The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 16 อดีตของโฟรเซน
บทที่ 16
อดีตของโฟรเซน
ข้าตกใจมากเมื่อรู้ว่าเจ้าเสือเปลี่ยนเจ้านายบ่อยขนาดนี้ ข้าว่าตัวเองซวยแล้วนะแต่ยังสู้สิ่งที่มันพบเจอไม่ได้เลย เพราะการเปลี่ยนเจ้านายของพยัคฆ์เมฆาที่ผูกพันธะด้วยชีวิตคือการเสียชีวิตของเจ้านายนั่นเอง
“เจ้านายคนแรกของโฟรเซนคุงเป็นหญิงสาวผู้งามเลิศ และทำงานร่วมกับเขานานถึงพันสามร้อยปี แต่กลับเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้น เพราะวันหนึ่ง…เธอหายตัวไประหว่างการทำงาน และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่โฟรเซนคุงได้เห็นเธอ เพราะจิตสุดท้ายที่รับรู้ได้คือสัญญาณชีวิตที่ดับสูญ จนตอนนี้ก็ยังหาร่างของเธอไม่พบ เนื่องจากตราพันธะที่เชื่อมโยงกันจะเลือนหายทันทีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต แม้จะรับรู้สถานที่สุดท้ายตอนเธอถูกทำร้าย แต่หลังจากนั้นคนร้ายพาร่างนั้นไปที่ไหนโฟรเซนคุงก็ตามไม่เจอแล้ว”
ราวมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ข้าเม้มปาก ขมวดคิ้วมุ่น เศร้าสร้อยแทนเจ้าเสือที่ต้องแยกจากเจ้านายคนแรกด้วยวิธีที่ชวนรวดร้าวหัวใจ คู่หูทำงานร่วมกันถึงพันสามร้อยปี ขนาดวินาทีสุดท้ายที่จะได้อำลากันดีๆ ยังทำไม่ได้ ต้องมารับรู้ผ่านตราพันธะก่อนจางหายจากต้นแขนว่าอีกฝ่ายจากไปตลอดกาล หากข้าเป็นโฟรเซน…คงเจ็บปวดแทบคลั่งเลยทีเดียว
“โฟรเซนคุงในตอนนั้นช็อกจนหนีจากสมาพันธ์ไปทำใจนานกว่าสามเดือน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาพบกับเจ้านายคนที่สอง ตอนนั้นสมาชิกทุกคนต่างยินดีกับเขา หารู้ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ร้ายแรงยิ่งกว่าก่อนหน้านี้”
ข้าแทบลืมหายใจกับคำบอกเล่า
“ตอนนั้นโฟรเซนคุงทำพันธสัญญากับเจ้านายคนที่สองหลายปีมากแล้ว ทุกอย่างสงบสุขดี จนกระทั่งสมาพันธ์ของพวกเราถูกจู่โจมโดยองค์กรลับที่ต่อต้านการทำงานของผู้ส่งสารแห่งสามภพ แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะจบลงที่การบาดเจ็บของสมาชิก ไม่ต้องสูญเสียใครไป แต่ก่อนหัวหน้าสั่งย้ายตำแหน่งที่ตั้งสมาพันธ์ ท่านก็สอบสวนจนค้นพบว่าใครคือสายลับที่ช่วยส่งข่าวให้องค์กรลับโจมตีพวกเรา”
“อย่าบอกนะว่า…” ข้ากำมือแน่นขึ้น
พี่เพลยิ้มให้ข้าอย่างปลอบโยน ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบระคนแค้นเคือง
เพราะเรื่องราวหลังจากนี้น่าเหลือเชื่อกว่านั้นไปอีก!
“คนทรยศคือเจ้านายคนที่สองของโฟรเซนคุง เขาโดนหัวหน้าบีบคั้นจนยอมสารภาพออกมาก่อนจะหลบหนีสำเร็จด้วยความช่วยเหลือจากคนในองค์กร คำสารภาพนั้น…ไม่เพียงบอกว่าเขาส่งข่าวอย่างไร แต่บอกถึงขั้นเขาฆ่าเจ้านายคนแรกของโฟรเซนคุงอย่างไร และคอยเฝ้ามอง เพื่อหาโอกาสเหมาะสมในการทำความรู้จักเจ้าเสือสีทองยามเศร้าสร้อยจากการสูญเสียคนสำคัญอย่างไร”
“ไอ้หมอนั่น!” ข้านั่งไม่ติดที่แล้ว อยากจะต่อยหน้าคนชั่วให้ตายคามือ
เขาวางแผนโหดเหี้ยมขนาดนี้ได้อย่างไร ใจร้ายกับเจ้าเสือถึงขนาดนี้ได้อย่างไร
“ตราพันธสัญญาจะประทับบนต้นแขนขวาของผู้ผูกพันธะทั้งสอง นอกจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตแล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งในการทำลายพันธะนี้ นั่นคือการตัดแขนขวาทิ้งนั่นเอง ตอนนั้น…โฟรเซนคุงเลือกที่จะตัดแขนตัวเองเพื่อไม่ให้สายลับฉวยโอกาสจากการเชื่อมโยงจิตเพื่อโจมตีสมาพันธ์อีก ตอนนั้นวุ่นวายสุดๆ เลยละ เพราะพยัคฆ์เมฆาที่ไร้เจ้านายจะใช้พลังเวทได้ไม่เต็มที่ การฟื้นฟูบาดแผลเองก็ช้ากว่าคนปกติ ต่อให้พวกเราจะช่วยรักษาสุดความสามารถ ก็ทำได้เพียงยื้อชีวิตโฟรเซนคุงเท่านั้น เขาต้องทนทรมานไปหลายเดือน”
แต่ทรมานทางกายหรือจะเท่าทรมานทางใจ ข้าอยากลูบแมวตัวโตปลอบโยนเหลือเกิน
‘ไม่ต้อง!’
ไม่ได้ยินเสียงในหัวมานาน นึกว่ามันจะเลิกอ่านความคิดข้าเพราะไม่อยากฟังเรื่องในอดีตเสียอีก เป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกดีใจที่ได้ยินเสียงนี้ แม้ว่าเรียกเจ้าเสือแล้วมันจะไม่ยอมตอบอะไรอีกก็ตาม
“เพื่อรักษาสภาพจิตใจที่ตกต่ำและรักษาแขนขวาให้งอกกลับมาใหม่ หัวหน้าจึงหาเจ้านายคนที่สามให้โฟรเซนคุงทำพันธะ เซอเซสคุงคงรู้อยู่แล้วว่าการทำพันธสัญญาจะทำให้ร่างกายของเจ้านายและสัตว์เลี้ยงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ตอนนั้นโฟรเซนคุงยังไม่กล้าเปิดใจรับเจ้านายคนใหม่อย่างเต็มที่ เขายอมทำตามคำสั่งหัวหน้าก็เพื่อให้สมาชิกทุกคนในสมาพันธ์สบายใจและไม่อยากรบกวนด้วยการนอนป่วยในห้องพยาบาลนานกว่านี้ก็เท่านั้น จนกระทั่ง…เกิดเหตุการณ์ที่หน้าผาแดนเทพ”
“ตอนเขาช่วยข้าสินะขอรับ” ข้าพยักหน้ารับ ไม่นึกเลยว่าเจ้าเสือในวันนั้นจะผ่านเรื่องราวมากมายขนาดนี้ จะว่าไป…ตอนเจ้านายตายมันก็พยายามจะรักษาศพสุดชีวิต คงไม่แคล้วเป็นปมฝังใจ แต่เมื่อต้องตัดสินใจเลือกระหว่างศพนายเก่าและตัวข้า มันก็หันมาปกป้องข้ามากกว่าจนร่างนั้นสลายกลายเป็นฝุ่น
“พยัคฆ์เมฆาเป็นผู้เลือกนาย ยิ่งผ่านเหตุการณ์ทรยศ ‘ความเชื่อใจ’ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับโฟรเซนคุง เมื่อถูกหัวหน้าบังคับให้ทำพันธะ อีกทั้งยังเพิ่งร่วมงานกันเพียงหนึ่งปี เขาจะปฏิบัติกับเจ้านายเฉยชาไปบ้างย่อมเข้าใจได้”
“ไม่หรอกขอรับ” ข้ายังจำได้ดีว่าตอนมันส่งสารแล้วกลับมาพบร่างไร้วิญญาณของเจ้านาย เจ้าเสือมันสู้ตายขนาดไหน ก็เพราะกลัวมันตายจริงๆ ไม่ใช่หรือยังไงข้าถึงยอมโผล่จากที่ซ่อนไปขวางหน้าจนปางตายซะเอง
“นั่นเป็นการสูญเสียครั้งที่สาม และเจ้า…ก็เป็นเจ้านายคนที่สี่ของโฟรเซนโฟเรซิน เป็นผู้ที่พยัคฆ์สีทองเลือกทำพันธสัญญาเองหลังผ่านเหตุการณ์มากมายจนพวกเราคิดว่าเขาจะไม่เปิดใจรับใครอีกแล้ว หวังว่าเจ้าจะมีชีวิตยืนยาวไปนานๆ นะเซอเซสคุง”
“ข้าจะ…พยายามขอรับ” ข้าตอบอย่างไม่แน่ใจ ไอ้เราก็ดวงซวยแต่กำเนิดซะด้วยสิ
“หน้าที่ของข้าในค่ำคืนนี้สิ้นสุดแล้ว ปกติงานรับน้องไม่มีขั้นตอนเล่าเรื่องในอดีตของเจ้านายคนเก่าแก่เจ้านายคนใหม่ของพยัคฆ์เมฆาหรอกนะ แต่เจ้าคงรู้ว่าเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไหว หัวหน้าเป็นคนกำชับข้ามาเองเพื่อไม่ให้เจ้าเผลอพูดจาทำร้ายจิตใจพยัคฆ์สีทองที่ปากร้ายแต่ข้างในแสนบอบบาง…”
“ข้าเข้าใจขอรับ!” ข้าชูสองมือแสดงความมุ่งมั่นในการเลี้ยงแมวตัวโตให้ดี
“จริงสิ ข้าลืมเตือนเรื่องสำคัญอีกอย่าง” พี่เพลเอ่ยหลังสะกิดให้พี่ซัฟเฟอร์ซึ่งฟาดของหวานบนโต๊ะจนเกลี้ยงให้ใช้เวทข้ามมิติ “เจ้านายคนที่สองของโฟรเซนคุงยังไม่ตาย และพยายามทำลายสมาพันธ์ของเราอยู่ตลอด ฉะนั้นเวลาทำภารกิจต้องระวังตัวให้ดี คนคนนี้…ชื่อฮาเวสเตอร์”
ฮาเวสเตอร์…ข้ารีบทวนคำและจดจำให้ขึ้นใจ แค่คิดก็คันหมัดไม่ไหวอยากต่อยมาก
“ราตรีสวัสดิ์”
สิ้นคำกล่าว ร่างของพี่เพลและพี่ซัฟเฟอร์ก็หายไป ข้าจึงเพิ่งมีแก่ใจรับประทานอาหารหลังผ่านค่ำคืนแสนยาวนานของการรับน้อง อาหารยังเหลือเยอะมากเพราะพี่เพลไม่แตะเลย ส่วนของหวานไม่เหลือสักจานเพราะพี่ซัฟเฟอร์สวาปามทั้งหมด ให้กินคนเดียวก็เหงาแย่ ข้าจึงชักชวนเจ้าเสือด้วยแก้มป่องๆ เพราะหิวมาก
“อร่อยมากเลย นี่ก็อร่อย นั่นก็อร่อย เจ้าจะไม่มากินกับข้าจริงๆ หรือ”
แม้ข้างกายว่างเปล่า ข้าก็ยังคงยัดทุกอย่างใส่ท้องตามประสาครึ่งเทพที่ไม่ค่อยมีอาหารดีๆ ให้รับประทานพลางเรียกชื่อเจ้าเสือไปด้วย แต่ดูเหมือนจะรีบกินไปหน่อย ข้าเลยสำลักจนหน้าดำหน้าแดง
“แค่ก อาหารติดคอ!”
พลันมือหนึ่งตบผลัวะเข้าให้ที่กลางหลัง เศษอาหารที่อยู่ในหลอดลมกระเด็นออกมาทันที ข้าปาดน้ำตาเมื่อรอดตาย หันไปมองกึ่งยิ้มให้กับชายผมทองที่ยืนทำหน้าบู้บี้
“กินด้วยกันสิโฟรเซน” ข้าชูจานปลาง้อแมวตัวโต
“ห้ามสมเพช ห้ามสงสาร ห้ามเวทนา และห้ามทำดีกับข้าเพราะเรื่องราวพวกนั้น”
“ข้าเปล่านะ” ข้ารีบส่ายหน้า พยายามทำตาโตๆ ให้ดูไร้ความนัยแอบแฝงที่สุด
“หึ เจ้าบื้ออย่างเจ้าปกปิดความรู้สึกเป็นที่ไหน สายตาเจ้า ท่าทางเจ้า สื่อว่าพยายามทำดีกับข้าเพราะอะไร แล้วไม่นับความคิดน่ารำคาญในสมองน้อยๆ ของเจ้าอีก เพราะอย่างนี้ไง…ข้าถึงไม่อยากให้เจ้ารู้”
เจ้าเสือกอดอกอย่างขุ่นเคืองกับความเป็นห่วงที่ไม่ต้องการของหัวหน้า
“ทำตัวปกติเถอะ ไม่ต้องเอาใจใส่ข้า มันน่าขนลุกไม่รู้หรือ เคยทะเลาะอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ชวนตีอย่างไรก็ทำเช่นเดิม เพราะต่อให้เจ้าพยายามอย่างไรก็ไม่ช่วยให้ข้ารู้สึกดีขึ้นหรอก ออกจะน่ารำคาญซะมากกว่า”
“ทำไมเจ้าถึงกวนประสาทอย่างนี้นะ!” ข้ากระแทกจานปลากับโต๊ะพลางถกแขนเสื้อพร้อมตี
“ใช่ แบบนี้แหละ เป็นตัวเจ้าที่น่าตลกเช่นนี้ อย่าเปลี่ยนตัวเองเพราะข้าเด็ดขาด”
คนอยากโอ๋บอกไม่ต้อง คนโมโหดันบอกว่าน่าตลก ข้าไม่เหลือความเห็นใจใดๆ แก่เจ้าเสือที่อมยิ้มนิดๆ ตรงมุมปากอย่างพึงพอใจหลังทำหน้าตึงตลอดนับตั้งแต่ซีเอลเอ่ยเรื่องอดีต
“ง่วงแล้วจะมานั่งบื้ออยู่ทำไมอีก” เจ้าเสือเอ่ยเมื่อเห็นข้าหาว พอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ข้างึมงัมงัวเงียพลางขยี้ตาแรงๆ เมื่อเห็นมันยื่นมือมาให้เหมือนอยากช่วยพยุงดีๆ ทั้งที่ตลอดมาชอบช้อนใต้รักแร้แล้วหิ้วข้าเหมือนผ้าขี้ริ้วเน่าๆ
“คิดมากเดี๋ยวข้าปล่อยให้เดินกลับเองซะเลย”
“อ้างโน่นอ้างนี่ แต่เจ้าไม่กล้าทำหรอกน่า” ข้ารีบคว้ามือมันมากำแน่นเพราะกลัวโดนทิ้งจริงๆ เจ้าเสือชอบแกล้งกันอยู่ด้วย นั่นไง มันพยายามจะสลัดมือหลายครั้ง แต่เมื่อได้เกาะแล้วข้าก็ไม่ปล่อยหรอกน่า
พลันเสียงหัวเราะดังเบาในลำคอของเจ้าเสือเมื่อข้าพยายามยัดเยียดตัวเองด้วยการปีนขึ้นไปเกาะบนท่อนแขนแข็งแกร่งของมันเหมือนหมีโคอาล่าเกาะต้นยูคาลิปตัส ก่อนภาพรอบกายจะกลายเป็นสีดำมืดพร้อมความวิงเวียนชวนอาเจียนของการใช้เวทข้ามมิติ รู้ตัวอีกทีข้าก็ยืนในห้องนอนที่…ไร้เพดาน
จริงสิ ซัทเซนเจาะเพดานทะลุจากชั้นบนลงมานี่นะ
ข้ากับเจ้าเสือมองหน้ากัน ก่อนจะมองห้องที่เละเทะจากพลังลมของเอรินและความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยสายตาว่างเปล่า