The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 494 โลกใหม่
พอหลัวหลานกับคนอื่นๆ ออกเดินทางไปแล้ว ก็รถขับไปทางตะวันออกทิ้งควันสายยาวไว้ คราวนี้เป้าหมายของพวกเขาคือที่ราบตอนกลาง
ระหว่างทาง หลัวหลานไม่กล้าลดหน้าต่างลงสักนิด เพราะว่าลมพัดมาแล้วเดี๋ยวต้องกินทรายไปคำโต “มีแต่คนป้อมปราการ 178 นั่นแหละที่ปกป้องที่ไกลปืนเที่ยงแบบนี้ด้วยความเต็มใจอย่างกับเป็นสมบัติล้ำค่า อีกเดี๋ยวพวกเราจะไปถึงที่ราบตอนกลางอันน่าหลงใหลละ แค่คิดก็ตื่นเต้นหน่อยๆ นะเนี่ย”
โจวฉีนั่งอยู่ข้างเขา แต่ว่ากลับเงียบมาพักใหญ่แล้ว ดูกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด จู่ๆ เขาก็โพล่งขึ้น “ฉันเข้าใจอยู่นะว่าทำไมพวกนายถึงอยากเปิดทางรถไฟน่ะ แต่ทุกอย่างในแดนตะวันตกเฉียงใต้ก็สงบสุขปลอดภัยดีอยู่แล้วนี่ ทำไมถึงยังทำเหมือนมันมีอันตรายอยู่ทุกย่างก้าวอีกล่ะ”
โจวฉีเคยเป็นเลขาของสภาบริหารสมาคมตระกูลชิ่ง ถึงตอนนี้จะดูไร้ระเบียบขนาดไหน แต่เขาไม่ใช่คนโง่อย่างแน่นอน
ดูจากที่ชิ่งเจิ่นส่งผู้หญิงของตัวเองไปตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว คือสมาคมตระกูลชิ่งต้องการจับมือเป็นพันธมิตรกับป้อมปราการ 178 “พวกนายไปเจรจายังไงจนป้อมปราการยอมให้พวกเราสร้างทางรถไฟน่ะ ถ้าทางรถไฟเสร็จล่ะก็ จากป้อมปราการ 111 มาป้อมปราการ 178 ใช้เวลาไม่ถึงวันเลย”
แบบนี้แล้ว ถ้าเกิดต่อไปสมาคมตระกูลชิ่งต้องการบุกโจมตีขึ้นมา ทางรถไฟก็จะเป็นทางชีวิต ที่ตราบใดสร้างฐานปฏิบัติการหน้าได้อย่างมั่นคงแล้ว ก็จะขนส่งทหารและยุทโธปกรณ์มาได้เรื่อยๆ ส่งทหารธรรมดาออกมาอาจจะไวกว่าสั่งให้ทหารราบยานเกราะออกเดินทางด้วยซ้ำ!
“เดี๋ยวนะ” โจวฉีพึมพำกับตัวเอง “หรือเป็นเพราะพวกนายมีศัตรูคนเดียวกัน แต่ว่าศัตรูผู้นี้มันอยู่ไหนกันล่ะ พวกนายทำอย่างกับเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจอยู่อย่างงั้นแหละ”
“บอกตัวฉกาจก็มากไปนิด” หลัวหลานหัวเราะ “แย่สุดก็เรียกว่าเตรียมการสำหรับวันที่ไม่ราบรื่นต่างหาก! พวกเราจ่ายไปตั้งมากเพื่อผลลัพธ์แบบนี้ อันดับแรก ถ้าป้อมปราการ 178 ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูภายนอกในสักวันหนึ่ง ทหารสมาคมตระกูลชิ่งต้องรีบรุดเข้าไปสนับสนุน”
“อะไรนะ” โจวฉีตะลึง “จางจิ่งหลินยอมให้นายไปตั้งค่ายแถวเขาด้วยเหรอ”
“แหงล่ะว่าไม่ให้” หลัวหลานส่ายหัว “นับจากวันนี้ไป สมาคมตระกูลชิ่งต้องเปิดระเบียงภูเขาผ่านเทือกเขาทางตะวันตก ระเบียงนี้จะตัดผ่านเป็นแนวทแยงมุมผ่านไปยังพื้นที่รกร้างของที่ราบสูง ถ้ามีคนคิดโจมตีป้อมปราการ 178 พวกเราก็จะสนับสนุนด้วยการโจมตีตลบหลัง”
“เปิดระเบียงเทือกเขาใหม่มันไม่ง่ายหรอกนะ” โจวฉีถอนหายใจ
“กว่าป้อมปราการ 178 จะยอมเชื่อมทางรถไฟกับเราก็ไม่ง่ายเหมือนกัน ฉันบอกได้เลยว่าต่างฝ่ายต่างยอมถอยคนละก้าวบวกกับทุ่มเทกันอย่างหนักจนได้ข้อตกลงนี้มา” หลัวหลานพูดเสียงนิ่ง
“อืม ถึงจางจิ่งหลินจะเชื่อว่าศัตรูเขามาแล้วสมาคมตระกูลชิ่งจะไปช่วย แต่สรุปใครเป็นศัตรูกันล่ะ” โจวฉีถาม
“สมาคมตระกูลหวังแห่งที่ราบตอนกลาง” หลัวหลานยิ้มพูด “นายนึกไม่ออกล่ะสิ ที่จริงฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าชิ่งเจิ่นจะสนใจสมาคมตระกูลหวังมากขนาดนี้”
“น่าสนุกแฮะ” โจวฉีเกิดสนใจขึ้นมา “ได้ยินมาว่าหวังเซิ่งจือต้องใช้รถเข็น ทั้งปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างมากน้ำใจ ทำไมเราต้องกลัวคนแบบเขาด้วย”
“พวกเราไม่กลัวใครทั้งนั้นแหละ” หลัวหลานมองไปยังดินเหลืองนอกหน้าต่าง “แต่สมาคมตระกูลชิ่งไม่ได้สงบสุขอย่างที่นายคิดหรอก ด้วยป้อมปราการทั้งสี่สิบแห่งภายใต้สมาคมตระกูลชิ่ง มองผิวเผินสมาคมตระกูลชิ่งเป็นสมาคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพันธมิตรแห่งป้อมปราการแล้ว และด้วยสมาคมเราเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ก็จะยิ่งเป็นที่สนใจต่อดินแดนตะวันตกเฉียงใต้มากตาม”
“แล้วสรุปมันเกี่ยวอะไรกับสมาคมตระกูลหวัง” โจวฉีถามต่อ เขาไม่ค่อยเข้าใจเรื่องสมาคมตระกูลหวังเท่าไร
“หวังเซิ่งจือใช้เวลาสิบปีรวมสมาคมตระกูลหวังเป็นหนึ่ง เปิดสายทรัพยากรที่สำคัญที่สุดกับทางตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นหัวเรือวางมาตรการบังคับเกณฑ์ทหาร เริ่มแรกยังนับว่าปกติ ไม่มีอะไรหรอก ตอนนั้นสมาคมตระกูลหวังมีทหารประจำการไม่มากนัก แต่เวลายิ่งผ่าน อะไรก็ยิ่งเปลี่ยน เมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้น ชายฉกรรจ์อายุต่ำกว่าสามสิบห้าปีเกือบทุกคนก็จะสามารถถืออาวุธเปลี่ยนเป็นทหารคนหนึ่งได้ทันที” หลัวหลานอธิบายอย่างใจเย็น
“ก็แค่บังคับเกณฑ์ทหารเองนี่” โจวฉีงุนงง “แค่นั้นไม่น่าโทษได้ว่าพวกเขาเตรียมทำสงครามกับผู้อื่นหรอกมั้ง”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ เห็นชิ่งเจิ่นบอกว่าสมาคมตระกูลหวังซื้อผ้าไหมด้วยราคาสูงมาหลายปีแล้ว พื้นที่บางส่วนของสมาคมตระกูลโจวเหมาะกับการเลี้ยงหนอนไหมมาก ผู้อพยพหลายคนเลยหนีไปเลี้ยงหนอนไหมบนเขา ส่วนสมาคมตระกูลหวังก็ลอบซื้อผ้าไหมด้วยราคาสูง และถึงกับส่งเสบียงให้ผู้อพยพด้วยซ้ำ สุดท้ายเกิดอะไรขึ้นรู้ไหม สองปีก่อนสมาคมตระกูลโจวเพิ่งรู้ในพื้นที่ตนมีผู้อพยพน้อยลงเรื่อยๆ โรงงานหลายแห่งขาดคนงาน พวกเขาแทบมีอาหารไม่พอป้อนคนของตัวเองแล้ว!” หลัวหลานหัวเราะ “และสมาคมตระกูลหวังก็ไม่ได้ทำแค่นั้นหรอกนะ”
“ฉันอยากรู้จังว่าชิ่งเจิ่นมองสมาคมตระกูลหวังยังไง” โจวฉีขมวดคิ้ว
หลัวหลานพูดเสียงนิ่ง “เขาบอกว่าสมาคมตระกูลหวังทะเยอทะยานคิดรวมทั้งพันธมิตรแห่งป้อมปราการ”
“คือจางจิ่งหลินยอมรับข้อเสนอของชิ่งเจิ่นเพราะเขาเองก็คิดไม่ต่างกันสินะ ทั้งสองฝ่ายลอบรวมมือกันเพื่อป้องกันภัยในอนาคต?” โจวฉีถอนหายใจ “พวกเราใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเลยไม่ได้หรือไงนะ หาเงินสักหน่อย ตามสาวสักนิด อยู่อย่างหรูๆ ก็ดีงามแล้วนะ ทำไมถึงยังมีคนคิดจะพิชิตทุกอย่างในโลกอยู่อีก”
หลัวหลานยิ้ม “นายกับฉันก็เคยเห็นแล้วว่ามนุษย์โลภมากขนาดไหน แต่หวังเซิ่งจือไม่ได้ทำเพราะความโลภ…ซึ่งนั่นน่ะแหละทำให้เขาน่ากลัวสุด อ้อแล้วก็ สมาคมตระกูลชิ่งยังมีอริเก่าๆ จากเมื่อหลายปีก่อนนู้นอีก อย่างเช่นหัวหน้าผู้ก่อจลาจลที่ไม่ยอมวางอคติ หรือบริษัทหัวจ่งที่ไม่ชอบหน้าเรามานานแล้ว…”
“พอพูดงี้ ไหงฉันรู้สึกว่าใครๆ ก็เป็นศัตรูเราเลยวะ…” โจวฉีพูดแบบหมดคำจะบรรยาย “ว่าแต่สมาคมตระกูลชิ่งมีฐานนิวเคลียร์จริงๆ ไหม”
หลัวหลานหัวเราะ “เดาสิ”
โจวฉีเบ้ปาก “เลิกทำตัวลึกลับสักทีเหอะ”
หลัวหลานบ่นออด “ถ้าทำให้เริ่นเสี่ยวซู่มาอยู่ฝ่ายเราคงแจ่มไปเลย มีเขาประจำการอยู่ในป้อมปราการ 111 น้องฉันก็ไม่ต้องไปนอนที่ค่ายทหารทุกวันแล้ว”
“นายดูถูกใครอยู่น่ะหา” โจวฉีไม่สบอารมณ์ “ฉันก็เคยรักษาความปลอดภัยให้เขาอยู่นะ ทำไม ไม่เชื่อเหรอไงว่าฉันปกป้องเขาได้น่ะ เริ่นเสี่ยวซู่มันดีกว่าฉันตรงไหน”
“นายกล้าบุกป้อมปราการ 146 ด้วยตัวตนเดียวไหมล่ะ” หลัวหลานถาม
โจวฉีนิ่งไปพักหนึ่ง “ช่างเหอะ! แล้วฉันไปที่ราบตอนกลางแบบนี้แล้ว ใครจะปกป้องชิ่งเจิ่นล่ะ”
“เจ้าคนที่ชื่อเจิ้งย่วนตงกำลังกลับมานะ” หลัวหลานยิ้ม “เขาแข็งแกร่งกว่าที่ฉันคิดไว้มาก”
“เจิ้งย่วนตง? ชื่อคุ้นๆ แฮะ”
“นายน่าจะคุ้นกับชื่อรหัสเขามากกว่า ‘รัตติกาล’ ตอนนี้เขาเป็นผู้มีพลังพิเศษแล้ว”
ขบวนรถเดินทางไปที่ราบตอนกลางไม่กินเวลาเท่าไรนัก ภารกิจเดินทางไปที่ราบตอนกลางของโจวฉีกับหลัวหลานพลันกลายเป็นสำคัญยิ่งกว่าเดิม พวกเขาต้องใช้ทองคำหามิตรจอมปลอมท่ามกลางความวุ่นวายในที่ราบตอนกลาง พวกเขาต้องพยายามสุดตัวถ่วงรั้งให้สิ่งที่พวกเขากังวลใจที่สุดให้เกิดขึ้นช้าที่สุด
แบบนี้ชิ่งเจิ่นจะได้มีเวลารวบรวมทรัพยากรในแดนตะวันตกเฉียงใต้
แต่ถ้าสามารถกำจัดต้นตอปัญหาได้ก็เยี่ยมเลย
“ว่าแต่ กลุ่มบริษัทชิงเหอนั่นมันยังไง” โจวฉีถาม “พวกนายไม่กังวลเรื่องพวกเขาเหรอ”
“ไม่กังวล