The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 469 พันธมิต
จางจิ่งหลินเหลือบมองผู้มีพลังพิเศษที่อยู่ตรงหน้าเขาแล้วยิ้ม
กล่าว “นายมีพลังอื่นอีกไหม แล้วชื่ออะไรน่ะ”
“ฉันชื่อสวินเย่อวี่” เจ้าอ้วนผิวขาวใสกล่าว “ไม่มีแล้ว ฉันมีพลัง
แบบเดียว”
จางจิ่งหลินพยักหน้าก่อนจะหันไม่กล่าวกับหวังเฟิงหยวน “พา
เขาไปที่ป้อมปราการ 178 ดูหน่อยสิว่าพวกเราจะตามตัวผู้มีพลัง
พิเศษคนอื่นที่อยู่ที่นั่นได้ไหม แต่ว่าไม่ต้องบีบบังคับให้พวกเขาเข้า
ร่วมกับเรา แค่บันทึกพลังของพวกเขาไว้ก็พอ”
สวินเย่อวี่ตาเบิกกว้าง “แค่จะบันทึกพลังพวกเขาเองเหรอ
ไม่บีบให้มาอยู่ใต้บัญชาเหรอ”
“ป้อมปราการ 178 เราไม่ต้องแสวงหาไปจำ กัดอิสรภาพผู้อื่น
เพียงเพราะต้องการพลังพวกเขาหรอกนะ” จางจิ่งหลินยิ้ม “อยู่ในป้อมปราการ 178 อย่างมีความสุขล่ะ และอย่าเอาตัวมายุ่งเกี่ยวกับ
กิจการสงครามอีก”
จากนั้นจางจิ่งหลินก็ให้คนพาตัวสวินเย่อวี่ไป
สมาคมตระกูลจงเสียการควบคุมบรรดาป้อมปราการใน
ทางเหนือไปแล้ว ที่จริงจางจิ่งหลินก็รู้ว่าจงอิงจะถอยทัพออกจาก
แนวหน้า แต่เขาไม่คิดจะเข้าไปหยุด
ถ้ากองกำลังพวกนั้นเอาแต่สู้ต่อต้านอย่างดุร้ายต่อ มีแต่
จะทำให้ป้อมปราการ 178 มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกอย่างไหนๆ จงอิงก็คิดจะถอนทัพไปเองอยู่แล้ว หลังจากเขา
ตาย มีหรือที่นายพลที่เหลือซึ่งสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตัวจะต่อต้าน
อะไรได้
บ้างก็ยึดป้อมปราการหนึ่งหวังคิดขึ้นเป็นผู้ปกครอง แต่ครั้น
ปะทะกับทัพของป้อมปราการ 178 พวกเขาก็จะยอมแพ้ส่งมอบ
ป้อมปราการให้ทันที
ต่อหน้าพละกำลังอันยิ่งยง ทุกสรรพสิ่งล้วนอ่อนเปลี้ยป้อมปราการส่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญมือฉมังมาจัดการเรื่องเปลี่ยน
ถ่ายอำนาจในป้อมปราการ หน่วยงานนี้มีเป้าหมายชัดเจน ลงมือ
อย่างละเอียดบรรจง จัดการการปกครองระบอบเก่าด้วยการฆ่าฟัน
ให้เหี้ยน
คำสั่งนี้ถูกเตรียมการไว้นานแล้ว ป้อมปราการ 178 ไม่มีเวลา
ค่อยๆ มากำจัดพวกเหลือบไร
ตอนนี้เองทางหวังเซิ่งจือก็ส่งตัวแทนมาอีกหนึ่งกลุ่มเพื่อพูดคุย
เรื่องการเปิดสายการขนส่งกับป้อมปราการ 178
ก่อนหน้านี้พวกเขายังไม่ทันคุยเจาะรายละเอียดเพราะจาง
จิ่งหลินยังไม่ครองทั้งแดนเหนือ
สมาคมที่หวังเซิ่งจืออยู่นั้นทรงอิทธิพลอำนาจในที่ราบ
ตอนกลาง ทั้งยังจับมือกับอีกสองสมาคมตั้งเป็นอำนาจสมดุลสาม
เส้า สมาคมที่เหลือในภูมิภาคนั้นก็โน้มตามสามขาใหญ่นี้ หรือบางที
เป็นเพราะไม่มีใจอยากขยับขยายก็ได้
ดังนั้นตอนที่หวังเซิ่งจือกล่าวกับจางจิ่งหลินว่าทั้งสองฝ่ายต่าง
ได้ผลประโยชน์ ป้อมปราการ 178 ต้องการทรัพยากรจากที่ราบตอนกลาง ส่วนที่ราบตอนกลางก็จับตามองทรัพยากรที่ป้อมปราการ
178 มี ทว่าตระกูลหวังจะยอมทำข้อตกลงกับคนที่ควบคุมแดน
ตะวันตกเฉียงเหนืออย่างแท้จริงเท่านั้น ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็
ความหมายไป
ถึงหวังเซิ่งจือจะรีบเดินทางมาแดนตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ก็
ใช่ว่าเขาจะยอมบิดงอหลักการเพื่อทำข้อตกลง
ตอนนี้จางจิ่งหลินกลายมาเป็นผู้ปกครองทางเหนือแล้ว
ในที่สุดพวกเขาก็คุยกันเป็นจริงๆ จังๆ ได้เสียที
แต่จางจิ่งหลินเพียงยิ้มและกล่าวว่าตนไม่เหมาะจะเป็น
ผู้ปกครองแห่งแดนเหนือหรอก บัณฑิตอ่อนแอเช่นเขาจะรับชื่อนั้น
มาไว้ได้อย่างไร แต่สักวันหนึ่งต้องมีผู้ปกครองคนใหม่โผล่มาแน่
และนั่นเป็นสิ่งที่เขาจะรอดูอยู่จริงๆ
ตัวแทนจากตระกูลหวังแปลกใจอยู่บ้าง ‘แต่สักวันหนึ่งต้อง
มีผู้ปกครองคนใหม่โผล่มาแน่’ ที่ว่านั่นฟังเหมือนคำพูดจาของชน
เผ่าโบราณอะไรเทือกนั้นเลย ฟังดูงมงายชอบกลนะจางจิ่งหลินยิ้ม “จ้าวสิบแปดมงกุฎของเราบอกมาแบบนั้นน่ะ
ฉันเชื่อว่าคนผู้นั้นต้องกลับมาแน่”
พวกเขามีเรื่องสำ คัญให้คุยกันไม่มากนัก
อย่างแรกคือพูดถึงเรื่องแร่กับทรัพยากรที่หวังเซิ่อจือต้องการ
จากนั้นก็พูดเรื่องราคาและของที่นำมาแลกกับอีกฝ่าย รวมไปถึงการ
จัดการภาษีต่างๆ ตามด้วยการสร้างทางหลวงส่วนบุคคลที่จะเชื่อม
ระหว่างตะวันตกเฉียงเหนือและที่ราบตอนกลาง รวมถึงว่าจะจัด
การบริหารอย่างไร โดยหวังเซิ่งจือบอกว่าพวกเขาจะเป็นคนจัด
การซ่อมแซมถนนหนทางกับทางรถไฟเอง
แต่จางจิ่งหลินปฏิเสธความตั้งใจดีของหวังเซิ่งจือ กล่าวเพียง
ว่าคนตะวันตกเฉียงเหนืองก็ควรจัดการปัญหาของ
ตะวันตกเฉียงเหนือด้วยตัวเอง ชาวตะวันตกเฉียงเหนือจะซ่อมถนน
ส่วนตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนชาวที่ราบตอนกลางก็ซ่อมถนนส่วน
ที่ราบตอนกลางไป แบบนี้ต่างฝ่ายต่างไม่เสียประโยชน์
อย่างที่สาม หวังเซิ่งจือเสนอจะส่งกำลังมาขับไล่บรรดาสัตว์ป่า
ที่อยู่แนวสายการค้า เป็นการสร้างความมั่นคงประการหนึ่ง แต่จางจิ่งหลินก็ปัดตกไปเช่นกัน
เหล่าผู้บังคับบัญชากองกำลังต่างๆ ของป้อมปราการ 178
ฟังแผนการสร้างรางรถไฟเชื่อมจากที่ราบตอนกลางมา
สู่ตะวันตกเฉียงเหนืออย่างไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีกันแน่
แต่สุดท้ายจางจิ่งหลินก็รู้สึกว่าอยู่เฉยๆ ในมุมหนึ่งของแดน
ตะวันตกเฉียงเหนือไปเรื่อยๆ แบบนี้มันไม่ได้แล้วว ถ้าต้องการรับมือ
ศัตรูที่อยู่นอกตะวันออกเฉียงเหนือไปอีก พวกเขาต้องการทรัพยากร
ที่ขาดแคลนไป
หวังเซิ่งอินที่ต้องไปๆ มาๆ จากที่ราบตอนกลางรู้สึกล้าอยู่บ้าง
แต่ตอนที่เธอมาถึงศูนย์บัญชาการป้อมปราการ 178 นั้น เธอก็เนียน
ถามว่าเริ่นเสี่ยวซู่อยู่ไหน เธอถามว่าทำไมไม่เห็นเริ่นเสี่ยวซู่เลย เขา
บาดเจ็บหรือว่าเสียชีวิตในหน้าที่ไปแล้วหรือเปล่า
ตอนนั้นเองเธอถึงได้รู้ว่าเริ่นเสี่ยวซู่ได้ลงมือทำอะไรในแดน
เหนือไปแล้วบ้าง รวมไปถึงการออกจากป้อมปราการ 178 ไปโดย
ไม่ลาด้วยแม้แต่คนป้อมปราการ 178 ก็ไม่รู้เช่นกันว่าตอนนี้เริ่นเสี่ยวซู่ไป
อยู่ไหนแล้ว
หวังเซิ่งอินดูผิดหวังกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย
… ข
ณะเดียวกันกับที่ป้อมปราการ 178 มีแขกจากตระกูลหวัง
มาเยือน หลัวหลานผู้เป็นตัวแทนจากสมาคมตระกูลชิ่งก็มาถึงแดน
เหนือแล้วเช่นกัน เขามาเพื่อตกลงจับมือเป็นพันธมิตรกับ
ป้อมปราการ 178
ข้อเสนอของหลัวหลานชัดเจนมาก ทั้งสองฝ่ายจะเป็น
เพื่อนบ้านกันตราบใดที่ไม่ยุ่งกับกิจการของอีกฝ่าย รวมถึงต้องตั้งแง่
ระวังที่ราบตอนกลางด้วย
พูดอีกอย่างคือเขามองว่าที่ราบตอนกลางอาจเป็นภัยได้
จึงอยากกันไม่ให้คนพวกนั้นวางแผนจัดการแดน
ตะวันออกเฉียงเหนือและเฉียงใต้นี้
แน่นอนว่าในหมู่ผู้บังคับบัญชาป้อมปราการ 178 นั้นยังมีเรื่อง
ข้องใจอยู่ “สมาคมตระกูลชิ่งจะทะเยอทะยานเกินไปแล้ว ตอนนี้พวกเขายังรับมือเราไม่ได้เพราะกำลังวุ่นอยู่กับยึดป้อมปราการของ
สมาคมตระกูลหลี่กับตระกูลหยาง ถ้าพวกเรายอมสงบศึกกับเขา
ตอนนี้ แล้วต่อไปเขาเปิดสงครามเรา พวกเราจะทำยังไงล่ะ”
“ใช่ ได้ยินว่าพวกตัวทดลองทางใต้ก็ทำให้พวกเขาปวดหัว
ไม่น้อยนะ หลังจากกำลังหลักของสมาคมตระกูลชิ่งยึดแนวหน้าที่จือ
หยางได้แล้ว แต่ว่าจู่ๆ ก็หันกลับมุ่งลงใต้แทน แสดงว่าตอนนี้สมาคม
ตระกูลชิ่งยังไม่มีขีดความสามารถรับมือกับเราตอนนี้ พวกเขา
ถึงพยายามบอกให้พวกเราอยู่กันแบบสงบสุขแทนไง”
จางจิ่งหลินเหลือบมองพวกเขาแล้วว่า “ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะ
เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับสมาคมตระกูลชิ่ง แต่ว่ามีเงื่อนไขหนึ่งที่
เราต้องปฏิเสธ สมาคมตระกูลชิ่งต้องไม่สร้างรางรถไฟเชื่อมถึงเรา”
หวังเฟิงหยวนพูดเสียงต่ำ “ผู้บัญชาการ ที่ทุกคนเป็นห่วงก็
มีเหตุผลอยู่”
จางจิ่งหลินถอนหายใจ “ถ้ามีสงครามอีกตอนนี้ สถานการณ์
พวกเราก็จะเหมือนกับที่สมาคมตระกูลชิ่งเจออยู่ไม่ใช่เหรอ
ถ้าพวกเราเปิดสงครามอีก กองกำลังหลักของสมาคมตระกูลชิ่งที่อยู่ทางใต้ก็จะถูกส่งขึ้นเหนือทันที จากนั้นทางใต้ก็จะกลายเป็น
สรวงสวรรค์ของพวกตัวทดลอง ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว ต้องมีคนตายไป
มากขนาดไหนกันล่ะ”
หวังเฟิงหยวนเข้าใจที่จางจิ่งหลินต้องการจะสื่อแล้ว เขา
ต้องการให้สมาคมตระกูลชิ่งตั้งใจจัดการภัยร้ายอย่างพวกตัว
ทดลองก่อน
นั่นเป็นเรื่องที่สำ คัญที่สุดในตอนนี้
“เจ้าอ้วนหลัวต้องการอะไรอีก” จางจิ่งหลินถาม
“เขาเองก็มาตามหาเริ่นเสี่ยวซู่” หวังเฟิงหยวนว่า “แต่ผมบอ
กว่าเริ่นเสี่ยวซู่ออกจากพื้นที่เราไปแล้ว”
ผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ พึมพำ “ไหงใครๆ ก็ถามหา
ถึงเริ่นเสี่ยวซู่ แปลกจัง…”
ครึ่งเดือนให้หลัง กองร้อยเจียนเตาก็เป็นกองกำลังแรกที่มา
ถึงป้อมปราการ 178 ยามที่เข้ามาในป้อมปราการนั้น เหล่า
ผู้อยู่อาศัยเรียงตัวสองแถวข้างทางต้อนรับพวกเขา ถึงกับมีคนตั้งธง
แดงว่า ‘ยินดีต้อนรับวีรบุรุษสงครามกลับบ้าน!’จางเสียวหม่านกลัดเหรียญซิงอวิ๋นอยู่บนอก มันเป็นเหรียญ
เกียรติยศสูงสุดในป้อมปราการ 178
ทางสองฝั่งถนนก็เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศสุขสันต์ เหล่าเด็กๆ
วิ่งไล่ตามรถบรรทุกทหาร หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งยัดไข่เต็มตะกร้า
เข้าไปในรถพวกเขา ลู่เหยาเทพธิดาป้อมปราการ 178 กับคณะก็
จัดแสดงฉลองชัยให้เหล่าวีรบุรุษ
พอลู่เหยาเห็นพวกเขาก็ถามว่า “เริ่นเสี่ยวซู่คือคนไหนเหรอ”
พวกจางเสียวหม่านไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ขณะมองไปยังฝูงชนที่กำลังเฉลิมฉลองอยู่นั้น จางเสียวหม่านก็
หวังจริงๆ ว่าเริ่นเสี่ยวซู่จะได้รับเกียรตินี้กับพวกตน
พวกเขาได้เกียรติยศนี้มา ล้วนเป็นเพราะเริ่นเสี่ยวซู่
จางเสียวหม่านมีเหรียญซิงอวิ๋นอีกเหรียญหนึ่งที่เป็นของเริ่น
เสี่ยวซู่ ตอนนี้เขาจะเป็นคนเก็บรักษาไว้ก่อน
จางเสียวหม่านมีความรู้สึกว่าสักวันหนึ่งเด็กหนุ่มผู้นั้น
จะกลับมา และเมื่อยามนั้นมาถึง เขาจะเป็นคนกลัดเหรียญซิงอวิ๋นนี้
ให้เริ่นเสี่ยวซู่ด้วยตัวเอง