The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 467 ความตายของจงเฉิง
ขณะที่การรบของสมาคมตระกูลจงทางเหนือสืบเนื่องต่อ ก็
มีรถคันหนึ่งเร่งเข้าไปยังที่ราบตอนกลาง ท้องนภาคราม พสุธา
ยืดยาว รถยนต์ขับตรงไปนั้นราวกับเป็นจรวดยิงผ่านฟ้าที่ทิ้งควัน
เป็นสายยาว
ราวกับว่าปัญหาสงครามทั้งหลายช่างห่างไกลตนนัก
ทว่าแทนที่รถคันนี้จะใช้ถนนเส้นหลัก มันกลับอ้อมทางแห่ง
หนึ่งแล้วตรงไปยังเทือกเขายืดยาวแทน
จากนั้นเด็กหนุ่มก็ลงรถในที่ห่างไกล เขาหยิบสัมภาระทุกอย่าง
ออกมา แล้วก็ผลักรถลงเหวไป
ทำเช่นนี้อาจเพื่อตัดร่องรอยของตัวเอง เด็กหนุ่มผู้นี้ระแวด
ระแวดระวังนัก ใช้วิธีการมากมายเพื่อปิดบังร่องรอย เขาถึงกับยอม
เดินฝ่าเทือกเขาอันกว้างใหญ่เพื่อหนีอะไรก็ตามที่ไล่ล่าเขาอยู่เด็กหนุ่มสะพายกระเป๋า น้ำและอาหารที่เตรียมมาพอจะให้เขา
เดินเท้าไปถึงที่ราบตอนกลางได้
ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็หันไปมองมาตุภูมิ ใบหน้าเผยความหวน
รำลึกและความเคียดแค้น เขาสัญญากับตัวเองว่าสักวันหนึ่ง
จะกลับมา
แต่พอเขาหันกลับมาอีกที ก็เห็นว่ามีคนส่งยิ้มให้มาจากบน
เนินเขาน้อยข้างหน้า พร้อมกับเอ่ยว่า “มองอะไรอยู่น่ะ”
เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก ก้มลงควักปืนออกจากซองปืนที่เอว
เตรียมพร้อมยิงทันที ทำตัวราวนกตื่นธนู
แต่ตอนที่เขาก้มลงนั้น ชายหนุ่มบนเนินเขาก็หัวเราะก่อน
จะดีดนิ้วครั้งหนึ่ง ทันใดนั้นใบหน้าของเด็กหนุ่มก็พลันเปลี่ยนเป็น
ว่างเปล่า
“มาเล่นเกมกันเถอะ” หลี่เสินถานยิ้ม “เกมนี้ชื่อว่าเกมยี่สิบ
คำถาม นายชื่ออะไร”
“จงเฉิง จงเซียง” เด็กหนุ่มตอบหลี่เสินถานชะงัก “ทำไมนายมีสองชื่อล่ะ อีกอย่างหน้าตานาย
ไม่เห็นเหมือนจงเฉิงเลย”
“ฉันเคยชื่อจงเซียง แต่ตอนนี้ฉันถูกรู้จักในนามจงเฉิงแล้ว”
เด็กหนุ่มตอบ “ฉันใช้พลังฝังเมล็ดลงในตัวจงเซียง เปลี่ยนให้เขา
กลายเป็นหุ่นเชิดของฉัน”
หลี่เสินถานเลิกคิ้ว ไม่คิดเลยว่าจงเฉิงจะมีพลังเช่นนี้ แต่คิดดู
แบบนี้ตราบใดที่จงเฉิงยังฝังจิตสำ นึกส่วนหนึ่งไว้ยังผู้อื่นได้ เขาก็
ไม่ต่างไปจากเซียนอมตะเลย
แถมคนในสมาคมตระกูลจงก็คงไม่รู้ด้วยว่าเขามีความสา
มารถเช่นนี้
ในสมาคมตระกูลจงเอง ทั้งจงเฉิงและจงเซียงนับว่าเป็นคู่แข่ง
กัน สมาคมหนึ่งมีผู้นำได้แค่คนเดียว แน่นอนว่าย่อมมีผู้ชนะผู้แพ้
จงเฉิงและจงเซียงต่างมาจากตระกูลสายหลัก ก่อนหน้านี้คน
จากสายรองที่สามและสี่พยายามทำให้พวกเขาผิดใจกัน แต่พวกเขา
ไม่รู้เลยว่าจงเซียงอยู่ภายใต้การควบคุมของจงเฉิงมานานแล้วอีกทั้งจงเซียงอาศัยอยู่ในสมาคมได้เหมือนกับคนธรรมดา
ทั่วไป จึงไม่มีใครทราบเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
พลังนี้แปลกเกินไปแล้ว ถ้าผู้นำสมาคมอื่นๆ อยู่
ภายใต้การควบคุมของจงเฉิง แบบนี้ก็สามารถทำลายพวกเขาได้
ง่ายๆ เลยสิ
ถึงจงเฉิงจะควบคุมคนได้จำ นวนไม่มาก แต่หลี่เสินถานไม่คิด
เลยว่าพลังเขาจะแตกสายมีรูปแบบใหม่
หลี่เสินถานถาม “นายยังมี ‘เมล็ดพันธุ์’ อื่นอีกไหม ทุกคนที่
นายควบคุมเป็นแบบนี้หมดเลยหรือเปล่า”
“ไม่มีแล้ว” จงเซียงว่า “เมล็ดพันธุ์พวกนี้หายากมาก ต้อง
ควบคุมคนกลุ่มหนึ่งเป็นระยะเวลานาน ฉันถึงจะมีพลังจิตมากพอ
จะสร้างเมล็ดพันธุ์ เดิมทีมันควรมีเมล็ดพันธุ์อีกหนึ่งเมล็ด แต่ฉันไม่
มีโอกาสได้ใช้”
“ดีเลย” หลี่เสินถานยิ้ม “แย่จริงที่ฉันมีพลังคล้ายๆ กับนาย”
ตอนนี้เอง ใบหน้าจงเซียงก็บิดเบี้ยวด้วยเพลิงโทสะ ราวกับเขา
กำลังจะหลุดจากการควบคุมของหลี่เสินถานแล้ว แต่เขายังไม่ทันได้ลงมือ จิตใต้สำ นึกก็โดนหลี่เสินถานสะกดไปอีกครา
พลังพิเศษของหลี่เสินถานดูจะเป็นตัวพิฆาตต่อผู้มีพลังพิเศษ
สายบงการจิตใจผู้อื่นแบบจงเฉิงโดยเฉพาะ
หลี่เสินถานถามต่ออีกหน่อยเกี่ยวกับกิจการสงครามของ
สมาคมตระกูลจง และพบว่าสมาคมตระกูลจงเจอวิกฤติ
ไม่หยุดหย่อนจนต้านป้อมปราการ 178 ไม่ได้แล้ว
เขายังได้รู้อีกว่ากองพลน้อย 131 ที่กลับไปป้อมปราการ 146
นั้น
สร้างเรื่องวุ่นวายขนาดไหน
หลี่เสินถานยิ้มเหยเก “แทนที่จะช่วย เกือบไปขัดขวางเขาแทน
แล้วไหมล่ะ แต่เรื่องน่าสนุกจังแฮะ”
คนอย่างหลี่เสินถาน เรื่องน่าสนุกเป็นสิ่งที่เขาเฝ้ารอคอย
“เอาล่ะ!” หลี่เสินถานคิดพักหนึ่งก่อนจะว่า “ฉันถามจบแล้ว
เชิญจบชีวิตตัวเองได้”
พอพูดเช่นนั้นเสร็จ สีหน้าจงเซียงก็บูดเบี้ยว ราวในใจเปี่ยมไป
ด้วยโทสะบวกกับความดิ้นรน หลี่เสินถานถอนหายใจ “ดูเหมือนว่าฉันจะแข็งแกร่งไม่พอจะทำให้ผู้มีพลังพิเศษเลือกระหว่างความเป็น
ตายได้นะ”
จากนั้นหลี่เสินถานก็หยิบหินมาก้อนหนึ่งก่อนจะดีดใส่ตาของ
จงเซียง และคราวนี้เอง จงเฉิงก็ถือว่าสิ้นชีพไปอย่างแท้จริง
ซือหลีเหรินที่อยู่ด้านข้างมองร่างจงเซียงอย่างเฉยชา “พี่เสิน
ถาน พวกเราจะไปไหนต่อเหรอ ป้อมปราการ 178 ไหม”
“เปล่า” หลี่เสินถานส่ายหน้า “ฉันว่าเดี๋ยวเริ่นเสี่ยวซู่ก็ออกจาก
ป้อมปราการ 178 แล้วแหละ เขาไม่อยู่ป้อมปราการ 178 หรอก
อย่างน้อยก็ตอนนี้น่ะนะ”
“งั้นพวกเราจะไปไหนล่ะ”
“ไปหาเรื่องน่าสนุกทำกัน” หลี่เสินถานยิ้มพูด เขามองไปหีบ
หลังซือหลีเหรินแล้วล้อเธอ “เมื่อก่อนตอนพวกเขาบอกว่าเธอคือ
ไม้หาบฉันยังไม่ค่อยเชื่อนะ”
ซือหลีเหรินย่นจมูก “หนูไม่ใช่ไม้หาบสักหน่อย เลิกเรียกหนู
แบบนั้นสักที”
“จ้าๆ ไม้หาบน้อย”หลี่เสินถานหันตัวมุ่งต่อไปยังที่ราบตอนกลาง แต่ไม่เห็นตัวหู
ชัวเลย ไม่รู้เขาหายไปไหนแล้ว
… ส
งครามในทางเหนือยังสืบเนื่องต่อไป จงอิงผู้บัญชาการ
แนวหน้าเรียกตัวนายพลทุกนายแห่งสมาคมตระกูลจงมาทันทีหลัง
ทราบเรื่องว่าป้อมปราการ 146 มีปัญหา
พอเหล่านายพลก้าวเท้าเข้ามาในศูนย์บัญชาการ พวกเขาก็
ถูกจับในพลัน จากนั้นจงอิงก็สั่งให้คนสนิทของตนออกไปปฏิบัติการ
รวมอำนาจ
ในบรรดานายพลทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ จงอิงเป็นคนที่มีกำลังทหาร
มากที่สุด นายพลคนอื่นๆ ไม่คิดเลยว่าหลังจงอิงทราบเรื่อง
ป้อมปราการ 146 แล้วจะดุร้ายแถมใจเด็ดเดี่ยวขนาดนี้
จงอิงกล่าวกับพวกเขา “ตอนนี้สมาคมตระกูลจงกำลังเจอ
ปัญหา พวกเราต้องร่วมแรงร่วมใจกัน”
คำว่า ‘ร่วมแรงร่วมใจ’ ที่ว่าคือยอมสยบต่อเขาจงอิงเสีย และ
ทุกคนก็ถูกจับแล้ว จึงได้แต่รับข้อเสนอนั้นเหล่านายพลมองหน้ากันเอง ไม่นึกเลยว่าพอเบื้องบน
ไม่บาดเจ็บล้มตายไปหมด จงอิงออกแยกเขี้ยวออกมาทันที
นายพลคนหนึ่งไม่เข้าใจเลย “พวกเราแพ้สงครามแล้ว ต่อให้
ตอนนี้นายควบคุมกำลังพลทุกนายในแนวหน้า แต่สุดท้ายก็ยัง
เอาชนะป้อมปราการ 178 ไม่ได้อยู่ดีนี่”
“พวกเราจะขึ้นเหนือ” จงอิงว่า “พวกเราจะเดินทัพไปทางเหนือ
ของป้อมปราการ 146 ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว พวกเราจะไปสร้าง
ตัวใหม่ในทางเหนือ ก่อนจะรอโอกาสหวนกลับมา”
เหล่านายพลผงะ จงอิงคิดจะพาทุกคนไปทุ่งหญ้าทางเหนือ
อย่างนั้นเหรอ แบบนั้นก็ไม่ต่างจากสละทุกอย่างที่พวกเขาสร้าง
มาน่ะสิ
ไม่แค่นั้น จงอิงยังคิดจะพากองกำลังแนวหน้านี้ปล้นสะดม
ตลอดทางไปจนถึงทางเหนือ พวกเขาจะชิงของมีค่าจาก
ป้อมปราการของสมาคมตระกูลจง และเปลี่ยนให้ป้อมปราการ
ทั้ง
หลายกลายเป็นซากปรักส่วนชาวป้อมปราการจะเป็นอย่างไรต่อ นั่นเป็นเรื่องที่
ป้อมปราการ 178 ต้องคิดเอาเอง
มีคนถาม “พวกเราจะสลัดการไล่ล่าจากป้อมปราการ 178
ยังไง”
“ฉันจะให้จงซิงช่วยจัดการ ถ้าพวกเขาขึ้นเหนือไปร้อยเจ็ดสิบ
กิโลเมตรก็จะถึงสะพานฟู่จื้อ หลังจากข้ามแล้วก็จะระเบิดสะพานทิ้ง
ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าป้อมปราการ 178 จะสร้างสะพานแพเสร็จ
แต่แค่นั้นก็พอให้เราถอนตัวแล้ว” จงอิงว่า
จงซิงเป็นหนึ่งในนายพลเก่าแก่ไม่กี่คนที่เหลืออยู่ในสมาคม
ตระกูลจง ทุกคนเริ่มถอนตัวออกจากแนวหน้าหมดแล้ว แต่จงซิงก็
ยังจะยืนหยัดสู้รบไม่ยอมเสียแผ่นดินแม้แต่องคุลีนิ้ว
ปกติแล้วนายพลรุ่นใหม่และรุ่นเก่าไม่ได้กลมเกลียวกันนัก
ฝ่ายคนเก่าคนแก่มักคิดว่าพวกรุ่นใหม่ไม่มีความรักตระกูล
แต่คำพูดของจงอิงได้ตัดสินชะตาของจงซิงแล้ว
จงอิงมองไปยังเหล่านายพลแห่งสมาคมตระกูลจงและยิ้ม
“สงครามต้องมีผู้เสียสละ แต่แน่ละว่าต้องเป็นผู้อื่นที่เสียสละ”