The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 470 อารามอันจิง
ป้อมปราการ 73 ตั้งอยู่ปากทางแยกสามแม่น้ำทางใต้ของ
ที่ราบตอนกลาง แต่ทุกฤดูคิมหันต์ ดวงอาทิตย์จะแผดเผาแม่น้ำจน
กลายเป็นไอ
พอถึงหน้าฝน[1] มาถึงกลางและล่างแม่น้ำเมื่อไร
ความกดอากาศสูงจะส่งผลกระทบต่อการไหลของอากาศใน
ความกดอากาศต่ำจนเมฆฝนไม่อาจก่อตัว และนำไปสู่ฤดูร้อนอัน
แห้งเหือดรวมถึงความร้อนอุณหภูมิพื้นผิวพุ่งขึ้นสูง
เพราะเช่นนี้เอง ป้อมปราการ 73 จึงรู้จักอีกชื่อว่า ‘เตาหลอม’
ในเขตทำเนียบแห่งหนึ่งบนถนนหลักหลงหยาง มีคนใน
ที่ประชุมตระกูลกำลังมีปากเสียงกันไม่จบไม่สิ้น รถหรูสิบกว่าคัน
จอดอยู่บนลานนอกทำเนียบ เหล่าคนขับรถยืนสูบบุหรี่รอเจ้านาย
ออกมาข้างในห้องประชุม มีคนพูดเสียงดังว่า “ตระกูลหวังทางเหนือ
เปิดสายการค้ากับทางตะวันตกเฉียงเฉียงเหนือแล้ว ถ้าปล่อยให้
พวกเขาพัฒนาไปต่อแบบนี้ ก็เหมือนเรารอวันจบเห่สิ”
มีคนแย้ง “อย่าเอาแต่อยากรบได้ไหม เราต้องให้ความสำ คัญ
กับการขยายไปทางตะวันออกเป็นอันดับแรก กลุ่มบริษัทชิงเหอที่อยู่
ทางนั้นไม่ใช่เล่นๆ นะ”
ผู้เอ่ยแย้งเป็นชายไว้หนวดเคราวัยกลางคน ใบหน้าสงบนิ่ง
เครื่องแบบทหารสีดำบวกกับเนกไทสีน้ำเงินทำให้เขาดูสุขุมเยือกเย็น
เข้าไปใหญ่
ชายผู้พูดก่อนหน้าแค่นเสียง “โจวซื่อจี้ กลุ่มบริษัทชิงเหอ
ใช้อิทธิพลอำนาจแต่ในเขตพื้นที่ตัวเอง ทั้งยังไม่เคยเข้าร่วมแย่งชิง
ทรัพยากรในที่ราบตอนกลาง จะกลัวอะไรนักหนา ฉันว่านายยังดู
ไม่ออกว่าใครกันที่เป็นศัตรูที่แท้จริงของเรา”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่มองกลุ่มบริษัทชิงเหอเป็นศัตรู แต่ฉันได้ยิน
มาว่าเขาสำ เร็จเชี่ยวชาญการสร้างผู้มีพลังพิเศษแล้ว ฉันว่าเราควรชิงวิธีการคล้ายๆ แบบนั้นมาก่อน” ชายวัยกลางคนไว้หนวดเคราเอ่ย
พลางจัดปากกากระดาษตรงหน้าตนให้เป็นระเบียบ
“แต่ไม่เห็นพวกเขาจะมีผู้มีพลังพิเศษในองค์กรเยอะขนาดนั้น
เลย” มีคนโต้แย้ง
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราควรสนใจพวกผู้มีพลังพิเศษ
มากกว่าเดิม”
ฝ่ายสนับสนุนสงครามและฝ่ายอนุรักษ์นิยมของตระกูลเกิด
ความขัดแย้งกันภายใน การประชุมวันนี้ถูกลิขิตแล้วว่าจะหาผลลัพธ์
ใดไม่ได้
ผ่านไปอีกสองชั่วโมงกว่าเหล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งสมาคมตระกูล
โจวจะออกมาจากทำเนียบได้ เหล่าบุคคลสำ คัญแห่งฝ่าย
อนุรักษ์นิยมค่อยๆ กล่าวลาตัวแทนฝ่ายตนอย่างโจวซื่อจี้ไปทีละคน
บางคนถึงกับชวนเขาไปดื่มต่อ แต่ว่าเขาบอกปัดไป
โจวซื่อจี้เดินไปตามถนนกรวดหน้าทำเนียบ เจ้าหน้าที่ฝ่าย
รับรองและฝ่ายรักษาความปลอดภัยรออยู่ที่หน้ารถแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับรองเปิดประตูให้เขา โจวซื่อจี้ก็พยักหน้าก่อนจะเข้า
รถไป
รถหรูสีดำขับออกจากทำเนียบโดยมีรถจักรยานยนต์สองคัน
ขับคุ้มกันประกบหน้าหลัง ผู้ช่วยที่นั่งอยู่ข้างเขาถือเอกสารพร้อมว่า
“คนที่ไปเจอกลุ่มบริษัทชิงเหอกลับมาแล้ว พวกเขาบอกว่าอีกฝ่าย
ปฏิเสธข้อเสนอเราเหมือนเดิม”
โจวซื่อจี้หลับตาพักผ่อน สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน
มีคนบนดาดฟ้าตึกสูงกำลังใช้กล้องส่องทางไกลทางทหารคู่
หนึ่งจับจ้องไปที่ขบวนรถ พอคนผู้นั้นมั่นใจแล้วก็หันไปหยิบนกพิราบ
สามตัวออกจากกรง จากนั้นก็ปล่อยพวกมันบินขึ้นฟ้าไป
เสียงกระพือปีกทำให้คนฟังรื่นหูนัก
ในที่อีกแห่ง มีคนซ่อนตัวอยู่ในบ้านและกำลังมองไปยังตึกสูง
นั่น
พอเห็นนกพิราบสามตัวบินออกจากตึกสูง ก็กล่าวกับสหาย
อาวุธครบมือสามคนที่อยู่ด้านข้าง “เป้าหมายใช้เส้นทางตามแผน
เตรียมเข้าปะทะ”“ต้องลอบสังหารสำ เร็จเท่านั้น ห้ามพลาดเด็ดขาด!”
“หลังจากทำงานนี่สำ เร็จ นายว่าพวกเราจะมีโอกาสได้เข้า
ร่วมกับอารามอันจิงไหม”
จากคำที่พวกเขาว่า อารามอันจิงนั่นดูจะเป็นองค์กรแห่งหนึ่ง
มากกว่าจะเป็นวัดวา เพราะการเข้าวัดได้ต้องฆ่าคนก่อนมันฟังดูไม่
สมเหตุสมผลเลย
แต่ว่าตอนนี้เอง ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากเงามืด เขา
พ่นควันดำออกมา จากนั้นก็ยิ้มพูด “ในที่สุดก็เจอพวกนายแล้ว
แต่ว่าอารามอันจิงไม่ใช่สถานที่ที่คนอย่างพวกนายจะเข้าร่วมได้
หรอกนะ”
มือลอบสังหารทั้งสี่คนหันขวับชี้ปืนไปที่เด็กหนุ่ม “โผล่มาจาก
ไหน แกซ่อนอยู่ในครัวนี้อยู่แล้วงั้นเหรอ”
เด็กหนุ่มถือแก้วน้ำผลไม้ หัวเราะเสียงค่อยและว่า “ไม่ต้อง
ตื่นเต้นๆ ขอฉันดื่มน้ำผลไม้ให้เสร็จก่อน”
พูดจบ ปลายกระบอกปืนทั้งสี่บิดหมุนราวเป็นขนมหมาฮวา[2]ห้านาทีผ่านไป เด็กหนุ่มก็เดินออกมาจากตัวอาคาร เสื้อขาว
เขามีรอยเปื้อนสีแดง บ่งบอกว่าชะตามือสังหารทั้งสี่ในอาคารเป็น
เช่นไร
เขาขมวดคิ้วมุ่นจ้องไปยังรอยเลือด เพียงยื่นมือออก
คราบเลือดก็หายวับไป
เสียงระฆังของป้อมปราการดังมาแต่ไกล นกพิราบในจัตุรัสผิง
อันตกใจจนบินหนีไป
จากนั้นเด็กหนุ่มก็หยิบกระเรียนกระดาษออกมาจากกระเป๋า
และเขียนว่า “ภารกิจสำ เร็จ โอนค่าจ้างลงบัญชีได้เลย เป้าหมายเป็น
ตัวประกอบที่ไม่รู้ว่าใครบงการอยู่ข้างหลัง”
หลังจากเขียนข้อความเสร็จ นกกระเรียนก็บินออกไป ข้ามผ่าน
แม่น้ำกรรโชก มุ่งขึ้นทางเหนือ
กระเรียนกระดาษนี้จะนำพาข่าวที่เกิดขึ้นที่นี้กลับไป มันบินไป
อยู่ในฝูงพิราบ ดูเนียนไปกับนกตัวอื่น
ส่วนที่ว่ากระเรียนกระดาษจะบินไปที่ไหนนั้น เด็กหนุ่มเองก็
ไม่ทราบ… บน
ทางภูเขาแห่งหนึ่งในทางเหนือ มีเด็กหนุ่มเดินฝ่าป่าเขาอัน
กว้างใหญ่ เขาเดินเลียบแม่น้ำ ดูกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ อย่าง
ขมักเขม้นราวกับกลัวว่าตนจะพลาดอะไรไป
ภูเขาที่นี่เป็นสีเหลืองน้ำตาล มีแต่ต้องมุ่งไปทางตะวันออกต่อ
ถึงจะเห็นภูมิทัศน์เป็นสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าบ้าง
เด็กหนุ่มไม่พบร่องรอยอะไรเลยจึงดูผิดหวังเล็กน้อย
แต่การที่เขาไม่พบศพก็ดีมากแล้ว แสดงว่าคนที่เขากำลัง
ตามหาอยู่ยังไม่ตาย
เขาเดินต่อจนกระทั่งครึ่งเดือนผ่านไป ที่จริงถ้าเขาเดินทาง
เต็มอัตราก็จะสามารถข้ามเทือกเขาได้ในสี่ถึงห้าวัน แต่เพราะต้อง
คอยแกะรอยระหว่างทางด้วย จึงทำให้การเดินทางเขาล่าช้าไป
ไม่น้อย
เด็กหนุ่มได้ยินเสียงอึกทึกข้างหน้าจึงชะลอฝีเท้าลง ยังไม่ทัน
ได้เดินไปไกล ก็เห็นผู้อพยพกลุ่มหนึ่งสวมหมวกนิรภัยเลื่อยไม้อยู่พอเหล่าคนงานเห็นเด็กหนุ่มก็ตะลึงกันไป “เพื่อนมาจากไหน
น่ะ ไหงถึงออกมาจากเทือกเขาได้ล่ะ”
“คือว่าหลงทางจนมาถึงที่นี่น่ะ ฉันมาจากตะวันตกเฉียงเหนือ”
เด็กหนุ่มยิ้มว่า “พวกพี่ชายมาจากไหนกันเหรอ”
“พวกเราเป็นผู้อพยพคนตัดไม้จากป้อมปราการ 61 ” คน
ตัดไม้ที่ดูมีอายุที่สุดถาม “จากตะวันตกเฉียงเหนือหรือ? ช่วงนี้มีคน
หนีมาจากที่นั่นไม่น้อยเลยนะ ได้ยินว่าทางนั้นมีสงครามกัน นายหนี
สงครามมาล่ะสิ”
“ใช่แล้ว” เด็กหน้ายิ้มตอบ “ฉันหนีสงครามจนมาโผล่ที่นี่
สงครามที่นั่นคนตายเป็นเบือ”
“อ้อ ได้ยินว่าผู้มีพลังพิเศษที่นั่นทรงพลังมาก มีคนหนีจาก
ป้อมปราการ 146 มาอยู่เมืองน้อยเราด้วย เขาบอกว่าป้อมปราการ
146 ถูกผู้มีพลังพิเศษหนุ่มคนหนึ่งทำลาย ผู้มีพลังพิเศษสมัยนี้มัน
น่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ ตัวคนเดียวก็ทำลายป้อมปราการได้”
เด็กหนุ่มนิ่งไป ก่อนจะยิ้มกล่าว “ไม่รู้สินะ ฉันยังไม่เคยไป
ป้อมปราการ 146 เลย”“อ้อ ข่าวสารทางนั้นคงไม่ค่อยแพร่ดีเท่าไร ไม่รู้ก็ไม่แปลก
หรอก” คนตัดไม้พยักหน้า “ฉันชื่อสูย่าหุย ถ้าหลงทางก็เดี๋ยวกลับไป
กับพวกเรา แล้วค่อยไปตั้งตัวใหม่ในเมืองน้อยนะ แต่ยังไงนายก็
เข้าไปป้อมปราการไม่ได้แน่นอน ว่าแต่นายชื่ออะไรล่ะ”
เด็กหนุ่มยิ้ม “ขอบคุณนะพี่ชาย ฉันชื่อเริ่นเสี่ยวซู่”
[1] ปลายฤดูใบไม้ผลิ ต้นฤดูร้อน
[2] หมาฮวา (麻花) ขนมแป้งทอดทรงเกลียว