The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 479 กระเรียนกระดาษโผล่มาอีกครั้ง
ในบ้านหลังหนึ่ง มีคนพึมพำอย่างฉงนใจว่า “ดูเหมือนว่า
ภารกิจระดับ D แถวป้อมปราการ 61 จะมีปัญหานะ”
“เกิดอะไรขึ้น” ใกล้ๆ นั้นเสียงแหลมหนึ่งดังขึ้น “ภารกิจระดับ
D จะมีปัญหาอะไรได้”
“เมื่อก่อนภารกิจระดับนี้ส่งมอบแปปเดียวก็เสร็จแล้ว แต่ดูสิ
ภารกิจหนึ่งใช้เวลาทำเฉลี่ยละสี่ชั่วโมง แต่สองภารกิจที่ผ่านมากว่า
จะเสร็จใช้เวลาเป็นวัน”
“หืม จริงเหรอ” อีกคนหนึ่งเดินเข้ามา “จริงด้วยแฮะ ภารกิจ
หนึ่งใช้เวลายี่สิบเอ็ดชั่วโมง อีกภารกิจใช้เวลายี่สิบสามชั่วโมง ที่นั่น
เกิดอะไรขึ้นหว่า แถวๆ ป้อมปราการ 61 ไม่มีผู้ถือโทรศัพท์ที่ใช้ได้
เลยเหรอไง”
“ไม่น่าใช่ แถวนั้นมีผู้ถือโทรศัพท์สิบเอ็ดคนที่สามารถรับได้
ทั้ง
สองภารกิจ”ซึ่งหมายความว่าทั้งสิบเอ็ดคนต้องรับทั้งสองภารกิจแน่นอน
แต่ขนาดมีมือสังหารรับงานมากขนาดนั้น ก็ยังเกิดปัญหาขึ้นเสียได้
“หรือว่าเป้าหมายของทั้งสองภารกิจมันฆ่ายากมาก นายส่ง
ภารกิจอะไรออกไปน่ะ”
“เป็นภารกิจระดับ D ง่ายๆ จุดประสงค์คือกำจัดพวกกากเดน
เจ้าหน้าที่ทางการของสมาคมตระกูลจง แถมพวกเขาไม่มีคนคุ้มกัน
อะไรเลยด้วย”
คนที่เริ่มเปิดประเด็นนี้ถามอย่างแคลงใจ “หรือว่าเกิดเรื่องขึ้น
นะ”
“แล้วใครเป็นคนทำภารกิจทั้งสองอันนี้เสร็จล่ะ”
“เจ้าโง่ที่ส่งรูปแป้งแช่น้ำแกงแพะ”
“พรวด!” คนข้างๆ เขาหัวเราะออกมายกใหญ่ “ต้องเป็นผู้
ถือครองโทรศัพท์คนใหม่แหง แถมเขายังทำภารกิจเสร็จแบบราบรื่น
ด้วยน่ะนะ”
“ไม่ใช่แบบนั้นเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ก็รับภารกิจอยู่บ้าง แต่คง
เพราะอยู่ไกลไปเลยทำเสร็จไม่ทัน ฉันคิดว่าเจ้าของโทรศัพท์นี้น่าจะอยู่ในเมืองน้อยป้อมปราการ 61 นะ”
“แจ้งเรื่องให้หัวหน้าแล้วกัน” คนที่อยู่ข้างเขาว่าขณะเคี้ยวขนม
“ใส่ข้อมูลเรื่องนี้ในรายงานภารกิจฉบับล่าสุดด้วย ถึงผู้ถือครอง
โทรศัพท์ระดับ D จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็ควรให้หัวหน้ารู้ด้วย”
“ได้”
คนที่อยู่ข้างเขาพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ “ว่าแต่คนที่เคยรับ
ภารกิจที่ป้อมปราการ 61 ได้รับภารกิจอื่นเพิ่มไหม”
“ดูแปปนะ” คนแรกที่พูดพลันประหลาดใจที่เห็นผู้ถือครอง
โทรศัพท์ที่ไปป้อมปราการ 61 ต่างหายตัวไป ทั้งไม่ได้ส่งข้อความ
อะไรกลับมาอีกเลยด้วย
เขางุนงงไปหมด คนพวกนั้นพักงานหรืออย่างไร ทำไมถึงไม่รับ
ภารกิจเพิ่มล่ะ
แต่ในหมู่สิบเอ็ดคนนี้ มีคนผู้หนึ่งยังรับภารกิจต่อแถมทำสำ เร็จ
ด้วย ขนาดเป้าหมายภารกิจอยู่ไกลก็ยังจะรับงาน
“ไม่ดีแล้ว แจ้งหัวหน้าด่วนเลย”
……ช่วงที่ผ่านมา เริ่นเสี่ยวซู่ก็ไม่ทำอะไรอื่นอีก แค่นั่งในโรงเหล้า
เล็กอย่างสงบสุข รอให้มีภารกิจเข้ามา จากนั้นก็ออกไป ‘ตกปลา’
เขาเคยคิดจะออกไปทำภารกิจที่ป้อมปราการอื่นๆ อยู่ แต่ว่า
มันไกลเกินไป ทั่งเขายังไม่รู้จักพื้นที่ดี เช่นนั้นก็อยู่ที่นี่และทำ
ความคุ้นเคยกับองค์กรเบื้องหลังโทรศัพท์คงจะดีกว่า
เพียงครึ่งเดือน ช่องเก็บของเขาก็สะสมโทรศัพท์สิบกว่าเครื่อง
แล้ว แต่ว่าเขาก็ต้องผิดหวัง เพราะช่วงที่ผ่านมา ภารกิจที่เกี่ยวพัน
กับป้อมปราการ 61 มีแค่สองภารกิจเท่านั้น
ช่วงนี้มีภารกิจในป้อมปราการอื่นสิบกว่าภารกิจ แต่ว่าเพราะ
ระยะห่างบวกกับความไม่คุ้นพื้นที่ เริ่นเสี่ยวซู่เลยไม่ออกไปทำ
เริ่นเสี่ยวซู่ลองคำนวณแบบหยาบๆ ถ้าเขาเลื่อนเป็นระดับ C
ได้หลังจากทำภารกิจห้าตัวครบในหกสิบวันแล้ว เช่นนั้นภารกิจใน
ป้อมปราการเดียวคงไม่พอให้เขาบรรลุเป้าหมายแน่ เพราะอย่างไร
เป้าหมายลอบสังหารคงไม่โผล่มาป้อมปราการเดิมอยู่เรื่อยๆ หรอก
ค่อยเป็นค่อยไปแล้วกันนะ เริ่นเสี่ยวซู่
คิดตอนนี้เองเขาก็ได้รับข้อความใหม่ [เป้าหมายคือจางเจิงหราน
อดีตอธิบดีกรมสรรพกรป้อมปราการ 144 แห่งสมาคมตระกูลจง
ตอนนี้ลี้ภัยมาอยู่เมืองน้อยนอกป้อมปราการ 61 รางวัลคือเงินสอง
หมื่นหยวน]
เริ่นเสี่ยวซู่ยิ้มรื่น คนรู้จักมักคุ้น ไม่นึกเลยว่าอารามอันจิงจะส่ง
ภารกิจมาให้ฆ่าพวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงพวกนี้ อย่างกับพวกเขาเคย
มีเรื่องกันมาก่อนแน่ะ
จากการอนุมานตามภารกิจก่อนๆ องค์กรเบื้องหลังมือถือ
จะเขียนถึงการกระทำชั่วร้ายของเป้าหมายด้วย ราวกับต้องการลด
ความรู้สึกผิดของมือสังหารอย่างไรอย่างนั้น ด้วยภารกิจระดับ D นั้น
หลักๆ เล็งไปที่ผู้จัดการโรงงานที่ชอบข่มเหงผู้อื่น หรือไม่ก็ผู้ดูแล
เมืองน้อยที่โหดร้าย
แต่เริ่นเสี่ยวซู่ไม่เข้าใจเลย ใครกันที่ยอมจ่ายเพื่อฆ่าคนพวกนี้
เขาไม่เข้าใจเหตุผลเลยไปถามนักเล่านิทาน สุดท้ายเขาก็ตอบ
มาว่า “ฉันเดาว่าอารามอันจิงเป็นคนส่งภารกิจมาให้ผู้ถือครอง
โทรศัพท์เอง หลังจากอารามอันจิงรับภารกิจเงินหนาที่ต้องให้ผู้มีพลังพิเศษทำเท่านั้นถึงจะสำ เร็จมา ก็จะเอาเงินส่วนหนึ่งจ่ายให้ผู้
มีพลังพิเศษที่ทำภารกิจ จากนั้นก็ใช้อีกส่วนรักษาระบบมือสังหาร
รับจ้างไว้ ทั้งใช้ในการทดสอบคัดเลือกมือสังหาร ขณะเดียวกันใช้ใน
การสังหารเป้าหมายที่พวกเขาอยากฆ่าด้วย”
ส่วนเป้าหมายที่แท้จริงของอารามอันจิงคืออะไร ก็มีแต่
พวกเขาที่รู้
เริ่นเสี่ยวซู่ไม่อยากคิดเรื่องนี้ต่อแล้ว จึงมุ่งไปยังกระท่อมที่จาง
เจิงหรานอยู่ นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาออกปฏิบัติภารกิจใน
ป้อมปราการ 61 หลังจากทำภารกิจเสร็จ ในอาณาบริเวณนี้ก็คงไม่
มีโทรศัพท์มือถือเหลือแล้วไหมนะ
ตอนที่เขาเกือบไปถึงกระท่อมของจางเจิงหรานนั้น ก็ทำการ
อ้อมไปสำ รวจสภาพรอบๆ ก่อน
ถึงอดีตแมวอ้วนแบบเขาจะจัดการไม่ยาก แต่เรื่องคาดฝันมันก็
เกิดขึ้นได้นี่
และแล้วเริ่นเสี่ยวซู่ก็เห็นกระเรียนกระดาษตัวน้อยนั่งอยู่บน
ยอดเสาไฟข้างกระท่อมของจางเจิงหรานตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ถ้าเริ่นเสี่ยวซู่ไม่เคยเห็นกระเรียนกระดาษ
มาก่อนก็คงไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ
กระเรียนกระดาษนี้หันหน้าเข้าหากระท่อมของจางเจิงหราน
ส่วนจางเจินหรานกำลังหลับอยู่ในกระท่อม
สถานการณ์ประหลาดแท้ กระเรียนกระดาษจ้องจางเจิงหราน
ส่วนเริ่นเสี่ยวซู่จ้องกระเรียนกระดาษ…
เริ่นเสี่ยวซู่มั่นใจไม่น้อยว่าตอนเขาทำภารกิจก่อนหน้านั้นเขา
ไม่เห็นกระเรียนกระดาษเลย คงเป็นเพราะการลงมือช่วงที่ผ่านมา
ทำให้อีกฝ่ายเกิดความสนใจขึ้นมาแน่ จึงอยากดูว่าผู้ก่อปัญหาเป็น
ใคร
แต่เขาพอรู้อยู่ว่าการตอบกลับด้วยกระเรียนกระดาษมันไม่ได้
ส่งรับแบบทันทีทันใด ว่าแต่ทำไมพวกเขายังต้องส่งข้อความผ่าน
การเขียนอยู่อีกล่ะ พูดกับมันไปตรงๆ ไม่ดีกว่าหรอก
อีกอย่างเขาเคยจับกระเรียนกระดาษมาก่อน กระเรียน
กระดาษนั่นก็เห็นหน้าเขาแล้ว ถ้ามันสามารถส่งข้อความได้ในทันที
อีกฝ่ายคงออกมาตามจับเขานานแล้วคิดแล้วเริ่นเสี่ยวซู่ก็ตัดสินใจเด็ดขาด เปิดประตูเงาขึ้นมา แล้ว
เข้าคว้ากระเรียนกระดาษ
เจ้ากระเรียนกระดาษไม่ทันตั้งตัว พอถูกจับ มันคิดจะสยายปีก
ตัดนิ้วของเริ่นเสี่ยวซู่เสีย ด้วยปีกคมของมัน คนธรรมดาคงนิ้วขาดไป
แล้ว แต่ครั้งนี้เริ่นเสี่ยวซู่มีประสบการณ์เรียบร้อย จึงลงมืออย่างฉัน
พลัน ทันทีที่ถึงตัวมัน ก็ปากระเรียนกระดาษเข้าช่องเก็บของตัวเอง
ทันที
ตอนนี้ในช่องเก็บของเขามีกระเรียนกระดาษสองตัวแล้ว
แถมตัวแรกยังถูกคลี่กลายเป็นกระดาษขาวแผ่นหนึ่งแล้วด้วย
ไม่ใช่ว่าสะสมกระเรียนกระดาษพันตัวจะนำพาโชคลาภไปให้
คนที่ชอบหรอกเหรอ เริ่นเสี่ยวซู่เริ่มคิดไปเรื่อย…
ภารกิจนี้ เริ่นเสี่ยวซู่ไม่ได้รับโทรศัพท์เครื่องใหม่มา อาจจะเป็น
เพราะเขาเก็บกวาดผู้ถือครองโทรศัพท์มือถือแถวนี้ไปหมดแล้วก็
เป็นได้