The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 11 ห้องปริศนา
บทที่ 11
ห้องปริศนา
ข้าซวยแล้ว
นี่คือความคิดหลังเดินออกจากห้องอาหารแล้วตามหลังโฟรเซนที่ควรจะคุ้นเคยเส้นทางในสมาพันธ์ เพราะเจ้าเสือพาข้าเดินวกไปวนมา สรุปได้ว่า…มันทำข้าหลง!!
“ปกติข้าใช้เวทข้ามมิติไปไหนมาไหน จู่ๆ เจ้าอยากเดินเท้า ข้าก็ต้องหลงสิ อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้กลับมาที่นี่ตั้งนาน แถมปราสาทก็ตั้งกว้าง ข้าจะไปจำได้อย่างไรว่าทางไหนเชื่อมไปทางไหน” โฟรเซนปัดความผิดตัวเองอย่างหน้าด้านๆ
“แล้วทำไมไม่บอกข้าแต่แรกล่ะว่าเจ้าจำไม่ได้”
“ก็เจ้าไม่ได้ถาม”
“โฟรเซน!” ข้าวิ่งไล่หลังเจ้าเสือเพื่อตามไปตี ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นประตูห้องหนึ่งที่ให้ความรู้สึกแปลกๆ ราวกำลังเชิญชวนอย่างไรชอบกล และเมื่อเปิดเข้าไป ข้าก็พบกับห้องว่างที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากสายลมเย็นเยือกพัดผ่านชวนขนลุก
“เจ้าทำต๊องอะไรอีก” เจ้าเสือเดินตามเข้ามาเสียงหงุดหงิดที่ข้าออกนอกลู่นอกทาง ข้ารีบหลบหลังมันทันทีตามสัญชาตญาณ มันเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะมองสำรวจรอบๆ คล้ายจำไม่ได้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่เมื่ออากาศรอบตัวกดต่ำขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเงาดำที่ฉายบนกำแพงเริ่มก่อตัวใหญ่ขึ้นในลักษณะคล้ายเสือ มันก็รีบโอบไหล่ข้าแล้วใช้เวทข้ามมิติทันที
“ว้ากกก!”
ข้าร้องลั่น เพราะวินาทีสุดท้ายก่อนเบื้องหน้าจะกลายเป็นอีกที่หนึ่งคือกรงเล็บเงาที่เกือบจะทำร้ายพวกเราสองคน ก่อนจะทรุดฮวบนั่งแหมะกับพื้นเมื่อเจ้าเสือปล่อยมือกะทันหัน
“ห้องเมื่อกี้คืออะไรหรือ” ข้าลูบใจที่ยังเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ขณะเอื้อมมือเกาะชายเสื้อคลุมตัวยาวของเจ้าเสือ ดูจากรอบด้านที่ถูกห้อมล้อมด้วยผนังแนวยาว ขนาดพื้นที่ไม่กว้างนัก ทำให้ข้ารู้ทันทีว่าตรงนี้คงเป็นทางเดินเล็กๆ เชื่อมไปที่ไหนสักแห่ง
“ข้าไม่ใช่หัวหน้านะ จะไปรู้ได้ยังไงว่าห้องนั้น ห้องนู้นมีไว้ทำอะไร” เจ้าเสือช่วยหิ้วแขนข้าขึ้นมา มันส่ายหน้ากับสภาพขาสั่นพั่บๆ ของเจ้านายที่น่าสมเพชเหลือเกิน “เอาล่ะ เสียเวลามามากแล้ว ข้าพาเจ้ามาส่งใกล้ๆ คราวนี้เจ้าแค่เดินไปตามทาง คงไม่หลงแล้วใช่ไหม”
“ใครกันแน่ที่เมื่อกี้พาข้าหลง”
เจ้าเสือทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“โฟรเซน”
“อะไรอีก”
“ใกล้ของเจ้ามันใกล้แค่ไหน ทำไมข้ามองไปข้างหน้าแล้วแทบไม่เห็นจุดสิ้นสุดเลยละ”
“ใกล้สำหรับพยัคฆ์เมฆา แต่สำหรับมนุษย์อ่อนแออย่างเจ้าคงขาลาก”
เคยมีสักนาทีไหมที่มันจะไม่กวนข้า
“เปลี่ยนเป็นเสือให้ข้าขี่หลังเลย”
“เรื่องอะไร เจ้าอยากเดินเล่นไม่ใช่หรือ เอ้า เดินสิ เดินซะให้พอ”
ข้าดึงผมยาวๆ ของเจ้าเสือ โฟรเซนเองก็ขยี้หัวสองสีของข้าให้กระเซิง เมื่อมีคนเปิดก็ตีกันต่อ ทะเลาะกันไม่เลิกแถมไม่มีคนยอมด้วย ไม่สิ คนที่ยอมแพ้ก่อนก็คือข้าตลอดนั่นแหละเพราะสู้แรงพยัคฆ์เมฆาไม่ไหว
“โอ๊ย เหนื่อย ข้าหมดแรงแล้ว”
“สำออย”
โฟรเซนแค่นยิ้มเยาะหยันจากด้านบนเพราะข้าทิ้งตัวนอนแผ่กับพื้น แต่ไม่นานมันก็กลายร่างเป็นเสือตัวใหญ่สูงเลยเอวข้า ส่งเสียงขู่คำรามตัดรำคาญพลางยกอุ้งนุ่มๆ มาดุนดันตัวข้า
‘จะขึ้นก็รีบเข้า’
ฟังจากหูคือเสียงของสัตว์ใหญ่แสนน่ากลัว แต่เสียงในหัวคือคำหงุดหงิดชี้ชวนให้ขี่หลัง ข้ายิ้มดีใจก่อนจะรีบลุกไปลูบแผงคอนุ่มๆ น่าซุกของมัน ถึงจะแอบขัดใจตรงที่มันไม่ยอมยอบตัวลง ปล่อยให้ข้าปีนขึ้นแบบทุลักทุเลทุกรอบก็ตาม
“ไปเลย” หลังทรงตัวบนหลังเสือ ข้าก็ชี้นิ้วออกคำสั่งเริงร่า
‘อย่าได้ใจนัก’
สิ้นคำกล่าว พยัคฆ์เมฆาก็วิ่งกึ่งเหาะรวดเร็วจนเกือบหงายหลัง ดีนะที่เกาะขนมันทันเลยโถมทั้งตัวกอดเจ้าเสือซะเลย หน็อยแน่ ตอนคราวของอาดีสมันวิ่งไวแต่ก็นุ่มนวลกว่านี้มาก แต่พอบนหลังมีข้าคนเดียวก็ไม่สนใจไยดีกันเลยนะ ข้าแทบปลิวอยู่แล้ว!
‘หากเจ้าหล่นลงไป ไม่ใช่ความผิดข้า แต่เป็นเพราะเจ้าไร้ความสามารถ’
เพียงพริบตาเจ้าเสือก็พุ่งกระแทกประตูจนเปิดอ้ากะทันหัน เมื่อถึงจุดหมายมันก็สลัดตัวจนข้าไหลลงไปกองกับพื้นอย่างหมดแรงจนแทบขยับไม่ไหวของจริง ทางที่ดี…ข้าไม่ควรหาเรื่องใช้บริการมันอีก
‘คิดได้ก็ดี’
กล่าวจบ เจ้าเสือก็กลายร่างเป็นมนุษย์อีกครั้ง แถมยังช้อนใต้รักแร้ข้าบังคับให้ลุกยืนจนเหมือนข้าเป็นผ้าขี้ริ้วเน่าๆ ซึ่งโดนสะบัดตาก เพิ่งสังเกตเอาตอนนี้เองว่ารอบด้านเต็มไปด้วยตู้ยาและเตียงนอนวางเรียงโดยมีผ้าม่านกั้นเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็คือห้องพยาบาลชัดๆ
แต่ข้ามาทำบัตรสมาชิกนะ ทำไมถึงมาที่นี่กันล่ะ
“นึกว่าใครมาเอะอะโวยวาย ที่แท้ก็โฟรเซนกับเด็กใหม่นี่เอง”
ข้าหันไปตามเสียง พบกับชายหนุ่มอายุราวๆ สามสิบต้น ท่าทางคล้ายๆ กับข้า หรือเรียกง่ายๆ คือดูอ่อนแอไม่ค่อยสู้คน ใบหน้าเรียวคมได้รูปประดับด้วยแว่นตาขาเดียวแบบสมัยก่อน สวมชุดกาวน์สีขาวไม่ต่างจากหมอเท่าไรนัก ดวงตาสีส้มแสด เส้นผมสีเขียวสดใสมัดรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย
พระเจ้า เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นใครผมสีเขียวราวตะไคร่น้ำมาก่อนเลย
“เจ้าเปรียบเปรยได้อุบาทว์ชะมัด” โฟรเซนพึมพำตามประสาคู่พันธะที่อ่านความคิดได้
“แนะนำตัวกันก่อนดีกว่า” ชายผู้นี้คงชินกับคำวิจารณ์ประมาณนี้แล้วจึงเอ่ยต่อราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ข้าคือหัวหน้าหน่วยแพทย์ชื่อว่าคาเทลเรียส จะเรียกคาร์ทเฉยๆ ก็ได้ ข้าไม่ถือ หน้าที่คือรักษาสมาชิกในสมาพันธ์ พ่วงด้วยตำแหน่งเบ็ดเตล็ดอย่างดูแลงานต้อนรับเด็กใหม่ รวมทั้งการลงทะเบียนและทำบัตรสมาชิก เฮ้อ ฟังแล้วก็อย่าตกใจ ที่นี่เห็นกว้างแบบนี้ แต่คนน้อยกว่าที่คิดนะข้าขอบอกไว้เลย”
ข้าเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาเล่าให้ฟังหรือแอบประท้วงให้ฟัง
“ห้องพยาบาลคือที่ทำงานของข้า หากคิดถึงก็มาหากันได้เพราะมีข้าประจำการคนเดียวเท่านั้นแหละ แต่ก่อนหน้านั้น…เตรียมตัวถ่ายภาพติดบัตรหรือยังล่ะ เซอเซส”
เห็นรอยยิ้มแปลกๆ ของคนตรงหน้าข้าก็กลืนน้ำลายเอื๊อกไม่รู้ตัว
“เอ่อ ข้าพร้อมแล้วขอรับ”
…ขอเปลี่ยนใจได้ไหม ข้าไม่พร้อมแล้ว!
“ยิ้ม ยิ้มอีก ยิ้มกว้างกว่านั้นอีก ฉีกยิ้มเยอะๆ ให้ถึงใบหูเลย”
ขณะที่ข้ายิ้มจนแทบจะกลายเป็นร้องไห้โฮ โฟรเซนที่ทนมองมานานก็ตบไหล่คนหัวเขียวจนอีกฝ่ายแทบทำกล้องตกพื้น เฮ้ย ตีเบาๆ หน่อยสิ คนคนนี้ไม่ได้ถึกทนเหมือนข้านะที่จะข่มเหงรังแกยังไงก็ได้
“หมอนี่เป็นหัวหน้าห้องพยาบาลนะ ถ้าเจ็บก็รักษาตัวเองได้อยู่แล้ว” โฟรเซนหันมากล่าวกับข้า “ส่วนเจ้า…เลิกเล่นได้แล้ว หมอนี่จะร้องไห้แงๆ อยู่แล้วไม่เห็นหรือไง”
“แหม นานๆ ทีจะมีสมาชิกมานี่นา ข้าก็อยากหยอกเล่นแก้เหงาบ้างอะไรบ้าง” คาร์ทแก้ตัว ก่อนจะหันมายิ้มปลอบใจให้ข้าซึ่งหน้าตื่นอย่างทำอะไรไม่ถูก เบื้องหลังคือผ้าม่านสีขาวสะอาดของห้องพยาบาลที่ถูกหยิบยืมมาทำเป็นฉากหลังให้แก่การถ่ายรูปประดับบัตร
“อายุปาไปจะสี่พันปีอยู่แล้ว ยังเล่นเป็นเด็กๆ” คำกล่าวของโฟรเซนทำให้ข้าชะงัก
ว่าไงนะ สี่พัน!!!
“อย่าไปฟังเจ้าเด็กนี่พูดเลย เห็นแบบนี้ข้ายังเอ๊าะนะขอบอก” คาร์ท…หรือควรจะเรียกว่าลุงคาร์ทดี ยกมือปิดปากเสียๆ ของเจ้าเสือพร้อมหันมากล่าวกับข้า ซึ่งฟังไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด
‘เขาโกหก!!’
และยิ่งมั่นใจเมื่อเสียงตะโกนของโฟรเซนดังก้องในหัว อูย…เบาๆ หน่อยก็ได้นะเจ้าเสือ
“เจ้าหลอกเด็กมากี่คนแล้วล่ะ ทั้งๆ ที่ในสมาพันธ์คนที่แก่ที่สุดก็คือ…อุ๊บ!!” เมื่อปากเสียๆ ถูกปล่อยเป็นอิสระ โฟรเซนก็แผลงฤทธิ์ต่อทันที แต่ไม่ทันได้เอ่ยจนจบประโยค พลาสเตอร์ขนาดใหญ่ก็ลอยผ่านหน้าข้าไปปิดปากเจ้านั่นจนได้แต่ส่งเสียงอู้อี้น่าเวทนา
น่าเศร้าเพราะไม่สามารถหยุดเสียงสะท้อนก้องในหัวข้าได้ ซึ่งคำที่เอ่ยต่อจากนั้นคงไม่ต้องทวนซ้ำให้เปลืองเวลา เพราะคงเป็นสิ่งที่รู้ๆ กันดีอยู่แล้ว
“คนที่แก่ที่สุดก็คือกลาเซียสไงล่ะ”
คาร์ท…อืม ข้าขอเรียกแบบนี้แล้วกัน เพราะร่างตรงหน้าไม่มีความน่าเชื่อถือให้ข้าเติมคำว่า ‘ท่าน’ หรือ ‘พี่’ อย่างพี่เพลและพี่ซัฟเฟอร์เลยสักนิด คาร์ทกล่าวกับตัวเองพลางพยักหน้าหงึกๆ
แต่ข้ายังสงสัยว่ากลาเซียสนั้นคือใคร และไม่นานก็ได้คำตอบจากเจ้าเสือ ที่แท้…กลาเซียสก็คือหัวหน้านั่นเอง
เล่นเรียกชื่อกันตรงๆ โดยไม่มีความเกรงอกเกรงใจแบบนี้ อายุอานามคงไม่น้อยจริงๆ นั่นแหละ
‘แหงอยู่แล้วสิ เจ้าไม่เชื่อคำข้ารึไงเจ้าบื้อ’
“เอาล่ะ จริงจังกันดีกว่า” จู่ๆ คาร์ทก็หันกล้องมาถ่ายข้าที่กำลังถลึงตาเตรียมตีกับเจ้าเสือผ่านความคิด ทันทีที่ได้ยินเสียงดังแชะ ข้าก็สะดุ้งโหยง
ไม่จริงน่า
“ถ่ายไม่ทันใช่ไหมขอรับ”
คาร์ทไม่ตอบ แต่เจ้าเสือที่กลั้นหัวเราะบ่งบอกทุกอย่างแล้ว
ซวยจริงๆ เซอเซส บัตรประจำตัวที่มีเพียงใบเดียวทำไมต้องถ่ายตอนทำหน้าประหลาดด้วยเล่า!!