The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 3 เด็กชายกับดอกไม้
บทที่ 3
เด็กชายกับดอกไม้
‘เจ้าคิดจะยืนตรงนี้อีกนานเท่าไหร่’
เสียงดังขึ้นในห้วงความคิด เป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าเสือตัวแสบผู้เป็นต้นเหตุให้ข้าต้องออกเดินทางจากแดนเทพอันเป็นบ้านเกิดสู่ดินแดนปริศนาที่ไม่มีใครรู้จัก
แต่ก่อนหน้านั้นต้องแวะที่แดนมนุษย์
“ใช่ว่าข้าอยากจะยืนสักหน่อย” ข้าอุบอิบพลางดึงหมวกฮู้ดปกปิดเส้นผมสองสีของตนเอง ก่อนจะมองแถวยาวเหยียดจนสุดสายตาแล้วถอนหายใจ กว่าข้าจะได้ซื้อตั๋วรถไฟ…คงข้ามวันแหงๆ
‘เจ้าความจำสั้นรึเปล่า ข้าบอกแล้วไงว่าสถานที่ที่จะไปน่ะ ไปทางธรรมดาได้เสียที่ไหน’
“ก็เจ้าบอกว่าให้ขึ้นรถไฟ” ข้าเถียงเจ้าเสือตะกุกตะกัก จะดุทำไมเนี่ย
‘ข้าหมายถึงรถไฟสายด่วนราตรีต่างหากเจ้าเซ่อ!!’
ข้ารีบกระดึ๊บออกจากแถวซื้อตั๋วยาวเหยียดทันที เจ้าเสือบ้า รู้ทั้งรู้ว่าข้าสมองช้า เพราะเป็นเด็กกำพร้าไม่เคยมีใครส่งเสียเล่าเรียนหรือสั่งสอน ก็ดันพูดจากำกวมอยู่ได้ บอกข้าแค่ขึ้นรถไฟ แล้วข้าจะไปตรัสรู้ได้ยังไงว่ารถไฟที่ว่าคือสายด่วนราตรี!!
‘ถ้าเป็นคนอื่นคงเข้าใจไปนานแล้ว เจ้าโง่’
ข้าบึนปาก สบถในใจว่า…ชิ!
ช่วยไม่ได้ในเมื่อข้าทั้งบื้อทั้งซื่อและโง่จริงๆ พอเถียงไม่ได้ข้าก็ย่นหน้าให้ยับยู่เพื่อแสดงอาการต่อต้าน แต่เจ้าเสือหัวเราะร่าชอบอกชอบใจซะงั้น เฮ้อ คู่พันธะอะไรตีกันทุกนาที แค่รถไฟสายด่วนราตรีก็หาเรื่องแกล้งกันได้ เพราะจากชื่อคงรู้กันว่าให้บริการเฉพาะช่วงกลางคืนเท่านั้น แต่ตอนนี้แสงแดดแยงตาข้าจนแทบบอด เลยต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาก่อน
เมื่อได้กลิ่นหอมโชยจากร้านอาหารข้างทาง ข้าก็มีจุดหมายในใจ
แต่…เอ่อ…เจ้าเสือต้องกินอะไรรึเปล่าหว่า
‘ข้าดำรงได้ด้วยพลังเวทของเจ้านาย หรือก็คือ…กินเจ้า’
ขนลุกพรึ่บทันควัน กินอะไรช่วยพูดให้ชัดหน่อยเจ้าเสือ กินพลังเวทข้าไม่ใช่กินข้า!
‘พวกอาหารเป็นได้เพียงพลังงานสำรองเท่านั้น ไม่ช่วยให้อิ่มท้องแต่บรรเทาความหิวโหยได้บ้าง เพราะพลังเวทของเจ้านายช่วยเติมเต็มพยัคฆ์เมฆาได้ดีที่สุด’
ย้ำจริงย้ำจังเหมือนอยากจะจับข้าหม่ำให้จบเรื่องจบราว โทษทีแล้วกันที่พลังเวทข้าน้อย ไม่เพียงพอกระทั่งให้เจ้าเสือออกมาเดินเล่นนอกตราพันธะด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อประหยัดค่าอาหารไปได้ข้าก็โล่งใจ เพราะเงินติดตัวมีไม่มากตามประสาครึ่งเทพยาจกที่ทำงานที่ไหนก็โดนไล่ออกจากความซวย
ดูรูปร่างข้าซะก่อน อายุสิบแปดแต่ตัวเล็กผอมแบบขาดสารอาหารสุดๆ บ่งบอกความอดอยากและลำบาก ถ้าต้องเลี้ยงอีกชีวิตข้าไม่ไหวแน่
‘ระวัง!!’
เสียงร้องเตือนของเจ้าเสือที่คงสังเกตเห็นอะไรบางอย่างดังกังวาน เพราะไม่ชินอยู่แล้วที่มีคนพล่ามไม่หยุดในหัว ข้าเลยมึนงงยืนหน้าอ๊องอยู่อย่างนั้น พลันร่างเล็กๆ ของเด็กพุ่งชนที่ด้านหลัง ข้าหน้าคะมำล้มทับกระบะขายส้มพอดิบพอดี
โครม!!!
ฉิบหาย ข้าโคตรซวย ซวยซ้ำซวยซ้อน ซวยไม่เลิกรา เพราะนอกจากข้าจะล้มทับกระบะขายส้มจนกระจัดกระจายเสียหายแล้ว ข้าที่ทุลักทุเลยันตัวยืนยังลื่นล้มซ้ำสองเพราะเปลือกกล้วยแถวนั้นจนกลิ้งขลุกไปโดนป้ายหรูหน้าร้านอาหารหอมกระชากใจจนหักเป็นสองท่อนอีกต่างหาก และครึ่งป้ายนั้นก็ยังอุตส่าห์…กระเด็นไปขัดกับล้อรถม้าขนของกลางถนนจนพลิกคว่ำเสียหาย พร้อมกับเสียงโครมที่ดังติดต่อกันราวกับประทัด
เพราะทางเดินติดขัดรุนแรง!!
รถม้าโดนเสยด้วยเกวียนอีกเล่มที่ตามหลังมา และเกวียนเล่มนั้นก็โดนเฉี่ยวจากเกวียนเล่มอื่นๆ ที่ตามหลัง บางเล่มหลบพ้น แต่บางเล่มก็ไม่อาจเลี่ยงได้เพราะเหตุการณ์ช่างฉุกละหุก
ในชั่วพริบตาเดียว…เบื้องหน้าข้าก็เต็มไปด้วยกองเกวียนและรถม้าจำนวนมาก พร้อมสายตาโกรธแค้นจากทั่วสารทิศ
ซวยแล้วไง
“ทางนี้” เด็กชายที่ชนข้าจนล้มรีบฉุดมือข้าวิ่งไปอีกทาง สวนกับเหล่ากองเกวียนที่ชนกันเป็นทอดๆ สู่ซอยเปลี่ยวไร้เสาไฟ มีเสียงฝีเท้าดังไล่หลังข้าคล้ายคู่อริไม่ยอมปล่อยง่ายๆ แต่เด็กน้อยคุ้นชินสถานที่มากกว่า จึงพาข้าวิ่งหลบไปมาในซอยวกวนราวเขาวงกตจนพ้นจากการตามล่าหวุดหวิด!!
เท่ากับว่าข้าไม่อาจโผล่หน้าไปที่สาธารณะอีกระยะหนึ่ง
‘เจ้าช่างน่าทึ่งจริงๆ’
ข้าแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงประชดเชิงล้อเลียนของโฟรเซน
“ขอบคุณมากนะ” ข้ากล่าวกับเด็กชายตัวน้อยที่วิ่งเร็วเหลือร้าย เขาอายุราวๆ เจ็ดถึงแปดขวบ เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ผมสีน้ำตาลยาวมัดด้วยผ้าขาดๆ ให้ดูไม่รุงรัง หากจับอาบน้ำแต่งตัวดีๆ คงน่ารักไม่ต่างจากตุ๊กตา
“เป็นความผิดข้าเองขอรับ” เด็กชายทำสีหน้ารู้สึกผิดจนข้าอดเอ็นดูไม่ได้ นั่งคุกเข่าลงให้สายตาสบประสานในระดับเดียวกัน ก่อนจะลูบหัวเขาเบาๆ
“เมื่อกี้รีบร้อนหนีอะไรหรือ ข้าพอช่วยได้ไหม”
เด็กชายค่อยๆ ล้วงหยิบสิ่งของบางอย่างจากเสื้อของตนเอง
เป็นดอกไม้ดอกหนึ่ง…สีชมพูหวาน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ
“ความจริงข้าอยากให้สิ่งนี้กับเดล่า แต่…ช่างมันเถอะ ข้าให้พี่ชายแล้วกัน”
ข้าไม่รับ เพราะรู้ว่าเจ้าของดอกไม้นี้ไม่ใช่ข้า
‘ก็นับว่ามีหัวคิด’
“หากเจ้าเงียบไปก็ไม่มีใครด่าว่าเป็นใบ้หรอกนะ” ข้าตำหนิเจ้าเสืออย่างอดไม่ได้ แต่ก็ต้องชะงักแล้วรีบขอโทษขอโพยเด็กชายตัวน้อยตรงหน้าทันที เพราะเกิดการเข้าใจผิด
‘หึ เมื่อกี้ข้าคงฟั่นเฟือนไปเองที่นึกว่าเจ้าจะมีไหวพริบเหมือนคนทั่วไป’
ข้ากัดฟันพลางก่นด่าในใจ หน็อย…ไอ้เสือบ้า อย่าคิดว่าด่าข้าฝ่ายเดียวแล้วจะยอมง่ายๆ นะ
‘เจ้าจะทำอะไรได้’
ข้าก็จะ…ก็จะ…ชิ ทำวันนี้ไม่ได้ งั้นยกยอดไปวันอื่นสิ!
ข้าพยักหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับเด็กชายโดยเมินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเจ้าเสือ
“ข้าชื่อเซอเซส เจ้าล่ะ”
“อาดีส”
“อาดีส…เจ้าเล่าเรื่องเด็กสาวผู้จะเป็นเจ้าของดอกไม้นี้ได้ไหม ข้าอาจจะช่วยเจ้าได้นะ”
คงเพราะอัดอั้นอยู่นานแล้ว ข้ากระตุ้นนิดหน่อยเด็กชายก็รีบโพล่งทันที
“เดล่าเป็นเพื่อนของข้าเอง แต่วันนี้นางจะย้ายไปต่างเมือง ข้าจึงอยากให้ดอกไม้นี้ ดอกไม้ที่นางอยากได้มานานซึ่งงอกบนยอดผาเท่านั้น ข้าพยายามนานมากกว่าจะได้มาครอบครอง แต่ว่า…” เด็กชายมองดอกไม้ในมือน้ำตาคลอ “ไปตอนนี้คงไม่ทันเสียแล้ว”
ฉึก!!
เปรียบเสมือนเข็มพันเล่มทิ่มแทงตัวข้าจนพรุน เพราะนอกจากวันนี้ข้าจะพังสถานที่ทำมาหากินและการเดินทางแล้ว ยังขัดขวางความรักของเด็กตรงหน้าด้วย
ไม่ช่วยไม่ได้แล้ว!!
“หากไม่รังเกียจ ข้าช่วยส่งดอกไม้ให้เดล่าดีหรือไม่” ข้ายิ้มปลอบอาดีส ก่อนจะยื่นมือรอรับดอกไม้สีชมพูจากเด็กชายตัวน้อย “เห็นเหมือนไม่ได้เรื่องแบบนี้ แต่ข้าเป็นถึงว่าที่นักส่งสารผู้เกรียงไกรเชียวนะ”
‘หึ ไอ้กำมะลอหลอกเด็ก’
เชอะ ข้าก็กำลังจะไปรับตำแหน่งว่าที่ผู้ส่งสารแห่งสามภพจริงๆ นี่
‘อย่าคิดว่าง่ายปานนั้น เจ้าซื่อบื้อ’
ข้าตัดสินใจทำหูทวนลมกับคำกล่าวของโฟรเซน ไม่ด่าสักประโยคไม่ได้หรือไง รู้หรอกน่าว่าทำพันธสัญญากับข้าด้วยความจำเป็นและจำใจ แต่ไม่เห็นต้องกระแนะกระแหนตลอดเวลาเลยนี่น่า
‘เจ้า…’
“คือ…” คำพูดของเจ้าเสือถูกขัดด้วยท่าทางลังเลของอาดีส แน่นอนว่าข้าให้ความสนใจกับเด็กน้อยกว่าเสือตัวไม่น้อย “ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากให้ดอกไม้เดล่าด้วยตัวเองน่ะขอรับ”
แป่ว…
ข้าโดนปฏิเสธสินะ แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อข้ารับปากจะส่งดอกไม้ให้แล้ว พ่วงเด็กสักคนจะเป็นไร
“งั้นข้ารับส่งอาดีสไปให้ถึงมือเดล่าดีไหม” ข้ายิ้มเป็นมิตร พยายามไม่ให้ดูเหมือนมิจฉาชีพหลอกเด็กไปขาย
“แต่ข้าไม่มีเงิน”
“ข้าไม่เอาเงินหรอกน่า บอกแล้วไงว่าแทนคำขอบคุณที่เจ้าช่วยข้าหนีเมื่อกี้ และถือซะว่าไถ่โทษที่ทำให้เจ้าเกือบไม่ได้เจอเดล่าแล้วกัน” ข้ายืดตัวตรงเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการนั่งคุกเข่าเป็นเวลานาน ก่อนยื่นมือไประดับเดียวกับดวงตาสีนิลของเด็กชาย
“ว่ายังไงล่ะเด็กน้อย”
“ตกลง”
อาดีสยอมจับมือข้าจนได้ ดีใจจัง ในแดนเทพไม่เคยมีใครเชื่อใจข้าสักคน พอเป็นลูกครึ่งแถมความซวยติดตัวก็มักโดนหาว่าเป็นตัวประหลาดที่ถูกสาป
ข้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ปลื้มปริ่มใจ ก่อนจะเพิ่งตระหนักได้ว่า…
“แล้วพวกเราจะไปหาเดล่ายังไงล่ะ”
ใช่ พวกเราจะไปกันยังไงล่ะ ข้ายังไม่รู้วิธีหายตัวแวบๆ ของผู้ส่งสารแห่งสามภพเลยนี่นา!!
‘หึ ตาข้าออกโรงแล้วสินะ’
แสงสว่างสีทองปรากฏข้างตัวข้าราวรอโอกาสเปิดตัวเนิ่นนาน เจ้าเสือถึงขนาดคิดท่าให้เด็กประทับใจด้วยการเชิดหน้าอวดเขี้ยวดาบอย่างสุดเท่ผิดกับท่าเกาศีรษะทึ่มทื่อสุดซื่อบื้อของข้าโดยสิ้นเชิง
“พี่ชาย นี่มัน…” อาดีสเอ่ยตะกุกตะกัก กำดอกไม้ในมือแน่น ปกป้องยิ่งกว่าชีวิตตัวเองเสียอีกเมื่อจู่ๆ สัตว์ร้ายก็ปรากฏโฉม แหงสิ เสือตัวโตๆ แถมเขี้ยวใหญ่เท่าแขนใครเห็นก็กลัวทั้งนั้น ยกเว้นข้าคนหนึ่งล่ะที่คุ้นชินกับเจ้านี่ยิ่งกว่าใคร ยกมือตบแปะๆ พลางลูบคลำขนนุ่มนิ่มของโฟรเซน
“ไม่ต้องห่วงๆ นี่คือสัตว์เลี้ยงของข้าเอง”
มีโอกาสต้องเอาคืน นี่คือคติประจำใจของข้า แน่นอนว่าทับถมแค่นี้ย่อมไม่เพียงพอกับการอดกลั้นหลังโดนโฟรเซนด่ามานาน ข้าจึงพูดเสริมเข้าไปอีก “เสือเชื่องๆ ตัวหนึ่งที่ข้ายอมลดตัวไปเป็นเจ้านายยังไ…จ๊าก”
เจ้าเสือมันเนรคุณข้า! พูดไม่ทันจบประโยคก็งับมือที่กำลังลูบเพลินๆ เข้าให้จนเสียมาดต่อหน้าเด็ก ยังดีนะแค่งับ ไม่ได้กัดเข้าจริงๆ ข้าเลยลูบอกโล่งใจแล้วตั้งสติได้ เสียแต่เจ้าเสือยังเล่นตัว สะบัดหน้าไปอีกทางพร้อมสะบัดหางไหวๆ รอให้ง้อ
‘ลองไม่มีข้าสิ เจ้าไม่ได้ส่งทั้งเด็กนี่ทั้งดอกไม้แน่’
“ช่วยข้าเถอะนะ ถือซะว่าช่วงทดลองงานก่อนเข้าสมาพันธ์ไง” ข้ากระซิบข้างหูดุกดิกของเจ้าเสือ มันแยกเขี้ยวขู่คำรามจนอาดีสเดินถอยหลังด้วยสีหน้าซีดเผือดคล้ายอยากบอกเต็มแก่ว่าไม่เอาแล้ว ข้าจึงเกาคางมัน ว่ากันว่าสัตว์ตระกูลแมวชอบให้เกาคาง เอ่อ เสือก็ถือว่าเป็นแมวตัวใหญ่ใช่ไหม
“โฮกกก”
เจ้าเสือคำรามลั่น น่ากลัวจนอาดีสล้มแปะขาสั่น หารู้ไม่ว่ามันตอบรับคำขอข้าแล้ว
‘ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าเอามือเน่าๆ มาแตะต้องตัวข้า!’
ถึงมันจะอ้างว่าไม่ชอบโดนเกาคาง และพยายามสลัดข้าหนีด้วยการรับงานก็เถอะ แต่ตกลงก็คือตกลง ข้ารีบพาร่างผอมแห้งปีนขึ้นไปขี่หลังเจ้าเสือตัวโต ก่อนจะกวักมือเรียกเด็กชาย
“มาเร็วอาดีส เดี๋ยวเดล่าไม่รอนะ”
เจ้าเสือสะบัดตัวพยายามจะให้ข้าลงจากหลัง แต่ข้ากำขนตรงคอนุ่มนิ่มของมันแน่น แถมยังดึงเด็กชายที่พอได้ยินชื่อสาวในดวงใจก็มีแรงฮึดทันทีมานั่งซ้อนตัก ต่อให้จะรังเกียจเจ้านายคนนี้ขนาดไหน โฟรเซนก็ไม่กล้าทำร้ายเด็ก เพราะถ้าอาดีสกลิ้งตกลงไปด้วยความสูงระดับนี้ต้องบาดเจ็บแน่นอน
‘ไอ้ขี้โกง’
ข้าแสร้งไม่ได้ยินพลางลูบขนสีทองอย่างมันมือ
“รีบไปเถอะ เดี๋ยวไปส่งอาดีสไม่ทันจริงๆ”
คล้ายจะได้ยินเสียงเสือถอนหายใจ…ก่อนร่างใหญ่โตแข็งแกร่งของเสือเขี้ยวดาบจะกระโจนไปตามซอยแคบราวรู้ที่อยู่ของเดล่าเป็นอย่างดี
‘ไปต่างเมือง แสดงว่าอยู่แถวๆ ท่าเรือสินะ’
โฟรเซนเอ่ยอย่างหลักแหลม เพราะถ้าเป็นข้ายังเอ๋ออยู่เลยว่าควรไปไหน ส่วนอาดีสนั้น…ตอนนี้กำลังตื่นตาตื่นใจกับความว่องไวของเจ้าเสือ มือที่กำดอกไม้ทั้งสองเริ่มคลายออก ก่อนจะเปลี่ยนมาลูบไล้ขนสีทองอย่างเบามือ
ข้ายิ้ม จับมือเด็กให้ลองแตะแผงคอของโฟรเซนซึ่งเจ้าตัวลอบพ่นลมหายใจฮึดฮัดแต่ไม่คัดค้าน
ทันทีที่พ้นจากซอยเปลี่ยว ข้ารีบดึงหมวกฮู้ดที่สวมมาตลอดให้คลุมหน้ามิดชิดขึ้นตามประสาผู้มีความผิดติดตัว แต่ดูจะเป็นการกระทำไร้ประโยชน์เมื่อแสงสีทองประกายของโฟรเซนฉาบบางๆ รอบตัวข้าและอาดีส
‘แสงนี่จะช่วยไม่ให้มีใครเห็นพวกเจ้า แน่นอนว่าเฉพาะมนุษย์ทั่วไปเท่านั้นนะ ถ้าเป็นเผ่าพันธุ์อื่นที่มีพลังเวทสูง คงมองออกทันที’
แค่นั้นก็เกินพอแล้ว!
ข้าเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าทำพันธสัญญากับสิ่งมีชีวิตที่สารพัดประโยชน์ขนาดไหน!
ด้วยฝีเท้าที่เรียกว่ากึ่งเหาะเหินเดินอากาศของโฟรเซน ทำให้ไม่นานนักภาพของท่าเรือก็ปรากฏ เรียกรอยยิ้มกว้างจากอาดีสซึ่งรีบกระโดดลงจากตักข้าทั้งๆ ที่ความจริงยังไม่ถึงท่าเรือด้วยซ้ำ พลันแสงสีทองของโฟรเซนหายวับทันทีจากร่างน้อย
“เดล่า!”
เด็กหญิงซึ่งนั่งเหงาอยู่ริมท่าคล้ายรอคอยบางอย่างเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นเด็กหนุ่มพร้อมดอกไม้ที่ตนชื่นชอบในมือ แก้มทั้งสองข้างของเธอก็ขึ้นสีแดงระเรื่อพร้อมดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่คาดฝันแต่ก็ดีใจมาก
“เจ้าเด็กนี่ใฝ่สูงไม่เบาแฮะ” ข้าเอี้ยวหน้ากระซิบกับโฟรเซนขณะยืนมองห่างๆ เพราะดูจากการแต่งกายของเดล่าหวานใจอาดีสแล้ว เด็กหญิงดูสูงศักดิ์ราวคุณหนูจากตระกูลสูงส่ง ชุดลูกไม้ฟูฟ่องตัดกับชุดเปื้อนฝุ่นของอาดีสโดยสิ้นเชิง แต่กระนั้น…รอยยิ้มของเด็กทั้งสองก็เรียกให้ข้าต้องซับน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง
คนอารมณ์อ่อนไหวก็งี้แหละ
‘พวกปัญญาอ่อนน่ะสิไม่ว่า’
“ข้าจะรอเจ้านะ” อาดีสกล่าวกับเดล่าด้วยยิ้มอ่อนหวานเจือเศร้า เธอรับดอกไม้สีชมพูหวานอย่างทะนุถนอม ก่อนจะค่อยๆ ชื่นชมกลิ่นหอมพร้อมน้ำใสๆ ไหลอาบบนแก้มขาว
“เจ้าต้องรอข้านะ อย่าลืมนะ” เดล่ากล่าวเสียงสั่นเครือ เธอไม่อยากจากเมืองนี้ไปเลย แต่ด้วยฐานะทางครอบครัวทำให้ต้องย้ายเมืองเพื่อกิจการที่รุ่งเรืองกว่า เธอจึงไม่สามารถคัดค้านอะไรได้
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะติดต่อหาเจ้าให้ได้ เดล่า” อาดีสกล่าวด้วยรอยยิ้มมั่นใจ ยกมือปาดน้ำตาบนใบหน้าของเด็กสาวก่อนจะถอยห่างออกมา เพราะรู้ดีว่าถึงเวลาที่ต้องลาจากกัน
อาดีสไม่ขยับไปไหน เฝ้ามองเด็กสาวจนกระทั่งเรือลับสายตาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม จวบจนกระทั่งข้าเดินเข้ามาใกล้ตามด้วยเสือสีทองเคียงข้างนั่นแหละ เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่ายืนตรงนี้นานขนาดไหน
แสงอาทิตย์ลาลับเหลือเพียงแสงดาวสุกสกาว
“ไม่เป็นไรนะ” ข้าถามอย่างเป็นห่วง ถึงจะไม่มีคนสำคัญหรือคนให้ความสำคัญ แต่พอคิดว่าต้องแยกจากคนที่มอบใจให้โดยไม่รู้ว่าจะได้พบกันเมื่อไรก็รู้สึกโศกเศร้ายากบรรยาย
“ขอบคุณพี่ชายมากเลย” อาดีสเดินมากอดคอโฟรเซนที่ทำตัวนิ่งผิดปกติ “ขอบคุณเสือตัวนี้ด้วยนะ ขอบคุณมากขอรับ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะมันทำตามคำสั่งข้าน่ะ” ข้าเอ่ยอย่างวางมาด ได้ทีต้องแขวะสักหน่อยถึงจะสาสมกับที่มันพูดพล่ามในหัว แต่ไม่ทันจะทำเท่ก็หลุดร้องเสียงหลงซะก่อนเมื่อเจ้าเสือง่ำขาขวาข้าอย่างไม่ไว้หน้าสักนิด ไม่ได้ใช้ฟันกัด แต่ใช้ฟันแทะเหมือนกำลังแงะกระดูกไก่!
“ฮ่ะๆๆ” อาดีสหัวเราะเมื่อข้ากระโดดเหยงๆ หนีเสือตัวใหญ่ ก่อนจะซับน้ำใสๆ ที่รื้นอยู่ตรงขอบตาเบาๆ “ข้าไม่เศร้าแล้วละ เพราะสักวันข้าจะตามไปหาเดล่าให้ได้”
“ขอให้สำเร็จแล้วกันนะ” ข้าเอ่ยยิ้มๆ ยังอยากอยู่เป็นเพื่อนเด็กชายอีกสักพักแต่เจ้าเสือใช้อุ้งสะกิดกันซะก่อน
‘ใกล้ได้เวลาแล้ว รถไฟสายด่วนราตรีมีเพียงเที่ยวเดียวเท่านั้น ถ้าไปไม่ทันเจ้าต้องรอถึงพรุ่งนี้เชียวนะ’
เพื่อหน้าที่การงานและอนาคตที่ราบรื่น ข้าจำต้องอำลาอาดีสแล้วปีนขึ้นหลังเสือก่อนจะเกิดเรื่องซวยๆ ขึ้นอีกครา แต่ถึงวันนี้จะสร้างความวิบัติให้คนอื่นไปมาก อย่างน้อยข้าก็สามารถทำหน้าที่ของว่าที่ผู้ส่งสารได้สำเร็จ
ลาก่อน ลูกค้ารายแรกของข้า ข้าจะจดจำเจ้าไว้แม้พวกเราไม่ได้เจอกันอีกแล้ว
“แล้วข้าจะเป็นอย่างพี่ชายให้ได้เลย!”
…ใช่ไหมนะ