The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 24 ท่านผู้นั้น
บทที่ 24
ท่านผู้นั้น
ท่ามกลางควันไฟลอยขึ้นเหนือฟากฟ้า แสงสว่างของเพลิงผลาญเจิดจ้าในความมืด ชายหนุ่มผู้นั่งบนหลังคาบ้านหลังหนึ่งเผยยิ้มบาง เขาเงยหน้าขึ้น พลันหยดน้ำหยดหนึ่งตกกระทบบางสิ่งที่ครอบคลุมรอบตัวราวโดมใสขนาดเล็ก ช่วยปกป้องจากสายฝนที่โปรยปรายลงมา
เปลวไฟร้อนฉ่าถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นฉ่ำชื่นใจ ชายหนุ่มเผยยิ้มกว้างมากขึ้น ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น เพราะจู่ๆ จดหมายฉบับหนึ่งปรากฏวาบ สิ่งนี้ทะลุผ่านม่านพลังได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ แต่เมื่อเห็นตราสัญลักษณ์คุ้นเคยบนนั้น ชายหนุ่มก็ดีดนิ้วหนึ่งครั้งพร้อมจดหมายที่กางออก
บนนั้นมีเพียงสองบรรทัดสั้นๆ
“ท่าทางงานจะเข้าแฮะ…”
ข้าสะเดาะกลอนสำเร็จ!
ยังก่อน ยังดีใจไม่ได้ เพราะปัญหาคือเผ่างูสองคนหน้าห้องขัง
ข้านั่งทับเท้าที่ปลดตรวนเรียบร้อยเพื่อความแนบเนียน ก่อนจะขดลวดให้เป็นตุ้มหูขนาดเล็กเพื่อเก็บเข้าตำแหน่งเดิม
จากนั้น…
‘ข้าแนะนำให้เจ้าใช้แผนท้องเสียดีกว่าอาหารเป็นพิษนะ’
เจ้าเสือแย้งก่อนที่ข้าจะโอดโอยสำออย เอ๊ะ ท้องเสียดีกว่างั้นหรือ แต่ข้าคิดว่าอาหารเป็นพิษดูร้ายแรงกว่านะ
‘ลองใช้สมองน้อยๆ ของเจ้าคิดสิ หากเจ้าบอกว่าอาหารเป็นพิษ พวกมันอาจจะตามหมอมารักษาในคุก แต่ถ้าเจ้าบอกว่าท้องเสีย…ใครจะยอมให้เจ้าปล่อยของเสียในคุกกันล่ะ’
คิดอีกก็ถูกอีก โฟรเซนช่างหลักแหลมจริงๆ ข้าพยักหน้าหงึกหงักเป็นการตอบรับ ก่อนจะกุมท้องดีดดิ้นอย่างสมจริง
‘สมจริงก็บ้าแล้ว’
แม้โดนเหน็บแนม ข้าก็ยังกลิ้งต่อ
“โอ๊ย! ข้าปวดท้อง โอ๊ยยย ข้าจะราดแล้ว ช่วยด้วย”
ตอนบอกปวดท้องทหารยามไม่สนใจ แต่พอบอกจะราดเท่านั้นแหละแตกตื่นขึ้นมาทันที หนึ่งในนั้นรีบล้วงกุญแจมาไขกรงขัง กระชากแขนหมายฉุดตัวข้าให้ออกจากที่แห่งนี้ไปห้องปลดทุกข์ห้องด้านข้างซึ่งสลักอาคมเช่นเดียวกันก่อนจะปล่อยสิ่งไม่พึงประสงค์ออกมาจริงๆ
ข้าซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้วใช้ตรวนเหล็กฟาดป้าบกลางกบาล
“โอ๊ย!”
จากเสียงร้องของนักโทษ กลายเป็นเสียงร้องของผู้คุมนักโทษ เผ่างูอีกคนเห็นเพื่อนโดนเล่นงานก็วิ่งเข้ามาหมายจะจัดการข้า แต่โทษที เขาถือหอก ส่วนข้าแกว่งโซ่ ถึงจะไม่เก่งกาจเท่าซีเอลแต่ด้วยระยะห่างและห้องขังที่แคบเพียงเท่านี้ก็ทำให้ข้าเหวี่ยงตรวนเหล็กโคตรหนักกระแทกใส่ลำตัวเป้าหมายคนสุดท้ายสำเร็จ
“อ๊าก”
ยังไม่สลบก็กระทืบซ้ำ หึ อย่าดูถูกครึ่งเทพเชียวนะ ถึงจะซื่อจนติดกับง่ายๆ แต่เอาตัวรอดเก่งรู้ไว้ด้วย!
‘ออกไปเร็ว’
เจ้าเสือเร่งเมื่อข้าวุ่นวายกับการเตะสองทหารยามเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ตื่นขึ้นมาเร็วๆ นี้ แต่พอจะวิ่งหน้าระรื่นออกจากห้องขัง ประตูคุกที่เปิดอ้ากลับปิดตัวเองซะงั้นจนข้าได้แต่เขย่าซี่กรงโวยวายกับความซวย
“อะไรเนี่ย!” จริงๆ ใช้ลวดช่วยไขก็ได้ ก่อนหน้านี้มีคนเฝ้าเลยทำไม่ได้ ส่วนตอนนี้อยากทำก็ต้องแข่งกับเวลา
‘หยิบกุญแจจากเอวหมอนั่นสิ’
“รู้แล้วๆ”
“รู้แล้วจริงๆ หรือ”
“ก็บอกว่ารู้แล้วไง…เอ๊ะ”
ข้าซึ่งกำลังเดินกลับไปหากุญแจจากเผ่างูที่สลบไสลชะงัก เพราะเสียงตอบไม่ใช่เจ้าเสือ แต่เป็น…
“โพดีเซิร์ก!”
“ไม่เลวนี่ท่านผู้ส่งสาร อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ใช่บุคคลไร้ค่าที่นั่งรอความตาย” โพดีเซิร์กฉีกยิ้มชั่วร้าย พลันเสียงฝีเท้าของทหารเผ่างูกรู่เข้ามาล้อมรอบหน้าห้องขังจนเต็มไปหมด
‘เซอเซส…รีบๆ หาทางออกจากวงเวทบ้าๆ นี่ก่อนโดนจับเร็ว ข้าเดาว่าท่านผู้นั้นที่พวกมันเทิดทูนอาจเดินทางมาถึงก่อนกำหนด!’
เจ้าเสือไม่ช่วยอะไรเลยนอกจากทำให้ข้าตื่นตูมจนขาพันกัน เพราะชาวเผ่างูไม่เปิดโอกาสสักนิด เห็นข้าทำท่าจะหยิบตรวนเป็นอาวุธก็เปิดประตูกรงแล้วพุ่งมาจับกดกับพื้นด้วยท่วงท่าไม่ต่างกับที่ทำร้ายข้าคาห้องบัลลังก์ ข้าพยายามดิ้นขัดขืนแต่ก็ต้องร้องจ๊ากเมื่อโดนบิดแขนจนกระดูกแทบลั่นเพื่อสวมกุญแจมือ
‘บนห่วงกุญแจมือสลักอาคมเดียวกับบนพื้นห้องขัง…เจ้า…โชคดีนะ’
ไม่นะ ข้ายังไม่อยากตาย!
น้ำตาจะไหลเมื่อโดนเผ่างูแบกออกจากห้องขังโดยไม่อาจทำอะไรได้ เจ้าเสือสบถอะไรสักอย่างที่ข้าฟังไม่ทัน เพราะมัวไว้อาลัยตัวเอง
“พาตัวมันไป อย่าให้ท่านผู้นั้นรอนาน”
ฮือๆ เจ้าเสือมันพูดถูกจริงๆ ด้วย โพดีเซิร์กมาหาข้าเพราะท่านผู้นั้นมาถึงก่อนกำหนด
ทหารเผ่างูล้อมตัวข้าอย่างแข็งขัน ไม่เปิดช่องว่างให้หลบหนีสักนิด ยิ่งข้าโดนหามขึ้นบ่าเยี่ยงกระสอบทรายด้วยแล้วยิ่งสิ้นหวัง ไม่นาน…พวกเขาก็พาข้าไปยังห้องหนึ่งซึ่งหรูหราเสียยิ่งกว่าห้องบัลลังก์ซะอีก
เก้าอี้หยกตรงกลางมีเงาหนึ่งนั่งประสานมือบนตักอย่างรอคอย ข้าสะบัดศีรษะด้วยความมึนเพราะโดนแบกในท่าหน้าคว่ำมองพื้นเป็นเวลานานจนเลือดลงหัว ไม่ทันทรงตัวยืนดีๆ ก็ถูกผลักกะทันหันจนทรุดนั่งท่าคุกเข่าต่อหน้ารองเท้าหนังขัดเงาอย่างดี
ข้าสะดุ้งเมื่อเห็นลวดลายคุ้นตา…ช่างกล้ามากที่สวมรองเท้าหนังงูเข้ามาในเผ่างู! แต่กับผู้ที่โพดีเซิร์กให้ความเคารพนับถือ ต่อให้ฆ่าเผ่างูสักคนแลกกับการสนับสนุนช่วงสงครามยังยอมได้ นับประสาอะไรกับการวางแผนจับตัวผู้ส่งสารประเคนถึงที่ เพราะเสียงประตูที่ปิดลงพร้อมเสียงฝีเท้าที่จากไป บ่งบอกว่าโพดีเซิร์กและชาวเผ่างูทิ้งให้ข้าอยู่กับบุคคลอันตรายสองต่อสอง
ข้ากลืนน้ำลาย แทบไม่กล้าเงยหน้าสบตา แต่อีกใจก็อยากจะเห็นผู้อยู่เบื้องหลัง จึงหลับตาข้างลืมตาข้างขณะค่อยๆ เงยมองท่านผู้นั้น
พลันเสียงพยัคฆ์คำรามอย่างเคียดแค้นระคนรวดร้าวดังก้อง
‘ฮา…เวส…เตอร์!’
ข้ากลืนน้ำลายไม่ลงแล้ว ฝืดคอเหลือเกินเมื่อได้เผชิญหน้ากับอดีตเจ้านายของเจ้าเสือที่เป็นผู้ทรยศสมาพันธ์!
“ฮา…เวส…เตอร์”
ข้าทวนคำด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ทั้งกลัวทั้งเกรงแต่ก็ไม่ยอมก้มหน้าง่ายๆ ชายผู้นี้ยังดูหนุ่มอยู่เลย สวมชุดคลุมหนังลายเกล็ดงูยาวจรดข้อเท้า เสื้อตัวในเป็นเสื้อกั๊กรัดรูปสีดำ ผูกโยงไปมาด้วยเชือกเส้นเล็ก เข้ากับสายโซ่สีเงินร้อยระโยงระยางตรงเข็มขัด
“ใช่ ข้าคือฮาเวสเตอร์”
น้ำเสียงทุ้มต่ำ ครั่นคร้าม ชวนให้ตัวสั่น แต่ข้ายังคงจับจ้องคนคนนี้ต่อแทบไม่กะพริบตา โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายโน้มตัวใกล้ ให้ข้าได้พิจารณาเค้าโครงหล่อเหลาทว่าร้ายกาจ ผมสีดำยาวรวบปัดมาด้านหน้า ตัดกับผิวขาวซีดไม่ต่างจากซากศพ เรียวหูแหลมแต่ไม่เรียวยาวเท่าชาวเอลฟ์ ประดับด้วยตุ้มหูนับสิบทั้งสองข้าง แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตาสีอเมทิสต์เข้มจนเกือบดำ…เพราะแทบไร้ความรู้สึกใดๆ ปรากฏในนั้นราวหลุมดำก็ไม่ปาน
“เจ้านายคนนี้ของเจ้าดูปวกเปียกชอบกลนะโฟรเซน”
‘หุบปากโสโครกเจ้าซะ!!’
เจ้าเสือตะโกนก้องอย่างระงับอารมณ์ไม่อยู่ พร้อมกับแสงสีทองที่ฉาบไปทั่วตัวของข้า มันคงพยายามจะใช้พลังบางอย่างแต่ไม่สำเร็จ เพราะไม่ทันถึงเสี้ยวนาที แสงสีทองนั่นก็ถูกดูดมารวมที่กุญแจมืออย่างรวดเร็ว
‘เซอเซส ถอยห่างจากหมอนี่ซะ!’
อยากทำตามคำนั้นอยู่หรอกนะ หากไม่ติดว่าฮาเวสเตอร์วิจารณ์เสร็จก็จับคอข้าพลางบีบเบาๆ จนตัวแข็ง จริงๆ ข้าก็ไม่กล้าขยับตัวตั้งแต่สบตาไร้ประกายของคนผู้นี้แล้ว แผ่ออร่าโฉดขนาดนี้ตอนนั้นหลงทำพันธสัญญาได้ยังไงนะเจ้าเสือ ว่าข้าซื่อแต่เจ้าดันบื้อกว่าข้าอีก!
‘ใช่เวลาชวนทะเลาะหรือ เจ้า…เจ้าอดทนไว้’
เสียงเจ้าเสือแทบจะขาดหายใจตามข้า เพราะมือที่บีบคอเริ่มลงแรงมากขึ้นจนนิ่วหน้า
‘ไม่ ข้าไม่ยอมหรอก!!’
โฟรเซนตะโกนพร้อมกับแสงสีทองที่ปรากฏทั่วร่างของข้าอีกครั้ง และก็เป็นอย่างที่คาดไม่มีผิด เมื่อแสงสีทองอ่อนค่อยๆ จางหายไปในกุญแจมือไม่ต่างจากคราแรกสักนิด
ข้าค่อยๆ หลับตาอย่างยอมรับชะตากรรม
“หากเจ้าดูมีประโยชน์กว่านี้ ข้าคงเก็บไว้ใช้งาน แต่ในเมื่อเจ้าดูปวกเปียกไร้ความสามารถ เห็นทีข้าคงต้องฆ่าเจ้านายของพยัคฆ์สีทองด้วยมือตัวเองอีกครั้งแล้วละ…ลาก่อน”
“ไม่ลาโว้ย!”
ความขลาดกลัว ความหวาดหวั่น ความรู้สึกที่ถูกกดข่มให้ยอมจำนนแปรเปลี่ยนเป็นความไม่ยินยอมเมื่อหมอนี่พูดในสิ่งที่โหดร้ายเกินกว่าจะทนฟัง ไม่ว่าจะเรื่องหาว่าข้าปวกเปียกไร้ความสามารถก็ดี หรือเรื่องความแค้นในอดีตของเจ้าเสือที่กำลังจะซ้ำรอยเดิมก็ดี
ข้าไม่ยอม! ไม่ยอม!!
“เจ้าคิดว่าตัวเองดีเลิศประเสริฐศรีนักหรือไง หลอกใช้งานคนไปทั่ว ปั่นหัวคนอื่นไปทั่ว คิดว่าทำตัวแบบนี้จะมีคนรักคนชอบหรือ มีแต่คนรังเกียจน่ะสิไม่ว่า”
ความปากไวทำพิษ แต่พอได้เอ่ยออกมาไอ้อาการตัวแข็งราวโดนสะกดหลังสบตาอีกฝ่ายก็เลือนหาย ข้าเบิกตาโพลงจ้องให้ชัด ต่อให้โดนสวมกุญแจมือก็ไม่อาจห้ามปรามการด่ากราดของข้าได้
“เชิดหน้าสูงส่งราวตัวเองเก่งกาจเสียเต็มประดา แต่จริงๆ เป็นหมาหัวเน่าที่ไม่มีใครคบ!”
เอาล่ะ ได้พูดความในใจแล้ว ค่อยยังชั่วหน่อย ต่อจากนี้ถ้าต้องตายก็ถือว่าตายตาหลับ
‘เจ้าต๊องเอ๊ย!’
เสียงเจ้าเสือฟังลนลานอยากต่อยข้าสลบ ก่อนจะกลายเป็นความนิ่งสงบพร้อมต่อรองยื้อเวลา
‘บอกมันไปเซอเซส ถ้าอยากได้พลังของพยัคฆ์เมฆา…ข้าจะให้ แต่ห้ามแตะต้องเจ้า!’
“จะเตะจะแตะข้าก็เชิญสิ ข้าไม่ให้!” ข้าส่ายหัวปฏิเสธ ไม่ยอมบอกต่อข้อความของเจ้าเสือ เพราะหากฮาเวสเตอร์อยากใช้เวทข้ามมิติ เขาต้องพึ่งเจ้านายคนปัจจุบันของโฟรเซนหรือก็คือตัวข้า เท่ากับว่าข้าจะรอดพ้นปลอดภัยไปอีกสักพัก แต่ถ้าต้องแลกกับการใช้พลังนี้เพื่อทำลายพวกพ้องในสมาพันธ์ละก็…ข้าไม่ยอมหรอกนะ
ที่นั่นคือบ้านหลังแรก เพื่อนคนแรก รุ่นพี่คนแรก และหัวหน้าคนแรกที่ยอมรับในตัวข้า ข้าไม่มีทางหักหลังเด็ดขาด!
‘เจ้านี่มัน…’
“หึ สงสัยข้าคงจะดูถูกเจ้าไปสักหน่อย เพราะเจ้าก็มีดีอยู่นี่นะ”
ข้ายืดอกรับเมื่อได้ยินคำชมเชย
“ความถือตัว ทระนงตน น่าสนใจอยู่หรอกหากไม่ขัดแย้งกับความต้องการของข้า เสือเลี้ยงไม่เชื่องยังทนได้ แต่กับครึ่งเทพอัปมงคลที่เลี้ยงไม่เชื่องข้าคงทนไม่ได้ อีกอย่าง ถ้าข้าฆ่าเจ้าตายพยัคฆ์เมฆาย่อมไร้เจ้านาย ในสถานการณ์ที่เป็นต่อนี้…ข้าสามารถบังคับให้โฟรเซนทำพันธสัญญาอีกครั้ง เจ้าเชื่อหรือไม่”
“พยัคฆ์เมฆาเลือกตายพร้อมเจ้านายได้…” ข้าพึมพำตามคำบอกของเจ้าเสือที่ประกาศก้องในหัว ถ้าเลือกได้ย่อมไม่อยากให้เรื่องราวเลวร้ายถึงขั้นนั้น แต่ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าท้าทาย ข้ากับเจ้าเสือก็คล้ายใจตรงกัน ต่อให้โดนหยามก็ไม่ยอมอ่อนข้อ
“หากเจ้าฆ่าข้า…โฟรเซนจะตายไปพร้อมกับข้า เจ้าเชื่อหรือไม่”
พูดเองสะท้านใจเอง ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่ยอมหลบตาฮาเวสเตอร์
เจ้ายอมตายพร้อมข้าจริงหรือ
ต่อหน้าแสดงออกอย่างมาดมั่น ลับหลังข้าแอบกระซิบถามเจ้าเสืออย่างไร้ความมั่นใจ
‘ไม่ต้องซึ้ง หากต้องโดนบังคับให้ทำพันธสัญญากับมัน ข้ายอมตายพร้อมเจ้าดีกว่า!!’
ฟังมันตอบสิ ทำเอาอารมณ์หวั่นไหวของข้าเหือดหายเลยทีเดียว มันไม่ได้อาลัยอาวรณ์ในตัวข้า แต่ชังน้ำหน้าฮาเวสเตอร์เกินกว่าจะรับใช้
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ คำโต้กลับของข้าทำให้ฮาเวสเตอร์ตะลึงงัน ชายหนุ่มยกมือปิดบังดวงตา คล้ายไม่ต้องการให้เห็นอารมณ์แปรปรวนในนั้น ก่อนจะค่อยๆ ลดมือลงมา แย้มยิ้มพลางมองหน้าข้าแต่จริงๆ แล้วกำลังมองหาเจ้าเสือในตัวข้าต่างหาก
“ต่อให้ตาย ก็ไม่ยอมผูกพันธะกับข้าสินะ”
‘ใช่ ความตายย่อมดีกว่าสิ่งนั้น’
ต่อให้ไม่ได้ยิน เจ้าของดวงตาสีอเมทิสต์คล้ายรับรู้ได้ถึงการตอบโต้ของเจ้าเสือ ฮาเวสเตอร์สะบัดมือไปด้านข้าง พลันดาบเรียวสีดำปรากฏกลางอากาศกะทันหัน เขาคว้าสิ่งนั้นก่อนจะหันด้านคมจ่อคอข้าด้วยแววตาวาวโรจน์!
“ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้า…”
“ไม่ต้องถามแล้ว คำตอบคือใช่! ไม่ว่าจะเป็นข้า โฟรเซน หรือว่าใครก็ตาม ไม่มีทางติดตามรับใช้เจ้า!!”
พูดจบข้าก็หลับตาปี๋ กลัวตายก็กลัวแต่ในเสี้ยวนาทีสุดท้ายเห็นฮาเวสเตอร์สติหลุดนับว่าสาแก่ใจแล้ว ถึงจะอดเสียดายไม่ได้ เพราะข้ากับโฟรเซนเพิ่งทำความรู้จักกันได้ไม่นาน
…ลาก่อนเจ้าเสือ ข้าดีใจนะที่ได้ผูกพันธะกับเจ้า
ข้าเอ่ยความในใจที่ไม่เคยพูดออกมา เพราะก่อนหน้านี้พวกเราเอาแต่ทะเลาะกันนับครั้งไม่ถ้วน
‘ลาก่อนเซอเซส แต่ข้าไม่ดีใจหรอกที่ต้องตายพร้อมเจ้าในตอนนี้’