหารนายและเหล่าพี่น้องของข้าไปหลายสิบคน ไม่ว่าอย่างไรแค้นนี้ก็ต้องชำระด้วยเลือด!”
“อืม”
เป่ยฉียิงพยักหน้าพลางกล่าว “หากท่านเซียนสังหารหลินมู่อวี่ได้จริง ข้าจะเสนอชื่อให้ท่านได้เข้าร่วมกองทัพแห่งมณฑลหลิงหนาน!”
“ขอบคุณขอรับ!”
“อย่าลืมนำกระบี่ดวงดาราของหลินมู่อวี่กลับมาด้วย… ถุงมิติของเขาต้องมีสมบัติมากมายแน่ ตำราแห่งสวรรค์ของฝูซีก็คงอยู่ในนั้น เราต้องหามันให้พบ เช่นนั้นข้าจะไปกับท่านเซียนด้วย”
“ขอรับ!”
ไม่นานฝานอวิ๋นและเป่ยฉียิงพร้อมทหารหลายร้อยนายก็ควบม้าออกจากเมืองไป๋หลิงด้วยความอาฆาตพยาบาท
…
ณ ภูเขาในขุมนรกโลหิต
สายฝนโปรยปรายลงมากระทบต้นไม้ใบหญ้าในป่าใหญ่อีกครั้ง หลินมู่อวี่ถือกระบี่ดวงดาราที่ยังไม่ถูกดึงออกจากฝักไปตามทางโดยมีหลี่เมิ่งเย่เดินตามมาติดๆ
“รอข้าด้วยท่านเซียน รอข้าด้วย!”
หลินมู่อวี่หันกลับมามองเด็กหญิงด้วยแววตาเย็นชา “ไม่ต้องตามข้ามา ก่อนหน้านี้เราสามารถเก็บหญ้าหัวใจนภาในป่าแห่งนี้ได้ เพราะฉะนั้นมันต้องมีอีกแน่และข้าจะไปตามหาด้วยตนเอง เจ้ารีบเดินทางขึ้นเหนือไปซะก่อนที่คนพวกนั้นจะตามมา ที่นั่นมีทางลงสู่ก้นเขาอยู่ เจ้ายังเด็กและอ่อนแอยิ่ง หากต้องมาตายตกที่ภูเขาแห่งนี้คงน่าเศร้าใจนัก”
เด็กหญิงถือหญ้าหัวใจนภาพลางเอียงศีรษะมองเขา “เมื่อคนเหล่านั้นกลับมาแก้แค้นแต่ไม่พบข้า… ปัญหาจะไม่ไปตกอยู่ที่ท่านเซียนหรือเจ้าคะ?”
หลินมู่อวี่กล่าวออกด้วยความหงุดหงิด “เจ้าไม่ได้เพิ่งเรียกข้าว่าเซียนรึ? ไม่มีสิ่งใดที่เกินกว่ากำลังของเซียนหรอก คนพวกนั้นจะทำอะไรข้าได้?”
“ตะ…แต่…” เด็กหญิงขมวดคิ้วพร้อมกล่าว “เหมือนว่าท่านเซียน…ยังไม่สามารถต่อสู่กับคนเหล่านั้นได้ในตอนนี้นะเจ้าคะ มิเช่นนั้นพวกคนไม่ดีคงพ่ายแพ้ไปแล้ว…”
“ข้า…”
หลินมู่อวี่รู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย แม้เขาจะสัมผัสได้ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ที่พุ่งพล่านอยู่ในกาย แต่กลับไม่สามารถทำสิ่งใดได้ราวกับว่าเขาลืมวิธีใช้พลังเหล่านี้ไป
ชายหนุ่มกัดฟันกรอดพลางกำหมัดแน่น “เอาเถอะ รีบไปซะ ปู่ของเจ้ารอโอสถจากเจ้าอยู่ไม่ใช่หรือ? ที่แห่งนี้อันตรายเกินไป ต่อให้คนพวกนั้นไม่ได้ตามมาก็มีฝูงหมาป่าในภูเขาที่พร้อมจะเขมือบเจ้าตลอดเวลา ดูสิ ผอมแห้งถึงเพียงนี้ จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนป้องกันตนเอง รีบไปเถอะ อย่าตามข้ามาอีก”
“แต่ข้า…” เด็กหญิงกล่าวออกขณะน้ำตาคลอเบ้า “ตะ…แต่ท่านปู่เคยบอกว่าเหล่าเซียนมีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาเป็นคนดีที่คอยช่วยเหลือผู้อื่น ท่านเซียนจะทิ้งข้าไปเช่นนี้ไม่ได้!”
“ฮึ่ม!”
หลินมู่อวี่กระโดดไปเบื้องหน้าเด็กหญิงก่อนจ้องมองนางด้วยความหงุดหงิด เขากระตุ้นพลังออกมารอบกำปั้นจนใบไม้ปลิวว่อน ทว่าก็ไม่สามารถดึงพลังออกมาได้มากกว่านั้น ชายหนุ่มกล่าวอย่างมีน้ำโห “เห็นหรือไม่? ข้าทำได้เพียงเท่านี้ จะเอาชนะคนพวกนั้นได้อย่างไร? ข้าปกป้องเจ้าไม่ได้ ดังนั้นรีบออกไปจากที่นี่ซะ! ”
“แต่…ท่านคือเซียนผู้อาศัยอยู่ในภูเขา...” เด็กหญิงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างโกรธเคือง
“หึ…”
หลินมู่อวี่กัดฟันกรอด “เลิกตามข้าได้แล้ว ข้าจะไปตามหาหญ้าหัวใจนภามาสกัดโอสถเพื่อช่วยชีวิตคน… อย่าตายในป่าแห่งนี้เสียก่อนล่ะ ใช้มีดเล่มนี้ป้องกันตัวแล้วกัน ไปได้แล้ว! ”
เขาดึงมีดเสียงปีศาจออกมาจากเอวทั้งที่ไม่รู้ว่ามันมีค่าเพียงใด ชายหนุ่มโยนมีดลงบนหินอย่างไม่ใส่ใจ แต่ใบมีดอันแหลมคมกลับเจาะก้อนหินจนเป็นรอยลึกลงไปสองถึงสามเซนติเมตร
“หือ?”
ดวงตาคู่สวยของหลี่เมิ่งเย่ทอประกายขณะกล่าว “โอ้…ท่านเซียนมอบสมบัติชิ้นนี้แก่ข้า!”
นางหยิบมีดเสียงปีศาจขึ้นมาก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านเซียนรู้วิธีสกัดโอสถหรือเจ้าคะ? ท่านเซียนช่วยสอนข้าหน่อยได้หรือไม่?”
ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น หลี่เมิ่งเย่ก็เห็นร่างของหลินมู่อวี่หายวับเข้าไปในป่าเสียแล้ว เด็กหญิงจ้องมองมีดเสียงปีศาจในมือก่อนพึมพำกับตนเองด้วยความผิดหวัง “ท่านเซียนยังไม่ได้สอนข้าสกัดโอสถเลย… ข้าอยากเรียนรู้วิธีสกัดโอสถเก้าชีวิตเพื่อรักษาแม่ของข้า ท่านเซียน…ไปแล้วหรือเจ้าคะ? ท่านเซียน…”
...
สายฝนหยุดตกในเวลาพลบค่ำ ขณะนั้นเสียงเกือกม้าดังก้องกังวานไปทั่วผืนป่า เป่ยฉีหงควบม้าเข้าไปกล่าวทักผู้ที่เพิ่งมาถึงทันใด “ท่านผู้นำ ท่านฝานอวิ๋นมาถึงแล้วหรือขอรับ!”
“เขาอยู่ไหน?” เป่ยฉียิงเอ่ยถามเสียงนิ่ง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ในป่าแห่งนี้แหละขอรับ” เป่ยฉีหงยิ้มจาง “เหยี่ยวของข้ากำลังตามเขาไป ไม่นานเกินรอเราต้องสามารถจับตัวเขาได้แน่!”
“ไม่จำเป็นต้องจับ ฆ่าเขาทิ้งซะ” ฉียิงกล่าวคำเบา “หลินมู่อวี่เป็นมังกรที่ยังหลับใหลอยู่ การสังหารเขาตอนนี้คงไม่ใช่เรื่องยากนัก เอาล่ะ เตรียมยุทธภัณฑ์อักขระให้พร้อม หากเซียนฝานอวิ๋นพ่ายแพ้ต่อหลินมู่อวี่ เราจะใช้ยุทธภัณฑ์อักขระควบคุมสถานการณ์ทันที เริ่มจากยุทธภัณฑ์อักขระหมวดลมระดับล่างและตามด้วยยุทธภัณฑ์อักขระหมวดดินระดับกลาง เราต้องสังหารเขาให้ได้ในคราเดียว!”
“ขอรับ!”
เหล่าทหารยกดาบอันแหลมคมขึ้นทีละคน อักขระวิเศษบนปลายดาบพลันส่องแสงสีทองเจือจาง ยุทธภัณฑ์หลายชิ้นต่างเป็นยุทธภัณฑ์อักขระสวรรค์ ไม่นานผู้คนบนแผ่นดินใหญ่ก็เริ่มสลักอักขระสวรรค์ได้ นอกจากนี้คนมากมายยังสามารถสลักอักขระแผ่นดินได้จนยุทธภัณฑ์อักขระแผ่นดินไม่ใช่ของหายากอีกต่อไป ยุทธภัณฑ์อักขระสวรรค์จึงกลายเป็นที่ต้องการแทน แน่นอนว่าตระกูเป่ยฉีซึ่งเป็นตระกูลแห่งอักขระวิเศษในมณฑลหลิงหนานไม่มีทางขาดแคลนยุทธภัณฑ์อักขระสวรรค์
เป่ยฉียิงแทบจะเอาทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลเป็นเดิมพัน ชายชรานำยุทธภัณฑ์อักขระสวรรค์ทั้งห้าชิ้นที่เขาเขียนได้ในเวลาสี่ปีมาใช้เพื่อสังหารหลินมู่อวี่ในครั้งนี้!
...
ณ ป่าทึบบนภูเขา หลินมู่อวี่ห้อยกระบี่ดวงดาราไว้บนหลังขณะปีนป่ายไปบนหน้าผาหินอย่างว่องไว ริ้วแสงแห่งพลังวิญญาณส่องสว่างบนรองเท้าของเขาทุกครั้งที่เหยียบก้อนหินและทิ้งร่องรอยเอาไว้ แม้ภูเขาลูกนี้จะเต็มไปด้วยสมุนไพรมากมาย แต่เคราะห์ร้ายที่เขายังไม่เห็นหญ้าหัวใจนภาสักต้นเดียว
“แกว๊ก...แกว๊ก...”
หลินมู่อวี่เงยหน้าขึ้นและพบกับเหยี่ยวดำที่บินมาใกล้ มันส่งเสียงร้องอย่างต่อเนื่องขณะบินวนเวียนอยู่เหนือศีรษะของเขาจนชายหนุ่มเริ่มตะหงิดใจ เหยี่ยวตัวนี้ราวกับกำลังส่งสัญญาณบางอย่างซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก หรือนี่เขากำลังถูกตามล่า?
ความคิดฟุ้งซ่านทำให้เขาก้าวขาพลาดจนร่วงลงจากหน้าผา ฉับพลันเปลวเพลิงราชันพวยพุ่ง ฝ่ามือของเขาคว้าหินไว้ราวกับกรงเล็บอันแหลมคมทำให้รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด
“เฮือก …”
หลินมู่อวี่ก้มมองก้นผาใต้ฝ่าเท้าของตนด้วยความรู้สึกหวาดกลัว หากตกลงไป ร่างของเขาคงแหลกเป็นชิ้นเนื้อ ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ใช่เซียนตัวจริง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นใคร ฉับพลันชายหนุ่มเปลี่ยนความคิดนั้นทันทีเมื่อเห็นเปลวเพลิงราชันที่ค่อยๆ จางไปจากฝ่ามือของตน หลินมู่อวี่ยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ การมองโลกในแง่ดีก็ยังเป็นประโยชน์อยู่บ้างในเวลานี้ หากเขาเป็นเซียนจริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัวมนุษย์ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเหล่านั้น
หลินมู่อวี่กวาดสายตาไปโดยรอบและพบกับสมุนไพรสีเขียวที่ขึ้นแซมอยู่ระหว่างก้อนหิน กลิ่นเจือจางอันคุ้นเคยของมันลอยแตะจมูก ใช่แล้ว มันคือหญ้าหลิงฉีที่สามารถรักษาอาการกระดูกหักได้ สมุนไพรหายากชนิดนี้คือสิ่งที่เด็กหญิงตัวน้อยตามหาเพื่อรักษาปู่ของตน
“เจ้าเด็กโง่นั่น…”
หลินมู่อวี่ยิ้มจางขณะเก็บหญ้าหลิงฉี หากได้พบเด็กหญิงผู้โง่เขลาอีกครั้ง เขาจะมอบหญ้าเหล่านี้ให้กับนาง แต่ป่าแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่อีกทั้งยังมีภูเขานับไม่ถ้วน การเวียนมาพบเจอกันอีกครั้งคงไม่ใช่เรื่องง่าย
“แกว๊ก...แกว๊ก...”
เหยี่ยวดำที่อยู่เหนือศีรษะของเขาส่งเสียงร้องดังขึ้นเรื่อยๆ หลินมู่อวี่ปีนขึ้นไปเหยียบบนก้อนหินสีฟ้าก่อนเงยหน้ามอง “ใครกันที่เลี้ยงสัตว์พรรค์นี้ไว้? เห็นทีคงปล่อยไว้ไม่ได้”
เขาหยิบก้อนหินเล็กๆ ขึ้นมาและขว้างออกไปทันใด!
“ก๊า!”
เหยี่ยวบนฟ้าส่งเสียงร้องขณะเสียหลักกลางอากาศ มันกระพือปีกด้วยความอับอายและบินโฉบลงมาในที่สุด แม้มันจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ยังไม่สาหัสถึงตาย
“โชคดีของเจ้า!” หลินมู่อวี่ยกยิ้มก่อนกระโดดไปบนหินก้อนยักษ์อีกก้อนหนึ่งเพื่อตามหาหญ้าหัวใจนภาต่อไป
...
“เห่ยอวี่!”
เป่ยฉีหงที่อยู่ด้านล่างภูเขาขมวดคิ้วพลางกล่าว “ท่านผู้นำ แย่แล้วขอรับ เห่ยอวี่ได้รับบาดเจ็บ ต้องเป็นฝีมือของหลินมู่อวี่แน่!”
“หลินมู่อวี่อยู่ที่ใด?”
“ภูเขาทางตะวันออกขอรับ”
“ดี มุ่งไปที่นั่นโดยเร็วที่สุด!”
“ขอรับ!”
...
แม้เวลาจะล่วงไปถึงกลางดึก หลินมู่อวี่ก็ยังหาหญ้าหัวใจนภาไม่เจอเลยสักต้น เขาจึงเดินลงจากภูเขาและล่ากระต่ายที่พบระหว่างทางด้วยก้อนหิน ในที่สุดชายหนุ่มเริ่มคุ้นเคยกับพลังในร่างกาย เพียงแต่เขายังไม่สามารถกระตุ้นทักษะทั้งหมดกลับมาใช้ได้ในตอนนี้
หลินมู่อวี่เก็บเศษไม้มาทำกองฟืนหลังลงจากภูเขาและจุดไฟด้วยพลังเพลิงราชัน จากนั้นจึงชำแหละกระต่ายก่อนนำไปเสียบไม้ย่างบนกองไฟ ระหว่างนั้นเขาพยายามดึงกระบี่ดวงดาราออกจากฝักอย่างเชื่องช้า แต่กระบี่กลับติดอยู่ในฝักจึงไม่สามารถดึงออกมาได้
“นี่มันเศษเหล็กชัดๆ” เขากล่าวอย่างขุ่นเคือง
...
แต่หลินมู่อวี่หารู้ไม่ว่ามีศรมากมายกำลังเล็งมาที่แผ่นหลังของเขาและพร้อมยิงออกไปทุกเมื่อ เสียงของสายธนูดังปะปนกับสายลมในหุบเขายามค่ำคืน
เป่ยฉียิงในชุดคลุมสีดำยืนจ้องมองหลินมู่อวี่ที่ยังไม่รู้ตัวจากในป่าลึกพลางเอ่ยคำเบา “ยิงศรได้! ฆ่าเขาซะ!”
……….……….……….……….