The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 23 เบื้องหลัง
บทที่ 23
เบื้องหลัง
“อา…”
ข้าครวญครางเมื่อได้สติอีกครั้งแล้วพบกับสัมผัสเย็นเฉียบเป็นอย่างแรก คาดว่าเพราะร่างถูกวางให้นอนนิ่งกับพื้นกระเบื้อง สองมือกางแผ่ ใบหน้าคว่ำลง ทำให้รู้สึกถึงคราบเลือดแห้งกรังบริเวณข้างแก้ม ข้าแลบเลียริมฝีปากบรรเทาความกระหาย ก่อนจะลองขยับตัวเล็กน้อย
‘ห้ามขยับ’
เสียงของโฟรเซนทำให้ข้านอนนิ่งอย่างเชื่อฟัง
‘ค่อยๆ ลืมตา…อย่าเพิ่งกระโตกกระตากล่ะ’
ข้าทำตามคำนั้น ก่อนจะพบว่าด้านหน้าคือลูกกรง ส่วนพื้นที่ข้านอนอยู่นั้นเต็มไปด้วยรอยสลักจากมีดสร้างเป็นเขตอาคม
‘เจ้าอยากฟังข่าวดีหรือข่าวร้ายก่อนล่ะ’
น้ำเสียงของโฟรเซนเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มถึงอย่างนั้นก็โล่งใจ ข้าหลับตาปี๋แกล้งสลบไม่ตื่นเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตรวจตราของชาวเผ่างู
ข่าวร้ายแล้วกัน
‘รอยสลักที่เจ้าเห็นคืออาคมกักพลังเวท ทำให้ข้าไม่สามารถใช้เวทใดๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นการข้ามมิติหรือปรากฏกายเคียงข้างเจ้า คาดว่าในห้องบัลลังก์เองก็มีลวดลายพวกนี้บนพื้นเช่นเดียวกัน แต่ถูกพรมบังพวกเราจึงไม่ทันสังเกต’
แล้วทำไมเจ้ายังสื่อสารกับข้าได้
‘เพราะนี่เป็นผลพ่วงจากตราพันธสัญญา ไม่ใช่การใช้เวทใดๆ’
ข้าขมวดคิ้วกับความซวยนี้ ถูกสเกลปิออซหลอกจนเกือบยื่นอาวุธให้คนผิด แล้วดันโดนผู้รับของตัวจริงหักหลังจนถูกขังอีก ประสบการณ์การเป็นผู้ส่งสารของข้าจะย่ำแย่เกินไปแล้ว นี่แค่ภารกิจที่สองเองนะ
ไม่ทันจะร้องกระซิกเวทนาในโชคชะตา เจ้าเสือก็ห้ามปรามเสียงแข็งอีกครา
‘ห้ามขยับ ห้ามส่งเสียง’
แต่ข้าเจ็บนี่ ข้าร้องเจ็บไม่ได้หรือ
‘เจ้า…เอาเป็นว่านอกกรงมีชาวเผ่างูสองคนเฝ้าระวัง ทั้งคู่เดินเวรสลับฝั่งไปมาทุกสิบนาที ฉะนั้นจงทำเหมือนยังสลบไม่ตื่นซะ แม้ว่าข้าจะดีใจที่เจ้าตื่นสักทีหลังผ่านไปสามชั่วโมงก็เถอะ’
สามชั่วโมง!
ข้าหายเจ็บทันควัน คาดไม่ถึงว่าหลับเพียงวูบเดียวจะน็อกยาวขนาดนั้นเชียว สถานการณ์ด้านนอกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างนะ แล้วโพดีเซิร์กจับตัวข้าเพื่ออะไร
‘นั่นคือข่าวดี เพราะโพดีเซิร์กจับเจ้าเพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่ไม่ใช่การหมายเอาชีวิต’
ไม่ช่วยคลายข้อสงสัยสักนิด สรุปพวกนั้นจับตัวผู้ส่งสารแห่งสามภพเพื่ออะไร อย่าบอกนะว่าอยากให้ช่วยสู้กับอีกสองเผ่า เหอๆ…ครึ่งเทพแสนอ่อนแออย่างข้าต่อยกับเสือยังไม่ชนะเลย จะไปตีกับใครที่ไหนได้!
‘เพราะเจ้าอ่อนแอน่ะสิ พวกมันถึงจับตัวสำเร็จ หากเป็นสมาชิกคนอื่นของสมาพันธ์คงไม่พลาดท่าง่ายๆ เช่นนี้’
อย่าบอกนะว่า…ที่สมาชิกคนอื่นงานล้นมือจนพี่เพลต้องมอบภารกิจให้ข้าคือแผนที่ถูกวางไว้อย่างดีของโพดีเซิร์ก!
‘ข้าคิดว่าใช่’
อยากสลบไปอีกรอบจังเมื่อฟังการคาดคะเนของเจ้าเสือ
‘อย่าเพิ่งตีโพยตีพายสิ ภารกิจของสมาชิกคนอื่นถึงจะไม่อันตรายเท่านี้แต่ก็น่าจะวุ่นวายไม่แพ้กันหรอก ไม่อย่างนั้นจะถ่วงเวลาจนการส่งมอบอาวุธตกมาถึงเจ้าได้อย่างไร’
ข้าเริ่มเป็นห่วงคนอื่นๆ แล้ว ไม่สิ…บางทีข้าควรห่วงตัวเองก่อน เพราะอย่างที่เจ้าเสือมันบอกนั่นแหละ ข้าห่วยและอ่อนสุดในสมาพันธ์ ถึงได้เป็นเป้าหมายให้ถูกจับและโดนขังอยู่อย่างนี้ไง
“เจ้านั่นยังไม่ฟื้นอีกหรือ” เสียงคุ้นเคยของโพดีเซิร์กดังจากนอกกรง ข้าแทบกลั้นหายใจราวแสร้งตายมากกว่าแกล้งสลบ
“หัวหน้าคงจะฟาดแรงเกินไปน่ะขอรับ เจ้าโง่หน้าเอ๋อนั่นถึงสลบไม่ฟื้นสักที”
ปึ้ด!
คล้ายได้ยินเสียงบางอย่างขาดผึง
“ข้าฟื้นแล้วโว้ย!!”
เสียงนั้นคือเส้นดึงสติของข้าเอง เพราะมักถูกต่อว่าและใส่ความเสมอจนตกงานสามร้อยเก้าสิบแปดครั้ง เมื่อได้ยินคำปรามาสแล้วยอมไม่ได้ ต้องเถียงต้องโวยวาย ทวงถามร้องหาความเป็นธรรม
‘เจ้าเบื๊อก!’
โฟรเซนหาคำด่าใหม่สำเร็จ ซึ่งข้าไม่ยินดีสักนิด เพราะตอนนี้ถูกทุกสายตาของเผ่างูและโพดีเซิร์กจ้องตรึงกึ่งขำขัน พวกเขาคงไม่เคยเห็นนักโทษที่ซื่อและเซ่อเท่าข้ามาก่อน
เอาเถอะ อย่างน้อยการขยับตัวลุกยืนก็ทำให้ข้าได้ยินเสียงสายโซ่ และเมื่อไล่สายตามองตามก็พบว่าข้อเท้าของข้าถูกล่ามซึ่งเชื่อมติดกับกำแพงด้านใน
ขังในเขตอาคมไม่พอยังล่ามโซ่อีก กลัวข้าหนีขนาดนั้นเลยหรือ โทษที ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะหนีอย่างไร!
“อรุณสวัสดิ์ยามเช้านะท่านผู้ส่งสาร” โพดีเซิร์กเดินเข้ามาในกรงด้วยสีหน้ายิ้มร้ายกาจ เห็นแล้วข้าก็หมัดกระตุก ตอนแรกอยากเสยคาง แต่เพราะอีกฝ่ายสูงมากๆ เลยเล็งที่บริเวณหน้าท้องแทน
ลงไปนั่งจุกซะเถอะ ย๊าก!
‘เฮ้อ’
ฟังจากเสียงถอนหายใจของเจ้าเสือคงรู้ว่าข้าทำไม่สำเร็จ ตัวเตี้ยขนาดนี้หรือจะสู้แรงของหัวหน้าเผ่างูที่คว้าจับง่ายดาย แถมยังบิดแขนข้าจนร้องลั่นลงไปนั่งทรุดด้วยสีหน้าเจ็บใจ
“การทักทายแบบนี้ก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ เจ้าอยากลองจู่โจมอีกไหมล่ะ ข้าจะได้เล่นด้วยอีกสักครั้ง”
‘อย่าหาเรื่องใส่ตัว’
คำเตือนของเจ้าเสือทำให้ข้าตัดสินใจเมินคำเย้ยของโพดีเซิร์ก แล้วสะบัดหน้าหนีเชอะ
“ไม่สงสัยหรือท่านผู้ส่งสาร…ว่าข้าจับตัวเจ้ามาทำไม”
“ทำไมล่ะ”
แกล้งเมินได้ไม่นานก็ถูกความอยากรู้ครอบงำจนยอมเปิดปากถามโดยดี
“เพราะมีคนต้องการตัวเจ้าน่ะสิ และ ‘ท่านผู้นั้น’ จะมาถึงวันพรุ่งนี้ ข้าเลยมาเตือนเจ้าแต่เนิ่นๆ ให้ตัวดีๆ ห้ามทำเรื่องเสียมารยาทเด็ดขาด”
“ท่านผู้นั้น?” ข้าเอ่ยทวน แปลกใจที่ผู้นำเผ่างูเผยน้ำเสียงเคารพยำเกรงผู้อื่น นี่อาจเป็นสาเหตุที่เขาไม่มีออร่าความน่าเกรงขาม เพราะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่นมากกว่าจนไม่สมเป็นหัวหน้าเผ่า
“ใช่ ท่านผู้นั้น ผู้ที่ช่วยเหลือเผ่าพันธุ์เรามาตลอดจนสามารถต่อกรกับเผ่าอูฐและเผ่าแมงป่องได้อย่างสูสี ไม่ว่าจะด้านอาหาร ที่พัก อาวุธ หรือเงินตรา ท่านช่วยจัดแจงให้พวกข้าทั้งสิ้น” โพดีเซิร์กเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข ก่อนจะเหล่มองข้าราวมองขยะชั้นต่ำก็ไม่ปาน “แม้จะแปลกใจที่ท่านต้องการตัวเจ้า แต่ในเมื่อเป็นประสงค์ของท่านผู้นั้น ข้าก็ไม่ควรเอ่ยถามให้เสียมารยาท”
“เจ้ากลัวเขาก็บอกมาเถอะ” ข้าตอกกลับอย่างปากไว ผลคือโดนรองเท้าหนังของโพดีเซิร์กเตะหัวเข้าให้ ประเด็นคือตรงนั้นคือตำแหน่งเดียวกับที่โดนกระบอกปืนฟาดเต็มๆ เลือดที่แห้งไปแล้วจึงไหลอาบอีกครั้งตามแนวแก้มบนดวงหน้าขาวซีด
‘ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าหาเรื่อง’
เจ้าเสือย้ำเสียงดุ ข้าที่ก้มหน้าจึงเม้มปากแสดงสีหน้าดื้อดึง ต่อให้เป็นครึ่งเทพที่ไม่มีใครต้องการ โดนดูถูกโดนเหยียดหยามไม่เว้นวัน แต่ข้าก็ไม่เคยยอมโดนรังแกฝ่ายเดียว ต่อให้รู้ว่าสู้ไม่ได้ ข้าก็ต้องเอาคืนสักนิดสักหน่อยเพื่อไม่ให้ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น
เจ้าไม่เจอเหมือนข้า เจ้าไม่เข้าใจหรอก!!
‘ข้าไม่เข้าใจ แต่คิดว่าข้าอยากให้เจ้าเจอแบบนี้หรือไง!’
เจ้าเสือตะโกนใส่จนข้าสะดุ้ง ไม่เคยได้ยินมันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้นขนาดนี้มาก่อนเลย
เจ็บใจตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้…และโกรธแค้นโพดีเซิร์กที่ทำร้ายข้า
นึกแล้วมันคล้ายจะน่าเวทนากว่าตัวข้าที่ถูกทำร้ายชอบกล ข้าจึงยอมสงบใจและอยู่เงียบๆ โดยดี เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนช่วยปรามอย่างจริงจัง และแสดงความห่วงใยอย่างจริงใจ
“นิ่งทำไม วางแผนหนีอยู่รึไง”
แต่มีคนไม่ยอมให้ข้าเป็นเด็กดี เพราะโพดีเซิร์กกระชากผมข้าขึ้นมา จงใจขยุมตรงที่ถูกฟาดและโดนเตะจนเลือดไหลอาบ
“อย่าคิดให้เปลืองเวลาเลย เพราะอย่างไรเจ้าก็ไม่มีทางหนีพ้นอยู่แล้ว”
เจ้าจะรู้อะไร
ข้าหรี่ตาอยากเถียงกลับ แต่เพราะน้ำเสียงของเจ้าเสือเมื่อครู่เลยไม่เอ่ยตอบอะไร ได้แต่คิดในใจว่าถ้ารุ่นพี่ในสมาพันธ์เสร็จภารกิจอื่นแล้วพบความผิดปกติ อาจจะมาช่วยทันเวลาก่อนเจอท่านผู้นั้นในวันพรุ่งนี้ ถ้าเป็นพี่เพลยิ่งดี เพราะเขาคือรองหัวหน้าสมาพันธ์ พยัคฆ์เมฆาย่อมแข็งแกร่งมาก
จะว่าไป…หากเอรินเร็วที่สุด ซีเอลเชี่ยวชาญการใช้อาวุธที่สุด เจ้าเสือของข้ามีกรงเล็บที่แหลมคมที่สุด แล้วพี่ซัฟเฟอร์ล่ะ
‘ซัฟเฟอร์รัสสร้างเพลิงที่มีพลังทำลายล้างมากที่สุด สามารถเผาผลาญได้ทุกสิ่งกระทั่งกรงขังรวมถึงรอยสลักอาคมบนพื้น หากหมอนั่นมาช่วยเจ้าจริงๆ คงทำลายล้างทุกอย่างที่นี่ได้ง่ายดายยิ่งกว่าการแอบกินขนมหวานลับหลังเพลโธรัสเสียอีก’
ข้าหลุดยิ้มเมื่อเจ้าเสือช่วยยืนยันความคิด
“ยิ้มทำไม”
โพดีเซิร์กตบแก้มจนหน้าหัน โอ๊ย จะต่อยจะตีก็ทำไปสิ แต่อย่าทำร้ายหน้าข้าได้ไหม ข้ากลัวไม่หล่อ!
‘ป่านนี้แล้วยังคิดเรื่องหล่อไม่หล่ออีกหรือ’
ถ้าไม่คิดเรื่องอื่น ข้ากลัวจะปากไวอีกนี่นา
‘เอาเถอะ…เจ้าทนอีกหน่อย ต่อให้พวกนี้วางแผนถ่วงเวลามากมายเพียงไร แต่สมาชิกในสมาพันธ์ทุกคนยกเว้นเจ้าสามารถเอาตัวรอดได้สบายมาก ขอเพียงคนใดคนหนึ่งมาหาเจ้าย่อมรอดพ้นจากสถานการณ์นี้ ฉะนั้นอย่ายั่วโมโหพวกมันมากนัก เกิดพลั้งมือทำร้ายเจ้าถึงตายขึ้นมา ต่อให้กลาเซียสมาเองก็คงสายเกินไป…’
ตอนพูดเรื่องตาย เสียงของเจ้าเสือสั่นจนข้ารับรู้ได้ว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวขนาดไหน
นั่นสินะ ข้าคือเจ้านายคนที่สี่ของมัน ต้องมีชีวิตยืนยาวกว่าเจ้านายสามคนในอดีตของมันรวมกันให้ได้!
‘เจ้าบื้อเอ๊ย’
ด่ายังไงให้ไม่เจ็บไม่คัน สงสัยข้าเริ่มมีภูมิต้านทานแล้ว
“จับตามองดีๆ อย่าให้เกิดเรื่องก่อนท่านผู้นั้นจะมาล่ะ”
อาจเพราะข้าเงียบเกินไปจนรังแกไม่สนุก โพดีเซิร์กจึงปล่อยตัวแล้วหันไปกล่าวกับทหารยามสองนายด้านหน้าพร้อมกับประตูลูกกรงที่ปิดสนิท ข้านอนนิ่งไม่กล้าขยับอยู่พักใหญ่ จนเผ่างูสองคนเริ่มเดินตรวจความเรียบร้อยจึงค่อยๆ กระเถิบตัวไปนั่งพิงกำแพง
แคว่ก!
สองทหารยามหน้าห้องขังรีบเดินกลับมาจับผิดทันทีเมื่อได้ยินเสียงผิดปกติ ต้องขอบคุณผ้าคลุมกันทรายของพี่เพลที่มอบให้ข้า เพราะนอกจากจะเหนียวฉีกยากแล้วยังช่วยคลายความหนาวดีเยี่ยม ด้วยเหตุนี้ข้าจึงต้องฉีกเสื้อฮู้ดตัวในที่ผ้าบางกว่าแทนเพื่อพันศีรษะ
“ข้าห้ามเลือดเฉยๆ จะแตกตื่นกันทำไม” ข้าชินซะแล้วกับการเจ็บเองและรักษาตัวเอง ไม่นานก็พันผ้ารอบศีรษะสำเร็จ แม้เลือดเริ่มหยุดไหล แต่พอเห็นข้างกายว่างเปล่าก็สงสัย เอ๋ แล้วกระเป๋าสะพายของข้าล่ะ
‘ถูกเจ้าพวกนั้นยึดไปตั้งนานแล้ว’
ข้ารีบสำรวจตัวเองทันทีว่าถูกปล้นอะไรไปอีก ก่อนจะพบว่าเข็มขัดของข้าถูกถอดออกไป เอ่อ…เผ่างูคงไม่คิดว่าใช้เข็มขัดแทนอาวุธได้หรอกนะ ไม่สิ ถ้าเป็นซีเอลคงใช้แทนอาวุธได้จริงๆ นั่นแหละ
ข้าถอนหายใจอย่างปลงตกก่อนจะสำรวจห่วงคล้องข้อเท้าซึ่งเชื่อมกับโซ่ล่ามว่าพอปลดเองได้หรือไม่ ต้องขอบคุณที่เผ่างูไม่ได้ทันสมัยถึงขนาดมีกลไกพลิกแพลงมากมาย ข้าหลุดยิ้มทันทีเมื่อเห็นช่องเล็กๆ ตรงห่วงรัดข้อเท้าบ่งบอกว่าสิ่งนี้สามารถถูกปลดได้ด้วยกุญแจ
ช่างบังเอิญ เพราะตุ้มหูที่ทำจากลวดเงินของข้าไม่ถูกริบ
แหงสิ ใครจะคิดล่ะว่าเครื่องประดับไร้ราคานี้จะเป็นจุดพลิกสถานการณ์!
‘ขอเพียงออกจากวงเวทสลักอาคมบ้าๆ นี่ ข้าทำตามที่เจ้าต้องการได้ทุกอย่าง’
เจ้าเสือเอ่ยขึ้นหลังอ่านความคิดแผลงๆ ของข้า
ขอเพียง…ออกจากห้องนี้เท่านั้น!!