The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 491 สาวที่ฉันชอบสวยกว่าเธอโข
เริ่นเสี่ยวซู่มองแผลของโจวอิ๋งเสวีย “ไม่ต้องห่วง แผลไม่ถึงตาย สามวันนี้ไม่ตายหรอก”
โจวอิ๋งเสวียเดือดจัด สามวันนี้ไม่ตายนี่หมายถึงอะไร “ใช่ว่าฉันจะอยากมีชีวิตอยู่แค่สามวันสักหน่อย ถ้าฉันตาย ใครจะดูแลแม่ฉัน ตอนนี้เธออายุห้าสิบกว่าแล้ว แถมป่วยเป็นมะเร็งอีก ! คิดว่าฉันมาเป็นมือสังหารเพราะตัวเองเหรอ ฉันต้องหาเงินไปรักษาเธอ!”
พอได้ยินแบบนี้ เริ่นเสี่ยวซู่ก็เงียบไปพักหนึ่งแล้วปลดเชือกให้เธอ เขาฟังเรื่องอะไรอย่างนี้ไม่ได้จริงๆ
โจวอิ๋งเสวียลอบถอนหายใจ รอบนี้ถือว่าเธอคิดถูก เริ่นเสี่ยวซู่ยังนับเป็นคนมีหลักการอยู่ ถ้ารอบที่แล้วเขาปล่อยเธอไปได้ รอบนี้ก็ย่อมต้องปล่อยเธอเหมือนกัน
ถ้าเป็นคนไร้หลักการล่ะก็ คงไม่เห็นค่าความเป็นตายของแม่เธอหรอก ตอนนั้นโจวอิ๋งเสวียคงไม่อาจรอดพ้นการล้างบางแถมอาจจะไม่ได้ตายดีด้วยซ้ำ
โชคดีแล้วที่เธอเจอเริ่นเสี่ยวซู่เข้า
คิดแล้ว ถ้าไม่เจอผู้มีพลังพิเศษทรงพลังเช่นเริ่นเสี่ยวซู่ โจวอิ๋งเสวียคงไม่ถูกจับมัดง่ายๆ แบบนี้
พอคลายเชือกเสร็จ โจวอิ๋งเสวียก็พูดเสียงค่อย “ฉันต้องทำแผล ออกไปข้างนอกแปปหนึ่งได้ไหม”
“เธอทำแผล ทำไมฉันต้องออกไปข้างนอกด้วย”
โจวอิ๋วเสวียพูดเสียงเบา “ฉันต้องถอดชุด”
เริ่นเสี่ยวซู่ตอบเสียงนิ่ง “พูดแบบนี้ฉันไม่ง่วงแล้วล่ะ…”
“ฉันรู้ว่านายไม่ได้เป็นคนแบบนั้น” โจวอิ๋งหลงพูดเสียงค่อย
เริ่นเสี่ยวซู่เลิกคิ้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงออกไปปอกมันฝรั่งที่หลังบ้าน
โจวอิ๋งเสวียถอนหายใจเฮือกหนึ่ง โชคดีที่มาเจอคนมีหลักการเช่นเริ่นเสี่ยวซู่ เธอพลันสงสัยนักว่าทำไมผู้มีพลังพิเศษทรงพลังเช่นเริ่นเสี่ยวซู่ถึงมีเส้นควบคุมตนไว้ ถ้าไม่ใช่ว่าเริ นเสี่ยวซู่เคยปล่อยเธอมารอบ เธอคงทำใจเชื่อไม่ลง
ระหว่างโจวอิ๋งเสวียถอดเสื้อ ก็มีเสียงคลุกคลักดังมาจากในห้อง แต่กระนั้นเริ่นเสี่ยวซู่ก็ยังปอกมันฝรั่งราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โจวอิ๋งเสวียคอยลอบมองจากในห้อง พอเธอเห็นว่าเริ่นเสี่ยวซู่จะไม่เข้ามาในห้องจริงๆ ก็หันตัวเดินไปทางประตูใหญ่ เธอคิดจะใช้โอกาสนี้หนี
แต่เสียงของเริ่นเสี่ยวซู่ก็ลอยมา “ถ้าก้าวอีกสองก้าว คิดว่าฉันไม่กล้าฆ่าเธอเหรอ”
โจวอิ๋งเสวียตัวแข็งค้างไป รีบว่า “แค่หาชุดเย็บแผลเฉยๆ ฉันมีแผลบาดลึกที่ต้องเย็บ”
มีชุดเย็บแผลกับยาดำโยนมาจากนอกบ้าน “เย็บแผลเสร็จให้ทายานี้ จัดการเสร็จอย่าลืมขอบคุณฉันด้วย”
โจวอิ๋งเสวียรู้สึกสิ้นหวังแล้ว แม้ปกติเธอจะเป็นมือสังหารระดับ A ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คน ทว่ายามอยู่ต่อหน้าเริ่นเสี่ยวซู่ทีไร ก็รู้สึกไร้พลังจริงๆ
ย้อนไปตอนอยู่ป้อมปราการ 88 เด็กหนุ่มดูเป็นคนไร้พิษไร้ภัย ใครจะไปนึกว่าเขาน่ากลัวขนาดนี้ล่ะ หลังตกอยู่ในเงื้อมมือเริ่นเสี่ยวซู่ครั้งหนึ่ง เธอถึงได้รู้ว่าเขาทรงพลังเพียงไ ไร
ถ้าสมาชิกอย่างเป็นทางการของอารามอันจิงอยู่ที่นี่ด้วย ก็คงทำอะไรเริ่นเสี่ยวซู่ไม่ได้อยู่ดี
โจวอิ๋งเสวียได้แต่ทำแผลให้ตัวเองไป ระหว่างที่เย็บแผลอยู่นั้น เธอถามขึ้น “มาเป็นมือสังหารรับจ้างให้อารามอันจิงทำไม”
เริ่นเสี่ยวซู่ตอบไปปอกมันฝรั่งไป “หาเงิน”
“งั้นนายก็แค่บอกอารามอันจิงว่าตัวเองเป็นผู้มีพลังพิเศษสิ” โจวอิ๋งเสวียพูดอย่างไม่เข้าใจเลย แต่เธอก็ตระหนักได้ว่า “เดี๋ยวก่อนนะ นายไม่อยากเผยตัวสินะ!”
เริ่นเสี่ยวซู่พูดเสียงแหบลึก “เธอรู้มากไปแล้ว”
หัวใจโจวอิ๋งเสวียตกตาตุ่ม รีบเปลี่ยนเรื่องคุย “แต่ด้วยพลังที่นายมี น่าจะเลื่อนระดับไวจะตาย ทำไมยังติดแหง่กอยู่ที่ระดับ D อยู่ล่ะ”
“เพิ่งได้โทรศัพท์มาไม่นานน่ะ” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม “เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วยัง”
“เสร็จแล้ว”
สิบนาทีต่อมา โจวอิ๋งเสวียนั่งบ่นออดแอดอยู่บนเก้าอี้ขณะมองไปยังเชือกที่กลับมามัดตัวเธออีกครั้ง “พวกเราเป็นคนรู้จักมักคุ้นกัน แถมฉันเป็นสาวน้อยบาดเจ็บอยู่นะ นายทำกับฉัน แบบนี้ไม่ได้ ยังกล้าเรียกตัวเองเป็นชายชาติอาชาไนยอยู่อีกเหรอ!”
แต่เริ่นเสี่ยวซู่นอนหลับบนเตียงราวกับในบ้านไม่มีใครอีก ก่อนจะหลับยังสั่งการอย่างใจเย็นด้วยว่า “เพราะเธอนั่นแหละ จะสว่างอยู่แล้วฉันยังไม่ได้นอนเลย เลิกโอดครวญได้แล้ว ไม่งั นฉันจะอุดปากเธอด้วย มีมโนธรรมบ้างไหมเนี่ย”
โจวอิ๋งเสวียไม่พูดอะไรอีก ทั้งยังเห็นว่าแม้ตัวเขาหลับ แต่ปลายกระบอกปืนยังชี้มาที่เธอ
กว่าโจวอิ๋งเสวียจะสะลึมสะลือตื่นมาบนเก้าอี้ก็เที่ยงแล้ว ถึงเมื่อคืนเธอจะหลับบ้าง แต่ไม่ได้หลับดีๆ สักกะนิด
พอลืมตาขึ้นมาก็ได้กลิ่นหอมลอยมาจากในครัว จึงถามออกไป “ทำอาหารอะไรอยู่น่ะ”
“มันฝรั่ง” เริ่นเสี่ยวซู่ตอบเสียงนิ่ง “ไม่เห็นเหรอว่าต้นไม้หลังบ้านคืออะไร”
โจวอิ๋งเสวียตอบด้วยสายตาว่างเปล่า “ไม่รู้”
ถึงเธอจะสามารถผูกมิตรกับพวกพืชได้ แต่ว่าควบคุมได้แต่พวกพืชที่เธอปลูกด้วยพลังตนเองเท่านั้น
ที่จริงพลังของโจวอิ๋งเสวียไม่นับว่าแข็งแกร่งเลย หรืออย่างน้อยที่สุดในการต่อสู้จริง เธอก็ด้อยกว่าผู้มีพลังพิเศษที่ควบคุมเหล็กหรือเสกมังกรปั้นอยู่
จะเรียกว่าเธอเป็นหนึ่งในมือสังหารระดับ A ที่อ่อนแอที่สุดก็ไม่เกินไป…
ตอนนี้เอง ก็มีเสียงเตือนเด้งมาจากมือถือของโจวอิ๋งเสวีย เริ่นเสี่ยวซู่หยิบขึ้นมาดูแล้วก็แปลกใจที่เห็นข้อความ [ถ้ายังมีชีวิตอยู่และหนีจากจุดต่อสู้ได้ กรุณาตอบ ‘1’ ถ้าต้อง งการที่หลบภัยหรือการช่วยเหลืออะไร กรุณาตอบ ‘2’ ]
เริ่นเสี่ยวซู่ปลดเชือกให้โจวอิ๋งเสวีย “ตอบ ‘1’ ไป”
โจวอิ๋งเสวียไม่เข้าใจอยู่บ้าง “นายจะขังฉันไว้ที่นี่เพื่ออะไร ถ้ากลัวฉันจะเผยที่อยู่นาย งั้นก็ฆ่าฉันให้จบๆ เลยไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าไม่กลัวว่าฉันจะเผยความลับนาย แล้วทำไมนายไม่ ปล่อยฉันล่ะ แบบนั้นจะไม่ปลอดภัยกว่าถ้าเกิดมีคนมาค้นบ้านนายเพื่อตามหาฉันน่ะ”
แต่ทันใดนั้นโจวอิ๋งเสวียก็ดูหวั่นๆ “อย่าบอกนะว่านายจะเลี้ยงฉันไว้เป็นอนุ…”
“พล่ามอะไรอยู่เนี่ย” เริ่นเสี่ยวซู่พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “อยู่เงียบๆ สามวัน จากนั้นจะไปไหนก็ไป ส่วนเรื่องถูกค้นบ้านก็วางใจได้เลย มือสังหารกับคนบริษัทหัวจ่งในป้อมปราการน่าจะ ถูกฆ่าไปหมดแล้ว เพราะงั้นสมาคมตระกูลหวังเลยไม่ออกค้นตัวเธออีก แล้วฉันก็ไม่เห็นหมายจับเธอที่ไหนด้วย”
จิตใจโจวอิ๋งเสวียตอนนี้ปั่นป่วนไปหมดแล้ว รู้สึกว่าตั้งแต่เจอเริ่นเสี่ยวซู่ สถานการณ์มันก็พลิกผันไปหมด ไม่รู้เลยว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ รอบที่แล้วก็ขอให้เธอไปกระโดดเชือกด ด้วย ชัดเจนเลยว่าเขาไม่ใช่คนปกติ
โจวอิ๋งเสวียถามอย่างข้องใจ “นายจะไม่ฉวยโอกาสฉันจริงๆ นะ”
เริ่นเสี่ยวซู่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “สาวที่ฉันชอบสวยกว่าเธอโข!”
โจวอิ๋งเสวียโมโหจนแทบกระอักเลือดอีกครั้ง พูดอย่างนี้บอกจะฉวยโอกาสเธอเลยดีกว่า เธอรับความอยุติธรรมแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ!
เริ่นเสี่ยวซู่เห็นโจวอิ๋งเสวียหน้าอึมครึมก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ทำไมยัยคนนี้แปลกจัง พอบอกว่าไม่ฉวยโอกาสเธอหรอก กลับมาโมโหใส่เขาเสียอย่างนั้นไป!