The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 15 กลายเป็นสมาชิกเต็มตัว
บทที่ 15
กลายเป็นสมาชิกเต็มตัว
“ทำเวลาได้ดีเหมือนกันนะ” พี่เพลเริ่มบทสนทนาด้วยรอยยิ้มหวาน…หวานพอๆ กับขนมในมือคู่หูนั่นแหละ พยัคฆ์เมฆาแต่ละตนมีเอกลักษณ์สุดๆ!
เริ่มจากพี่ซัฟเฟอร์ หรือซัฟเฟอรัสซึ่งนั่งตรงหน้าข้า ผมสีเพลิงสดดั่งเปลวเพลิง จัดเป็นทรงชี้ยุ่งเหยิงแต่กระนั้นเจ้าตัวก็จับมัดไว้ด้านหลังเป็นจุกเล็กๆ ดวงตาคมดุชี้ขึ้นแลข่มขวัญ ยิ่งบวกกับรอยสักลายหัวกะโหลกสีดำสนิทใต้ตาซ้ายยิ่งเพิ่มความน่ากลัวจนแวบแรกที่เห็นแอบผวา
ทว่าใครเลยจะรู้ ภายใต้ใบหน้าไม่รับแขกนั้น กลับมีนิสัยเด็กๆ อย่างอาการติดขนมหวานชนิดกินได้ทุกที่ทุกเวลา แถมยังมีน้ำใจแบ่งให้ข้าด้วยราวหาพรรคพวกคอเดียวกันเพราะพี่เพลไม่ชอบทาน
คนที่สอง…คือเสือสาวนามเอรินที่ข้าไม่รู้ว่าชื่อเต็มๆ ของเธอคืออะไร แต่ที่แน่ๆ คือเธอเป็นจ้าวความเร็วทั้งที่ดวงตาทั้งสองนั้นปรือลงพร้อมจะปิดทุกเวลา ใบหน้าสวยนั้นดูไม่รับแขกพอๆ กับพี่ซัฟเฟอร์ แต่กลับเป็นอาการเฉยชาของคนอดนอนซะมากกว่า
คนที่สามเป็นชายหนุ่มมาดดีที่นิสัยคล้ายพี่เลี้ยงกึ่งพ่อบ้าน ผมสีทองยาวรวบมัดด้านหลัง สวมชุดสูทเนี้ยบเป๊ะ เขามีดวงตาสีครามแบบเดียวกับผู้เป็นนาย เป็นพยัคฆ์เมฆาที่มีนามว่า…ซีเอล
ซึ่งโฟรเซนแอบกระซิบบอกข้าว่าสีตาและสีผมจริงๆ ของคนคนนี้ไม่ได้เหมือนกับที่เห็นตอนนี้สักนิด คาดว่าจะเปลี่ยนไปตามความประสงค์ของเจ้าตัวเพื่อเอาใจเจ้านายตัวน้อยอย่างจีเซล
นิสัยไม่ต้องพูดถึง เพราะอาการติดเจ้านายชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ทะนุถนอมราวเป็นแก้วใสเปราะบางพร้อมจะแตกทุกเมื่อ ซึ่งกลับตาลปัตรทันทีเมื่อพ้นสายตาเจ้านาย รอยยิ้มหวานพลันแปรเปลี่ยนเป็นแสยะ คำพูดอ่อนน้อมแฝงหยอกเย้าจะกลายเป็นถ้อยคำถากถางดูแคลน
บุคคลนี้…เป็นเสือสองหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย!!
คนต่อมาช่างแปลกประหลาดนัก เพราะเขาช่างเหมือนโฟรเซนไปเสียทุกอย่างทั้งรูปร่างหน้าตา แต่นิสัยไม่ขี้แกล้งชอบปั่นหัวเท่า หรือไม่แน่ว่าแอบร้ายลึก แม้ทรงผมจะเป็นแบบเดียวกัน คือซอยสั้นด้านหน้า ส่วนด้านหลังปล่อยยาวจนถึงกลางหลัง แต่สีผมของเฟนเซลนั้นเป็นสีเงิน และมีดวงตาเป็นสีน้ำเงินครามราวห้วงลึกของมหาสมุทร
เขาคนนี้คือพยัคฆ์เมฆาของหัวหน้ากลาเซียส!!
และที่ขาดไม่ได้ก็คือ…โฟรเซนโฟเรซิน เจ้าเสือสุดกวนของข้าเอง…
เจ้าเสือผิวเข้มกว่าชาวบ้านเล็กน้อย ยิ่งเดินเคียงข้ายิ่งตัดกันจนเห็นชัด เพราะไม่มีสิ่งใดที่ข้าและมันเหมือนกันเลยสักอย่างเดียว
มันสูง ข้าเตี้ย
มันแกร่งกว่าข้า ซึ่งข้าไม่เถียง
ผมของมันเป็นสีทองสว่างโดดเด่นยามราตรี แต่ผมข้าเป็นสีรัตติกาล แม้จะมีสีเงินแซมบางส่วนก็ตาม
ดวงตาของมันเป็นสีเลือดน่ากลัว คมดุและชี้ขึ้นอย่างสัตว์ป่า ส่วนตาข้ากลมโตดูใสซื่อ สีดำเหมือนกับเส้นผมที่ยาวประบ่า
อาวุธของมันคือกรงเล็บและเขี้ยวที่แหลมคมกว่ามีดหรือดาบใดๆ ในโลก ส่วนอาวุธข้า…คงจะเป็นมีดเล็กๆ ที่เผลอหยิบติดมือมาจากห้องของจีเซล ไม่ก็ตุ้มหูสีเงินที่แปรเปลี่ยนเป็นกุญแจผีได้ในชั่วพริบตา
พวกเราแตกต่างอย่างไม่น่าเข้ากันได้ แต่ดันตกกระไดพลอยโจนเป็นคู่พันธะกัน
เรื่องราวก่อนที่มันจะเจอข้านั้น…จะเป็นอย่างไรกันนะ
“เซอเซเรซิสเซทัล” เสียงเรียกชื่อเต็มยศจากเจ้าเสือทำเอาข้าร้อนตัว ลืมสนิทว่ามันอ่านความคิดได้ และคงหงุดหงิดกับการสอดรู้สอดเห็นของข้านับจากได้ยินประโยคน่าสงสัยของซีเอล ช่วยไม่ได้นี่นา ในเมื่อหลังจากนี้ต้องตัวติดกันยี่สิบสี่ชั่วโมง ข้าย่อมอยากทำความเข้าใจมันให้มากที่สุด
“โฟรเซนคุงก็อย่าดุเซอเซสคุงนักเลย เรื่องคราวนี้ท่านกลาเซียสสั่งลงมาเองนะ” พี่เพลช่วยเกลี้ยกล่อม ข้าตาวาวทันที หรือว่าสมาชิกในสมาพันธ์จะสนับสนุนความขี้เสือก เอ๊ย ความอยากเข้าใจในตัวเจ้าเสือของข้า
“ไอ้หัวหน้าจอมจุ้นนั่น…” โฟรเซนสบถพึมพำก่อนจะหันมามองค้อนข้าหนึ่งที “จะทำอะไรก็เชิญ”
พูดจบเจ้าเสือก็เดินหนีออกจากห้อง ไม่คิดช่วยข้ารับน้องเหมือนก่อนหน้านี้ มันงอนหรือ คงใช่แหละ เจ้าแมวตัวโตของข้าปากร้ายใจดีและชอบให้ง้ออยู่เรื่อย
“ข้าไม่ได้งอน!”
อุตส่าห์หันมาแก้ตัวก่อนจะปิดประตูอีก ชัดเลย งอนแน่ๆ
“เอาล่ะเซอเซสคุง เรามานั่งคุยกันไปพลางจิบน้ำชาไปพลางดีกว่าเนอะ”
พี่เพลรินน้ำชาส่งให้ข้าด้วยรอยยิ้ม ข้ารับมาจิบพลางส่งความคิดปลอบโยนเจ้าเสือว่าเดี๋ยวไปง้อนะ รอก่อน ขอฟังเรื่องราวในอดีตของมันก่อน
‘เจ้าบื้อเอ๊ย ข้าบอกว่าไม่ได้งอนไง ทำไมเข้าใจยากแบบนี้’
โอ๋ๆ ไม่งอนนะ
‘ไอ้โง่เอ๊ย!’
“เซอเซสคุงคงสงสัยว่าทำไมข้าไม่ทดสอบฝีมือเหมือนสมาชิกคนอื่น เป็นเพราะก่อนหน้านี้คือการประเมินฝีมือจากรุ่นพี่ที่อยากรู้จักสมาชิกใหม่ ส่วนงานรับน้องจริงๆ น่ะเพิ่งเริ่มตอนนี้ต่างหาก”
พี่เพลปรบมือสามที ทันใดนั้นอาหารมากมายหลากหลายชนิดพลันปรากฏเต็มโต๊ะจัดเลี้ยงตัวยาว แถมยังมีขวดไวน์ราคาแพงวางในถังน้ำแข็งอีกด้วย ข้าเพิ่งสังเกตตอนนี้เองว่าห้องนี้ถูกตกแต่งไม่ต่างจากการจัดเลี้ยง มีช่อดอกไม้ประดับตามเสาและสายรุ้งห้อยตามโคมไฟ
“ความจริงควรมีเยอะกว่านี้นะ ข้าหมายถึงแขกที่จะมาร่วมงานน่ะนะ” พี่เพลกล่าว พลางดันอาหารจานหนึ่งให้ข้าลองชิม “แต่หัวหน้าเป็นพวกนึกจะมาก็มา ไม่มาก็หายตัวไปเลย ซัทเซนมีงานต่อจึงมาไม่ได้ ส่วนจีเซลก็รักษาเวลานอนของเด็กอย่างดีเยี่ยม ท่านคาร์ทประจำแต่ห้องพยาบาลเท่านั้น จึงมีเพียงข้าและซัฟเฟอร์คุงเท่านั้นแหละที่มาต้อนรับ”
ไม่ใช่หรอกพี่เพล พี่ซัฟเฟอร์มากินขนมต่างหาก ดูนั่น โซ้ยเค้กก้อนที่สองแล้ว
“ในสมาพันธ์มีสมาชิก…” ข้านับนิ้ว “หกคนเองหรือขอรับ”
“ความจริงแล้วหากไม่นับเหล่าพยัคฆ์เมฆา สมาพันธ์มีสมาชิกทั้งหมดเจ็ดคนน่ะ แต่คนสุดท้ายไปปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างแดน จึงมาร่วมงานรับน้องไม่ได้”
“เขาจะกลับมาเมื่อไหร่หรือขอรับ” ข้ากระตือรือร้นอยากรู้จักรุ่นพี่ทุกคน ถึงจะเหลือเชื่อที่สมาพันธ์ใหญ่ขนาดนี้แต่มีสมาชิกน้อยนิดขนาดสองมือยังนับไม่ครบก็ตาม
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เพราะสมาชิกรายนี้ไม่ค่อยกลับสมาพันธ์ เขาอยู่แผนกประจำนอกสถานที่น่ะ”
“แผนกประจำนอกสถานที่?” ข้าทวนคำงุนงง มีคนเดียวยังแยกแผนกได้ด้วยหรือ
“เจ้าตัวตั้งขึ้นมาเองน่ะ” พี่เพลขยายความ “เพราะว่าชอบท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะว่างงานหรือมีงาน หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่กลับมาที่นี่หรอก เพราะเขารับงานผ่านทางพยัคฆ์เมฆาที่มีความสามารถพิเศษกว่าใคร นั่นคือการข้ามมิติระยะไกลได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเจ้านายคอยคุมพลังอยู่เคียงข้าง…เอรินนับว่าเร็วที่สุด หากแต่ผู้ข้ามมิติอย่างอิสระโดยแท้จริงคือชาเร็ตต้า”
ชาเร็ตต้า…ข้าทวนชื่อนั้นในใจ
“ผู้เป็นนายชื่อราพิตต์ มีพลังเวทสูงจนน่ากลัวและรักอิสระยิ่งชีพพอๆ กับพยัคฆ์ของเขา”
ราพิตต์…ข้าทวนอีกชื่ออย่างจดจำ หากได้พบโดยบังเอิญละก็ ข้าก็จะ…จะ…แนะนำตัวเองอย่างนอบน้อมด้วยท่าทางน่าเอ็นดู เพราะพี่เพลยังยอมรับว่าคนผู้นี้มีพลังเวทสูงชนิดไม่สมควรหาเรื่องอย่างที่สุด ในฐานะรุ่นน้องคนสุดท้องของสมาพันธ์ย่อมต้องให้เกียรติเป็นพิเศษ
“สมาพันธ์ของเรามีสมาชิกน้อยก็จริง แต่ค่าตอบแทนสูงมาก”
ข้าตาวาวเมื่อได้ยินเรื่องเงินๆ ทองๆ
“ถึงอย่างนั้นรายรับก็ไม่ค่อยสัมพันธ์กับรายจ่ายสักเท่าไหร่ เพราะการออกปฏิบัติภารกิจแต่ละครั้งล้วนสร้างความเสียหายแก่สถานที่นั้นๆ ไม่น้อย ทำให้สมาพันธ์ต้องจ่ายค่าชดเชยอยู่เสมอ ฉะนั้น…หากบอกว่าอาชีพนี้เงินดีหรือไม่ ข้าตอบเต็มปากว่าใช่ แต่ถ้าถามเจาะลึกว่าเหลือพอกินใช้หรือไม่ ข้าขอย้ำว่า…ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะก่อเรื่องวุ่นวายมากเพียงใด”
สังหรณ์ชอบกลว่าข้าจะติดอันดับสมาชิกที่สถานะการเงินน่าเป็นห่วง
“อ้อ งานนี้ไม่มีเงินเดือนหรอกนะ แม้จะกินฟรีอยู่ฟรี แต่ค่าตอบแทนจะหักจากค่าแรงหกสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกสี่สิบเปอร์เซนต์เป็นค่านายหน้าและพัฒนาสมาพันธ์ ส่วนค่าชดเชยขึ้นอยู่กับขอบเขตความเสียหาย ถ้าเกินงบที่หัวหน้าตั้งไว้ก็จะหักจากค่าแรงของสมาชิกตามลำดับ หรือถ้าหกสิบเปอร์เซ็นต์ที่ได้มานั้นไม่สามารถจ่ายได้ครบ ก็จะจดบัญชีไว้หักในงานต่อไป”
เอ่อ…สมาชิกแต่ละคนต้องสร้างเรื่องวินาศสันตะโรขนาดไหนเนี่ย ถึงขนาดที่ค่าตอบแทนมากมายยังจ่ายค่าชดเชยไม่ครบในครั้งเดียว!!
“แล้วข้าจะได้รับงานเมื่อไหร่หรือขอรับ”
“หัวหน้าจะเป็นผู้แจกจ่ายงานตามความเหมาะสมของสมาชิกแต่ละคน ยกตัวอย่างเซอเซสคุงเป็นเด็กใหม่ พวกภารกิจง่ายๆ ไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ก็จะถูกจัดสรรให้เป็นพิเศษ คาดว่าไม่พรุ่งนี้ก็วันมะรืนคงถูกเรียกเข้าพบ เตรียมตัวให้ดีนะ”
เร็วกว่าที่คิดแฮะ ไม่สิ ยิ่งเร็วยิ่งดี ในเมื่อตอนนี้ข้าจนกรอบสุดๆ
“สมาชิกแต่ละคนจะมีบัญชีส่วนตัวเชื่อมกับบัตรประจำตัว ซึ่งสามารถใช้จ่ายในต่างแดนได้อย่างอิสระ นี่เป็นข้อยกเว้นพิเศษสำหรับสมาชิกของสมาพันธ์แห่งสามภพเชียวนะ สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ไว้ลองถามจากท่านคาร์ทตอนรับบัตรแล้วกัน” พี่เพลยิ้ม “ต่อไป…คือเรื่องของโฟรเซนคุง”
ข้านั่งหลังตรงทันที ในที่สุดก็ถึงเวลาที่รอคอย
“ในบรรดาพยัคฆ์เมฆาทั้งหมด มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เปลี่ยนเจ้านายไปแล้วสามครั้ง ซึ่งก็คือ…”
“โฟรเซน…หรือขอรับ”