The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 465 น้ำตาแห่งความอับอาย
เจิ้งย่วนตงที่มีแผนจะออกจากป้อมปราการ 146 ตอนนี้กำลัง
ยืนคิดเรื่องชีวิตอยู่เหนือยอดตึกสูง
ในระหว่างคิดไปอยู่นั่น เขาก็เห็นกองพลน้อยยานเกราะ
ติดอาวุธเต็มสูบเข้าป้อมปราการ 146 ผ่านประตูตะวันออกมา
เจิ้งย่วนตงเป็นสายลับที่หน้าที่หลักคือการจับตาดูการคำสั่ง
จากเบื้องบนสมาคมตระกูลจงรวมไปถึงการเคลื่อนไหวของ
กองกำลังหลักต่างๆ แต่เขาไม่เห็นได้ยินเลยว่าสมาคมตระกูลจง
สั่งกองพลน้อยยานเกราะให้เข้าป้อมปราการ 146 มา
แต่เขาคุ้นเคยกับโครงสร้างกองทัพสมาคมตระกูลจงดี จึง
สังเกตได้ทันทีว่าตราสัญลักษณ์เป็นของกองพลน้อยที่ 131! ไม่ใช่
จงอู้แม่*พาพวกเขาหนีไปแล้วหรอกเหรอ ทำไมถึงโผล่กลับมาอีกล่ะ
สถานการณ์ในป้อมปราการ 146 เป็นเช่นนี้ ทหารสมาคม
ตระกูลจงที่พ่ายศึกไปแล้วกำลังโดนกองร้อยเจียนเตาไล่ล่าซึ่งพวกเขาเองก็กำลังถูกกองพลน้อยยานเกราะไล่ล่าอยู่ เป็นว่า
ทุกคนเหยียบเร่งรถสุดเท้าด้วยความตื่นตระหนก
ทหารสมาคมตระกูลจงข้างหน้าสุดขับรถหนีอย่างบ้าคลั่ง
พวกเขาถูกกองร้อยเจียนเตาทำขวัญหนีดีหายหมดแล้ว ขับรถ
รวดเดียวจากตะวันออกไปตะวันตกโดยไม่ชะลอแม้เพียงเสี้ยววินาที
หลังขับมาสิบกว่ากิโลเมตร พวกเขาก็เกือบถึงประตูตะวันตก
แล้ว
ทันใดนั้นประตูตะวันตกก็เปิดออก ด้วยเหมือนมีทหารสมาคม
ตระกูลทิ้งหน้าที่จึงเปิดประตูออกคิดหนี
ผู้บัญชาการกรมสมาคมตระกูลจงพูดเสียงสั่น “ใน
ป้อมปราการที่กองกำลังตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องมาไล่ล่าพวกเราด้วย
วะ”
มีทหารนายหนึ่งโพล่งขึ้น “ผมว่าผมได้ยินเสียงยานเกราะกับ
รถถังไล่หลังเรามานะ”
ผู้บัญชาการกรมใจผวากว่าเดิม “อะไรนะ กองพลน้อย
ยานเกราะป้อมปราการ 178 มาถึงแล้วเหรอ”พวกเขาไม่ทันเห็นภาพการณ์หลังตนด้วยซ้ำ ย่อมไม่มีทางเห็น
ตราหน่วยงานของกองกำลังที่ไล่ตามมาอยู่แล้ว แต่ว่าในฐานะ
ผู้บัญชาการกรมคนหนึ่งที่มีตำแหน่งสูงมากในกองทัพ เขาย่อมรู้
อยู่แล้วว่าแถวนี้ไม่มีกองกำลังฝ่ายเดียวกันอีก ดังนั้นจึงอนุมานไปว่า
เสียงยานเกราะที่ไล่ตามมาคือป้อมปราการ 178
ขณะที่พวกเขาหนีกันจ้าละหวั่นนั้น สติสตังก็ไปหมดแล้ว การที่
กองทัพป้อมปราการ 178 เคลื่อนพลมาที่นี่ได้แล้วมันเป็นไปไม่ได้
เลย แต่พวกเขาก็ไม่อาจคิดได้อย่างแจ่มชัดได้ ขนาดผู้มีพลังพิเศษ
คนเดียวยังพลิกป้อมปราการ 146 ได้ อะไรจะเป็นไปไม่ได้อีกล่ะ
เจิ้งย่วนตงนิ่งอึ้งมองภาพนี้ เขาเห็นสามกองกำลังขับไล่กันจน
หายไปไกลลับตา
“ช่างเหอะ ไม่ใช่เรื่องฉัน กลับสมาคมตระกูลชิ่งดีกว่า”
ทั้ง
แดนตะวันตกเฉียงเหนือตกอยู่ในความโกลาหล ถ้า
เจิ้งย่วนตงอยากปลีกตัวออกไป ตอนนี้เป็นโอกาสดีสุดแล้ว
หลังจากกองร้อยเจียนเตาและกองพลน้อยยานเกราะออก
ป้อมปราการผ่านประตูตะวันตกไปแล้ว พวกเขาก็ขับต่อลงใต้สมาคมตระกูลจงที่นำหน้าสุดแทบสติแตก พวกเขาหนีออกจาก
ป้อมปราการมาแล้วนะ แล้วทำไมเจ้าพวกนี้ยังไล่ตามมาอีกวะ
ไม่อยากได้ป้อมปราการ 146 แล้วเหรอ
จางเสียวหม่านและกองร้อยเจียนเตาไม่หยุดรถและก็ไม่โจมตี
รถข้างหน้าด้วย
พวกเขาอยู่ใกล้ศัตรูมาแล้ว เพราะถนนมีเส้นเดียว จึงขับผ่าน
ได้แค่รถสองคันเท่านั้น ถ้ารถยนต์ข้างหน้าพลิกคว่ำล่ะก็ กองร้อย
เจียนเตาคงคิดอยู่กลางซากรถกับกองพลน้อยยานเกราะข้างหลัง
แล้ว
ทันใดนนั้นทหารสมาคมตระกูลคนหนึ่งก็มองไปข้างหลัง “เอ๋
รถที่ตามมาดูเหมือนจะเป็นรถกองทัพเราเลยนะ พวกเขาใช้วิทยุคลื่น
เดียวกับเราไหม”
ผู้บัญชาการกรมหันไปมอง และก็เห็นว่าเป็นเรื่องจริง
เขาสั่งให้ทางที่นั่งอยู่ที่นั่งข้างคนขับปรับคลื่นหา ดูสิว่า
จะติดต่อถามสถานการณ์กับกองร้อยเจียนเตาได้ไหมแน่นอนว่าหลังจากปรับไปหาคลื่นเข้ารหัสเสร็จแล้วตะโกน
ผ่านเข้าไป มันก็มีเสียงปลายสายตอบกลับมา
ผู้บัญชาการกรมความสุขสุดๆ “สหายจากป้อมปราการ 178
ไม่ต้องไล่ล่าเราแล้ว พวกเราจะเกษียณอายุไปทำนาอยู่ชนบท งั้น
พวกนายหยุดได้ไหมน่ะ”
แต่ว่าอีกฝ่ายตอบ “ไม่!”
ผู้บัญชาการกรมกระฟัดกระเฟียดก่อนจะคำรามว่า “ทำไม
ต้องดุร้ายขนาดนี้หา”
ทหารในกองร้อยเจียนเตามองหน้ากันเอง จากนั้นก็มองไปที่
กองพลน้อยยานเกราะที่ยามหลังอยู่ไม่ไกล และก็รู้สึกพูดไม่ออก
บอกไม่ถูก
ทหารสมาคมตระกูลจงที่นำหน้า “งั้นพวกเราจะหยุดรถ!
พวกเรายอมมอบตัว! ป้อมปราการ 178 คงไม่ฆ่าเชลยใช่ไหม!”
จางเสียวหม่านเริ่มวิตกแล้ว “อย่าหยุด ขับไปต่อ! ถ้ากล้าหยุด
ฉันจะฆ่าพวกแกซะ!”แม่*มีถนนอยู่เส้นเดียวนะไอ้เวร ข้างทางก็เป็นดินโคลน เอ็ง
หยุด พวกอั๊วก็แตกสิ!
พอผู้บัญชาการกรมได้ยินเช่นนี้ น้ำตาแห่งความอัปยศก็ไหล
นองหน้า ทำไมไม่ให้พวกเรามอบตัว ทำไมต้องบีบให้พวกเราหนีด้วย
“หรือว่าไอ้พวกเวรป้อมปราการ 178 คิดทรมานเราเอาสนุกๆ
เหรอ”
“ก็เป็นไปได้นะ…”
ตอนนี้เอง ขณะเลี้ยวรถโค้งใหญ่ ทหารคนหนึ่งก็เห็น
กองพลน้อยยานเกราะอยู่หลังสุด เขาถาม “แปปนะ หลังสุดนั่น
ใช่ทหารสมาคมเราไหม”
“อะไรนะ!” ผู้บัญชาการกรมตกใจ เขาไม่สนความปลอดภัย
ตัวเองแล้ว ก่อนจะชะโงกหน้าออกรถไปมองข้างหลัง สีที่อยู่นอก
ยานเกราะเป็นของกองทัพสมาคมตระกูลจงจริง
ผู้บัญชาการกรมหยิบวิทยุประจำ รถขึ้นมาก่อนจะหัวเราะอย่าง
ลำพองใจ “ถึงทหารป้อมปราการ 178 ที่ไล่ตามมา ฉันว่าพวกนายรีบยอมแพ้ดีกว่านะ ดูก็รู้ว่าถูกพวกเราล้อมไว้แล้ว อย่าคิด
มาแสดงละคร!”
เขาเพิ่งพูดจบ ก็ถูกห่ากระสุนยิงมาจากข้างหลัง ผู้บัญชาการ
กรมใจผวาจนมือสั่นอีกรอบ
เสียงจางเสียวหม่านดังมาจากวิทยุ “ฉันแนะนำว่านายอย่า
หยุดรถดีกว่า พวกเราไม่รู้หรอกนะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา แต่
ถ้านายกล้าหยุด พวกนายได้โดนก่อนใครแน่!”
ผู้บัญชาการกรมเกือบมีน้ำตาแห่งความอัปยศไหลนองหน้า
อีกครั้ง เขาด่าลงวิทยุสื่อสาร บอกว่ากองร้อยเจียนเตาต้องโดนดีแน่
และทหารสมาคมตระกูลจงที่ไล่หลังมาสุดจะไม่ยอมปล่อยพวกเขา
ไป
เจียวเสี่ยวเฉินที่นั่งอยู่หลังรถบรรทุกถาม “เดี๋ยวก่อนนะ
พวกเราอยู่ในระยะยิงของรถถังแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมพวกเขาไม่ยิง
ใส่เราอีกล่ะ แล้วก็กองพลน้อยยานเกราะนั่นมาถึงไวเกินไปหน่อย
ไหม”จางเสียวหม่านพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ต้องมีอะไรผิดปกติ
แหง ไม่งั้นพวกเราคงไม่ถูกบีบให้ไปหลบในร่องน้ำสองครั้งๆ โดยไม่
ถูกโจมตีใส่เลยหรอก ฉันว่าตอนนั้นพวกเขาก็เห็นเราแล้วนะ แล้ว
ก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมไม่เปิดยิงใส่เรา”
เริ่นเสี่ยวซู่ตาเบิกกว้างในฉับพลัน “เล่าหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น”
เจียนเสี่ยวเฉินเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ก่อนจะพูดอย่างสงสัยว่า
“ฉันก็ว่าอยู่ว่ามันแปลกๆ ”
ในใจของเริ่นเสี่ยวซู่เกิดข้ออนุมานหนึ่งโผล่มา เขาสั่ง “กลับรถ
ไม่ต้องตามทหารแตกพ่ายนั่นแล้ว กองพลน้อยยานเกราะที่ตามมา
ไม่ได้ไล่เรา แต่กำลังไล่ตามทหารสมาคมตระกูลที่อยู่ข้างหน้า”
จากนั้นทหารสมาคมตระกูลจงก็เห็นว่ากองร้อยเจียนเตาหันรถ
เข้าแดนรกร้างผ่านกระจกมองหลัง ผู้บัญชาการกรมรู้สึกโล่งอกวูบ
เขารอดแล้ว หลังจากถูกไล่เป็นหมูเป็นหมามาพักใหญ่ เขา
จะปล่อยไปแบบนี้ได้ยังไง
ผู้บัญชาการกรมตะโกนสั่งทหารตัวเอง “พวกมันกลัวเราแล้ว
พวกเราจะปล่อยพวกแม่*ไปแบบนี้ไม่ได้หร…”หลังจากกองร้อยเจียนเตาไปแล้ว ทหารสมาคมตระกูลจงก็
เป็นเพียงพวกเดียวที่อยู่หน้ากองพลน้อยยานเกราะ เกิดเสียงดังสนั่น
รถถังในกองพลน้อยยานเกราะข้างหลังเปิดยิงแล้ว!
ผู้บัญชาการกรมนิ่งงันไป ได้แต่เหม่อมองรถบรรทุกท้ายขบวน
กลายเป็นลูกไฟ “เชี่ยอะไรเนี่ย”
เหล่าทหารกรีดร้อง “ผู้บัญชาการกรม! กองพลน้อยยานเกราะ
นั่นโจมตีเรา!