The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 468 ความตายของจงอิง
จู่ๆ ทหารสมาคมตระกูลจงที่เขาอู่ชวนก็ถอนกำลังไป เหลือ
เพียงทหารกองกำลังเดียวที่ทำการต่อต้านอย่างไร้ประโยชน์อยู่
ตำแหน่งที่อันตรายที่สุดในสนามรบ
ขณะเดียวกันทหารที่เหลือก็ออกปล้นเขตพื้นที่ตัวเอง
ป้อมปราการสมาคมตระกูลจงทางเหนือถูกทหารตัวเองปล้มสะดม
เอาเสียได้
เย็นของวันเดียวกันนั้น กองกำลังของจงอิงก็มาถึงสะพานฟู่จื้อ
ขณะที่เขามองรถยนต์ผ่านไปอยู่บนสะพาน จู่ๆ ก็ถอนหายใจขึ้น
มาและกล่าวกับรองผู้บัญชาการข้างตนว่า “ขึ้นเหนือไปครั้งนี้ ไม่รู้
จะได้กลับมาตอนไหน อย่าลืมพาตัวชาวประมงจากป้อมปราการ
ต่างๆ มาด้วย แล้วก็พวกผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงสัตว์อีก”ที่จริงจงอิงมีแผนการจะถอยขึ้นเหนือมานานแล้ว แต่ไม่คิดเลย
ว่าอยู่ๆ จะมีคนมาทำให้แผนการราบรื่นด้วยการช่วยเขากำจัดเหล่า
เบื้องบนของสมาคมไปเกือบหมดแบบนี้
ทุ่งหญ้าทางเหนืออยู่นอกเขตแดนแห่งป้อมปราการ เป็น
สถานที่ที่สัตว์ป่าวิ่งพล่าน
แต่สัตว์ป่าพวกนั้นหรือจะเป็นภัยต่อเหล่าทหารอาชีพได้
รองผู้บัญชาการเอ่ย “หลายวันมานี้มีทหารหนีทัพหลายคน แต่
ถูกจับประหารหมดแล้ว”
“เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่มีคนคิดหนี” จงอิงยิ้ม “พวกเขาคงคิด
ว่ายอมเป็นผู้อพยพดีกว่าขึ้นเหนือไปเลี้ยงแกะแพะ ไม่ต้องห่วง
ฆ่าคนไปหน่อยให้กองกำลังเราคล่องตัวขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแย่ แถมเอาใช้
ขู่ทหารคนอื่นได้ด้วย ยังไงต่อจากนี้ชีวิตก็ลำบาก”
ตอนนี้จงอิงใช้พระเดชอย่างหนักเพื่อควบคุมทหารแตกพ่าย
แห่งสมาคมตระกูลจงขึ้นเหนือ
ทหารพวกนี้คือทุนของเขาพอไปถึงทุ่งหญ้าได้พวกเขาก็ไม่ต้องใช้กองพลน้อยยานเกราะ
แล้ว อย่างไรไม่มีน้ำมันก็ใช้การอะไรไม่ได้อยู่ดี
รองผู้บัญชาการถามเขา “ท่านผู้บัญชาการ พวกเราจะกลับมา
ตอนไหนเหรอ”
“พวกเราจะกลับมาหลังจากป้อมปราการ 178 และสมาคม
ตระกูลชิ่งเริ่มรบกัน” จงอิงหัวเราะแล้วว่า “เสือสองตัวไม่อาจอยู่
ถ้ำ เดียวกัน ยังไงก็ต้องมีวันนั้นแน่ ชิ่งเจิ่นใฝ่สูงขนาดนั้นจะยอมทิ้ง
แดนเหนืออันอู้ฟู้ไปได้ยังไง ไปกันเถอะ เดี๋ยวเราก็รู้”
ที่จริงจงอิงไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะได้กลับมาหรือเปล่า ต่อให้
ป้อมปราการ 178 และสมาคมตระกูลซิ่งเริ่มสู้กัน สมาคมตระกูล
จงก็ยังไม่มีพลังพอจะกลับขึ้นเวทีอยู่ดี พวกเราคงได้แต่มองคนอื่น
แสดง ส่วนตนต้องรอต่อไป
แต่การเมืองผสมไปด้วยจริงเท็จ ต่อให้จงอิงไม่คิดจะกลับมา ก็
ไม่อาจบอกทหารตัวเองเช่นนั้นได้ มีแต่ต้องให้ความหวังพวกเขา
สายหนึ่ง ตัวจงอิงถึงจะรักษาอำนาจไว้ได้ทันใดนั้นเองก็มีศรวารีแผลงออกมาจากใต้สะพาน จงอิงสัมผัส
ได้ถึงลางอันตรายก็สะดุ้งเฮือก ไม่นึกเลยว่าเรื่องจะมากลับตาลปัตร
ที่นี่!
ผู้มีพลังพิเศษโจมตี!
จงอิงรีบดึงตัวรองผู้บัญชาการมาบังลูกธนูอยู่หน้าตน แต่
ก่อนที่ศรวารีจะกระทบตัวคน มันก็สลายรูปและแปรเป็นฝนเข็มวารี
แทน
จงอิงหลบหลังร่างรองผู้บัญชาการจนมิด พริบตานั้นรอง
ผู้บัญชาการก็กลายเป็นดั่งเม่นตัวหนึ่ง
ผู้มีพลังพิเศษใกล้เคียงที่ทำหน้าที่ปกป้องจึงทันตั้งตัว จากเขา
ก็พ่นหมอกออกมาโหมหนึ่ง
หมอกแปรเปลี่ยนเป็นเหยี่ยวตัวมโหฬารบินอยู่เหนือศีรษะ
จงอิง พร้อมคอยปกป้องเขาตลอดเวลา
แต่จงอิงยังไม่ทันได้ถอนหายใจ วาฬโปร่งแสงใหญ่โตตัวหนึ่งก็
กระโจนจากน้ำขึ้นเหนือสะพานร่างวาฬเพชฌฆาตตัวนี้ทำมาจากน้ำ ขณะอยู่กลางอากาศ
เหนือสะพานก็อ้าปากงับเข้าที่เหยี่ยวนั้นก่อนจะลากมันลงแม่น้ำ
ผู้พลังพิเศษที่อยู่ข้างจงอิงกระอักเลือด ก่อนจะล้มลงกับพื้น
ด้วยสีหน้าซีดเผือด
แต่การโจมตียังไม่หยุดแค่นั้น พริบตานั้นเมฆทมิฬกลุ่มใหญ่ก็
รวมตัวเหนือน่านฟ้า เกล็ดหิมะโปรยปลิว
เกล็ดหิมะที่ตกลงมาคมกริบราวมีดดาบ ทะลุทะลวงผ่านร่าง
จงอิงก่อนจะสลายสูญสิ้นไป
ร่างจงอิงล้มลงกับพื้น
นายพลผู้ทะเยอะทะยานแห่งสมาคมตระกระกูลจงผู้นี้ไม่อาจ
ทำความทะเยอะทะยานให้เป็นจริง การตายของเขาไม่มีอะไรให้น่า
ขุ่นเคืองใจ การโจมตีของผู้มีพลังพิเศษครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือของคน
ผู้เดียว แต่เป็นเหล่าผู้มีพลังพิเศษหลายคนร่วมกันสังหารเพื่อ
รับประกันความตายของเขา
การโจมตีเป็นชุดๆ จากน้ำนี้ทำให้จงอิงตระหนักได้ว่าที่เขา
ทำลายสะพานแพที่แม่น้ำเฮยสือได้นั้น ที่จริงเป็นแผนซ้อนแผนหลอกคิดว่าป้อมปราการ 178 ไร้ทางถอย ทั้งยังหลอกด้วยว่า
ป้อมปราการ 178 ไม่อาจทำอะไรกับสปีดโบ๊ตได้เลย
ก่อนจงอิงจะหมดลม เขาลอบถอนหายใจ ยุคสมัยเก่าจบสิ้น
แล้ว
… หล
ังจากฟังรายงานเสร็จ หวังเฟิงหยวนก็หันไปพูดกับจาง
จิ่งหลินว่า “ผู้บัญชาการ จงอิงตายแล้ว อย่างที่ผู้บัญชาการคิดไว้
เลย พวกเขาคิดจะหนีไปทางสะพานฟู่จื้อ ผู้บัญชาการฉลาดจริงๆ”
ทุกคนนึกว่าป้อมปราการ 178 ไม่มีผู้มีพลังพิเศษในสังกัด แค่
ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
จากคำพูดของหวังเฟิงหยวนก็คือ “พลังพวกเขามาจากการถูก
เยือกแข็ง”
ทหารพวกนี้แบกรับความยากลำบากทุกวี่วันอยู่ตามชายขอบ
ตามป้อมสังเกตการณ์ ในฤดูหนาว ยามหายใจออกไอน้ำ
จะกลายเป็นน้ำแข็งทันทีเลยด้วยซ้ำ ความหนาวเหน็บและสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายหล่อมหลอมใจอันกล้าแกร่งอย่างถึงที่สุด
ออกมา
แต่ว่าแค่ถูกเยือกแข็งแข็งยังไม่พอหรอก พวกเขายังมี
ความเชื่อที่สัตย์ซื่อที่สุดในโลกหล้า
ทหารพวกนี้เลือกจะมาอยู่ในสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายแบบนี้
ด้วยตัวเองหรือ แน่นอนว่าไม่ใช่! หรือว่าทำแล้วได้ผลงานได้เลื่อนขั้น
กันล่ะ นั่นก็ยังไม่ใช่
พวกเขาไปเพราะอยากปกป้องป้อมปราการ 178
ความเชื่อมั่นและความทรหดนั่นจึงเป็นปัจจัยสำ คัญให้
พวกเขาปลุกพลังขึ้นมา
หยางเสียวจิ่นเคยบอกเริ่นเสี่ยวซู่ว่า ‘เมื่อภัยพิบัติมาถึง จิตตา
นุภาพจะกลายเป็นอาวุธที่มนุษย์ใช้เป็นอันดับแรกในการเผชิญหน้า
กับอันตราย’
เหล่าสัตว์ป่าพัฒนาแข็งแกร่งขึ้น พืชพันธุ์กลับกลายพิศวง แล้ว
มนุษย์เล่ามีอะไร การพัฒนาจิตคือวิถีที่มนุษย์เลือกเดินแต่แน่ล่ะ ใช่ว่าทุกคนจะกลายเป็นผู้มีพลังพิเศษได้เพียงเพราะ
ต้องเผชิญกับความลำบาก กองกำลังลับที่เต็มไปด้วยผู้มีพลังพิเศษ
ของป้อมปราการ 178 นี้ก็เป็นอีกความลับที่หวังเฟิงหยวนเก็บเงียบ
ไว้
หวังเฟิงหยวนพูดต่อ “ผู้บัญชาการ ทหารแนวหน้าจับผู้มีพลัง
พิเศษได้คนหนึ่ง เขาเป็นคนที่สามารถระบุตำแหน่งผู้มีพลังพิเศษ
คนอื่นได้ จากคำพูดของเขาคือหลังจากกองพลน้อยที่ 131 แพ้แล้ว
เขาก็หาโอกาสลอบหนีออกมา เขาตั้งใจจะกลับไปแนวหน้าที่เขาอู่
ชวน แต่ว่าโดนพวกเราจับได้แทน”
“อ้อ?” จางจิ่งหลินสนใจ “พาเขาเข้ามา”
จากนั้นผู้มีพลังพิเศษผู้นั้นก็ถูกคนข้างนอกหลายนายผลัก
เข้ามาในศูนย์บัญชาการ เขาเป็นชายหนุ่มร่างอวบผู้หนึ่ง และกำลัง
ตะโกนว่า “ฉันช่วยพวกนายตามหาผู้มีพลังพิเศษคนอื่นได้นะ
หลังจากเจอแล้ว ก็จับมัดแขนขาแล้วบังคับให้มาอยู่ใต้บัญชาซะ ฉัน
มีประโยชน์มากเลยนะ อย่าเพิ่งฆ่าฉันเลย!”จางจิ่งหลินถามอย่างสนใจใคร่รู้ “พลังนายมีระยะตรวจจับ
เท่าไร”
“ฉันสามารถตามหาผู้มีพลังพิเศษคนไหนก็ได้ที่อยู่ในระยะ
หนึ่งร้อยกิโลเมตร” ผู้มีพลังพิเศษซึ่งดูอ่อนแอกล่าว “ใน
ป้อมปราการ 178 ต้องมีผู้มีพลังพิเศษหลบซ่อนอยู่อีกแน่ ฉันช่วย
ตามหาพวกเขาได้”