The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 10 ความฝัน
บทที่ 10
ความฝัน
ท่ามกลางความมืด เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของทารกดังกังวาน แม้มองไม่เห็นร่างนั้นแต่จับจากน้ำเสียงก็รับรู้ได้ว่าเด็กน้อยเศร้าใจมาก
เสียงนั้นช่างคุ้นเคยในความทรงจำ ราวกับผู้เปล่งเสียงคือ…
ตัวข้าเอง
ภาพตรงหน้าเริ่มเลือนรางเผยรูปร่าง ถึงกระนั้นก็ยังพร่ามัวมองไม่เห็น ราวถูกเมฆหมอกบดบังไม่มีผิด ข้าพยายามจับจ้องเพื่อเห็นเด็กน้อยให้ชัด แต่เค้าลางของต้นไม้กลับดึงดูดความสนใจมากกว่า เพราะเถาวัลย์ของมันบิดเกลียวคล้ายตัวอักษรที่เขียนว่า…
‘ซวย’
ชัดเลย ไม่ต่างกับถูกลูกศรปักอก ไม่ต่างกับถูกไม้หน้าสามตีหัว เสียงร้องไห้ของเด็กทารกคือตัวข้าไม่ผิดแน่ เพราะใครจะเกิดมาซวยได้เท่านี้ ราวโดนคำสาปหลอกหลอน ราวถูกผู้คนสาปแช่ง โดนพ่อแม่ทิ้งแล้วยังไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในเผ่าเทพผู้สูงส่ง แต่เดี๋ยวก่อน หลังต้นไม้ประหลาดนั้น…ข้าคล้ายจะเห็นเงาคนคนหนึ่งอยู่
ไม่รู้ว่าเป็นจิตใต้สำนึกที่อยากมีครอบครัวดั่งคนอื่นสักครั้งหรือไม่ ถึงได้เนรมิตฝันนี้ขึ้นเพื่อปลอบโยนตัวเองว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้งใต้ต้นไม้เพียงคนเดียว หรือไม่ก็มีบางสิ่งช่วยก่อร่างสร้างนิมิต นำความจริงในวันนั้นมาตีแผ่
พ่อ…แม่…
ข้าร่ำร้องในใจ อยากเห็นหน้าตาของคนนั้นให้ชัดแต่ร่างกายกลับคล้ายถูกตรึงให้เป็นเพียงผู้เฝ้ามอง ขณะที่พยายามขัดขืนสุดชีวิต ภาพตรงหน้าพลันแตกสลายราวกระจกที่ถูกทุบแตก
เศษเสี้ยวของภาพนั้นกระจายไม่เป็นรูปร่าง
และถูกปรากฏแทนที่…ด้วยใบหน้าแสยะยิ้มของเจ้าเสือในร่างคนนามว่า…
โฟรเซนโฟเรซิน!!
“หนัก” เสียงของข้าอู้อี้ เพราะช่วงลำตัวถูกโฟรเซนทับจนอึดอัดเกือบขาดใจ พอเห็นข้าตื่นมันก็ยอมผละออกไปนั่งข้างเตียงโดยดีแถมยังดึงตัวข้าขึ้นจากเตียงด้วยอย่างเผด็จการ
“กว่าจะตื่น เจ้านี่มันขี้เซาจริงๆ”
ข้านิ่วหน้าเบ้ปากใส่เจ้าเสือ ผลคือโดนมันขยี้หัวจนกระเซอะกระเซิงกว่าเดิม
เฮ้อ โทษข้าได้อย่างไร เมื่อวานเกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย กว่าจะได้นอนล่อเอาเหนื่อยสายตัวแทบขาด!
แต่ถึงจะเป็นผู้ส่งสารแห่งสามภพแล้ว ข้ายังเหลือภารกิจอีกอย่างคือการทำบัตรประจำตัว จริงๆ ตั้งใจทำเมื่อวานให้จบเรื่องจบราวอยู่หรอก แต่ตอนนั้นข้าง่วงมาก ตาปรือสุดๆ รู้ตัวอีกทีเจ้าเสือก็พาร่างที่เกาะหลังไม่ต่างจากเห็บเหาของข้าไปอยู่หน้าห้องที่มีป้ายแขวนว่า ‘Zerzes’ แล้วผลักลงเตียงให้จมดิ่งในห้วงนิทรา
เพราะเมื่อคืนเหนื่อยจนวูบ จึงไม่ได้สำรวจห้องพักเต็มตา พบว่าห้องค่อนข้างสกปรกและต้องรีบทำความสะอาดเป็นอย่างมาก ตรงมุมมีหยากไย่ ตรงโต๊ะมีฝุ่นเกาะ ผ้านวมก็กลิ่นตุๆ อย่างบอกไม่ถูก เมื่อลุกขึ้นมาก็หัวโขกโป๊ก เพิ่งสังเกตว่าเตียงที่นอนอยู่เป็นแบบสองชั้น
“โอ๊ย ช่วยดูหน่อยสิว่าข้าหัวโนรึเปล่า” ข้าเรียกร้องความเห็นใจจากเจ้าเสือหวังให้มันช่วยใช้เวทรักษา
“แค่นี้ไม่ตายหรอก แต่ระวังเถอะจะหิวตาย เพราะเลยเวลาอาหารเช้ามากแล้ว ช้าหมดอดข้าไม่สนด้วยนะ”
มันขยี้หัวข้าอีกครั้งพร้อมแสงสีทองปรากฏไวๆ จนแทบไม่ทันสังเกต แต่ความเจ็บจางลงในพริบตา หึ…เจ้าเสือปากแข็ง เวลาเห็นการกระทำย้อนแย้งของมันแล้วข้าจะใจเย็นขึ้นมากหลังโดนดุด่าว่าซื่อบื้อ
“เจ้ายิ่งกว่าบื้ออีกเซอเซส คิดว่าข้าปลุกเพราะเป็นห่วงเจ้าหรือ ข้ากลัวเจ้าหิวแล้วเป็นลมเป็นแล้งตอนทำบัตรสมาชิกต่างหาก คราวนี้ข้าไม่ยอมแบกเจ้ากลับห้องหรอกนะ นอนตรงไหนก็แผ่ตรงนั้นเลย”
“เจ้ากล้าทิ้งข้าหรือ”
“ทำไมจะไม่กล้า เจ้านายไม่ได้เรื่องอย่างเจ้าข้าไม่อยากได้นักหรอก”
ปั้ก!
ข้าโยนหมอนกระแทกหัวสีทองของมัน ก่อนจะเดินปึงปังเข้าห้องน้ำ
เชอะ ข้าผิดเองที่คิดว่าจะใจเย็นกับมันได้นาน ไอ้เสือเนรคุณ!!
“อรุณสวัสดิ์ยามสายนะเซอเซสคุง”
เสียงนุ่มทุ้มฟังแล้วสบายใจราวถูกชำระล้างแบบนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่เพล วันนี้เขายังคงสวมชุดขาว แต่เป็นคอปกและมีลักษณะยาวกรอมเท้าทำให้ยิ่งดูสง่างาม ช่วยขับเรือนผมสีน้ำเงินให้ดูเด่นไม่เหมือนใคร ยิ่งประกอบกับแว่นตากรอบดำรูปทรงสี่เหลี่ยมกับหนังสือเล่มหนาในมือแล้ว ทำให้พี่เพลวันนี้ดูราวนักบวชผู้เมตตาที่กำลังจะอำนวยพรให้ก็ไม่ปาน
“เจ้าชมคนอื่นเก่ง แต่ไม่เห็นเคยชมข้าดีๆ”
“เจ้าก็ไม่เคยชมข้าเหมือนกันนั่นแหละ”
ทะเลาะกันยังไงเจ้าเสือก็เดินมานั่งข้างข้าอยู่ดี ขณะที่ฝั่งตรงข้ามพวกเราคือพี่เพลกับพี่ซัฟเฟอร์ซึ่งละเลียดกินขนมเค้กตรงหน้าอย่างไม่สนใจใครทั้งสิ้น ไม่สิ เมื่อกี้เหมือนจะเห็นอีกฝ่ายเงยหน้ามาสบตาแวบหนึ่งอย่างทักทาย
หากพี่เพลชอบสวมชุดขาวมิดชิดอย่างสุภาพ พี่ซัฟเฟอร์ก็ชอบสวมเสื้อสีดำขาดๆ ดูดุโหดไม่น่าเข้าใกล้
“ไม่มีใครเลยหรือขอรับ” ข้าถามสุภาพ ก่อนจะผงะเมื่อจู่ๆ เบื้องหน้าก็ปรากฏรายการอาหารเรียงรายละลานตา เมื่อข้ากดปุ่มบนชื่อที่สนใจมาสองสามอย่าง เสียงปี๊บก็ดังขึ้นเบาๆ พร้อมอาหารที่ข้าเลือกวางตรงหน้า มหัศจรรย์ไม่ต่างกับการใช้เวทมนตร์ ไม่สิ เป็นเวทมนตร์จริงๆ นั่นแหละ คาดว่าจะเป็นการใช้เวทข้ามมิติของพยัคฒ์เมฆามาประยุกต์เสียด้วยซ้ำ
“ความจริงวันนี้พอมีคนอยู่บ้าง แต่เพราะเลยเวลากินข้าวเช้ามานานแล้ว เลยไม่ค่อยมีใครมาแถวนี้น่ะ” พี่เพลตอบยิ้มๆ ขณะที่ข้าลงมือจัดการอาหารตรงหน้ารวดเร็วด้วยความหิว อร่อยมาก ฮือ อร่อยสุดๆ ข้าไม่ได้กินอาหารดีๆ แบบนี้มานานเท่าไรแล้วนะ ว่าแต่ต้องเสียเงินหรือเปล่า อย่าลืมนะว่ากระเป๋าเงินข้าถูกขโมยตอนขึ้นรถไฟสายด่วนราตรี ตอนนี้จึงจนสุดๆ
“กินๆ ไปเถอะน่า นี่เป็นสวัสดิการของสมาชิกทุกคน เจ้าเซ่อ” โฟรเซนพูดพลางสั่งขนมมาเพียบ เห็นแล้วข้าก็ตาวาว แย่งมันกินไปหลายอย่าง
“อย่าตีกันเลย เซอเซสคุงผอมขนาดนี้ถ้าชอบอันไหนก็สั่งใหม่เถอะ ที่นี่ให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนะ”
“เอ๊ะ แต่โฟรเซนบอกว่าช้าหมดอดไม่ใช่หรือขอรับพี่เพล”
“ข้าแกล้งเจ้ายังไม่รู้ตัวอีก โง่จริงๆ”
ข้าถลึงตาใส่เจ้าเสือก่อนจะอ้าปากงับคัพเค้กในมือมัน แถมยังเคี้ยวแก้มตุ่ยเย้ยด้วย
“พี่เพลเองก็ตื่นสายหรือขอรับ” ข้าถามเมื่อเริ่มอิ่ม สงครามแย่งชิงขนมจึงหยุดลง ต่อให้รู้ว่าสั่งใหม่ได้แต่ในเมื่อพยัคฆ์เมฆาของข้าคือโฟรเซนก็ไม่เคยได้กินดีๆ อย่างคนอื่นหรอก
“ซัฟเฟอร์คุงอยากกินของหวานน่ะ ข้าเลยมานั่งเป็นเพื่อน”
จะว่าไป ข้ากับโฟรเซนตีกันจนพักยกแล้ว พี่ซัฟเฟอร์ยังก้มหน้าก้มตากินไม่หยุดเลย ทั้งที่ภาพลักษณ์ไม่เข้ากับของหวานแท้ๆ แต่กินได้เยอะสุดๆ น่าตกใจจัง
“เมื่ออยู่ไปนานๆ เจ้าจะรู้ว่าที่นี่มีอะไรน่าแปลกใจกว่านี้เยอะ” โฟรเซนกระซิบข้างหูข้าอย่างมีเลศนัย
“หวังว่าข้าจะอยู่ถึงตอนนั้นนะ” ข้าตอบอย่างไม่มั่นใจ เพราะจากประวัติอันยาวเหยียดที่โดนไล่ออกไม่ต่ำกว่าสามร้อยเก้าสิบแปดงาน แทบไม่มีงานไหนเลยที่ข้าสามารถทำได้นานถึงหนึ่งสัปดาห์
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็คงได้เจ้านายใหม่ที่ไม่วุ่นวายเท่าเจ้าสินะ” โฟรเซนตอบทีเล่นทีจริง ถึงจะรู้ว่ามันแกล้งกวน แต่ก็อดโมโหขึ้นมาตงิดๆ ไม่ได้ หน็อย ตราบใดที่ข้ายังอยู่ก็อย่าหวังเลยว่ามันจะไปไหนได้ พวกเราผูกพันธสัญญากันแล้ว แถมเมื่อวานข้าก็เซ็นสัญญาเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาพันธ์แล้ว ต่อให้ไม่ชอบกันขนาดไหนก็ต้องทนมองหน้ากันแบบนี้แหละ
“เซอเซสคุงทำบัตรสมาชิกหรือยัง ถ้ายัง ข้าไปส่งให้เอาไหม” พี่เพลโพล่งขึ้น ขัดความคิดชวนเจ้าเสือตีกันอีกรอบของข้า
“ขอบคุณมากขอรับ แต่ข้ากะจะเดินสำรวจสมาพันธ์เสียหน่อย เผื่อวันไหนหลงจะได้รู้ทางกลับห้องตัวเอง”
“มีโฟรเซนคุงนี่ ไม่ต้องกลัวหลงหรอก”
โธ่ พี่เพล ไม่รู้หรือว่ามันชอบแกล้งข้าขนาดไหน พาวาร์ปแล้วไม่พากลับข้าก็ซวยกันพอดี!