The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 21 สงครามแดนทะเลทราย
สงครามแดนทะเลทราย
หากแดนพรายเต็มไปด้วยความบันเทิงมากมาย
แดนทะเลทรายก็ไร้ซึ่งสิ่งเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง
แดนเชื่อมต่อ ณ ที่แห่งนี้คือโอเอซิสทะเลทราย ดูปลอดภัยแต่ความน่ากลัวแทบไม่ต่างจากแดนเชื่อมต่อแดนพราย เพราะสามารถสร้างภาพลวงตาให้คนตกน้ำตายได้ง่ายๆ อีกทั้งยังมีพายุโหมและภัยธรรมชาติน่ากลัวอีกหลายอย่าง จึงไม่แปลกหากไร้นักท่องเที่ยวหรือนักผจญภัยย่างกราย
แล้วยังไม่นับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว แห้งแล้งมากถึงมากที่สุด สิ่งมีชีวิตในที่แห่งนี้จึงจำต้องแย่งชิงทรัพยากรกัน เกิดเป็นสภาวะสงครามที่ยังคุกรุ่น
แต่ทั้งๆ ที่ไม่มีดินแดนอื่นกล้าข้องเกี่ยวหรือทำการค้าด้วย เพราะเหตุใดกันนะสถานการณ์สู้รบกลับยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีอาวุธที่ใช้ไม่มีวันหมด
ภารกิจครั้งนี้…อาจช่วยตอบคำถามนี้ได้
“แอ่ก”
ข้าหล่นตุบจนทรายลอยฟุ้ง รอยยุบจากน้ำหนักตัวเผยให้เห็นหลุมลึกอย่างชัดเจน ข้าพยายามจะยันตัวขึ้น แต่ความยวบยาบของทรายทำให้ก้าวพลาดจนหน้าคว่ำอีกครา ข้าหมดแรง ปล่อยให้หน้าจุ่มอยู่อย่างนั้น เพราะการใช้เวทข้ามมิติจากสมาพันธ์มาถึงแดนทะเลทรายกินเวลาถึง…
ครึ่งชั่วโมง!
ฟังเหมือนน้อย แต่ตอนไปแดนพรายใช้เวลาสิบนาทีข้าก็ปางตายแล้ว ต้องทนอยู่ในมิติพลิกตลบชวนมึนโดยทำอะไรไม่ได้ตลอดสามสิบนาทีก็แทบจะอาเจียนทุกสิ่งทุกอย่างในกระเพาะออกมา โชคดีที่ความงกกำเริบ เนื่องจากเงินจากภารกิจแรกน้อยนิดเกินไป ข้าจึงฝืนกลั้นไม่ยอมให้อาหารรสเลิศจากโรงอาหารของสมาพันธ์ตีตื้นขึ้นมาเด็ดขาด ไม่รู้ว่าต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะได้กินของอร่อยอีกหรือไม่ และไม่รู้ว่าเงินที่มีอยู่จะช่วยประทังท้องก่อนจบภารกิจได้สักเท่าไร ฉะนั้นข้าต้องทนให้ได้
แม้ตอนอยู่ในห้วงมิติจะรู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับใส่ไว้ในปลอกหมอนแล้วเหวี่ยงไปรอบๆ ก็เถอะ แหวะ…
‘เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกทำตัวเหมือนคนแพ้ท้องเวลาไปปฏิบัติภารกิจกับข้าสองต่อสองเสียที’
ข้าขมวดคิ้ว อยากเถียงเจ้าเสือ แต่ถ้าเปิดปากอ้วกพุ่งแน่ เลยนอนอืดคาผืนทรายต่อ
‘ถ้าเป็นเว็กซ์ ต่อให้ทรมานก็คงไม่อนาถเท่านี้’
“เจ้ารู้ได้ยังไง” ข้ามีแรงฮึดตะกายตัวมานั่งกอดอกเถียงมันทันที ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าโฟรเซนยังไม่อยากเปลี่ยนเจ้านายคนใหม่ แต่การที่มันถูกอกถูกใจน้องชายของเจ้านายคนแรกก็ทำให้ข้ารู้สึก…รู้สึกยังไงกันนะ
น้อยอกน้อยใจ?
อิจฉาริษยา?
ฮึ่ย…ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละน่า ข้าแค่ไม่สบอารมณ์ที่มันชมคนอื่นแต่ว่าร้ายเจ้านายตัวเอง
‘เจ้ามีดีตรงไหนให้ข้าชมบ้างเล่า’
“มีสิ ข้าตัวเล็กน่ารักขนาดกำลังกะปุ๊กกะปิ๊ก”
‘แหวะ’
ทำเจ้าเสือจะอาเจียนได้แล้วข้าก็สุขใจ ชอบหาว่าข้าสำออยเหมือนคนแพ้ท้องดีนัก พะอืดพะอมบ้างเป็นอย่างไรเล่า แม้ข้าพูดเองจะอายตัวเองก็เถอะ เพราะถ้าถามสมาชิกสมาพันธ์ว่าใครน่ารักขนาดกำลังกะปุ๊กกะปิ๊กทุกคนต้องตอบว่าจีเซล แต่ในเมื่อตอนนี้มีแค่ข้ากับเจ้าเสือ ข้าติ๊ต่างว่าเป็นตัวเองก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
ใช่ ตอนนี้มีแค่ข้ากับเจ้าเสือในตราพันธะจริงๆ ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหนก็มีแต่ทราย ทราย และทราย
ไม่สิ ยังมีดาวด้วย
“เจ้าดูสิโฟรเซน ดาวสวยมากเลย”
ข้ายื่นมือไปยังท้องฟ้า หมายไขว่คว้าดวงดาวที่พร่างพราวมากมายในดินแดนแห่งนี้ อาจเพราะไร้แสงสีของงานรื่นเริงเหมือนแดนพราย ความสุกสกาวเปล่งประกายจึงเห็นชัดถนัดตา
ข้าหยิบบัตรประจำตัวขึ้นมาดูเวลา พบว่าตอนนี้…เป็นวันเดิมกับเมื่อวานในตอนสองทุ่ม
แปลกพิกล เพิ่งใช้ชีวิตในแดนพรายตอนสองทุ่ม ไม่ทันไรก็ย้อนเวลากลับไปเป็นสองทุ่มอีกครั้ง อาจเพราะทั้งสองดินแดนอยู่ห่างกันเกือบซีกโลก ถึงได้มีความแตกต่างกันแบบข้ามวันข้ามคืน
นี่คือสิทธิพิเศษของผู้ส่งสารแห่งสามภพ สามารถวาร์ปทะลุเวลาและข้ามผ่านแดนเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด!
‘เลิกคิดไร้สาระแล้วอ่านรายละเอียดของแดนนี้เถอะ ที่นี่โล่งเกินไป ข้าไม่ไว้วางใจ’
น้ำเสียงเครียดขึงของเจ้าเสือทำให้ข้ารีบหยิบเอกสารกว่าร้อยหน้าจากกระเป๋าสะพาย เห็นความหนาแล้วแทบเป็นลม เรียกโฟรเซนมาอ่านแทนได้ไหม
‘ท่องไว้ เพื่อเงิน’
มันช่างรู้ใจข้าดีจริงๆ พอหยิบเรื่องความอดอยากมาพูด เด็กกำพร้าที่ไม่เคยไปโรงเรียนเลยฝึกอ่านเขียนเองอย่างยากลำบากก็ตั้งอกตั้งใจศึกษาข้อมูลมากขึ้น แม้ข้าจะเคยทำงานเป็นบรรณารักษ์ได้นานที่สุด จึงมีเวลาแอบเสริมความรู้ให้ตัวเอง แต่ข้าก็ไม่ได้เป็นเด็กรักเรียนหรอกนะ แค่ไม่อยากแปลกแยกกับคนอื่นๆ ในแดนเทพต่างหาก
และสาเหตุสำคัญคือ…ไม่มีคนคบ
ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรู้จัก ไม่มีญาติ
แล้วตอนนั้นข้าจะทำอย่างไรได้นอกจากเอาหน้าจุ่มหนังสือ
แต่ตอนนี้ไม่ต้องขยันแบบนั้นแล้ว…ซะที่ไหนล่ะ!
“แดนทะเลทรายติดอันดับแดนอันตรายที่ไม่ควรเข้าใกล้ในอันดับที่ห้า” แค่ประโยคแรกก็มือสั่น ข้าอ่านออกเสียงตะกุกตะกักเพราะเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี “แดนนี้ถูกแบ่งเป็นสามเผ่าหลัก คือ…”
“ยกมือขึ้น!!” เสียงตวาดดุโคตรน่ากลัวทำให้ข้าปล่อยเอกสารกว่าร้อยหน้าแล้วยกสองมือขึ้นสูงทันทีเพื่อเอาตัวรอด รอบข้างมีแต่ทรายแท้ๆ แล้วพวกเขาโผล่มาจากหลุมไหนกันล่ะนั่น พลันหางตาข้าเห็นหลุมใกล้ๆ และเงาที่ปีนขึ้นมาสมทบหลายสิบคน…บ่งบอกว่าพวกเขาขึ้นมาจากหลุมจริงๆ
ทำภารกิจทีไรไม่เคยเริ่มต้นดีๆ สักครั้ง ทำไมนะทำไม!
‘หากลืมไป…ข้าจะช่วยเตือนความจำว่าเจ้าเป็นพวกดวงซวย ซวยซ้ำซ้อน ซวยแล้วซวยอีก ซวยซ้ำซวยซาก ซวยบรมซวย’
พรรณนาทำไมเยอะแยะในเมื่อความหมายเหมือนกันหมดนั่นคือข้าโคตรซวย!
“อย่าขยับ ยกมืออยู่อย่างนั้นแหละ ถอดหมวกฮู้ดของเจ้าด้วย” เสียงสั่งจากชายคนแรกดังขึ้น ซึ่งเขาคนนั้นก็มายืนเบื้องหน้าข้าพร้อมกับคบเพลิงอันใหญ่ ส่องสว่างเสียจนต้องหยีตา
เอิ่ม ข้างงมาก บอกให้ข้ายกมือขึ้น แต่ให้ถอดหมวก สรุปข้าต้องทำอย่างไรกันล่ะ
ด้วยสมองอันชาญฉลาด ข้าจึงสะบัดหัวไปด้านหลังแรงๆ หลายครั้งจนหมวกฮู้ดและผ้าคลุมกันทรายที่สวมทับร่นลงมา เผยให้เห็นใบหน้ายิ้มเจื่อนของข้า และเรือนผมสีดำแซมเงินไม่เหมือนใคร เป็นไงล่ะ ข้าสามารถถอดหมวกโดยไม่ต้องใช้มือได้ด้วย เก่งไหม
‘เก่งบ้านเจ้าสิ’
บ้านข้าตอนนี้ก็บ้านเจ้าแหละน่า
“เอ่ยนามเจ้ามา” ชายคนเดิมกล่าวเสียงห้วน และนั่นก็ทำให้ข้าเพิ่งสังเกตว่าเขาไม่สวมเสื้อ เผยให้เห็นมัดกล้ามแน่นๆ ที่แค่ต้นแขนก็ขนาดเท่าหัวข้าแล้ว ผมสีดำหยิกคล้ายสาหร่าย ท่อนล่างสวมกางเกงสีน้ำตาลเปื้อนทรายดูเก่าขาด ซึ่งพอกวาดตามองรอบๆ ก็พบว่าคนอื่นก็ใส่กางเกงแบบเดียวกัน บางทีอาจจะเป็นเครื่องแบบหรือสัญลักษณ์บางอย่างของเผ่านี้
ว่าแต่…เป็นเผ่าอะไรกันล่ะ
“เอ่ยนามเจ้ามา!”
“เซอเซเรซิสเซทัล” ข้าสะดุ้งเมื่อโดนตะคอกใส่ พยายามคงความนิ่งสงบเยี่ยงผู้ส่งสารที่มีประสบการณ์โชกโชนแม้ขาสั่นพั่บๆ ไม่น่าเชื่อถือ
“เจ้าเป็นใคร มาจากไหน มาที่นี่ทำไม สารภาพมาซะ!”
“ข้ามาส่งของให้คนที่ชื่อ ‘โพดีเซิร์ก’ น่ะ” ข้าเหงื่อตก อยากบอกชะมัดว่าอย่าตะโกนโฮกฮากแบบนี้สิ ข้าเป็นครึ่งเทพขวัญอ่อนนะ แต่พอเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปราวครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ข้าก็เดาว่าเขาคงรู้จักผู้รับของ บางที…ข้าอาจจะโชคดี ได้เจอกับคนในเผ่าของโพดีเซิร์กก็เป็นได้
“ข้านี่แหละโพดีเซิร์ก”
นั่นไงล่ะ ข้าโชคดีจริงๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เจอคนรู้จัก แต่เจอเจ้าตัวเองเลย!
“รบกวนเอ่ยชื่อยืนยันรับของด้วยขอรับ” ข้าดีใจมาก อยากจบภารกิจในสถานที่สุดอันตรายในแดนทะเลทรายเต็มที จึงรีบหยิบกระบอกปืนสีดำสนิทส่งให้อีกฝ่ายรอให้เขาคลายผนึกบนนั้น
‘เจ้าเชื่อคนง่ายไปแล้ว ไม่รู้สึกหรือไงว่ามันแปลกๆ’
เจ้าสิแปลก!
ข้าเถียงกลับด้วยรอยยิ้มมากมารยาท แม้จะเริ่มทะแม่งๆ เมื่ออีกฝ่ายแย่งปืนไปถือทันทีแถมยังพลิกไปมาคล้ายเพิ่งเคยเห็นของสิ่งนี้ครั้งแรก
ทั้งๆ ที่เป็นผู้สั่งทำอาวุธและให้ผู้สร้างจ้างผู้ส่งสารมาส่งถึงที่แท้ๆ
“เอ่ยชื่อรับของด้วยขอรับ”
“ขอโทษที ข้าลืมเสียสนิท” โพดีเซิร์กเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่เต็มใจเท่าไรนัก ดวงตาสีน้ำตาลเช่นเดียวกับทะเลทรายเป็นประกายวิบวับราวตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ อะไรบางอย่าง…ที่ทำเอาข้าต้องขนลุกซู่
“ข้าชื่อสเกลปิออซ บุตรชายเพียงคนเดียวของหัวหน้าเผ่าแมงป่อง ในฐานะที่เจ้าเป็นผู้ส่งอาวุธแก่ศัตรูของเรา ข้าจึงมีสิทธิ์จับกุมเจ้าในฐานะเชลย”
สิ้นคำ ประกายวาววับจากคมดาบนับสิบก็ชี้ตรงมายังตัวข้าที่อ้าปากค้างหน้าเอ๋อสุดขีด
“นะ…ไหนเจ้าบอกว่าชื่อโพดีเซิร์กไง”
“เจ้าเพิ่งส่งสารครั้งแรกหรืออย่างไร ไร้เดียงสาถึงขั้นไม่รู้ว่าถูกหลอก” สเกลปิออซแสยะยิ้ม “จับมัน!”
ข้าไม่ได้ส่งสารครั้งแรก แต่เพราะครั้งแรกเป็นภารกิจง่ายๆ ที่ผู้รับรองมาหาเองแถมยืนยันตัวตนรวดเร็วจนเป็นฝ่ายต้องตามหาของมากกว่าตามหาคน ข้าจึงคาดไม่ถึงว่าจะเจอเหตุการณ์แอบอ้างซึ่งหน้าเช่นนี้ ข้าใสซื่อจริงๆ นั่นแหละ ไร้เดียงสาอย่างที่โดนปรามาส แต่ข้า…ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวหรอกนะ
“โฟรเซน!!”
พลันร่างข้าเลือนหายก่อนที่พวกเขาจะจับกุมจนได้แต่ตะครุบอากาศ ความวิงเวียนของห้วงมิติไม่ทำให้ข้าพะอืดพะอมเพราะความกรุ่นโกรธมีมากกว่า ฟังจากเสียงแค่นหัวเราะในลำคอของเจ้าเสือแล้วคาดว่ามันเองก็ไม่ชอบใจเท่าไรนัก
‘ข้าเกลียดการถูกหลอกเป็นที่สุด!’
พวกเราคิดตรงกันเป็นครั้งแรก
“โฟรเซน ปืนนั่น”
‘ข้ารู้แล้ว’
เจ้าเสือเอ่ยพร้อมกับร่างข้าที่ลงจอดข้างกายสเกลปิออซพอดิบพอดี ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก ด้วยความเร็วของเวทข้ามมิติ เขาคงเห็นเพียงร่างข้าที่หายตัวกะทันหันแล้วมาปรากฏตรงนี้ในชั่วพริบตา
“ข้าขอคืนละนะ” ข้ากล่าวก่อนจะฉวยเอากระบอกปืนคืนอย่างง่ายดายเพราะหมอนี่ยังตกใจจนตอบโต้ไม่ทัน กว่าจะได้สติเงื้อดาบฟันร่างของข้าก็หายวับไปอีกครั้ง ข้อดีของเวทข้ามมิติช่างยอดเยี่ยม จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน สร้างความชุลมุนให้พวกนั้นหัวปั่น
“อย่าเพิ่งพาข้าไปที่อื่นสิโฟรเซน พาข้ากลับไปต่อยสเกลปิออซอะไรนั่นสักหมัดก่อน”
ข้ากล่าวอย่างไม่หายโกรธ ในเมื่อได้เปรียบแล้วจะถอยง่ายๆ ได้ยังไง พวกเราถือคติตีมาตีกลับไม่ใช่หรือ
‘ได้ตามต้องการ’
พลันภาพเบื้องหน้าคือแผ่นหลังแสนคุ้นเคย สเกลปิออซที่กำลังโกรธจนควันออกหูนั่นเองจะใครล่ะ อีกฝ่ายตะโกนสั่งเสียงดุให้ตามหาข้าแม้ต้องพลิกผืนทราย หารู้ไม่ว่าคนคนนั้นกำลังสะบัดศีรษะเร็วๆ เพื่อคลายความมึนงงจากเวทข้ามมิติ ก่อนจะยกมือสะกิดไหล่ร่างสูงใหญ่เบาๆ
จึกๆ
ข้าเล่นสนุกแต่พองาม เมื่ออีกฝ่ายกำลังจะหันหน้ามาก็รีบเงื้อหมัดที่กำแน่นมานานต่อยเปรี้ยงเข้าให้
“แก!”
ถึงจะไม่สามารถทำให้สเกลปิออซหงายหลังด้วยเรี่ยวแรงน้อยนิด แต่ท่าทางผงะเล็กน้อยและรอยช้ำแดงบนแก้มก็ทำให้ข้าหลุดยิ้ม เมื่อมองแววตาวาวโรจน์คล้ายอยากบีบคอเอาคืน ข้าก็นำสิ่งของที่เพิ่งทวงคืนฟาดซ้ำบนศีรษะแข็งๆ นั่น
“ท่านสเกลปิออซ!”
เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นเมื่อลูกชายของหัวหน้าเผ่าแมงป่องล้มหน้าทิ่มทราย แม้ข้าจะต่อยไม่แรง แต่ปืนโคตรหนักนั้นแค่เหวี่ยงไปตามแรงโน้มถ่วงโลกก็สร้างการโจมตีให้คนตัวโตหน้ามืดไปเหมือนกัน แน่นอนว่าข้าไม่ได้อยู่ชื่นชมผลงานนานนัก เมื่อมีคนปาดาบใส่ ร่างของข้าก็หายวับกลางอากาศ
‘ได้ซนแล้ว รู้สึกยังไงบ้างล่ะ’
เจ้าเสือกล่าวกระเซ้าเมื่อข้าร้องเย้หลังหลบมาอยู่ในห้วงมิติด้วยสภาพร่างกายปลอดภัยครบสามสิบสอง
ในที่สุดครึ่งเทพที่มักเป็นฝ่ายถูกรังแกอย่างข้าก็ได้โต้คืนกับเขาบ้าง
ช่างรู้สึก…
“สะใจเป็นบ้า!!”