The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 477 มาก่อนได้ก่อน
แม้จะมีผู้ลี้ภัยคอยจับตามอง ทว่าวิถีชีวิตประจำ ของเริ่นเสี่ยว
ซู่ก็ยังเหมือนเดิม เวลาหิวก็ต้องออกไปทำงานหาทางเอาตัวรอดกัน
ไป เป็นเรื่องที่โลกปลูกฝังไว้ตั้งแต่เยาว์วัย ไม่มีใครเป็นเจ้าชีวิตใคร
ทุกอย่างต้องพึ่งตัวเอง
ถึงชีวิตในเมืองน้อยจะโหดร้ายมาก แต่ตราบใดที่ยอมทำงาน
ก็จะมีทางรอดอยู่เสมอ
สุดท้ายหญิงหน้าตาสวยสดผู้นั้นก็ไม่อาจได้อะไรไปจากเริ่น
เสี่ยวซู่ แต่ว่าเธอก็เข้าไปเสนอตัวเองกับเถ้าแก้ร้านธัญพืชในเมือง
น้อยพร้อมกับความอับอายและเพลิงโทสะ
เถ้าแก่ร้านผู้นี้ฟันเหลืองอ๋อย เผ้าผมฝ่าเท้าไม่ล้าง ถ้าเป็นใน
อดีต หญิงนางนี้คนไม่แม้แต่จะเหลือบแล
แต่ที่น่าแปลกใจคือ ถึงเธอจะเสนอตัวเองแท้ๆ แต่ก็ยังลอบ
ให้อาหารที่ได้รับมากับสามีที่เธอเพิ่งเอ่ยตำหนิไป นี่ทำให้เริ่นเสี่ยวซู่งุนงงอยู่บ้าง
แต่โลกนี้มีเรื่องแปลกประหลาดมากมาย เริ่นเสี่ยวซู่ไม่มีเวลา
ไปสนใจทุกอย่างได้หมดหรอก
หญิงผู้นี้ไม่ใช่เพียงผู้เดียว ยังมีผู้ลี้ภัยอีกหลายคนที่เข้ามา
ขอความช่วยเหลือจากเริ่นเสี่ยวซู่ ทุกคนต่างหวังว่าเริ่นเสี่ยวซู่จะช่วย
พวกเขาบ้างในฐานะอดีตที่เป็นชาวป้อมปราการสมาคมตระกูล
จงเหมือนกัน
ผู้ลี้ภัยคุยกันเองว่าใครเคยอยู่ป้อมปราการเดียวกับเริ่นเสี่ยว
ซู่บ้าง ถามไถ่ว่าใครเคยเห็นหน้าเด็กหนุ่มผู้นี้ไหม ถ้าเจอคนรู้จักก็
จะตีสนิทง่ายเข้าไปอีกก้าวก็ได้
แต่พวกผู้ลี้ภัยก็ค่อยๆ รู้ตัวว่าไม่มีใครรู้จักเริ่นเสี่ยวซู่เลย
ไม่มีใครคาดฝันไว้เลยว่าเริ่นเสี่ยวซู่จะไม่ได้มาจากสมาคม
ตระกูลจงจริงๆ แถมกลายเป็นว่าเขาคือผู้มีพลังพิเศษที่ทำลาย
ป้อมปราการ 146 ด้วยตัวคนเดียวในคืนมืดนั้น
ในที่สุดพวกผู้ลี้ภัยก็หยุดเล้าหลือเริ่นเสี่ยวซู่ ตอนนั้นเองเริ่น
เสี่ยวซู่ก็ได้รับข้อความจากโทรศัพท์มือถืออีกครา [ป้อมปราการ 62ระดับ D ผู้สนใจรับภารกิจโปรดตอบกลับ]
ในที่สุดก็มีภารกิจระกับ D โผล่มา เริ่นเสี่ยวซู่จึงรู้สึกน้ำตารื้น
ขึ้นมานิดหน่อย เขารีบตอบทันที [รับภารกิจ]
พอส่งออกไป อีกฝ่ายก็ตอบกลับมา [เป้าหมายชื่อหม่าเต๋อ
เหวย ผู้จัดการโรงงานทรายนอกป้อมปราการ 62 เขาลงมือสังหาร
คนงานที่เป็นผู้อพยพไปเก้าคน รางวัลคือเงินสองหมื่นหยวน]
ภารกิจเรียบง่าย แนบรูปมาอีกสองรูป รูปหนึ่งคือหม่าเต๋อเหวย
อีกรูปคือพิมพ์เขียวโรงงาน
ส่วนที่ว่าจะใช้ข้อมูลนี้ฆ่าหม่าเต๋อเหวยอย่างไร ก็แล้วแต่
มือสังหารเลย
เริ่นเสี่ยวซู่พบว่าองค์กรเบื้องหลังมือถือเครื่องนี้คงจะพยายาม
ปกป้องมือสังหารด้วยการระบุระดับของภารกิจไว้ แบบนี้ก็จะกัน
ไม่ให้มือสังหารอ่อนแอส่งตัวเองไปตาย
ภารกิจระดับ D ไม่ต้องเข้าไปป้อมปราการด้วยซ้ำ เป้าหมาย
เองก็เป็นแค่ผู้จัดการโรงงานคนหนึ่งเองด้วยลือกันว่าการจะจ้างอารามอันจิงนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
แต่ว่านั่นหมายถึงเฉพาะภารกิจที่ทำโดยสมาชิกแท้จริงของอาราม
อันจิง จากปากของนักเล่านิทานแล้ว คนอย่างเริ่นเสี่ยวซู่เป็นแค่
ตัวประกอบที่ยังไม่ผ่านบททดสอบเข้าร่วมอารามอันจิงด้วยซ้ำ
เริ่นเสี่ยวซู่ออกเดินทางไปป้อมปราการ 62 ทันที ตำแหน่ง
ปัจจุบันของเขาอยู่ห่างจากเป้าหมายราวๆ หนึ่งร้อยเก้าสิบกิโลเมตร
ถ้าใช้รถจักรไอน้ำเดินทางในแดนรกร้างล่ะก็ คงใช้เวลาประมาณ
สามสี่ชั่วโมงถึง
แต่ตอนนี้เริ่นเสี่ยวซู่ระวังเรื่องการใช้รถจักรไอน้ำอยู่บ้าง
ต้องกันไม่ให้คนพบเห็น เช่นนั้นเดินเท้าออกจะเหมาะสมกว่า
ในโรงเหล้า บรรดาลูกค้าต่างงุนงงกันหมดที่วันนี้ไม่เห็น
เด็กหนุ่มที่มักจะนั่งข้างหน้าต่างโผล่มา
หลานสาวนักเล่านิทานถามพนักงานร้าน “วันนี้เขา
มาหรือเปล่าน่ะ”
“ไม่เห็นเลย” พนักงานส่ายหน้าแล้วแหย่เธอ “ทำไมเสี่ยวลู่
คิดถึงเขาเหรอ”เด็กสาวนามเสี่ยวลู่เตะก้นเขาไปที “ไปหยิบหมั่นโถวมาให้ฉัน
เลยนะ ปู่ให้ฉันออกไปหาเรื่องเล่ามาเพิ่ม”
“ไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
ลูกค้าในร้านชินกับการเห็นเด็กหนุ่มอยู่ในโรงเหล้าทุกวันแล้ว
จู่ๆ เขาก็หายตัวไป จึงรู้สึกปรับตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
ถึงกับมีคนสงสัยว่าเขาคงใช้เงินเก็บหมดแล้ว ขนาดคหบดีใน
เมืองน้อยยังไม่อาจมาโรงเหล้านี้ได้ทุกวันเลย
พูดไปแล้ว คหบดีผู้นั้นก็ชุดโทรมอยู่
เสี่ยวลู่ยืนเบื่อๆ อยู่ตรงข้างหน้าต่างที่เริ่นเสี่ยวซู่มักนั่งอยู่ เธอ
เท้าขอบหน้าต่าง รอพนักงานร้านเอาหมั่นโถวมาให้
ในเมืองน้อยนี้ มีแค่เธอกับปู่ที่รู้ว่าเริ่นเสี่ยวซู่ไม่ใช่คนธรรมดา
ที่จริงเขาเป็นประเภทที่ไม่ธรรมดาที่สุดเลยด้วย
……
เริ่นเสี่ยวซู่เยื้องย่างเข้าไปในเมืองน้อยป้อมปราการ 62 เขายิ้ม
ถามไปทั่วว่าแถวป้อมปราการ 62 มีที่ไหนรับคนเข้าทำงานไหม เขา
บอกคนอื่นว่าตนเองไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว เลยอยากหางานคนในเมืองน้อยชินกับภาพนี้แล้ว มักมีผู้อพยพมากมายคอยหา
งานตามโรงงานอยู่เรื่อยๆ แบบเริ่นเสี่ยวซู่
มีคนบอกเริ่นเสี่ยวซู่ว่า ถ้าอยากเผาอิฐที่เตาเผาอิฐก็เดินทาง
ไปทางเหนือ ถ้าอยากขนแร่ในเหมืองก็ไปทางตะวันตก ถ้าอยากไป
ตักทรายก็ลงใต้ไป ส่วนโรงงานอื่นๆ นั้นจะต้องใช้ทักษะด้วย และ
จะรับเฉพาะแรงงานมีฝีมือเท่านั้น เช่นนั้นอย่าเดินทางไปหาเงินใน
ทางฝั่งนั้นดีกว่า
เริ่นเสี่ยวซู่พยักหน้าก่อนจะกล่าวขอบคุณเขา จากนั้นก็เดิน
ทางลงใต้ เขาเงยหน้ามองฟ้าและเห็นว่านี่เที่ยงตรงแล้ว รีบไปก็
เท่านั้น ลอบสังหารตอนกลางคืนจะง่ายกว่า
เขาเคยฆ่าผู้จัดการโรงงานคนหนึ่งมาแล้ว พี่ชายของหวัง
ฉงหยางที่ชื่อหวังตงหยางก็ตายภายใต้เงื้อมมือเขา
จะฆ่าผู้จัดการโรงงานนั้นไม่ยากเลย ถึงพวกเขาจะมีปืน แต่แค่
ปืนพกมันไม่คณามือเริ่นเสี่ยวซู่หรอก…
แต่ว่านี่ไม่ได้หมายความว่าเริ่นเสี่ยวซู่จะเร่งไปสังหาร
เป้าหมายโดยไม่เตรียมตัวได้ เขายังหวังว่าตัวเองจะลอบลงมือได้อย่างปลอดภัย
ในช่วงเช้ามืดของอีกวัน เริ่นเสี่ยวซู่ที่พักอยู่หลังพุ่มไม้ในแดน
รกร้างก็พลันลืมตาขึ้นมา
เขาเดินเข้าทางโรงงานด้วยความระวังทุกฝีก้าว พอมา
ถึงกำแพงรั้วของโรงงานแล้ว ก็กระโดดข้ามไปทันที
ฟ้ามืดเงียบสงัด ไม่มีใครสังเกตว่าโรงงานนี้มีแขกไม่ได้รับเชิญ
บุกเข้ามา
เริ่นเสี่ยวซู่ซ่อนตัวอยู่ในเงา มองผู้อพยพที่คอยเดินตรวจตรา
ผ่านไป พวกเขาสัมผัสถึงร่องรอยของเริ่นเสี่ยวซู่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
หลังจากพวกเขาหายไปแล้ว เริ่นเสี่ยวซู่ก็ปีนขึ้นอาคาร แต่พอ
ถึงชั้นสี่ เขาก็ต้องนิ่งงันไป เพราะพอลอบมองผ่านหน้าต่าง ก็เห็น
หม่าเต๋อเหวยนอนจมกองเลือดอยู่
อะไรกันเนี่ย!
เริ่นเสี่ยวซู่นิ่งงันไป เขาอุตส่าห์ถ่อมาถึงที่นี่ ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่ม
ไม้มาทั้งคืน แต่เป้าหมายของภารกิจตายไปแล้วเสียฉิบ?เดี๋ยวก่อนนะ เริ่นเสี่ยวซู่พลันนึกออกว่าตนลืมอะไรที่สำ คัญ
มากๆ ไปอย่าง พลางย้อนไปถึงกระบวนการรับภารกิจ ถ้าข้อความที่
ส่งออกมีผู้รับเป็นกลุ่ม แสดงมีต้องมีคนได้รับข้อความหลายคน และ
หลายคนที่ว่าก็รับภารกิจกันได้หมด!
เริ่นเสี่ยวซู่ส่งข้อความ [มีคนทำภารกิจหม่าเต๋อเหวยเสร็จแล้ว?
ฉันไม่ใช่คนเดียวที่รับภารกิจเหรอ]
อีกฝั่งพิมพ์ตอบกลับ [มาก่อนได้ก่อน]
เริ่นเสี่ยวซู่ปวดหัวแปลบ นี่เขาต้องแย่งชิงภารกิจกับคนอื่นด้วย
สินะ!
แล้วเขาจะเก็บงำ ซ่อนตัวไปทำเพื่อ ลำบากตนเองแบบใช่เรื่อง
น่ะนะ!