The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 488 สอบตกบางวิชา
มีคนเคยพูดว่าถ้าหนึ่งในประสาทสัมผัสทั้งห้าของคนเราถูกปิด
ลงไป ประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ ก็จะพัฒนาขึ้นมา ประสาทสัมผัสทั้ง
ห้าได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
ร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีแค่ประสาทสัมผัสทั้งห้าเท่านั้น ยังมี
ประสาทสัมผัสในตำนานอย่างวิญญาณสัมผัสด้วย
มีคนเคยถามว่า “มนุษย์มีวิญญาณจริงเหรอ มนุษย์สามารถ
อยู่ในรูปวิญญาณได้จริงแน่นะ แถมสามารถส่งผลกระทบต่อโลก
วัตถุได้อีก?”
เคยมีคนทดลองค่อยๆ ปิดประสามสัมผัสรับ รส เสียง รูป และ
อื่นๆ ตามแต่ละปี หลังปิดประสาทสัมผัสไปทีละอย่างแล้ว
ประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ ก็จะแหลมคนขึ้นมามาก และแล้วเมื่อปิด
ประสาทรับรู้ส่วนอื่นไปหมด ก็จะไปรวบรวมทวีคูณอยู่ที่ประสาทส่วน
สุดท้าย…สัมผัสและจากนั้น ในช่วงที่อารมณ์ของเขาเกิดเหวี่ยงอย่างรุนแรง
เขาก็ทำการปลิดชีวิตตัวเองลง ซึ่งเป็นการปิดการทำงานของ ‘สัมผัส
’ ไป
มีคนเคยพูดว่านับแต่นั้นเขาดำรงอยู่ในภาวะของวิญญาณ
ทว่าไม่มีใครสามารถพิสูจน์คำพูดนี้ได้ ทั้งไม่มีใครเคยเจอวิญญาณ
ของผู้สุดโต่งคนนั้นด้วย
ย้อนกลับมาเรื่องประสาทสัมผัสทั้งห้า คนที่ตาบอดไปบางคน
จะมีประสาทสัมผัสรับเสียงดีมากเป็นพิเศษ แต่ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่พบ
เป็นปกติ กลับกัน คนที่ตาบอดมักจะมีความทรงจำ ดีมากกว่าคน
ทั่วไป
นักเล่านิทานเป็นคนจำ พวกที่ทั้งหูทั้งความจำ ล้วนดีหมด
ดังนั้นจึงได้ยินคำที่เสี่ยวลู่พูดกับเริ่นเสี่ยวซู่เต็มสองรูหู
หลานสาวเก็บความลับไม่ให้เขารู้ และไปแพร่ความลับกับคน
นอก…
หลังจากกินอาหารเสร็จ เริ่นเสี่ยวซู่ก็ทอดน่องกลับบ้าง
ถึงตอนนี้เขาเป็นคนรู้หน้าค่าตาในเมืองน้อยแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็มองเขาเป็นแค่คนรวยคนหนึ่งเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ นอกจากจะมีผู้อพยพมาขอความช่วยเหลือแล้ว ก็
ยังมีคนที่ทำอาชีพที่เก่าแก่โบราณที่สุดในโลกมาเคาะประตูเสนอตัว
ยามกลางค่ำกลางคืนด้วย แต่ว่าเขาปฏิเสธไปหมด บางทีเขาไล่คน
พวกนั้นไปทั้งๆ ที่ยังไม่เปิดประตูด้วยซ้ำ
ส่วนเรื่องสยองขวัญที่เสี่ยวลู่เล่าให้เขาฟัง…เขาพอเดาออกแล้ว
ว่าเป็นอะไร
เห็นว่าแม่กุญแจประตูบ้านยังอยู่ปกติสุข เริ่นเสี่ยวซู่ก็
ใช้ลูกกุญแจไขเปิดแล้วเดินไปลานหลังบ้าน จากนั้นก็เห็นห้าร่างนอน
หมอบกับพื้น บริเวณรอบๆ มีมันฝรั่งแตกกระจายเต็มไปหมด
ทั้ง
ห้าคนนี้ล้วนเป็นคนธรรมดา ถูกเครื่องยิงมันฝรั่งยิงตายไป
หมดนานแล้ว
เริ่นเสี่ยวซู่ที่เห็นมีดกระดูกก็ไม่มีความรู้สึกผิดแม้สักกะผีก ถ้า
เจ้าของบ้านคือคนธรรมดา ป่านนี้คงถูกคนพวกนี้ฆ่าไปแล้ว
ทุกคนในเมืองน้อยรู้ดีว่าเริ่นเสี่ยวซู่รวยมาก ดังนั้นจึงมีโจรคิด
ลอบเข้าบ้านเขาอยู่เป็นประจำ เมื่อก่อนเริ่นเสี่ยวซู่ต้องลงมือด้วยตัวเอง เก็บศพลงช่องเก็บของ จากนั้นค่อยเอาไปฝังในแดน
รกร้าง
แต่ว่าตอนนี้เขาไม่ต้องทำเช่นนั้น เครื่องยิงมันฝรั่งทำงาน
สกปรกให้หมด
‘ผีสิง’ ที่ว่าก็คงเป็นเสียงกรีดร้องของผู้บุกรุกที่ถูกกระสุน
มันฝรั่งยิงอัดหลังปีนข้ามกำแพงเข้าหลังบ้านมา
เริ่นเสี่ยวซู่คิดแล้ว ก็รู้สึกว่าภาพคืนนั้นต้องน่าสยองพองขนแน่
เลย
ตอนนี้สำ นักงานจัดหางานในเมืองน้อยกำลังเสนอค่าจ้างสูงไม่
เบาเพื่อเกณฑ์แรงงานไปสร้างถนน
ป้อมปราการ 178 และสมาคมตระกูลหวังทำข้อตกลงกันได้
เสร็จสรรพแล้ว อีกไม่นานถนนที่ราบตอนกลางจะขยายไปถึงแดน
ตะวันตกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังมีทางหลวงสำ หรับรถยนต์และ
รางรถไฟเชื่อมต่อไปยังอดีตป้อมปราการของสมาคมตระกูลจงด้วย
เพราะพื้นเป็นน้ำแข็ง เลยไม่อาจสร้างรางรถไฟลึกเข้าไปใน
แดนตะวันตกเฉียงเหนือได้ ก่อสร้างยากลำบาก ค่าบำรุงรักษาสูงลิบลิ่ว
ทันใดนั้นเอง เริ่นเสี่ยวซู่ก็ได้รับข้อความ [เป้าหมายใน
ป้อมปราการ 61 มาจากกองกำลังก่อนอรุณของบริษัทหัวจ่ง ปัจจุบัน
อาศัยอยู่ในอาคารที่อยู่อาศัยตรงถนนหลิงเป่า 137 ภารกิจระดับ A
รางวัลคือเงินหนึ่งล้านหยวน ภารกิจนี้สามารถจัดกลุ่มลงมือได้ห้า
คน จะได้รับสิทธิ์ใช้งานที่หลบภัยและอารามอันจิงจะปกป้องการ
ไล่ล่าจากศัตรู]
เริ่นเสี่ยวซู่ชะงัก ภารกิจนี้คล้ายกับภารกิจของป้อมปราการ 63
เมื่อไม่กี่วันก่อนเลย แถมรอบนี้อารามอันจิงเพิ่มความยากกับรางวัล
ภารกิจแล้วด้วย ก่อนหน้านี้ภารกิจให้ทำงานแค่กลุ่มละสามคน แต่
รอบนี้เพิ่มเป็นกลุ่มละห้าคนได้แล้ว
ที่จริงจำ นวนคนไม่สำ คัญหรอก ที่สำ คัญคือเงินรางวัลภารกิจ
จ่ายคนละล้านหยวน!
ดูแล้วรอบนี้อารามอันจิงจะทุ่มสุดตัวจัดการบริษัทหัวจ่ง ถึงกับ
ส่งภารกิจกำจัดบริษัทหัวจ่งออกมาติดๆ แบบนี้ จู่ๆ ทำให้คนรู้สึกว่า
องค์กรทรงอำนาจทั้งสองกำลังฆ่าฟันจนถึงขั้นไม่เจ้าตายข้าก็สิ้นหรือว่าการซุ่มโจมตีครั้งนั้นทำให้อารามอันจิงเดือดจัด จึงยอม
ทุ่มทุกอย่างเพื่อกำจัดบริษัทหัวจ่งออกจากอาณาเขตของสมาคม
ตระกูลหวัง
แต่รอบนี้เริ่นเสี่ยวซู่ไม่มีแผนจะไปยุ่งเกี่ยวแล้ว เขาเจอว่า
ทุกครั้งที่อยู่เฉยไม่ทำอะไร เรื่องก็จะแส่มาหาเขาเอง ทั้งๆ ที่เขาไป
เป็นผู้ชมดูเรื่องคึกคักเองนะ
เขาสร้างเรื่องใหญ่ไว้ในป้อมปราการ 63 ถ้าอารามอันจิงกับ
บริษัทหัวจ่งเบนเข็มเล็งเป้ามาที่เขา แบบนั้นเขาก็จะลำบากมากแล้ว
อีกอย่างไม่รู้ว่ารอบนี้อารามอันจิงส่งภารกิจป้อมปราการ 61
มาเพราะคิดอยากล่อเขาออกไปหรือเปล่า อะไรมันจะบังเอิญขนาด
นั้น
ดังนั้นเริ่นเสี่ยวซู่จึงขออยู่บ้านนอนพักผ่อนดีกว่า ตอนเย็น
วันนั้น ก็มีเสียงยิงปืนดังมาจากในป้อมปราการ แถมมีเสียงระเบิด
ด้วย ทำเอาเริ่นเสี่ยวซู่ตื่นขึ้นมา
แต่เขาเดินไปกินอาหารเย็นที่โรงเหล้าราวกับมันไม่มีอะไรก่อน
ขึ้น พอมาถึงโรงเหล้า นักเล่านิทานกำลังนั่งพักทานอาหารเย็นอยู่เช่นกัน ไม่ได้เป็นอาหารชามพิเศษอะไร แค่บะหมี่เส้นใหญ่เฉยๆ
เริ่นเสี่ยวซู่ยิ้มพูด “เสี่ยวลู่ไปไหนล่ะครับ”
นักเล่านิทานไม่ตอบ แต่ถามกลับ “ไม่เข้าไปดูในป้อมปราการ
เหรอไง”
“ผมจะเข้าไปทำไม ไม่อยากไปกวนน้ำให้ขุ่น” เริ่นเสี่ยว
ซู่หัวเราะหึหึก่อนจะกล่าวกับพนักงาน “บะหมี่เส้นใหญ่ชาม ขอเผ็ด
พิเศษ ได้ยินว่าพวกนายเพิ่งซื้อแตงโมแบบสดใหม่มาเลยเหรอ แบ่ง
มาให้พวกเราหน่อย ฉันจะกินกับปู่แก”
นักเล่านิทาน ‘จ้อง’ ดวงตาขมุกขมัวไปยังเริ่นเสี่ยวซู่ “นายกวน
น้ำจนขุ่นไปแล้วไม่ใช่เหรอไง”
“สถานการณ์มันพาไปเฉยๆ” เริ่นเสี่ยวซู่หัวเราะ
จู่ๆ นักเล่านิทานก็ถาม “ฉันขอถามอะไรหน่อย ถ้าตัดแตงโม
เป็นสามส่วน แต่ละส่วนจะแบ่งเป็น 0.333 ใช่ไหม”
เริ่นเสี่ยวซู่นิ่งไป “ใช่ครับ”
“0.333 คูณสามได้ 0.999 งั้นฉันขอถาม 0.001 หายไปไหน”
นักเล่านิทานถามเสียงนิ่งเริ่นเสี่ยวซู่คิดพักหนึ่ง “อยู่บนมีดไง ใช่แล้วอยู่บนมีด!”
นักเล่านิทานนิ่งไปชั่ววูบหนึ่ง “นายนี่สอบตกบางวิชาจริงๆ
ด้วย…”
เริ่นเสี่ยวซู่จริงจังขึ้นมา ก่อนหน้านี้เขาหยอกนักเล่านิทานเล่น
เฉยๆ เขารู้จักเรื่องทศนิยมซ้ำ อยู่แล้ว
แต่ว่า ‘สอบตกบางวิชา’ อะไรนั่นมันคือข่าวลือจากทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือไม่ใช่เหรอ ที่นักเล่านิทานพูดถึงก็เพราะต้องการ
สื่ออะไรบางอย่างแน่นอน
เริ่นเสี่ยวซู่ถามเสียงนิ่ง “ปู่รู้ด้วยเหรอว่าผมคือใคร”
“คนโบราณบอกว่ามังกรไม่ดุร้ายย่อมไม่กล้าข้ามแม่น้ำ แล้ว
โลกนี้จะมีมังกรข้ามแม่น้ำกี่ตัวกันเชียว” นักเล่านิทานสูดเส้นบะหมี่
ในชามจนหมด “ฉันเตือนนายไว้เลยนะ คนอันตรายแบบนายอย่าได้
ริอาจเข้าใกล้หลานสาวฉัน!”
ทันใดนั้นเสี่ยวลู่ก็เดินมาจากหลังร้านพร้อมกับแตงโม “ปู่ เห็น
พนักงานบอกปู่อยากกินแตงโมเหรอ หนูหั่นมาให้แล้ว”
นักเล่านิทานตบตะเกียบลงกับโต๊ะ ตัดแตงโมให้ป
ู่กะผีสิ!