The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 2
บทที่ 2
ทำพันธสัญญา
‘เจ้า…’
ชายชุดดำผงะถอย เมื่อจู่ๆ เด็กหนุ่มแปลกหน้ากระโดดเข้ามาขวางทางดาบ และเข้าทางปากเสือซะด้วย เพราะมันเองก็เตรียมจะกระโจนเข้าแลกกับชายชุดดำเหมือนกัน แต่ข้าดันมาขวางซะก่อน แหม…ดาบนั่นมันแทงแค่ฉึกเดียวก็ร่วงสู่ปรโลกเลยนะ ส่วนเขี้ยวเสือต้องง่ำหลายคำกว่าจะไปแดนเดือนดับ
ชั่วพริบตาที่เข้าไปขวางนั้น ข้าชักมีดเล่มเล็กต้านดาบไว้ มือสั่นสะท้านเมื่อรับรู้ถึงแรงและน้ำหนักจากการฟาดฟันของชายชุดดำ
‘เจ้า…เจ้าคือ’
แย่ล่ะสิ ชายชุดดำยกมือชี้หน้าแบบนี้เห็นทีต้องรู้จักกันมาก่อนแน่ จะว่าไปในแดนเทพก็ไม่มีใครไม่รู้จักข้าซะด้วย คงเพราะชื่อเสียงความซวยที่ดังกระฉ่อน
‘เจ้า…เจ้าคือใคร’
‘ข้าชื่อเซอเซสขอรับ’
กล่าวจบเสียงแควกก็ดังขึ้นตำแหน่งชายเสื้อ เมื่อหันไปมองจึงพบว่าโดนอุ้งนุ่มๆ ของเสือเขี้ยวดาบตะปบเข้าให้จนขาดวิ่น ดวงตาสีเลือดของมันที่มองข้าฉายแววสมเพชนิดๆ หากมันพูดได้ก็คงจะด่าข้าเป็นชุด เอ่อ…แล้วจะด่าข้าทำไมล่ะ
แรงตะปบที่มากขึ้นพร้อมพยักพเยิดไปที่ชายชุดดำนั้นทำให้ข้าสำนึกได้ในที่สุด อ้าว…เฮ้ย! แล้วข้าไปบอกชื่อตัวเองทำไม เจ้าเสือคงตั้งใจเตือนข้าสินะ น่าเสียดายที่ช้าไปแล้วละ อยากร้องไห้ชะมัด
‘เหรอ เซอเซสงั้นเหรอ ยินดีที่ได้รู้จักนะ’
‘ยินดีที่ได้รู้จัก โอ๊ย! เจ็บนะ’ เจ้าเสือเขี้ยวดาบตะปบชายเสื้อข้าอีกแล้ว แต่คราวนี้ดันข่วนถึงเนื้อจนเจ็บจี๊ดเลยนี่สิ อยากหาเรื่องข้าหรือไงนะ แต่…จ๊ากกก! เมื่อกี้ข้าไปบ้าจี้ตามชายชุดดำทำไม ขอบคุณนะเจ้าเสือ ข้ามักโวยวายก่อนแล้วสำนึกผิดทีหลังเสมอแหละ
‘อืม…รู้จักกันแล้วก็มาสู้กันเถอะเนอะ’
‘นั่นสิ แต่ท่านยังไม่บอกชื่อเลยนะ อ่ะเจ้ย! ข้าเผลออีกแล้ว ขอโทษๆ’ ข้าหันไปขอโทษเจ้าเสือที่เงื้ออุ้งเท้าหน้าหมายฝังกรงเล็บลงไปในเนื้อให้จำไปในคราวเดียว อ่า…มิตรภาพที่แสนงดงาม ขอบใจที่ช่วยเตือนนะ แต่ข้ามันสอนแล้วไม่จำ ซวยแล้วยังซื่อบื้ออีก
ช่วยไม่ได้จริงๆ ข้าเป็นที่รังเกียจในแดนเทพ แถมต้องบากบั่นหางานทำตั้งแต่เด็ก เวลามีคนถามชื่อเลยกระตือรือร้นตอบทันที ใครแสดงความยินดีที่ได้พบพานก็อดจะยิ้มรับอย่างดีใจไม่ได้
ประสบการณ์โดดเดี่ยวสั่งสมให้ข้าจำต้องคิดในแง่บวกและขยันผูกสัมพันธ์แม้โดนอคติหรือถูกมองอย่างมาดร้าย
แต่คงผิดสถานการณ์ไปนิด
‘ชื่อข้าน่ะหรือ ถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ในเมื่อเจ้าจะตายแล้วนี่’ สิ้นคำ ชายชุดดำก็กางมือออกพร้อมกับประกายแห่งเวทมนตร์โอบล้อมร่างนั้น และเมื่อเขากำมือ…ประกายทั้งหมดก็รวมตัวกลายเป็นแสงกลมๆ และตรงดิ่งมายังข้า!
ซวยแล้วไง!!
งับ!
เสือเขี้ยวดาบงับชายกางเกงข้าโดยไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะกระชากร่างผอมกะหร่องหลบไปอีกทาง รอดพ้นแสงพิฆาตอย่างหวุดหวิด เอ่อ…ขอบใจนะเจ้าเสือ เจ้าช่างแสนดีจริงๆ แต่ศพนายเจ้าไม่เหลือซากซะแล้วละ คงลืมไปแล้วสินะว่าเมื่อครู่เจ้าตั้งใจสู้เพื่อนำร่างนายเจ้ากลับไปทำพิธีไม่ใช่เรอะ
งับ!
คราวนี้ข้าโดนเหวี่ยงไปอีกทางจนหน้าสะบัดคอแทบเคล็ด หลบหลังก้อนหินก้อนโตที่บังพวกเราซะมิด อืม…มันคงลืมจริงๆ
‘หยดน้ำพิรุณ จงโปรยปรายทำลายศัตรูข้าให้สิ้น’
โอ้โห บทเวทชั้นสูง นานๆ จะได้เห็นสักที น่าดีใจจังแฮะ ซะเมื่อไรเล่า! ขืนโดนพิรุณอะไรนั่นสาดซัดเข้าเต็มๆ คาดว่าร่างข้าอาจไม่เหลือซาก
กรร!
เสือเขี้ยวดาบเดินมาขวางหน้าข้า พลางเงยหน้ารอรับหยดน้ำพิรุณที่ทิ่มแทงถึงชีวิต ปากมันอ้าออก ทันใดนั้น…เปลวเพลิงอเวจีก็พวยพุ่ง สลายน้ำเหล่านั้นจนระเหยไปในอากาศ ยอดมากเจ้าเสือ!
‘หน็อย ไม่รอดหรอกเจ้า…เจ้าชื่ออะไรนะ’
‘ข้าชื่อเซอเซสขอรับ!’
ข้าเผลอตะโกนตอบตามประสาลูกครึ่งเทพที่มักถูกจดจำว่าเป็นตัวซวยมากกว่าจำชื่อ ผลคือเจ้าเสือเขี้ยวดาบค้อนขวับ ต่อให้มันพูดไม่ได้ข้าก็พอเดาได้ว่าคงอยากให้หุบปากสักที โธ่…ข้าเองก็ไม่อยากให้ลงเอยแบบนี้เสียหน่อย เพราะอยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่จำความได้ปากข้าก็เลยไวแบบไม่มีใครคอยห้ามแบบนี้แหละ กระซิก
‘ข้าขอโทษ!!’
หันไปขอขมาเจ้าเสือ แต่มันกลับไม่สนใจ ก้มไปใช้กรงเล็บขูดๆ เขียนๆ กับพื้น แต่ใช่เวลาสื่อสารตอนนี้หรือ ชายชุดดำร่ายเวทบทใหม่จะเสร็จอยู่แล้วนะ!
ขณะที่ข้าร้อนรนกังวลใจ เจ้าเสือก็เขียนเสร็จพอดีแล้วใช้อุ้งชี้ซ้ำๆ ให้ข้าอ่าน
โฟรเซนโฟเรซิน…โฟรเซนโฟเรซินงั้นเหรอ คืออะไรกันล่ะ
ตูม!
‘แอ้ก’
ความเจ็บแปลบแล่นพล่านทั่วลำตัว แสบๆ ร้อนๆ เหมือนโดนสะเก็ดเพลิง ยังดีที่เสือเขี้ยวดาบคาบคอเสื้อข้าแล้วพาหลบไปอีกทาง ไม่งั้นการโจมตีระลอกสองเมื่อครู่ข้าคงกลายเป็นซาก
จึกๆ
อุ้งนุ่มนิ่มข้างหนึ่งสะกิดข้า พยายามไม่ให้กรงเล็บข่วนชุดที่ขาดวิ่นอยู่แล้วให้ทุเรศตามากกว่านี้ ส่วนอีกข้างชี้ไปยังพื้นซึ่งโดนเวทชายชุดดำระเบิดตูมไปเรียบร้อยแล้ว คงอยากให้ข้าพูดคำเมื่อกี้สินะ แต่ว่า…คำนั้นมันอะไรกันล่ะ
‘โฟรเซนโฟรซัว’
‘…’
‘อ้าว ไม่ใช่เหรอ งั้นโฟรเซนก้า…โอ๊ย! ข่วนข้าทำไม’
ข้าว่าข้ารู้นะว่าทำไมมันถึงข่วน…เพราะว่าข้าพูดผิดน่ะสิ!
‘เจ้า…อยู่นั่นเอง ตายซะเถอะ!!’
ซวยแล้วไง ทำอะไรสักอย่างสิโฟรเซนโฟเรซิน เอ๋? โฟรเซนโฟเรซิน ใช่แล้ว!
‘โฟรเซนโฟเรซิน!!’
พลันแสงสีทองสว่างจ้าจากร่างเจ้าเสือ ห้อมล้อมบดบังตัวมันจนมิด ก่อนร่างนั้นจะขยายขึ้นอย่างน่าตกใจ ไม่ใช่ว่าขนมันฟูขึ้นหรอกนะ แต่ยืดยาวสูงขึ้นจนเหมือนมนุษย์ต่างหาก และข้าก็ได้ประจักษ์เป็นขวัญตา…เพราะแสงเวทจากชายชุดดำถูกยับยั้งด้วยร่างนั้นที่พุ่งโฉบมาขวางหน้าข้าในเสี้ยวนาที
สุดยอด!
‘หลบไปซะ’
ไม่ทันที่ข้าจะมองชัดๆ ว่าผู้พูดมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร อุ้ง…ไม่สิมือที่มีเล็บคมก็ผลักข้าไปด้านหลังจนกระเด็นไกล ตั้งใจสื่อประมาณว่าอย่าเกะกะ ข้าจะสู้ราวๆ นั้น แต่…ทางที่ผลักข้าลอยละลิ่ว…คือหน้าผานะเฮ้ย!
‘จ๊ากกกก!!’
เสียงเริ่มหายไปตามระดับความดิ่งของร่างที่ร่วงหล่นเร็วขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าศพคงเละ ไม่ได้ตายดีแน่ๆ ปัดโธ่! เจ้าเสือบ้า จะช่วยหรือจะฆ่าให้ตายเร็วขึ้นกันแน่นะ เสียงระเบิดดังตูมตามพร้อมแสงสีปะทะกันจากด้านบน แต่ข้าไม่ค่อยสนใจแล้วละ เพราะเห็นพื้นอยู่ลิบๆ แล้ว
ตายแน่…ข้าคิด หลับตาปี๋
โครม!!!
เสียงกระแทกดังสนั่นกลับไม่เจ็บอย่างที่คิด เพราะมีบางสิ่งช่วยประคองแผ่นหลังและสองขาของข้าในท่าอุ้มประคอง ถึงอย่างนั้นข้าก็รู้สึกสะเทือนใช่เล่นจนอวัยวะภายในปั่นป่วนไปหมด แถมหัวฟาดเข้ากับผาหินอีกต่างหาก ไม่นับร่างกายที่ปวดแสบปวดร้อนจากการโดนสะเก็ดเวทของชายชุดดำ
ริมฝีปากข้าขยับ ไม่มีเสียงเอ่ยอันใด มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาเล็ดลอดน่าอนาถ ข้ารู้สึกถึงเลือดอุ่นๆ ที่กำลังไหลช้าๆ จากศีรษะ ย้อมเสื้อสีขาวให้กลายเป็นสีแดงเข้ม เพราะระหว่างร่วงจากผาข้าพยายามคว้าที่ยึดแต่ไม่สำเร็จ แขนขวาเลยหักเป็นที่เรียบร้อย ร่างกายเองก็ร้าวระบมเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับ ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน เปลือกตาช่างหนักเหลือเกิน
…ข้ารู้สึกเหมือนกำลังจะตาย…
‘เจ้าชื่ออะไร’
หลังจากเหตุการณ์นั้นข้าก็ตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ครบสามสิบสองอย่างน่าตกใจ โดยมีชายหนุ่มอายุมากกว่านั่งเฝ้าอยู่เคียงข้าง เขามีผิวเข้ม ผมสีทองยาวตัดซอยไล่ไปด้านหลังและดวงตาสีแดงดั่งเลือด
ข้ารอดชีวิตจริงๆ สินะ แล้วเจ้าเสือล่ะ คงไม่ใช่ว่า…
’อย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ’ ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับยกยิ้มเจ้าเล่ห์ หากเขาเป็นคนเดียวกับเจ้าเสือที่แปลงร่างได้จริงๆ ค่อนข้างแตกต่างจากที่ข้าคาดไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว
’เอ๊ะ…เอ่อ เดี๋ยว จะไปไหนน่ะ’ ข้าถามสงสัยเมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มก็ฉุดข้าลุกจากเตียงแล้วเดินนำโดยไม่เว้นช่วงให้ถาม ดูจากสภาพที่ติดจะโทรมแล้วคาดว่าเขาคงตัวติดกับข้าไม่ห่างตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อคืน
’พาเจ้าไปรายงานตัวไงล่ะ’ ชายหนุ่มผมสีทองตอบ ทำข้างงกว่าเดิมอีก
’โฟรเซนโฟเรซิน’
’หืม’
’ข้าชื่อโฟรเซนโฟเรซิน ไม่ใช่ชายหนุ่มผมทอง และข้าอายุมากกว่าเจ้าสี่ปีของร่างมนุษย์’
สี่ปี งั้นก็ประมาณยี่สิบสอง แต่ชื่อโฟรเซนโฟเรซินก็แสดงว่าเป็นเสือตัวนั้นจริงๆ น่ะสิ ข้าควรจะขอบใจดีหรือไม่ล่ะที่เขาพาข้ามาดูแลอย่างดีด้วยร่างกายที่ไร้ซึ่งบาดแผลใดๆ ทั้งที่เป็นคนผลักข้าตกผาเกือบตาย
เดี๋ยวนะ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ถ้าจำไม่ผิด คำถามที่โฟรเซนตอบล้วนแต่เป็นคำถามที่ข้ายังไม่ได้เอ่ยทั้งนั้นเลยนี่นา
’ความรู้สึกช้าจริง ใช่ ข้าอ่านใจเจ้าได้ เพราะจิตของเจ้าเชื่อมกับข้าผ่านตราพันธสัญญา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเจ้าคือนายของข้า และข้าก็คือสัตว์เลี้ยงของเจ้า อืม…พูดแล้วไม่สบอารมณ์แฮะ’
แล้วจะพูดทำไมเล่า!
ข้าอดว่าในใจไม่ได้เมื่อเจ้าเสือทำหน้าไม่สบอารมณ์แถมยังถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
’ก็เจ้าถามข้านี่’
ข้าเงียบเพราะคือความจริง ถึงแม้ว่าข้าจะถามในความคิดก็เถอะ
’ว่าแต่รายงานตัว…หมายความว่ายังไง’ ข้าขมวดคิ้วสงสัย รู้สึกเคืองไม่น้อยที่จู่ๆ ก็โดนอ่านใจโดยคนแปลกหน้า แม้เมื่อวานเพิ่งร่วมศึกดุเดือดมาด้วยกันก็เถอะ แล้วทำไม…ข้าถึงอ่านใจโฟรเซนบ้างไม่ได้ล่ะ
’หากไม่อยากโดนข้าอ่านใจก็ปิดกั้นจิตตัวเองซะ แต่ด้วยความสามารถระดับเจ้า…คาดว่าอีกนานกว่าจะทำได้ ตอนนี้คงต้องทำใจไปก่อน’
ชี้แจง ปลอบโยน หรือเหน็บแนมกันเนี่ยเจ้าเสือ!
‘ส่วนรายงานตัว…ก็คือการรายงานตัวเป็นผู้ส่งสารแห่งสามภพคนใหม่ยังไงล่ะ’
ข้าตะลึง แต่เจ้าเสือยิ้มเจ้าเล่ห์ เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ ตรงมุมปากบ่งบอกว่าเขาคือเสือเขี้ยวดาบตนนั้นจริงๆ และทุกสิ่งที่ข้าประสบก็เกิดขึ้นจริง รวมถึงตำแหน่งงานสุดลึกลับด้วย
บ้าน่า ในที่สุดข้าก็มีโชคดีแล้วงั้นหรือ!?
จบการย้อนความ
เล่าเสียนาน เอาเป็นว่าข้าโดนโฟรเซนลากมารายงานตัวเพื่อเป็นผู้ส่งสารคนใหม่ เพราะเสือเขี้ยวดาบดำรงอยู่ที่สมาพันธ์ส่งสารแห่งสามภพเท่านั้น เมื่อข้าทำพันธสัญญาไม่ว่าบังเอิญหรือตั้งใจ ข้าจะถูกนับรวมเป็นพนักงานทันที
ยามนี้ต้นแขนขวาของข้ามีตราพยัคฆ์ประทับ นั่นคือหลักฐานของการทำพันธสัญญาระหว่างข้ากับโฟรเซน เป็นจุดเชื่อมจิตที่ทำให้โฟรเซนอ่านใจข้าได้ และเป็นที่อยู่อาศัยของโฟรเซนในยามนี้ เนื่องด้วยการปรากฏกายนานๆ จะกินพลังเวทของเจ้านายจนเหือดแห้ง
จะว่าไปโฟรเซนก็ทั้งคร่าและช่วยชีวิตข้าจริงๆ เพราะการทำพันธสัญญาช่วยให้ร่างของผู้เป็นนายแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด ไม่ใช่พลังของโฟรเซน หากแต่เป็นผลพลอยได้จากตราพันธะต่างหาก แต่ข้าก็คงไม่ใกล้ตายขนาดนั้นหากเขาไม่ผลักข้าตกผาไปนะ อย่าลืม
‘ถึงแล้ว ลงก่อนจะตกรถซะ!’
เสียงโฟรเซนดังขึ้นในหัวของข้า ดังเสียจนข้าต้องหรี่ตาลงข้างหนึ่ง ก่อนจะก้าวลงจากรถด้วยท่าทางทุลักทุเล การเดินทางไปสู่สมาพันธ์ส่งสารแห่งสามภพยังอีกไกลนัก เพราะข้าต้องแวะเมืองนี้ก่อนตามคำบอก(กึ่งสั่ง)ของโฟรเซน
แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
หวังว่าความซวยของข้าจะไม่แผลงฤทธิ์จนไปไม่ถึงสมาพันธ์นะ!