The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 480 หัวหน้า
แต่เริ่นเสี่ยวซู่ทำภารกิจลอบสังหารจางเจิงหรานเสร็จ เขาก็
ไม่ออกจากบ้านสองวันติด เขาปลูกเครื่องยิงมันฝรั่งห้าต้นไว้ที่
ลานบ้านเผื่อมีคนลอบเข้ามาหาตนเอง
แต่เริ่นเสี่ยวซู่ก็ต้องประหลาดใจ ถึงเขาจะจับกระเรียนกระดาษ
ไว้ได้ ทุกอย่างก็ยังเป็นปกติ อีกฝ่ายยังคงส่งเงินรางวัลไปยังบัญชี
นิรนามเหมือนดิม ภารกิจอื่นๆ ก็ยังส่งมาเป็นระบบเหมือนปกติ
ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสักนิดเดียว
เริ่นเสี่ยวซู่รู้ปวดใจหน่อยๆ กับเหรียญคำขอบคุณห้าเหรียญที่
เสียไป เขาถึงกับคิดจะตั้งร้านแผงลอยขายมันฝรั่งในเมืองน้อย
ด้วยซ้ำ
จะว่าไป เริ่นเสี่ยวซู่อยู่ไหนชีวิตก็สบายมากอยู่ดี ทั้งยังไม่ต้อง
ลงมือทำนาอะไรด้วย แค่ปลูกเครื่องยิงมันฝรั่งสักหน่อยลงในสวนตัวเอง กันโจรก็ได้ แถมยังมีมันฝรั่งออกไปขายอีก ไม่ต้องกลัวเงิน
จะหมดเลย
ที่นอนหลับสนิทได้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมีเครื่องยิงมันฝรั่งอยู่
ต่อให้มันจะอ่อนแอมาก แต่ถ้าผู้มีพลังพิเศษถูกยิงตอนไม่ทันตั้งตัว
คงต้องเจ็บหนัก ส่วนคนธรรมดาไม่ต้องพูดเลย อย่างน้อยก็กระดูก
หักแน่ถ้าโดนยิงไปที
เริ่นเสี่ยวซู่คลี่กระเรียนกระดาษตัวที่สองอยู่ในลานบ้านตัวเอง
แต่ว่าบนนั้นไม่มีอะไรเขียนไว้ ก็เลยผิดหวังอยู่บ้าง
ผู้มีพลังพิเศษที่ควบคุมกระเรียนกระดาษนี้คงไม่สนใจว่าเสีย
ไปตัวหรือสองตัวหรอกสินะ
ตอนที่คลี่กระดาษนั้น เขาก็ตั้งใจสำ รวจวิธีพับไปด้วย เพราะ
เขาอยากรู้ว่าถ้าเขาพับกลับมาอีกรอบ มันจะกลับมามีชีวิตอีกไหม
ในที่สุดเขาก็เข้าใจวิธีพับแล้ว แต่ว่าก็ต้องเจอปัญหาที่ช่างฝีมือ
ทุกคนเจอเป็นประจำ
ตาบอกว่า “เอาเว้ย ได้แล้ว!”
สมองบอก “ได้กะผีสิ!”ตอนที่เริ่นเสี่ยวซู่ไปถึงโรงเหล้า นักเล่านิทานก็กำลังนั่งอย่าง
สงบนิ่ง เล่าปฏิบัติการล้อมปราบตัวทดลองของชิ่งเจิ่นให้กับลูกค้า
ไม่มีใครรู้ว่าข่าวนี้มาจากที่ใด แต่ว่ากันว่าสมาคมตระกูลชิ่งสามารถ
ไล่ตัวทดลองออกจากบรรดาป้อมปราการทางใต้ได้แล้ว อดีตชาว
ป้อมของสมาคมตระกูลหลี่ต่างสรรเสริญว่าชิ่งเจิ่นช่างเป็นคนดี
ยิ่งนัก ราวกับลืมไปแล้วว่าเขาคือผู้กำชัยสูงสุดแห่งแดน
ตะวันตกเฉียงใต้
แต่ว่าตัวทดลองยังคงเป็นภัยร้ายอยู่ เพราะหลังจากมันอพยพ
ขึ้นเขาแล้ว ก็ไม่รู้มันจะเคลื่อนตัวไปไหนต่อ
ตอนนี้เด็กสาวเสี่ยวลู่กำลังนั่งอยู่ที่ประจำ ของเริ่นเสี่ยวซู่ พอ
เธอเห็นเขาก็โบกมือให้อย่างร่าเริงแล้วถามว่า “หายไปไหนมาสอง
วันน่ะ”
“นอนเปื่อยอยู่บ้านเฉยๆ” เริ่นเสี่ยวซู่ยิ้มว่า
“อ้อ” เสี่ยวลู่ไม่ได้ถามอะไรต่อ วันนี้เปียผมข้างหลังเธอมีเชือก
มัดผมสีแดงอันใหม่ “วันนี้ปู่เพิ่งเล่าเรื่องที่เพิ่งได้ยินมาน่ะ เห็นว่า
มีคนเยอะมากหนีมาจากแดนตะวันตกเฉียงใต้ แต่ผู้ลี้ภัยพวกนี้สภาพหนักกว่าผู้ลี้ภัยจากสมาคมตระกูลจงอีก การเดินทาง
ยากลำบาก ส่วนใหญ่โดนสัตว์ตามป่าเขาฆ่า ส่วนหนึ่งก็หนีไปเจอตัว
ทดลอง สุดท้ายเหลือรอดมาได้หยิบมือเดียว”
เริ่นเสี่ยวซู่ที่ได้ยินเรื่องตัวทดลองอีกครั้งหลังจากไม่ได้ยิน
มาพักใหญ่ ก็นึกไปถึงความน่ากลัวของพวกมันตอนเขาเจอที่เขาจิ้ง
ซาน ใจคิดว่าอย่างน้อยชิ่งเจิ่นก็รับมือเรื่องนี้ถูกต้องดีแล้ว
ไม่ว่าสงครามจะเป็นอย่างไร ก็ต้องกำจัดพวกสัตว์ร้ายที่พูดคุย
ด้วยเหตุผลไม่ได้เสียก่อน
จากนั้นเริ่นเสี่ยวซู่ก็ถาม “เสี่ยวลู่ เธอพับกระเรียนกระดาษเป็น
ไหม”
ใบหน้าเล็กของเสี่ยวลู่แดงแป๊ด “ใครเขากล้าพูดเรื่องกระเรียน
กระดาษกับสาวก่อนกัน หน้าไม่อาย!”
พูดจบเสี่ยวลู่ก็วิ่งหางเปียปลิวไปหลังโรงเหล้า
เริ่นเสี่ยวซู่ “…”
นักเล่านิทานที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินพวกเขาคุยกันทั้งหมด ทำเอา
เดือดจัดขึ้นมาในทันควัน เจ้าหน
ุ่มนี่กล้าจีบหลานสาวต่อหน้าต่อตาคนเป็นปู่เลยงั้นเหรอ!
เริ่นเสี่ยวซู่หมดคำจะพูด เขาแค่อยากเรียนวิธีพับกระเรียน
กระดาษเองนะ ไหนว่ากันว่าเด็กสาวทุกคนพับเป็นหมดไง
ว่าแล้วเขาก็คิดว่าผู้มีพลังพิเศษที่ควบคุมกระเรียนกระดาษผู้
นั้น
น่าจะเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง…
แต่เริ่นเสี่ยวซู่มีความรู้สึกว่าช่วงนี้ตนต้องออกไปหาที่กบดาน
หน่อยแล้ว ขโมยมือถือมาหลายเครื่องขนาดนี้ ขนาดคนโง่ยังรู้ว่า
ต้องเกิดเรื่องกับมือสังหารที่ป้อมปราการ 61 แล้ว
อีกอย่างเขารวบกระเรียนกระดาษมาตั้งสองตัว ไม่หนีซ่อนตัว
เสียหน่อยคงไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดเขาถูกโจมตีขึ้นมา จะไปทวงคืน
ความยุติธรรมมาจากไหน
เริ่นเสี่ยวซู่กล่าวลานักเล่านิทาน พอชายชราได้ยินว่าเขาจะไป
แล้วก็ดูมีความสุขไม่น้อย
แต่เริ่นเสี่ยวซู่บอกว่าเดี๋ยวกลับมา ทำเอารอยยิ้มชายชรา
หายวับอย่างไรเสียป้อมปราการ 61 ก็อยู่ใกล้แดนตะวันตกเฉียงเหนือ
ที่สุดในที่ราบตอนกลางแล้ว
เริ่นเสี่ยวซู่กลับบ้านไปเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ที่ปกติไม่ใส่ จากนั้นก็
ก้มหน้าออกจากเมืองน้อยไป
ตอนที่เขากำลังจะเดินออกจากเมืองน้อยนั้น ก็พลันเห็น
เด็กสาวสวมหมวกในเครื่องแบบทหารเรียบกริบคนหนึ่งเดินมาทาง
เขา เริ่นเสี่ยวซู่ผุดนึกชื่อหยางเสียวจิ่นตามสันชาตญาณ ใจตื่นเต้น
ขึ้นมาสุดตัว
แต่เขาก็พลันพบว่ามันไม่ถูกแล้ว อีกฝ่ายไม่ใช่เด็กสาว แต่เป็น
หญิงสาวคนหนึ่ง ดูจากลักษณะรูปร่างแล้ว ต้องเป็นหญิงสาวสะพรั่ง
ที่อายุมากกว่าหยางเสียวจิ่งแปดปี อายุอานามราวๆ ยี่สิบแปดปี
เห็นจะได้
อีกอย่างปกติหยางเสียวจิ่นจะสวมแต่ชุดกีฬา ไม่ค่อย
ใส่เครื่องแบบทหารเท่าไรนัก หมวกที่หยางเสียวจิ่นใส่ก็ไม่ใช่โทน
สว่างหรือมืด แต่หมวกของหญิงผู้นี้เป็นสีดำสนิทเริ่นเสี่ยวซู่สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยจากหญิงสาวผู้นี้ก็รู้สึก
งุนงงอยู่บ้าง บางทีอาจเป็นเพราะเธอมีท่วงท่าบางประการคล้าย
หยางเสียวจิ่น แต่หากตั้งใจสำ รวจดีๆ เริ่นเสี่ยวซู่ก็เห็นข้อแตกต่าง
ท่าทางของหญิงผู้นี้ดูสุขุมเย็นชากว่าหยางเสียวจิ่นมาก ราวกับเธอ
คือด้านน่าเกลียดของโลกใบนี้
เริ่นเสี่ยวซู่กดหัวลงต่ำเดินผ่านเธอไป แล้วรีบเร่งออกจากเมือง
น้อยป้อมปราการ 61 เขารู้สึกว่าถ้าไม่ออกไปตอนนี้ ตนเองต้องถูก
เพ่งเล็งแน่
หลังจากเริ่นเสี่ยวซู่ออกไปแล้ว หญิงสาวนางนั้นก็หันไปมอง
หลังเริ่นเสี่ยวซู่ด้วยสายตาแคลงใจ
เธอเดินไปยังนอกกระท่อมจางเจิงหรานที่ถูกฆ่าไปแล้ว ตอนนี้
ศพถูกชาวเมืองน้อยนำออกไปฝังตามคำสั่งของผู้ดูแลเมืองน้อย
เรียบร้อย
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นเงยหน้ามองเสาไฟที่ก่อนหน้านี้
มีกระเรียนกระดาษ ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่จากนั้นก็ก้มหน้าควักมือถือที่คล้ายๆ กับเริ่นเสี่ยวซู่ออกมาและ
ส่งข้อความไปว่า [ตั้งแต่ตอนนี้ไป ส่งข้อมูลภารกิจของ 1583850
มาให้ฉันโดยตรง]
[ได้เลยหัวหน้า]
1583850 ที่ว่าหมายถึงเลขบัญชีนิรนามของเริ่นเสี่ยวซู่
หญิงสาวเดินไปยังโรงเหล้าที่เริ่นเสี่ยวซู่มักไปนั่ง อาจจะ
เป็นเรื่องบังเอิญหรือว่าตั้งใจก็ได้ แต่เธอไปนั่งที่นั่งข้างหน้าต่างที่เริ่น
เสี่ยวซู่นั่งเป็นประจำ
ทันทีที่เธอเดินเข้าไป นักเล่านิทานที่นั่งอยู่กลางโรงเหล้าก็พลัน
ยิ้มออกมา “ถ้าทุกคนอยากฟังเรื่องราวหลังจากนั้น ก็อย่าลืมมาฟัง
ในครั้งหน้า”
พูดเสร็จเขาก็เรียกเสี่ยวลู่แล้วว่า “กลับกัน ปู่เหนื่อยแล้ว”
หญิงสาวสวมหมวกดำเองก็ลุกขึ้นเดินออกจากโรงเหล้าไป
เช่นกัน เธอเดินไปยังหน้าบ้านของนักเล่านิทานอย่างคุ้นเคย นัก
เล่านิทานยิ้มกล่าวกับเสี่ยวลู่ “หลานไปซื้อซีอิ๊วให้ปู่หน่อยสิ ของที่
บ้านหมดแล้ว”เสี่ยวลู่ไม่เอ่ยอะไร เพียงหันตัวเดินออกประตูไป
หญิงสาวมองนักเล่านิทานแล้วถาม “ช่วงนี้มีคนแปลกๆ ปราก
ฎตัวในเมืองน้อยไหม”
นักเล่านิทานยิ้ม ส่ายหน้า “ไม่มี”