The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 12 ผืนน้ำแห่งอนาคต
“เจ้ายึดเตียงข้า!”
หนึ่งวันช่างยาวนาน ด้วยจิตใจที่ชอกช้ำกับการถ่ายรูปบัตรประจำตัว ทำให้ข้าหงุดหงิดเป็นพิเศษเมื่อถูกเจ้าเสือมันกวนด้วยการนอนแผ่บนเตียงชั้นหนึ่ง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันต้องขึ้นไปนอนชั้นสอง แต่ไม่ว่าจะเขย่าปลุกยังไงมันก็หลับตาพริ้มเหมือนตาย ข้าเลยจำใจต้องปีนบันไดขึ้นชั้นบนอย่างงัวเงีย
ก่อนจะตกลงมาดังโครม!
ชัดเลย ความซวยทำงาน บันไดหักคาเท้า!!
ดวงตาสีดำสนิทของข้าเบิกกว้างในความมืด เห็นเพียงเพดานเต็มไปด้วยหยากไย่เพราะร่างข้านอนขนานกับพื้น รู้สึกเจ็บไปทั่วแผ่นหลังซึ่งกระแทกเต็มๆ พร้อมฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย
ไม่ต้องให้เดาก็คงรู้กันดีว่า…สภาพตอนร่วงลงมากองของข้าทุเรศตาเพียงใด
ทำเอาตาสว่างเลยทีเดียว
ข้าเลยตัดสินใจทิ้งเจ้าเสือ มาเดินเล่นข้างนอกหนีอายก่อนโดนมันตื่นมาแซว
ตั้งใจออกมาไม่นาน แต่เดินไปเดินมาข้าก็หลงอีกครั้ง สมาพันธ์แห่งนี้ใหญ่มากจริงๆ แถมเส้นทางก็ค่อนข้างซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นประตูเรียงๆ กันไปชวนให้สับสน ถ้าเรียกโฟรเซนมันจะมารับข้าไหมนะ หรือว่ามันจะแกล้งหลับ ทิ้งข้านอนแผ่กับพื้นจริงๆ อย่างที่เคยกล่าว
แกรกๆ…
ข้าสะดุ้ง เมื่อไม่มีเจ้าเสือก็ไม่มีใครให้หลบหลัง เลยได้แต่เดินถอยหลังเมื่อได้ยินเสียงประหลาดราวกับสิ่งของกระทบกระแทกกัน ข้าพยายามแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน รีบจ้ำอ้าวสุดชีวิต แต่เสียงนั้นกลับดังใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนต้องแทรกตัวหลบระหว่างช่องว่างของกำแพงสองด้าน
ปึก! ผลัวะ!!
“ว้ากกก!” ข้าหงายไปด้านหลังเมื่อแตะโดนกลไกลับซะอย่างนั้น ใช่สิ ความซวยนำทางย่อมพาข้าไปสู่ที่ชอบๆ และที่หนักกว่านั้นคือข้า…
ขาแพลง
“ซวยซ้ำซวยซ้อนอีกแล้ว” ข้าเอ่ยกึ่งปลง ชินแม้ไม่อยากจะชินกับประสบการณ์พรรค์นี้ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่ากลไกกำแพงพลิกกลับราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อใช้มือดันก็ดันไม่ไป ต่อให้โง่เง่าขนาดไหนก็ตระหนักรู้ทันทีว่า…
โดนขัง!
หากเป็นก่อนหน้านี้คงทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจและอดทนอดกลั้นด้วยความกลัวจนกว่าจะมีคนมาช่วย แต่ตอนนี้ข้ามีคู่พันธะแล้ว ต่อให้โฟรเซนจะขี้แกล้งก็คงไม่เมินเฉยเมื่อเจ้านายตกในสถานการณ์ไม่สู้ดี แต่ไม่ทันเรียกหาเจ้าเสือ เสียงน้ำดันดึงความสนใจเสียก่อน ข้าหันหลังมอง เพิ่งสังเกตว่าตรงนั้นมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ ไม่สิ ควรเรียกว่าทะเลสาบต่างหาก
สมาพันธ์ใหญ่มาก กว้างมาก แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีทะเลสาบที่ไร้จุดสิ้นสุดซ่อนอยู่ด้วย!
ข้ากึ่งเขย่งกึ่งเดินราวต้องมนต์ เมื่อชะโงกหน้าส่องเงาในทะเลสาบ สิ่งที่ปรากฏกลับไม่ใช่เงาของข้า!!
“เหวอ” เพราะข้อเท้าข้างขวาเจ็บแปลบ ต่อให้อยากถอยหนีข้าก็ทำได้เพียงดิ้นอยู่กับที่ด้วยความตกใจ แต่พอตั้งสติได้อีกครั้ง ข้าก็รู้สึกอยากมองเงาสะท้อนบนนั้นมากกว่าเดิมอย่างไม่อาจหักห้ามใจ
ข้าหลับตาข้างหนึ่ง ลืมตาข้างหนึ่ง ชะโงกมองด้วยความกล้าระคนกลัว
เงานั้นคือชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ข้าไม่รู้จัก คนคนนั้นมีเรือนผมสีดำสลับเงินเหมือนข้าไม่มีผิด หากแต่ยาวจรดกลางหลังจนดูแปลกตา ใบหน้าหล่อเหลาผิดกับข้าลิบลับ ไม่มีความคุ้นเคยหรือความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น ความคิดที่นึกว่าเป็นตัวเองตอนโตต้องปัดทิ้ง
แล้ว…หมอนี่คือใคร
พลันชายหนุ่มคนนั้นตวัดดวงตาสีแดงเลือดสบกับข้า เลือดในกายพลันเย็นเฉียบ เรี่ยวแรงที่มีเลือนหาย ภาพเบื้องหน้าของข้าพร่ามัวลง ก่อนที่ร่างจะเอียงวูบไปทางทะเลสาบอย่างห้ามไม่อยู่
ตูม!!
ภาพของชายผู้นั้นแตกกระเซ็น พร้อมดวงตาที่หนักอึ้งของข้าปิดสนิท ความดันของน้ำทำให้ข้าอึดอัด แต่กระนั้นร่างกายกลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง แม้ว่าจะพยายามฝืนขยับเพียงใดก็รู้สึกไม่ต่างกับว่าร่างกายตนเป็นก้อนหิน
อย่าบอกเชียวว่าไม่ทันเริ่มงานข้าก็จมน้ำตายเสียก่อน
โฟรเซน เจ้าหาเจ้านายคนใหม่ได้สมใจแล้วนะ
นั่นคือความคิดสุดท้ายพร้อมสติที่ดำดิ่งสู่ความมืดมิดใต้ห้วงน้ำปริศนา
‘เซอเซส’
‘เซอเซส’
เสียงเรียกก้องดังกังวานไปทั่วศีรษะของข้า ฟังคุ้นหูชอบกล แต่เพราะตัวยังหนักและเปลือกตายังลืมไม่ขึ้น ข้าจึงรอให้ร่างกายค่อยๆ ฟื้นสภาพพลางฟังเสียงน่ารำคาญนั้นอย่างไม่อาจตอบโต้
‘ไอ้บ้าขี้เซา เมื่อไหร่จะตื่นฟะ!!’
เปลือกตาข้ากระตุกทันที หน็อย ไอ้หมอนี่น่ากระทืบชะมัด
ข้ามั่นใจเต็มร้อยแล้วว่าคือใคร เพราะเล่นด่ากันไม่เกรงใจเลย แต่ร่างกายของข้าก็ยังคงขยับไม่ได้ดั่งใจอยู่ดี แย่แล้ว คงไม่ได้เป็นอัมพาตหรอกนะ
โครม!! ตึง!!
พลันร่างร่วงตกกระแทกของแข็งบางอย่าง ความเจ็บจี๊ดช่วยฟื้นคืนสัมผัสทั่วร่างให้ประคับประคองตัวเองกึ่งนั่งกึ่งคลานบนพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่น ชัดเลย ที่นี่คือห้องนอนของข้าเอง และคนที่ใช้วิธีรุนแรงเพื่อปลุกข้าก็คงไม่พ้น…
“ตื่นสักทีนะ นอนฝันหวานถึงไหนล่ะเจ้าบื้อ” เงาสีดำทาบทับร่างข้า และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เจอกับดวงตาสีแดงเลือดของโฟรเซนที่กำลังยืนกอดอกก้มมองข้าด้วยสายตาราบเรียบแต่แฝงความรู้สึกบางอย่าง
ข้าคงไม่คิดไปเองใช่ไหมว่าเจ้าเสือกำลังกลบเกลื่อนความเป็นห่วง
เผลอยิ้มซะงั้น โฟรเซนเห็นแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วขุ่นเคือง
“เจ้าจะนั่งตรงนั้นไปถึงเมื่อไหร่กัน” เจ้าเสือตีสีหน้าหงุดหงิด แต่ก็ยื่นมือมาช่วยฉุดข้า เมื่อมีโอกาส ข้าก็ไม่รีรอจะเอามือข้างที่ดำปี๋ไปป้ายชุดของมันแล้วลุกขึ้นโดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าเสือค้าน
“โอ๊ย!” ลืมสนิทว่าเท้าแพลง เมื่อลงน้ำหนักไปที่เท้าขวา ร่างทั้งร่างก็พลันทรุดฮวบไปกองกับพื้นต่อหน้าต่อตาเจ้าเสือที่ขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม
“หาเรื่องเจ็บตัวเก่งจริงนะ”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย” ข้าพึมพำปล่อยให้มันช่วยพยุงไปนั่งที่เตียงชั้นหนึ่ง โดยไม่ลืมกระแซะให้ฝุ่นเลอะเสื้อของโฟรเซนเยอะๆ เจ้าเสือยกมือคล้ายอยากจะขยี้หัวข้าให้ยุ่ง แต่พอเห็นหน้าจ๋องๆ ดูงุนงงแล้วก็ทำไม่ลง “ใครเป็นคนช่วยข้าเหรอ ถ้าจำไม่ผิดข้ากำลังจะจมน้ำนี่นา”
“พันธสัญญาจะมีประโยชน์อะไร หากไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเจ้านายกำลังตกอยู่ในอันตราย” โฟรเซนเปลี่ยนจากจะขยี้หัวเป็นดึงแก้มข้าจนยืดด้วยน้ำเสียงดุหมายกล่าวโทษ
“เจ้าช่วยข้าหรือ” ข้ายิ้มกว้างดีใจ
“เปล่า” เจ้าเสือหันหน้าหนี
“อ้าว ในเมื่อรับรู้ว่าข้ากำลังตกอยู่ในอันตรายแล้วไม่มาช่วยได้ยังไง” ข้ากระชากเสื้อโฟรเซนทักท้วงพร้อมทะเลาะกันสักยก ก่อนจะปล่อยมือแทบไม่ทันเมื่อเพิ่งสังเกตว่าห้องนี้มีแขกอยู่ด้วย
“ฟื้นแล้วหรือเซอเซสคุง”
เป็นพี่เพลกับพี่ซัฟเฟอร์นั่นเอง
คนแรกสวมชุดขาว คนหลังสวมชุดดำ มองเผินๆ แล้วเหมือนเทวดากับซาตานก็คงไม่ผิด หากแต่ซาตานตนนี้ออกจะชื่นชอบของหวานมากไปนิด เพราะลับหลังพี่เพล พี่ซัฟเฟอร์แอบหยิบขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากิน น่าสงสัยจังว่าเขาเอาขนมพวกนั้นไปเก็บไว้ตรงไหนนะ
“เมื่อคืนข้ากับซัฟเฟอร์คุงเป็นคนไปช่วยเซอเซสคุงเอง” พี่เพลเอ่ยเสียงนุ่ม ก่อนจะหันไปยิ้มให้โฟรเซนราวปลอบโยน แต่อาจจะดูเยาะเย้ยไปหน่อยในความคิดของเจ้าเสือ เพราะมันแยกเขี้ยวตอบซะงั้น
“ห้องนั้นเป็นห้องเดียวในสมาพันธ์ที่พยัคฆ์เมฆาถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าไป ฉะนั้นตำหนิโฟรเซนคุงไม่ได้หรอกนะ เพราะเขาเองก็พยายามอย่างมากที่จะตามข้าไปช่วยเซอเซสคุงก่อนที่จะขาดอากาศเสียชีวิต”
ข้าอดซาบซึ้งน้ำใจเจ้าเสือไม่ได้ แต่มันกลับดันหน้าผากข้าจนมึน หน็อย ก็แรงมันน้อยเสียเมื่อไร
“ห้องอื่นมีตั้งเยอะ ดันทะเล่อทะล่าเข้าห้องปิดตายนั่น จะเรียกว่าซวยหรืออะไรดี”
“ปิดตาย?” ข้าเอ่ยทวน ถ้าจำไม่ผิด…ข้าไม่ได้เข้าไปทุบกระจกหรือเผยวิชาสะเดาะกุญแจสักนิด แต่ข้าหงายหลังเข้าไปเสียดื้อๆ แล้วปิดตายตรงไหนไม่ทราบ
“ห้องที่เปิดไม่ได้ จะเข้าไปได้ต้องผ่านกลไกลับเท่านั้น จะเรียกว่าห้องปิดตายก็ไม่ผิดหรอก” พี่เพลช่วยขยายความ “ห้องนั้นเป็นห้องที่ท่านกลาเซียสสร้างพิเศษเพื่อไม่ให้ใครเข้าไปง่ายๆ แต่ดูเหมือนจะมีกลไกบางชิ้นที่ทำงานผิดพลาด ทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อคืน หลังจากนี้ข้าคงต้องให้ท่านกลาเซียสตรวจสอบบ่อยๆ และวางวงเวทป้องกันเพิ่มเสียแล้ว”
“เอ่อ…ทะเลสาบในนั้นคืออะไรหรือขอรับ” ข้าพยายามเปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากเอ่ยถึงความซวยของตัวเอง
“ทะเลสาบผืนนั้นมีชื่อเรียกว่าผืนน้ำแห่งอนาคต เปรียบเหมือนกระจกส่องอนาคต เพียงแค่มอง…ก็จะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในภายภาคหน้า แต่ระยะเวลานั้นไม่แน่นอน บางครั้งอาจจะเกิดในวันนี้ ปีนี้ หรืออีกสิบปีข้างหน้า ส่วนที่เป็นห้องหวงห้าม เพราะใครก็ตามที่ส่องผืนน้ำจะถูกดูดพลังเวทไปส่วนหนึ่งเป็นข้อแลกเปลี่ยน ฉะนั้นจึงอันตรายสำหรับผู้มีพลังเวทน้อย หรือผู้มีพลังเวทมากอย่างพยัคฆ์เมฆาที่ถูกทะเลสาบดึงดูดได้ง่าย”
เข้าใจแล้ว ข้าเป็นกรณีแรกสินะ มิน่าล่ะถึงวูบอย่างรวดเร็ว
“ข้าไม่ถามหรอกนะว่าภาพที่เซอเซสคุงเห็นนั้นคืออะไร แต่ขอเตือนว่าภาพที่ผืนน้ำแห่งอนาคตสะท้อนให้เห็นมักเป็นการเตือนภัยในอนาคตมากกว่าเรื่องดีๆ”
เรื่องที่เกิดกับข้าก็ไม่เคยมีเรื่องดีซะด้วยสิ ทั้งที่ควรจะชิน แต่พอนึกถึงภาพของชายหนุ่มที่มีสีผมคล้ายกับข้าแต่ดวงตาสีแดงเลือดน่ากลัวก็รู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก
“สมองยิ่งน้อยๆ อยู่ จะคิดเยอะทำไม พล่ามมากในหัวข้าอยู่ได้ กังวลให้น้อยๆ หน่อยไม่ได้หรือยังไง”
เจ้าเสือดึงแก้มอีกข้างของข้า จริงสิ มันอ่านความคิดข้าได้ แต่อ่านภาพในความทรงจำข้าไม่ได้ มันเลยรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านราวถูกปิดบังด้วยเรื่องที่เกี่ยวพันถึงชีวิตเจ้านาย เห็นมันวิตกแทนแล้วข้าก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาซะงั้น
การมีคู่พันธะนับเป็นข้อดีเหมือนกันเนอะ
“ความจริงแล้วสมาพันธ์มีงานเลี้ยงต้อนรับเด็กใหม่พร้อมกิจกรรมต้อนรับที่จัดไว้ตอนเช้าวันนี้ แต่เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้เลื่อนมาจัดตอนกลางคืนแทน”
คำพูดของพี่เพลทำให้ข้าเพิ่งรู้ว่าสลบไปหนึ่งวันเต็ม
“ฉะนั้นข้าจะให้เวลาเซอเซสคุงเตรียมตัวห้านาที หลังจากนั้นกิจกรรมรับน้องใหม่จะเริ่มขึ้นทันที” พี่เพลยิ้มอ่อนโยน เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนชวนอบอุ่นประโลมใจ “รับรองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้จะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับเซอเซสคุงแน่นอน”
ไม่ใช่แล้วพี่เพล อีกห้านาทีข้างหน้าคือความซวยบรมต่างหาก!
“ก็ไม่โง่มากนี่” เจ้าเสือหัวเราะยืนยันข้อสันนิษฐาน
“ข้าไปละ” พี่เพลบอกลาข้าก่อนจะเดินออกไปทันที แต่พี่ซัฟเฟอร์กลับเดินเข้าใกล้ข้า จนข้าต้องเงยหน้าสบกับดวงตาสีเพลิงดุเป็นคำถาม ปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่เอ่ยอะไรแต่ยื่นมือมาวางเหนือข้อเท้าขวาข้า พลันความรู้สึกร้อนวูบปรากฏจากกลางฝ่ามือนั้น พร้อมกับความเจ็บปวดที่ค่อยๆ จางหายไป
ลืมสนิทว่าเท้าแพลงอยู่
“ขอบคุณขอรับ”
พี่ซัฟเฟอร์คลี่ยิ้มจางอย่างรวดเร็ว ชนิดหากข้าเผลอกะพริบตาก็คงจะไม่ทันเห็น เขาเหลือบมองโฟรเซนเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องตามหลังพี่เพลโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ปัง!
เสียงประตูปิดลง พร้อมกับดวงตาสีเลือดของเจ้าเสือที่เปล่งประกายระยิบระยับ ข้ารู้สึกสังหรณ์ชอบกล
“สนุกแน่”
ใช่ และเราสองคนก็ไม่ได้ทำความสะอาดห้องนี้สักที…