The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 19 หัวขโมยปริศนา
หัวขโมยปริศนา
ด้วยกำลังใจจากเจ้าเสือ ข้าจึงสะเดาะกลอนได้เร็วกว่าสถิติดั้งเดิมเสียอีก เสียงถอนหายใจอย่างเวทนาความบื้อดังในหัว แต่ข้าจดจ่อกับการตามจับโจรจนไม่คิดหาเรื่องท้าตีกับโฟรเซนตอนนี้
ลืมบอกไป เพื่อความแนบเนียน ข้าไม่ได้สะเดาะกลอนประตูหรอกนะ แต่เข้าทางหน้าต่างเพื่อไม่ให้ส่อพิรุธ โชคดีที่ข้าตัวเล็ก ขนาดคาโอล่าที่เป็นผู้รับของยังสูงพอๆ กัน จึงแทรกตัวผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปสำเร็จ
เพราะแอบส่องอยู่ก่อนแล้วว่าโจรคนนั้นเดินหายจากสายตา ห้องรับแขกตรงหน้าจึงปราศจากคนดักทางให้ข้าได้ย่องเบา แปลกดีเหมือนกัน เพราะข้าทำตัวเหมือนโจรเพื่อจับโจร
บ้านเรือนของแดนพรายสร้างเป็นทรงกลม ให้ความรู้สึกกว้างขวางเมื่อเข้ามาด้านใน โดยเฉพาะเมื่อบ้านหลังนี้ถูกตกแต่งอย่างหรูหราไม่ต่างจากปราสาทของสมาพันธ์แห่งสามภพ ดูเหมือนจะเจอหัวขโมยมืออาชีพเข้าแล้วไง เพราะไม่ว่าจะพรม ภาพตกแต่ง หรือเครื่องเรือนต่างๆ ล้วนมีราคาจนข้าไม่กล้าสัมผัส
ไปทางไหนดี
หลังสำรวจแล้วพบว่าห้องนี้มีประตูสามบาน ข้าก็ถามความเห็นเจ้าเสือในห้วงความคิด
‘อยากลองสุ่มดวงดูไหมล่ะ’
เจ้าเสือกล่าวทีเล่นทีจริง ทำให้ข้าที่กำลังหลบอยู่หลังโซฟาสีทองอร่ามต้องเลิกคิ้วงุนงง
‘ที่ตรงนี้คือพิกัด ‘10096-51692718’ ถ้าจะให้กะตามระยะของห้องที่ประตูทางขวา ก็คงจะเป็น ‘10101-51690338’ และถ้าห้องตรงกลางก็น่าจะเป็น ‘10048-51692718’ ส่วนห้องทางซ้าย… ‘10027-51602918’เจ้าเลือกมาสักพิกัดสิ ข้าจะพาเจ้าวาร์ปไปเอง ด้วยระยะสั้นๆ แค่นี้คงไม่กินพลังเวทมากนักหรอก’
นานๆ ทีเจ้าเสือมันจะเสนอความคิดดีๆ แม้ฟังตัวเลขยาวเหยียดแล้วจะชวนปวดหัวมากก็เถอะ
ข้าเลือกห้องตรงกลาง
‘ได้ตามต้องการ’
พลันท้องข้าวูบโหวงเมื่อเข้าสู่มิติดำมืดกะทันหันก่อนจะปรากฏตัวหลังบานประตูที่ว่านั้นอย่างรวดเร็ว เตียงนอนขนาดใหญ่สะดุดตาข้าเป็นอย่างแรก คงไม่แคล้วเข้ามาในห้องส่วนตัวของหัวขโมย แต่เดี๋ยวก่อน…บนหัวเตียงนั่น…คือกระเป๋าสะพายของข้าไม่ใช่หรือ!
แม้ห้องนี้จะเปิดไฟแต่ไม่มีคนอยู่ ข้าจึงตัดสินใจกระโจนคว้าทันทีด้วยความรวดเร็ว
แย่แล้ว ไม่มีกล่องอะโฟรเซน!
ข้าฟ้องเจ้าเสือเมื่อพบเอกสารและใบมอบหมายภารกิจ แต่ไม่มีของที่ต้องการ
‘หลบเร็วเจ้าเซ่อ’
ไม่ทันแล้ว ต่อให้เจ้าเสือจะบอกเตือน แต่ประตูห้องน้ำถูกเปิดพร้อมร่างหนึ่งที่เดินตัวเปียกออกมา
“เหยื่อวันนี้แย่ชะมัด ท่าทางลับๆ ล่อๆ เหมือนถือของสำคัญ แต่พอชิงกระเป๋ามาดันมีกล่องบ้าอะไรก็ไม่รู้ จะเปิดก็เปิดไม่ได้ แถมยังมีเอกสารภาษาต่างเผ่าที่อ่านไม่ออกอีกต่างหาก ที่ลงทุนวิ่งวันนี้ช่างเสียเปล่า…เจ้า!!”
“เฮ้ย!!!” ด้วยอารามตกใจ ข้าจึงยกกระเป๋าในมือมาปิดบังใบหน้าตัวเอง
หัวขโมยอยู่ในสภาพล่อแหลมสุดๆ เขาน่าจะอายุเท่ากับข้าคือสิบแปดปี เป็นชาวพรายที่มีผมขาวและผิวขาวนวล แต่ที่ไม่ธรรมดาคือใบหน้าหล่อเหลาเข้าขั้นดีมาก โดยเฉพาะเวลาเส้นผมเปียกน้ำจนแนบแก้มและลำคอดูเซ็กซี่ รวมถึงเสื้อคลุมอาบน้ำที่แหวกช่วงอกเผยให้เห็นรูปร่างกำลังดี
ในมือของเขาถืออุปกรณ์สื่อสารชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นแมลงเต่าทอง คาดว่าคือเครื่องมือสื่อสารยอดฮิตในแดนพราย
“ชุดนั้น…เจ้าคือเหยื่อวันนี้นี่นา!” เสียงตอนถือมีดขู่ข้าคงดัดสินะ เพราะพอพูดโพล่งตะโกนออกมาในยามนี้ถึงได้ฟังไพเราะยิ่งกว่านักร้องบนเวทีในงานเทศกาลเสียอีก ที่น่ากังวลใจคือใบมีดวาววับในมือของเขา และสิ่งของในมืออีกข้างที่กำลังโยนเล่นไปมากลางอากาศ
สิ่งนั้นคือกล่องสีดำสนิทประทับตราสมาพันธ์!!
“อย่าโยนสูงแบบนั้นสิ มันเปราะบาง!” ข้าวิงวอนขอร้องอย่างปวดใจ กลัวว่ายาแรกรัตติกาลด้านในจะเสียหายก่อนถึงมือผู้รับ
“แค่นี้ก่อนนะ พอดีเจอเรื่องน่าสนุก” เด็กหนุ่มโยนเครื่องมือสื่อสารรูปเต่าทองให้เด้งกระดอนบนเตียงด้วยสีหน้าประหลาดใจกับการแสดงออกของข้า “เจอตัวก็ดี บอกมาสิว่ากล่องนี้เปิดยังไง”
ท่าทางของเขาเป็นมิตรกว่าที่ข้าคิด หากไม่นับมีดเล็กที่ชี้ขู่
เฮอะ อย่านึกว่าตัวเองมีอาวุธคนเดียวเลย!
“ส่งกล่องในมือนั่นมาซะ ถ้าไม่อยากตาย” ข้าพยายามกดเสียงต่ำ เล่นบทหัวขโมยจี้ปล้นแทนอีกฝ่ายด้วยท่าทางข่มขวัญกะให้คนตรงหน้าหวาดกลัว
‘หมอนั่นไม่หัวเราะก็ดีแค่ไหนแล้ว’
เจ้าเสือไม่ช่วยให้กำลังใจสักนิด ไม่สิ มันขยันบั่นทอนกำลังใจสุดๆ ข้าไม่ดีตรงไหน น่าเกรงขามสู้ชาวพรายตรงหน้าไม่ได้หรือยังไง
“ใจกล้าดีนี่” เจ้าหัวขโมยยิ้ม โอ๊ะ พอยิ้มแล้วหล่อกว่าเดิมอีก รูปร่างหน้าตาแบบนี้เป็นโจรช่างเสียของจริงๆ “แต่จะมีฝีมืออย่างที่ขู่ข้ารึเปล่านี่สิ น่าลอง”
ฉึก!
อยู่ๆ ก็ปามีดไม่รู้จักให้สุ้มให้เสียง หัวใจข้าแทบตกไปอยู่ตาตุ่ม หากก้มหลบไม่ทันได้เจ็บตัวแน่ๆ เผลอๆ จะเจ็บหนักด้วยเพราะตำแหน่งที่เล็งคือกลางกบาล
“โอ๊ะ ปฏิกิริยาไวเกินคาด”
“ขอบคุณที่ชม” ข้าเผลอปากไวอีกครั้ง เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติด้วยความซาบซึ้งเมื่อโดนชมตามประสาคนดวงซวยที่นานๆ ครั้งจะได้รับการชื่นชม
‘เจ้าสมองกลับหรือไง พูดขอบคุณมันทำไม!’
โฟรเซนด่าเข้าให้ แต่ข้าไม่สนใจ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการส่งของให้ถึงมือคาโอล่า
“หากเจ้าปล้นข้าเพราะหวังของมีค่าละก็ ข้าบอกเลยว่าเจ้าคิดผิดแล้ว เพราะสิ่งของในกล่องไม่ใช่สมบัติมีราคา แต่เป็นยารักษาชาวพรายต่างหาก ในฐานะที่เจ้าเองก็เป็นประชาชนในดินแดนนี้ ได้โปรดคืนกล่องให้ข้าเถอะ ข้าจะได้รีบนำไปส่งที่สถานพยาบาล”
เด็กหนุ่มลังเลเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำเกลี้ยกล่อมจากใจจริงของข้า เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปรายตามองพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้ากับสภาพไม่น่าเชื่อถือของข้าแล้วเปลี่ยนใจ
“เปิดให้ดูก่อนสิ ถ้ากล่องนี้เป็นยาจริงๆ ข้าจะยอมคืนเจ้า”
คุยง่าย แต่ทำจริงไม่ง่าย เพราะผู้ส่งสารไม่สามารถเปิดพัสดุใดๆ จากผู้จ้างวาน มีเพียงผู้รับของเท่านั้นที่จะคลายเวทตราประทับบนนั้นได้ นี่คือความมืออาชีพของผู้ส่งสาร คือความน่าเชื่อถือที่ใครหลายคนยอมจ่ายเงินในราคาแพงเพื่อใช้บริการ
‘เวลาเหลืออีกหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น’
เจ้าเสือบอกเตือนเมื่อข้าอึกอักไม่รู้จะแก้สถานการณ์อย่างไร
“ข้าเปิดไม่ได้ แต่คนที่เปิดได้อยู่ที่สถานพยาบาล เจ้าตามข้าไปสิจะได้พิสูจน์ด้วยตาตัวเอง” ข้าตัดสินใจบอกตรงๆ เผยให้เห็นความวิตกกังวลบนใบหน้าหล่อเหลา เสร็จละ ข้าเริ่มรู้แล้วว่าควรพูดต่ออย่างไร “ทุกชีวิตมีค่า อย่าชักช้าอยู่เลย ชีวิตคนในแดนเจ้ากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายนะ เจ้าคงไม่อยากเป็นฆาตกรใช่หรือไม่”
“นำทางข้าไป หากเจ้าโกหก ข้าไม่ปล่อยเจ้ากลับแดนตัวเองแน่”
“ขอบคุณนะที่เชื่อข้า”
ข้าลูบอกอย่างโล่งใจ ขณะเปิดประตูเชื้อเชิญให้เขาไปด้วยกันประหนึ่งเจ้าของบ้าน เด็กหนุ่มก็ชูมีดขู่อีกครั้งด้วยท่าทางอยากแทงจึกสักหลายแผล
“ว่าแต่เจ้าเข้ามาในบ้านข้าได้ยังไงกัน”
“รีบไปกันเถอะ มีคนป่วยรอยาเยอะมากจริงๆ นะ!” ข้าเปลี่ยนเรื่องแล้วสับเท้าวิ่ง ก่อนจะโดนเด็กหนุ่มกระชากแขนซะงั้น เหวอ อย่าบอกนะว่าจะแทงกันตรงนี้ ปรากฏว่าอีกฝ่ายชี้นิ้วบอกข้าให้ไปอีกทาง เพราะสถานพยาบาลไม่ได้อยู่ที่เดียวกับสถานบันเทิงที่ข้าเจอคาไอล่าสักหน่อย
“ขอบคุณนะ” ข้าเอ่ยอีกรอบด้วยรอยยิ้มแสนซื่อ เด็กหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยขณะเก็บมีด อาจคิดว่าข้าดูไร้พิษภัยเกินกว่าจะเอาเรื่อง ก่อนจะขยับปีกหมวกที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหยิบติดมือมาตั้งแต่เมื่อไหร่และสวมเสื้อคลุมกันลมทับเสื้อคลุมอาบน้ำกันอนาจาร
ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เวลามีคนเดินผ่าน เด็กหนุ่มจะก้มหน้าพยายามหลบเลี่ยงสุดชีวิต
สงสัยจะเป็นหัวขโมยที่มีประวัติโชกโชนมาก
‘หึ แล้วเจ้าจะอึ้ง’
เจ้าเสือคงรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้สินะถึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงระรื่นรอชมเรื่องสนุก ถึงว่าสิไม่พาข้าวาร์ปหนีตอนอีกฝ่ายออกจากห้องน้ำ ที่แท้ก็เพราะมั่นใจว่าข้าจะปลอดภัยต่อให้เผชิญหน้ากับโจรใจทรามที่ทรามไม่จริง
เดินตามหลังหนุ่มรูปหล่อต้อยๆ สักพัก เครื่องหมายบวกอันเป็นสัญลักษณ์ของสถานพยาบาลก็ปรากฏตรงหน้า คราวนี้ข้ารีบเปลี่ยนเป็นฝ่ายนำทาง ดึงๆ แขนเสื้อเด็กหนุ่มให้ตามมาดูด้วยตาว่าพูดจริง
“ถ้าเจ้าหลอกข้าละก็…” หัวขโมยเขย่ากล่องในมือด้วยรอยยิ้มกริ่ม
“ข้าไม่โกหกเจ้าหรอกน่า” ข้ากล่าวอย่างมั่นใจพร้อมเปิดประตูเข้าไป กลิ่นยาฉุนแตะจมูกทันทีจนชวนขมวดคิ้ว ข้าไม่ชอบสถานพยาบาลเลยจริงๆ เพราะมาทีไรต้องมีเรื่องเจ็บตัวหรือเรื่องคอขาดบาดตายตลอด
“คาไอล่าอยู่ที่ไหนหรือ” ข้าถามพนักงานสาวตรงโต๊ะต้อนรับด้านหน้า
“เดินตรงเรื่อยๆ ทางนั้นจนถึงห้องสุดท้าย ประตูฝั่งซ้าย เปิดเข้าไปได้เลย”
“ขอบคุณขอรับ” ข้ามารยาทงามเสมอกับคนที่น่าให้ความเคารพ แน่นอนว่าไม่นับรวมเจ้าเสือที่คอยส่งเสียงโหวกเหวกทำลายสมาธิในหัว เพราะเมื่อเดินเข้ามาด้านใน พยาบาลและกลุ่มญาติผู้ป่วยนั่งรอบริเวณนี้ก็ชี้นิ้วมาทางข้าพลางกระซิบกระซาบตลอดเวลา แหมๆ รู้น่าว่าข้าหน้าตาดีมาก เป็นที่นิยมในแดนพรายย่อมไม่แปลก
‘เจ้าไม่เคยส่องกระจกหรือไง หน้าเอ๋อชอบอ้าปากเหวอขนาดนี้ใครจะอยากแต่งงานด้วย’
ถึงไม่มีใครอยากแต่งงานเป็นคู่ชีวิต แต่ก็มีเจ้าที่ตัวติดกันในฐานะคู่พันธะไงล่ะ!
“ใช่เขารึเปล่า”
“คล้ายเขาคนนั้นจังเลย”
“ต้องใช่เขาแน่ๆ”
ขณะที่ข้าเถียงเจ้าเสือ กลุ่มคนก็เริ่มมองมามากขึ้นจนเริ่มผิดสังเกต ถึงขนาดเดินย่องตามหลังมาด้วยชักไม่ธรรมดาแล้ว มีคนดังปรากฏตัวหรือยังไง
“ห้องนี้ใช่ไหม” หัวขโมยชี้ไปที่ห้องกระจกด้านซ้ายที่ปรากฏร่างคนไข้นอนเรียงรายนับสิบซึ่งโอดครวญน่าสงสาร มือที่ถือกล่องสีดำดูทะนุถนอมขึ้น ข้าจึงเปิดประตูนำเข้าไปอย่างเร่งรีบ
“คาไอล่า” ข้าเรียกหญิงสาวที่กำลังเช็ดตัวผู้ป่วยคนหนึ่งโดยจูงมือหัวขโมยให้ตามมาใกล้ๆ ไม่รู้ทำไม…หมอนี่ถึงได้จับหมวกราวกลัวหล่นทุกเมื่อ เป็นดาราชื่อดังหรือยังไงถึงได้กลัวโดนแฟนคลับจำได้ขนาดนั้น
“เอ๊ะ เจ้านั่นเอง รู้สึกไม่สบายหรือ อยากให้ข้าตรวจอาการแล้วใช่ไหม” หญิงสาวยังคงยัดเยียดสถานะผู้ป่วยให้ข้า ถ้าดูเหมือนหนูป่วยขนาดนี้คงดับความหวังที่มีคนมองมาเพราะชื่นชมให้เป็นเรื่องเพ้อฝัน
“ข้าเจอคนส่งของที่ตามหาเจ้าแล้วน่ะ เลยพามาหาถึงที่ นี่ไง คนนี้ที่ข้าเล่าให้ฟัง” เพื่อความแนบเนียนข้าจึงกลบเกลื่อนเล็กน้อยให้เรื่องราวดูน่าเชื่อถือ ผลคือเด็กหนุ่มหลุดอุทานเมื่อถูกดึงให้เผชิญหน้ากับคาไอล่า หญิงสาวขมวดคิ้วทันที กะพริบตาปริบอีกหลายครั้ง ไม่ยักจะสนใจกล่องดำในมือหัวขโมย
“เอ่อ…ช่วยเอ่ยชื่อยืนยันการรับของด้วยนะขอรับ” ข้าเอ่ยตามคำบอกของเจ้าเสือในหัวเมื่อส่งของถึงมือผู้รับ
“ข้า…คาไอล่า เวลโรเทล ได้รับของเรียบร้อย”
สิ้นคำ ใบมอบหมายภารกิจพลันปรากฏตราประทับตรงกึ่งกลาง บ่งบอกว่างานครานี้ลุล่วงด้วยดี ขณะเดียวกันกระดาษสีดำที่ห่อหุ้มกล่องใส่ยาพลันเลือนหายราวไม่เคยมีอยู่ หญิงสาวเปิดฝาง่ายดายราวไม่เคยปิดล็อกมาก่อน
“ขอบคุณท่านมากนะ ทีนี้จะได้มี ‘ยาแก้เมาค้าง’ เสียที คืนนี้มีงานเฉลิมฉลองประจำปี คนที่เมาจนลุกไม่ขึ้นจึงมีมากเป็นพิเศษ”
“ยาแก้เมาค้าง?” หัวขโมยหนุ่มเอ่ยทวน เสียงหักนิ้วดังกร๊อบๆ จนข้าชักเสียวสันหลัง
“ใช่ ยาแก้เมาค้างสูตรหายเพียงชั่วข้ามคืน ชื่อแรกรัตติกาลเพราะช่วยบรรเทาอาการมึนเมาได้อย่างรวดเร็วราวผ่านไปเพียงรัตติกาลเดียวเท่านั้นอย่างไรล่ะ”
ข้าเพิ่งสังเกตตอนนี้เองว่าคนไข้ที่นอนเรียงรายในห้องร้องโอดครวญคล้ายปวดหัวและปวดเมื่อยตามตัว
พวกเขาไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายใกล้ตาย แต่แค่…เมาค้างสินะ
“อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้โกหกนะ ของในกล่องคือยาจริงๆ” ข้ารีบแก้ตัวกับหัวขโมย
“จำคำพูดเจ้าได้ไหมว่าไม่อยากให้ข้าเป็นฆาตกร…หึ”
คาไอล่ามองเราทั้งสองด้วยสีหน้าแปลกๆ คาดว่าคงจะตามเรื่องไม่ทัน
“ก็ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นยาแก้เมาค้างนี่นา โอ๊ะ” ข้าโบกไม้โบกมือพยายามอธิบาย แต่ดันไปโดนปีกหมวกของอีกฝ่ายจนกระเด็นไกลซะอย่างนั้น ทันใดนั้นเสียงกรี๊ดก็ดังขึ้น เป็นคาไอล่านั่นเองที่ปิดปากพลางมองเด็กหนุ่มตาเป็นประกายอย่างปลาบปลื้ม ไม่นาน เสียงเอะอะก็ดังมาจากหน้าห้องกระจก ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่ตามติดพวกข้ามานั่นเอง
“ใช่เขาจริงๆ ด้วย เห็นไหมข้าบอกแล้ว” เหล่านางพยาบาลยิ้มแก้มปริ ส่วนข้ามองซ้ายมองขวาหันไปมาสับสนสุดขีด และยิ่งตกตะลึงเมื่อหัวขโมยเสยผมหน้าม้าขึ้นก่อนจะหันไปยิ้มหวานๆ พลางโบกมือให้คนเหล่านั้น
“สวัสดี”
“กรี๊ดดด!”
เอ่อ ใครก็ได้บอกข้าทีว่าเกิดอะไรขึ้น!!