The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 498 ภารกิจใหม่
ตั้งแต่เริ่นเสี่ยวซู่มาถึงที่ราบตอนกลาง ก็รู้สึกราวกับตนเองได้เข้ามาในโลกใหม่ เป็นโลกที่ไม่ได้มีแต่สมาคมตระกูลชิ่งและป้อมปราการ 178 แต่ว่ายังมีองค์กรแปลกๆ อย่างบริษัทหัวจ่ง อารามอันจิง กลุ่มบริษัทชิเหอ และอื่นๆ อีก โลกนี้ใหญ่กว่าที่เขาคิด ถึงว่าทำไมหยางเสียวจิ่นบอกว่าหลังเสร็จกิจธุระที่แดนตะวันตกเฉียงใต้แล้วเธอจะมาที่นี่ต่อ แต่พอคิดดู ที่เธอยอมอยู่กับเริ่นเสี่ยวซู่ในหุบเขารกร้าง ก็แสดงแล้วว่าเธอมีใจให้เขาเพียงไร
ยามนี้เริ่นเสี่ยวซู่ยังพอเดาได้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังตลาดมืดขนาดใหญ่และเป็นมืออาชีพที่สุดของที่ราบตอนกลางน่าจะเป็นนายเหนือแห่งกลุ่มบริษัทชิงเหอ แต่ถ้าเขาคิดได้ คนอื่นก็ต้องคิดได้เช่นกัน
แต่เหตุผลที่ทุกคนปล่อยตลาดมืดไว้เช่นนี้ อาจเป็นเพราะท่าทีไม่สนใจใยดีของกลุ่มบริษัทชิงเหอก็ได้ ถ้าองค์กรเช่นพวกเขาไม่สนใจจะครอบครองที่ราบตอนกลาง เช่นนั้นก็ทำเป็นไม่เห็นเรื่องไม่สำคัญบางประการไป
“ไปดูหน่อยดีกว่าว่าตลาดมืดตอนกลางคืนหน้าตาเป็นยังไง” เริ่นเสี่ยวซู่ลุกขึ้นออกจากห้อง โจวอิ๋งเสวียก็ตามเขา แต่ว่าลอบเบ้ปากอยู่ ก็แค่อยากเห็นสิ่งล่อตาล่อใจในโลกไม่ใช่เหรอ หลังเธอพูดเรื่องแหล่งบันเทิง เขาต้องเกิดใจหวั่นไหวขึ้นมาแน่ ผู้ชายดีๆ ไม่มีในโลกจริงด้วย
แต่โจวอิ๋งเสวียก็ยังตามเขาไปอย่างเชื่อฟัง พอออกจากโรงแรมแล้ว ทั้งสองก็กลับมาเป็นมือสังหารระดับ A กับผู้ช่วยเช่นเดิม ใบหน้าโจวอิ๋งเสวียดูเย่อหยิ่งเสียจนหยิ่งไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
เริ่นเสี่ยวซู่พลันรู้สึกว่าโจวอิ๋งเสวียจะเสพติดการสวมบทบาทเกินไปนิด…
ตอนที่เขาเดินผ่านสถานบันเทิงในตำนาน ก็เห็นสาวสวยในเครื่องแบบกลุ่มหนึ่งยืนส่งยิ้มให้เหล่าคนผ่านไปผ่านมาอยู่หน้าทางเข้า
เริ่นเสี่ยวซู่ถามขึ้น “นี่มันเครื่องแบบอะไรกันน่ะ ฉันไม่เห็นเคยเห็นทหารใส่เครื่องแบบแบบนี้เลย”
“เห็นว่าเป็นเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบนของยุคก่อนภัยพิบัติน่ะ แบบพวกลูกเรืออะนะ” โจวอิ๋งเสวียอธิบาย
เริ่นเสี่ยวซู่ “…”
ตลาดมืดนี้เปิดหูเปิดตาให้เขาอย่างแท้จริง ถึงว่าทำไมพวกอาชญากรใหญ่ทั้งหลายถึงอยากอยู่ที่นี่นัก จากที่โจวอิ๋งเสวียว่า ที่นี่ถึงกับมีย่านที่พักอาศัยที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ สร้างคฤหาสน์ขายให้กับพวกอาชญากรขาใหญ่ทั้งหลายด้วยราคาสูงลิ่ว
แถมคนในตลาดมืดยังออกไปจัดการพวกสัตว์ป่าตามเทือกเขาเป็นประจำจนแถวนี้ไม่มีงูสักกะตัวแล้ว
แต่โจวอิ๋งเสวียถาม “ไปเข้าไปดูในสถานบันเทิงหน่อยเหรอ ที่ออกมากลางคืนก็เพราะอยากเปิดหูเปิดตาหนิ”
“แค่อยากดูจากข้างนอกเฉยๆ” เริ่นเสี่ยวซู่ถามอย่างงงๆ “ทำไมฉันต้องเข้าไปด้วย”
โจวอิ๋งเสวียตะลึงไป นี่คือเขาออกมาดูเฉยๆ จริงอะ!
พอมาถึงประตูคาสิโน เริ่นเสี่ยวซู่ก็ผงะ เขากับโจวอิ๋งเสวียเห็นไรเดอร์ที่สวมผ้าพันคอสีแดงก่อนหน้ากำลังหิ้วนักศึกษาคนหนึ่งออกมา
น้ำหนักนักศึกษาผู้นี้น่าจะราวๆ ห้าสิบกิโลกรัม แต่ไรเดอร์หิ้วเขาราวไร้น้ำหนัก
พวกเขาไรเดอร์โยนนักศึกษาลงกับพื้นอย่างไร้เยื่อใย “นายละเมิดคำสั่งที่ห้ามออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาต กลับลั่วหยางเอง นายถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว!”
นักศึกษาผู้นั้นลุกขึ้นจากพื้นด้วยสภาพน่าสังเวช “นายเอาสิทธิ์อะไรมาไล่ฉันออก เป็นแค่คนคุ้มกันเองแท้ๆ”
ไรเดอร์พูดเสียงเย็นเยียบ “ถ้ากลับไปถึงลั่วหยางได้ นายก็จะรู้เองว่าฉันมีสิทธิ์อะไร”
เริ่นเสี่ยวซู่พึมพำ “ดูเหมือนพวกไรเดอร์จะมีอำนาจในกลุ่มบริษัทชิงเหอมากทีเดียวนะ”
“ใช่แล้ว” โจวอิ๋งเสวียพยักหน้า “ต่างเป็นสาวกผู้ก่อตั้งชิงเหอ ผู้นำของชิงเหอคนปัจจุบันอย่างสู่เค่อก็ให้ความเคารพพวกเขามาก ต้องสำเร็จแปดด่านท้าทายก่อนถึงจะเป็นสาวกที่แท้จริงได้”
“แล้วทำไมนักศึกษาคนนั้นถึงประจันหน้ากับเขาแบบนั้นล่ะ” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม
“น่าจะเพราะไรเดอร์ไม่น่ามีหน้าที่จริงๆ จังๆ ในกลุ่มบริษัทชิงเหอ” โจวอิ๋งเสวียไม่ค่อยเข้าใจกิจการภายในของกลุ่มบริษัทชิงเหอเท่าไรนัก
“คงเพราะเด็กแถมไร้ประสบการณ์ ครอบครัวน่าจะเตือนเขาแล้ว แต่ก็ยังอยากลองเข้าคาสิโนอยู่ดีเลยทำทีโมโหกลบความอับอายที่ถูกจับคาหนังคาเขา” เริ่นเสี่ยวซู่ส่ายหัว “ดูสิ เขาไม่กล้าสบตาไรเดอร์ด้วยซ้ำ แสดงว่าเขาเองก็รู้ว่าจุดยืนของพวกไรเดอร์ในกลุ่มบริษัทชิงเหอเป็นอย่างไร เป็นพวกเด็กไม่เอาอ่าวที่ทำอะไรไม่เป็นแท้ๆ เลย”
โจวอิ๋งเสวียทำหน้าแปลกๆ ใส่เริ่นเสี่ยวซู่ นายก็อยู่วัยเดียวกับเจ้านักศึกษานั่นไม่ใช่เหรอ!
“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทชิงเหอบ้าง” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม
“หลังภัยพิบัติข้อมูลอะไรหลายอย่างก็สาบสูญไป เรื่องนี้มีคนในกลุ่มบริษัทชิงเหอเพียงหยิบมือที่รู้ ดูเหมือนว่าชีวิตผู้ก่อตั้งจะมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ทุกคนเดากันว่าถ้ารู้ว่าชีวิตเขาผ่านอะไรมาบ้าง ก็จะรู้ว่าเขากลายมาเป็นผู้มีพลังพิเศษตั้งแต่ยุคก่อนภัยพิบัติได้ยังไง” โจวอิ๋งเสวียคิดพักหนึ่งก่อนจะว่า “ใครๆ ก็อยากรู้ความลับนี้”
“ผู้ก่อตั้งชื่ออะไรเหรอ” เริ่นเสี่ยวซู่
“เริ่นเหอ” โจวอิ๋งเสวีย “รู้กันทั่วเลยล่ะ”
“ปะ กลับโรงแรมกัน” เริ่นเสี่ยวซู่หันตัวกลับ
โจวอิ๋งเสวียได้แต่ตามเขาไป พร้อมว่า “ต่อไปเราจะทำอะไรต่อ”
“รอ”
……
พอกลับมาที่โรงแรมตอนดึกแล้ว โจวอิ๋งเสวียก็เข้าไปหยิบหมอนมาวางบนโซฟาแบบเงียบๆ เธอทำใจได้แล้วว่าคืนนี้ต้องนอนโซฟา
เริ่นเสี่ยวซู่เดินเชิดหน้าไปนั่งที่เตียง ไม่คิดจะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษอะไรทั้งนั้น โจวอิ๋งเสวียได้แต่ร้องฮึดฮัดเอาผ้าห่มคลุมตัว
แต่รอบนี้โจวอิ๋งเสวียนอนหลับอย่างปกติสุข ราวกับไม่กลัวแล้วว่าเริ่นเสี่ยวซู่จะทำอะไรเธอ
เธอนอนหลับรวดเดียวจนสะดุ้งตอนรุ่นสาง เธอเห็นเริ่นเสี่ยวซู่ขยับเก้าอี้มานั่งข้างเธออย่างสงบนิ่ง โจวอิ๋งเสวียสะดุ้งเฮือกเอาผ้าห่มคลุมตัว เธอถามอย่างระแวงๆ “ทำอะไรนะ!”
เริ่นเสี่ยวซู่ถามเสียงนิ่ง “ฝันเหรอ”
โจวอิ๋งเสวียนิ่งไป “นายรู้ได้ไง…ไม่สิ ฉันไม่ได้ฝันอะไรทั้งนั้น!”
“แล้วไอ้ที่ละเมอพูดหมายความว่าไง” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม
“ฉันละเมอว่า”
เริ่นเสี่ยวซู่พูดหน้าตาย “เธอบอกว่าจะฆ่าฉัน”
โจวอิ๋งเสวียกลัวจนแทบร้องไห้ออกมาแล้ว “ก็แค่ละเมอเอง จะคิดอะไรเป็นจริงเป็นจังล่ะ”
เริ่นเสี่ยวซู่เอ่ยคุยกับเธออีก เพียงยืนขึ้นแล้วว่า “ลุกขึ้นไปเตรียมตัว พวกเรามีเรื่องต้องไปจัดการ”
โจวอิ๋งเสวียรีบสลัดผ้าห่มออก “มีเรื่องอะไรเหรอ”
“พวกเรามีภารกิจ”
ข้อความเด้งขึ้นมาในมือถือของทั้งคู่ [เป้าหมายในป้อมปราการ 73 คือโจวซีหลง เขาสนับสนุนการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งเคยชิงภรรยาลูกน้องมาเป็นของตน คาดว่ามีผู้มีพลังพิเศษคอยปกป้องเขาอยู่ ภารกิจระดับ A รางวัลคือเงินหนึ่งล้านหยวน ภารกิจสามารถจัดกลุ่มได้เต็มที่ห้าคน และทุกคนจะได้รับสิทธิ์เข้าใช้ที่หลบภัยและทางอารามอันจิงจะปกป้องจากการตามล่าของศัตรู]
เริ่นเสี่ยวซู่เก็บมือถือลงกระเป๋า เขาจำเป็นต้องพกมันไปไหนมาไหนด้วย ถ้าเก็บในพระราชวังแล้วข้อความจะไม่เข้า
แต่เขาพลันรู้สึกว่าอารามอันจิงและผู้ก่อจลาจลมีเป้าหมายเดียวกัน ต่างมองอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่สู้ดีนัก หรือว่าอารามอันจิงกับผู้ก่อจลาจลมีสายสัมพันธ์อะไรกันนะ แต่เขาไม่เห็นเคยได้ยินหยางเสียวจิ่นเล่าอะไรให้ฟังเลย