The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 495 ผู้ชายที่ฉันชอบไม่ใช่ดอกไม้ในเรือนกระจก
- Home
- The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์
- ตอนที่ 495 ผู้ชายที่ฉันชอบไม่ใช่ดอกไม้ในเรือนกระจก
กลุ่มบริษัทชิงเหอตั้งอยู่ ณ ดินแดนใจกลางของที่ราบตอนกลาง แต่ไม่เหมือนกับสมาคมอื่นที่ต้องควบคุมหลายป้อมปราการ กลุ่มบริษัทชิงเหอควบคุมเพียงหนึ่งป้อมปราการเท่านั้น ถ้านับจากการเรียงลำดับในพันธมิตรแห่งป้อมปราการแล้วก็จะเป็นป้อมปราการ 66
แต่หลายปีที่ผ่านมา คนของกลุ่มบริษัทหัวจ่งไม่นิยมเรียกป้อมปราการ 66 เพียงเรียกเป็นนครลั่วหยาง
หลายปีผ่านไป คนอื่นๆ จึงเรียกป้อมปราการนี้เป็นนครลั่วหยางไปด้วย
เป็นสถานที่พิเศษเช่นป้อมปราการ 178
กลุ่มบริษัทชิงเหอก็เผยด้านแข็งกร้าวออกมาตั้งแต่ก่อนที่พันธมิตรป้อมปราการจะถูกจัดตั้ง พวกเขามีโครงสร้างองค์กรมั่นคงหนักแน่น ทั้งยังมีเทคโนโลยีมากมายจากยุคก่อนภัยพิบัติ แต่แน่นอนว่าพวกเขารักษาไว้ได้ไม่หมดหรอก
ตอนแรกสมาคมตระกูลต่างๆ ยังระแวงกลุ่มบริษัทชิงเหอ แต่หลังเวลาผ่านไป ทุกคนก็สังเกตเห็นว่าพวกเขาดูจะไม่สนใจขยับขยายเขตอิทธิพลเลย
อีกอย่างหลายปีมานี้กลุ่มบริษัทชิงเหอไม่ได้เข้ารวมแย่งชิงทรัพยากรในที่ราบตอนกลาง ดูเหมือนเพียงหาอะไรบางอย่างอยู่เท่านั้น
แต่ยังมีเรื่องแปลกกว่านั้น ผู้ดูแลกลุ่มบริษัทชิงเหอคนปัจจุบันแซ่สู่ ตำแหน่งผู้ดูแลนี้ถูกส่งต่อจากบิดาสู่บุตรแซ่สู่มาเรื่อยๆ ว่ากันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาขายผ้าอนามัยมาก่อน ให้หลังมีผู้มีมากพรสวรรค์ด้านเทคโนโลยีนามสู่นั่วผู้หนึ่ง เขาทำงานใต้อาณัตินายใหญ่แห่งกลุ่มบริษัทชิงเหอจนประสบความสำเร็จอย่างมาก
แต่ว่านายใหญ่แห่งกลุ่มบริษัทชิงเหอผู้นั้นไร้ทายาท ตระกูลสู่จึงขึ้นมาดูแลการบริหารกลุ่มบริษัทชิงเหอ แต่เขายืนกรานตลอดว่าตนเองเป็นแค่ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัท ถ้าพวกเขาเจอตัวทายาทผู้ถือหุ้นใหญ่ได้เมื่อไร ก็จะยอมก้าวออกจากตำแหน่ง และให้คนผู้นั้นขึ้นมาบริหารแทน
ให้หลังเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องตลกเป็นทั่ว ในยุคแห่งแดนรกร้างเช่นนี้ ใครมันจะบ้าหลบทางให้คนอื่นกัน
ปัจจุบันนี้กลุ่มบริษัทชิงเหอเป็นตัวตนพิเศษมากในที่ราบตอนกลาง มันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสมาคมตระกูลหวัง โจว และข่ง ตระกูลหวังครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของที่ราบตอนกลางซึ่งเชื่อมกับป้อมปราการ 178 ส่วนสมาคมตระกูลข่งตั้งอยู่ที่ตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อมกับทะเลและกวนตง[1] ขณะที่สมาคมตระกูลโจวตั้งพื้นที่สามแม่น้ำตัดผ่าน มีพื้นที่ขยายลงไปทางใต้
ถึงในที่ราบตอนกลางจะมีอีกนับสิบสมาคม แต่ว่าที่นี่สามสมาคมนี้ทรงอำนาจที่สุดแล้ว
แต่ที่กลุ่มบริษัทชิงเหอพิเศษมากไม่ใช่เพราะตำแหน่งที่ตั้งอันเป็นเอกลักษณ์ หากแต่เพราะตัวตนของพวกเขา นครลั่วหยางมีสถาบันการศึกษาชั้นสูงที่ใหญ่ที่สุดในพันธมิตรแห่งป้อมปราการ มีรูปแบบการเรียนการสอนใกล้เคียงกับสมัยก่อนภัยพิบัติที่สุด
ส่วนมหาวิทยาลัยในสมาคมอื่นๆ นั้น ก็เพียงตั้งมาเพื่อวิจัยเทคโนโลยีของตัวเอง เน้นผลประโยชน์เป็นหลัก ทุกงานวิจัยเพื่อสักวันหนึ่งเอามาใช้เพิ่มอำนาจของสมาคม ลูกหลานของสมาคมอื่นๆ ไม่อาจเข้ามหาวิทยาลัยของพวกเขาได้
แต่ว่าสำหรับมหาวิทยาลัยชิงเหอนั้น ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าร่วมสอบได้ พวกเขาสอนมากมายหลากหลายวิชา ถึงกับมีสอนวิชาด้านศิลปะวัฒนธรรมด้วยซ้ำ
ตอนที่วิชาพวกนี้เปิดแรกๆ หลายสมาคมก็ส่อเสียดว่าในยุคสมัยเช่นนี้จะสอนวิชาอย่างพวกศิลปะไปทำเพื่อ
อีกทั้งว่าแม้สมาคมอื่นๆ จะมีการสืบทอดทางวัฒนธรรมยุคก่อนภัยพิบัติอยู่ พวกเขาก็เน้นที่ข้อมูลวิจัยกับผลงานด้านเทคโนโลยีเป็นสำคัญ ส่วนกลุ่มบริษัทชิงเหอรวบรวมทุกอย่างไว้ ถึงกับส่งคนออกไปหาของเลยด้วย พวกเขาดูจะสนใจพวกการเขียนพู่กัน วาดภาพ และวัตถุโบราณเป็นพิเศษ อ้างว่ามันเป็นสมบัติของมนุษยชาติ
สมาคมเช่นนี้พิเศษมากแห่งแดนรกร้าง ไม่มีสมาคมใดในโลกเสมอเหมือนอีกแล้ว
ตอนนี้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยชิงเหอเพิ่งเรียนเสร็จไปคาบหนึ่ง ในเขตมหาวิทยาลัย นักเรียนมากหน้าหลายตาเดินออกสะพายกระเป๋าออกจากห้องเรียนอย่างมีความสุข บ้างก็รีบวิ่งไปเรียนอีกอาคาร ส่วนคนที่ไม่มีเรียนแล้วก็แค่ทำกิจกรรมชมรม
เด็กสาวสวมหมวกผู้หนึ่งเดินสะพายกระเป๋าหลังตรงแหน็วออกจากมหาวิทยาลัยไป
มีคนตะโกนไล่หลัง “หยางเสียวจิ่น!”
หยางเสียวจิ่นหันไปมองข้างหลังอย่างนิ่งๆ “ว่า?”
อีกฝั่งมีคนไม่น้อยเลย ผู้ที่พูดออกมาเป็นนักศึกษาตัวสูงผู้หนึ่ง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ใบหน้ายิ้มเฉ่ง เขากำลังยิ้มกล่าวกับหยางเสียวจิ่นว่า “คืนนี้เรามีงานเลี้ยงกัน ฉันอยากเชิญเธอไปด้วยน่ะ ตั้งแต่เริ่มเปิดเรียนก็เห็นเธอไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด ว่าแต่คุ้นเคยกับชีวิตในลั่วหยางหรือยัง”
หยางเสียวจิ่นส่ายหัว “ฉันมาหาความรู้ ไม่สนใจงานเลี้ยงอะไรทั้งนั้น”
คนข้างหลังนักศึกษาชายกระซิบกันเอง มีคนผู้หนึ่งกระซิบพูด “ไม่ต้องเขิน รีบพูดไปเลย!”
นักศึกษาชายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโพล่งออกมา “หยางเสียวจิ่น ฉันชอบเธอ ให้โอกาสฉันได้ไหม ฉันจะ…”
“ฉันมีคนที่ชอบแล้ว” หยางเสียวจิ่นขัด
นักศึกษาชายนิ่งไป ไม่รู้จะพูดอะไรอีก ได้ถอยหลังไป
หยางเสียวจิ่นส่ายหัว “เห็นไหม ความรู้สึกที่นายมีต่อฉันมันไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเลย วันนี้ฉันปฏิเสธนาย พรุ่งนี้นายก็หลงรักคนใหม่แล้ว ไอ้ความ ‘ชอบ’ ของนายก็แค่ลองเสี่ยงดวงดูเฉยๆ พอเจอทางตันเข้า ก็หัวหดไปทันที”
ด้านข้างมีคนพูดเสียงเบาว่า “เธอพูดแรงไปแล้ว”
นักศึกษาชายยังไม่ยอม “งั้นเธอชอบใคร ประธานนักศึกษาเหรอ หรือว่า…”
หยางเสียวจิ่นส่ายหัว “เขาไม่ได้อยู่ที่ลั่วหยาง นายคิดว่าประธานนักศึกษาเก่งกาจมากเพราะยังไม่เคยเห็นโลกภายนอกหรอก ผู้ชายที่ฉันชอบไม่ใช่ดอกไม้ในเรือนกระจก”
แต่หยางเสียวจิ่นไม่มั่นใจเลยว่าเริ่นเสี่ยวซู่ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เธอเห็นหอกสีแดงชาดนั้นทะลวงร่างเขาไปด้วยตาตัวเอง ผู้ก่อจลาจลสัญญาแล้วว่าจะช่วยเธอแก้แค้น แต่มีเงื่อนไขว่าเธอต้องทำเรื่องสิบอย่างให้กับองค์กรก่อน
ตลอดสองเดือนมานี้ หยางเสียวจิ่นคอยถามข่าวเริ่นเสี่ยวซู่กับอาหญิงของเธอ แต่ว่าล้วนไม่ได้รับข่าวอะไร
เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับกลุ่มบริษัทชิงเหอ อาหญิงจึงให้เธอเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยชิงเหอนี้ แต่หยางเสียวจิ่นไม่ใช่แค่นักศึกษาธรรมดา เธอเคยฆ่าคนมาก่อน เธอเคยอยู่ข้างคนผู้หนึ่งซึ่งสร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยความหวังในแดนรกร้าง จนกระทั่งวันหนึ่งความหวังนั้นแตกสลายไป
แต่ไม่สำคัญหรอก เธอเชื่อว่าเริ่นเสี่ยวซู่ยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรเธอต้องเจอตัวเขาแน่
หยางเสียวจิ่นหันตัวจากไป เธอเดินไปตามถนนไคหยวนไปจนถึงบ้านเธอในลั่วหยาง จากนั้นก็เรียกปืนสไนเปอร์ออกมาเช็ดถู
หลังจากเช็ดไปมาอยู่หลายรอบ ก็ทำการใส่ดินปืนเจ้ากระสุนหลากหลายประเภทที่เธอมี ถ้านักศึกษาเห็นภาพนี้เข้าคงตะลึงไปเลย นี่ไม่ใช่ของเล่นที่หญิงสาวผู้หนึ่งควรมี
หยางเสียวจิ่นค่อยสงบอารมณ์ได้เฉพาะในช่วงนี้ ที่จริงภายในภายนอกอันสงบนิ่งนั้นมีหัวใจอันอบอุ่นซ่อนไว้อยู่
เธอเข้าครัวไปทำอาหารให้ตัวเอง หลังจากรับประทานเสร็จ ก็หยิบต้นหอมออกมาบดเอาน้ำ
หยางเสียวจิ่นหยิบพู่กันบางแท่งหนึ่งกับกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งอออกมา เธอคลี่กระเรียนกระดาษออก จากนั้นก็จุ่มพู่กับน้ำต้นหอม เขียนไม่กี่คำลงกระดาษ จากนั้นก็พับให้เป็นกระเรียนอีกครั้ง
กระเรียนกระดาษสยายปีกออกราวมีชีวิต จากนั้นก็บินไปทางตะวันตก
ยามกระเรียนกระดาษไปถึงผู้รับ หลังเอากระดาษไปอิงไฟตัวอักษรก็จะปรากฎ
[1] กวนตง (关东) พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ครอบคลุมมณฑลมณฑลเฮย์หลงเจียง จี๋หลิน เหลียวหนิง